| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เวลาที่เหลืออยู่
สลักธรรม 1![]()
วันนี้ไม่มีพระสูตรมาเล่าเพราะอธิบายเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดจบลงไปแล้วเมื่อสัปดาห์ก่อนเกี่ยวกับอารมณ์ในมรณาสันนกาลและมรณาสันนวิถี เหตุการณ์ก่อนที่ชีวิตจะตายลงและชีวิตภายหลังความตายที่นำไปเวียนว่ายเกิดในถนนชีวิต ๗ สาย ซึ่งยังเหลืออีกสายเดียวที่เรายังไม่เคยไปเพราะถ้าใครไปแล้วก็จะไปไม่กลับคือ สายที่สิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิด
และการที่จะสิ้นสุดจากการเวียนว่ายตายเกิดนั้นอย่างน้อยเราก็ปลอบใจตนเองได้ว่า ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่ก็คงจะทราบแล้วว่าทำอย่างไร นั่นก็คือ การปฏิบัติเอกายนมัคโค ..ทางสายเดียว ทางสายเอก หรือจะเรียกว่า การเจริญสติปัฏฐาน ๔ ก็ได้ หรือจะเรียกว่าการเจริญวิปัสสนากรรมฐานก็ได้ หรือจะเรียกว่าการเจริญสติเจริญปัญญาก็ได้
คำว่า"ก็ได้" ในที่นี้คือขอให้เข้าใจถูกเท่านั้นว่า เราทำไปเพื่ออะไร? เหตุผลที่เราเอารูปนาม - นามธรรมมาปฏิบัตินี้ ก็เพื่อนำมารื้อสัญญาและละสังโยชน์
รื้อสัญญา คือ รื้อความทรงจำเก่าๆ ของเราที่เป็นไปด้วยความวิปลาสธรรม ได้แก่ สุภวิปลาส สุขวิปลาส นิจจวิปลาส อัตตวิปลาส ซึ่งเป็นความเห็นผิด เข้าใจผิด นึกผิด คิดผิด จำผิด ว่า..ที่ยืนอยู่นี้เป็น "เรายืน" ที่เดินอยู่นี้เป็น" เราเดิน" ที่เห็นอยู่นี้เป็น "เราเห็น" เราก็จะรื้อถ่ายถอนความเห็นผิดเหล่านั้นออกไป เพราะเมื่อได้เรียนปริยัติศาสนาแล้วเราก็จะได้พบว่า ธรรมชาติที่แท้จริงคือปรมัตถธรรมนั้นมี จิต เจตสิก รูป นิพพาน เท่านั้น
เมื่อเราได้พิสูจน์แล้วด้วยการศึกษาก็ดี ด้วยความเข้าใจก็ดีว่าชีวิตนี้มีเพียงรูปธรรมและนามธรรมเท่านั้น เราก็ต้องหมั่นเอาไประลึก คือมีสติระลึกอยู่ในอาการที่กำลังปรากฏขึ้น ว่าขณะนี้ที่กำลังยืนอยู่..บางครั้งเราก็ไม่ได้นึกว่าเรายืน โดยในความที่ไม่ได้นึกว่าเรายืนนี้ ก็เรียกว่าเราไม่มีสติรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่
พระพุทธองค์จึงให้ทางแห่งความพ้นทุกข์มาก็คือมีสติ ..ระลึกรู้อยู่ในอาการ ตอนนี้มีอาการอะไรเกิดขึ้น เช่นมีอาการยืนเกิดขึ้น แล้ว "ยืน" เป็นลักษณะของอะไร? เป็นลักษณะของรูป ฉะนั้น จึงเรียกว่า "รูปยืน" หรือจะต้องสำเหนียก หรือจะต้องระลึก หรือจะต้องทำความรู้สึก ว่า รูปยืน เพื่อจะถ่ายถอนสัญญาวิปลาสออกไป
โดย น้องกิ๊ฟ [5 ต.ค. 2551 , 13:13:11 น.] ( IP = 58.9.237.48 : : )
สลักธรรม 2![]()
และในการกระทำดังกล่าวก็เกิดการละสังโยชน์ ดังที่ได้กล่าวไปเมื่อสัปดาห์ก่อนแล้วว่า วัฏฏะสงสารของเราหมุนอยู่ตลอดเวลา คือ กิเลสวัฏฏ์ กรรมวัฏฏ์ และวิบากวัฏฏ์ กิเลสเป็นเหตุให้เกิดการกระทำกรรมและเมื่อทำกรรมแล้วก็มีวิบาก
ในกิเลสนั้นมี กิเลสอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด ที่หมุนเข้าออกผ่านทางทวารทั้ง ๖ ของเราอยู่ตลอดเวลา เมื่อมีกิเลสทั้งสามแล้วก็มีการกระทำเป็นอกุศลกรรม มหากุศลกรรม และมหัคคตกุศลกรรม แต่ไม่ได้เป็นวิวัฏฏะกรรมทั้งสิ้น ..จึงต้องมีผลทำให้เราต้องเกิดในภูมิเบื้องสูง เบื้องกลาง และเบื้องต่ำ แล้วก็จะเป็นอย่างนี้ในวัฏฏะสงสารอยู่เสมอ
มีตัวเลขมาสองชุดคือ อดีตเหตุ ๑ ๒ ๘ ๙ ๑๐ กับ ปัจจุบันเหตุ ๘ ๙ ๑๐ ๑ ๒ ลองพิจารณากันว่าคืออะไร?
จากวงจรของปฏิจจสมุปบาทที่เริ่มตั้งแต่ ๑. อวิชชา ๒.สังขาร ๓.วิญญาณ ๔.นามรูป ๕.อายตนะ ๖.ผัสสะ ๗.เวทนา ๘.ตัณหา ๙.อุปาทาน ๑๐.ภพ(กัมมภพ) ๑๑.ชาติ ๑๒.ชรา-มรณะ ทั้ง ๑๒ องค์นี้เมื่อแบ่งเป็นอดีตเหตุ ๕ ปัจจุบันผล ๕ ปัจจุบันเหตุ ๕ อนาคตผล ๕ รวมเรียกว่าอาการ ๒๐ ที่เราเรียนไปแล้ว แต่เราจะนำมาแค่ ๑๐ คือ อดีตเหตุกับปัจจุบันเหตุ
ก็จะเห็นว่าอดีตเหตุ ๕ ของเราคือ ๑. อวิชชา ๒.