มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อยากรู้เรื่องคนอาภัพ







ตอบคำถามโดยพี่ดอกแก้ว




ถาม อยากรู้เรื่องคนอาภัพ ทำไมจึงเป็นคนอาภัพครับ ทำให้เบื่อชีวิตนี้จังเลย คนอาภัพ เกิดจากสาเหตุอะไร ทุกวันนี้ผมมีปมด้อยมาก เพราะเป็นคนอาภัพ ไม่ค่อยมีเพื่อนฝูง ขอให้ช่วยให้ความสว่างกลางใจผมด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

ตอบ อ่านคำถามแล้วรู้สึกเห็นใจคุณและเข้าใจนะคะ แต่ก็ต้องขอเรียนให้ทราบด้วยเหตุผลตามความจริงว่า คำว่าคนอาภัพ ในทางโลกกับทางธรรมนั้นไม่เหมือนกัน

คนอาภัพทางโลกนั้นคือคนที่อยากได้อะไรหรืออยากเป็นอะไรแล้วก็ไม่สมหวัง อยากมีเพื่อนฝูงอย่างคุณผู้ถามเป็นต้น ก็ไม่ค่อยมี แล้วก็กล่าวว่าเป็นคนอาภัพ นี่เป็นความหมายของคนอาภัพทางโลก

แต่คนอาภัพทางธรรมนั้น หมายถึงคนที่ไม่อาจบรรลุมรรคผลในชาตินี้ ท่านเรียกว่า อภัพพบุคคล ได้แก่คน ๔ ประเภทคือ คนที่เกิดด้วยอุเบกขาสันตีรณะอเหตุกกุศลวิบาก คนที่ทำกรรมหนักชนิดที่เรียกว่าอนันตริยกรรม คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คนที่ไม่มีศรัทธา

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [3 ต.ค. 2551 , 09:04:41 น.] ( IP = 125.27.172.8 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



๑. คนที่เกิดด้วยอุเบกขาสันตีรณะอเหตุกกุศลวิบาก คือเกิดด้วยปฏิสนธิจิตที่เป็นผลของกุศลที่ไม่มีเหตุประกอบ เป็นกุศลที่มีกำลังอ่อน เกิดเป็นบ้าใบ้ ตาบอด หูหนวก ปัญญาอ่อนมาแต่กำเนิด คนพวกนี้เป็นคนอาภัพเพราะไม่อาจบรรลุมรรคผลได้ แม้จะได้หันเหชีวิตมาเจริญมรรคมีองค์ ๘ ก็ตาม

๒. คนที่ทำกรรมหนักชนิดที่เรียกว่าอนันตริยกรรม คือฆ่าแม่ ฆ่าพ่อ ฆ่าพระอรหันต์ ทำโลหิตพระพุทธเจ้าให้ห้อ ทำลายสงฆ์ให้แตกกัน คนที่ทำกรรม ๕ อย่างนี้ แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่าอภัพพบุคคล เพราะแม้จะฉลาดอย่างไรก็ไม่อาจบรรลุมรรคผลได้ เพราะได้ทำกรรมหนักที่จะต้องนำไปสู่นรกทันทีเมื่อตายลง กรรมดีใดๆ ไม่อาจขวางกั้นกรรมหนักได้ กรรมหนักทั้ง ๕ นี้ต้องให้ผลก่อน

๓. คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ คือเป็นคนมีความเห็นผิด ไม่เชื่อบุญเชื่อบาปเป็นต้น ใครจะชี้แจงแสดงเหตุผลอย่างไรก็ไม่ยอมเชื่อฟัง คนอย่างนี้เป็นคนอาภัพเช่นกัน เพราะไม่มีทางบรรลุมรรคผลในชาตินี้ได้

๔. คนที่แม้จะเกิดมาด้วยไตรเหตุ ไม่ทำกรรมหนัก เป็นสัมมาทิฏฐิ คือเชื่อบุญเชื่อบาปแล้ว แต่ว่าเป็นคนที่ไม่มีศรัทธาประพฤติปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือเป็นผู้เกียจคร้านไม่มีฉันทะในการทำกุศล พวกนี้พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าเป็นคนอาภัพเช่นกัน เพราะไม่อาจบรรลุมรรคผลได้

บุคคล ๔ พวกนี้แหละ คือคนอาภัพในความหมายของทางธรรม

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ต.ค. 2551 , 09:05:34 น.] ( IP = 125.27.172.8 : : )


  สลักธรรม 2



แต่อย่าได้น้อยใจไปเลยค่ะ เพราะคนที่ยังเป็นคนอาภัพเช่นเดียวกับเราท่านคือผู้ยังไม่อาจบรรลุธรรมยังมีอีกมากเหลือเกิน คงจะเกือบทั้งโลกก็ว่าได้นะคะ ก็ในเมื่อคนทั้งโลก มีคนที่บรรลุมรรคผลเป็นพระอริยะ พ้นจากการถูกเรียกว่าคนอาภัพน้อยมาก

คราวนี้ขอพูดถึงคนอาภัพทางโลกบ้าง ซึ่งก็ได้ให้ความหมายของคำว่าคนอาภัพในทางโลกไว้แล้วว่า.. ได้แก่คนที่ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจ ไม่สมหวังไปเสียทุกอย่าง อยากมีเพื่อนก็ ไม่มีเพื่อนเป็นต้น

อันนี้จัดเป็นผลของอกุศลกรรมที่ทำไว้ คนที่ทำบุญไว้หลายๆ อย่าง คือทานก็ทำ ศีลก็รักษา ซ้ำเวลาทำทานรักษาศีลก็ไม่ทำคนเดียว เที่ยวชักชวนพรรคพวกเพื่อนฝูงญาติพี่น้องให้ทำทานรักษาศีลร่วมกับตนด้วย

การทำอย่างนี้แหละค่ะ เป็นเหตุให้เมื่อต้องการสิ่งใด ก็จะได้สิ่งนั้นตามประสงค์ การชักชวนคนอื่นๆ ให้ทำดี เป็นเหตุให้ได้บริวารมากค่ะ

ในอดีตคุณผู้ที่ถามมาคงทำบุญไว้น้อย เวลาทำแล้วไม่ได้ชักชวนคนอื่นๆ ด้วย คุณจึงขาดเพื่อนฝูง ถึงอย่างนั้นคุณก็อย่าน้อยใจในความอาภัพของคุณเลย เพราะเราไม่อาจแก้ไขสิ่งที่เราทำไปแล้วได้

เพราะฉะนั้นคุณต้องทำเหตุในชาตินี้ของคุณให้ดีให้ถูก เพื่อคุณจะได้ไม่ต้องเป็นอย่างนี้ในชาติต่อไป ในปัจจุบันนี้ เราก็หาเพื่อนได้ไม่ยากเลย ถ้าเรามีเมตตาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่นอยู่เสมอ ใครๆ ก็อยากคบหาผู้นั้น

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ต.ค. 2551 , 09:05:53 น.] ( IP = 125.27.172.8 : : )


  สลักธรรม 3



พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้ นั่นคือ ถ้าเราเป็นผู้ให้คือเผื่อแผ่อยู่เสมอแล้ว เป็นธรรมดาใครๆ ก็ย่อมจะรักใคร่เรา ลองทำดูนะคะ รับรองว่าคุณจะมีเพื่อนมากมายจนคบไม่หวาดไหว

แต่ว่าการจะได้เพื่อนกินหรือเพื่อนแท้นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เรื่องของเพื่อนแท้ เราดูกันประเดี๋ยวประด๋าวไม่ได้ ต้องคบกันนานๆ จึงจะตัดสินใจ

คนอาภัพทางโลกไม่สำคัญหรอกค่ะ เรามีมิตรดี มิตรแท้ ที่จะชักนำเราไปในทางดี ไม่ประพฤติชั่ว มีเพียงคนสองคนก็พอแล้ว

แต่คนอาภัพทางธรรมสิคะสำคัญมาก เพราะถ้าเราอาภัพทางธรรมอยู่ทุกๆ ชาติ เราก็ต้องพบกับความทุกข์ต่างๆ รวมทั้งการเป็นคนอาภัพเพื่อนฝูงด้วยอยู่ทุกๆ ชาติ

ถ้าเราพ้นจากความอาภัพทางธรรมเสียแล้ว ความอาภัพทางโลกจะมีได้อย่างไร เพราะฉะนั้นควรสนใจเรื่องความอาภัพทางธรรมดีกว่า แล้วทำตนให้พ้นจากความเป็นคนอาภัพในทางธรรมเสีย แล้วคุณจะไม่พบกับความอาภัพทั้งทางโลกและทางธรรมอีกเลย

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ต.ค. 2551 , 09:06:13 น.] ( IP = 125.27.172.8 : : )


  สลักธรรม 4



ถามคำว่าชมพูทวีปในที่นี้หมายถึงเอเชียใต้ เช่นประเทศอินเดีย เนปาลเป็นต้น หรือหมายถึงโลกนี้ทั้งโลก แล้วทวีปอื่น เช่นอุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีป อปรโคยานทวีปอยู่ในโลกใบนี้หรือเปล่า หรือว่าอยู่ในโลกใบอื่น ถ้าสมมุติว่าอยู่ในโลกอื่น แล้วเรามีโอกาสไปเกิดในโลกเหล่านั้นได้ไหม

ตอบ ก่อนอื่นขอเรียนว่า โลกเรานี้แบ่งออกเป็นทวีปใหญ่ได้ ๔ ทวีป ทางทิศตะวันออกเป็นปุพพวิเทหทวีป ทางทิศตะวันตกเป็นอปรโคยานทวีป ทางทิศเหนือเป็นอุตตรกุรุทวีป ทางใต้เป็นชมพูทวีป แต่สมัยโบราณ ซึ่งรวมเอาเนปาลไว้ด้วยว่าคือชมพูทวีป

พระพุทธศาสนาเกิดในชมพูทวีป ในส่วนที่เรียกว่า มัชฌิมประเทศเท่านั้น เพราะคนในชมพูทวีปเป็นผู้มีจิตใจดี คือใจกล้าแข็งในการทำความดี มีสติมั่นในพระรัตนตรัย ทั้งสามารถประพฤติพรหมจรรย์คือบวชได้ คนที่เกิดในชมพูทวีปจึงดีกว่าเกิดในทวีปอื่นที่เหลือ

ส่วนที่ถามว่าเรามีโอกาสจะไปเกิดในทวีปอื่นหรือไม่นั้น ขอตอบนะคะว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “สัตว์ที่จุติจากโลกนี้ไปเกิดในโลกอื่นก็มี สัตว์ที่จุติจากโลกอื่นมาเกิดในโลกนี้ก็มี”

ถ้าถือตามพระพุทธพจน์นี้แล้วก็แสดงว่า เราสามารถไปเกิดในทวีปทั้ง ๓ มีปุพพวิเทหทวีปเป็นต้นได้ และคนในทวีปทั้ง ๓ ก็สามารถมาเกิดในชมพูทวีปได้เช่นกัน

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ต.ค. 2551 , 09:06:31 น.] ( IP = 125.27.172.8 : : )


  สลักธรรม 5



แต่ถ้าจะถามหาตัวอย่าง ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ หรือแม้อรรถกถาแสดงไว้ ก็ต้องเรียนว่าได้พบตัวอย่างจริงๆ ที่ท่านแสดงไว้ว่า

กษัตริย์บางองค์ หรือเศรษฐีบางท่านมีภรรยาเป็นชาวอุตตรกุรุทวีป อย่างเช่นโชติกเศรษฐี ซึ่งตามเรื่องกล่าวว่า หญิงนั้นเคยทำบุญร่วมกับท่านในชาติอดีตแล้วไปบังเกิดในอุตตรกุรุทวีป

นี่ก็แสดงว่า คนที่เคยทำบุญแล้วไปเกิดในอุตตรกุรุทวีปมีแน่นอน ดังภรรยาของท่านโชติกเศรษฐีนี้เอง ซึ่งท่านเศรษฐีนี้ ในตอนหลังท่านออกบวชบรรลุเป็นพระอรหันต์ ส่วนภรรยาของท่านซึ่งเทวดาพามาให้จากอุตตรกุรุทวีปนั้น เทวดาก็พากลับไปส่งยังอุตตรกุรุทวีปดังเดิม

นอกจากนั้น ในอรรถกถา ท่านยังกล่าวถึงแคว้นกุรุซึ่งเป็นแคว้นหนึ่ง ในบรรดา ๑๖ แคว้น ในสมัยพุทธกาลว่า คนที่อยู่ในแคว้นกุรุนั้นเดิมทีเดียวเป็นคนที่มาจากอุตตรกุรุทวีป

เพราะฉะนั้น แคว้นนั้นจึงมีชื่อเรียกว่าแคว้นกุรุ ตามชื่อของคนที่มาจาก อุตตรกุรุทวีปนั่นเอง ปัจจุบันแคว้นกุรุนี้ก็คือเดลี เมืองหลวงของประเทศอินเดียนั่นเอง


โดย น้องกิ๊ฟ [3 ต.ค. 2551 , 09:06:49 น.] ( IP = 125.27.172.8 : : )


  สลักธรรม 6


ตามมาหาเกร็ดความรู้เสริมสร้างปัญญาค่ะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนาในการงานอันเป็นกุศลที่น้องกิ๊ฟเพียรกระทำมาอย่างสม่ำเสมอค่ะ

โดย พี่ดา [3 ต.ค. 2551 , 10:55:31 น.] ( IP = 124.121.172.175 : : )


  สลักธรรม 7

มาแบบพี่ดาเลยครับ เก็บความรู้เพิ่มพูนความเห็น เพื่อเข้าใจในธรรมมากๆครับ และมีประโยชน์จริงๆครับ

ขอบพระคุณมากๆและอนุโมทนาสาธุกับน้องกิ้ฟจริงๆเลยครับผม

โดย พี่เณร [3 ต.ค. 2551 , 11:12:18 น.] ( IP = 58.9.147.163 : : )


  สลักธรรม 8

มาเติมความรู้ที่ถูกต้องในเรื่องของชีวิตค่ะ

ขอบพระคุณและอนุโมทนาด้วยค่ะ

โดย เซิ่น [6 ต.ค. 2551 , 20:31:10 น.] ( IP = 58.8.56.187 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org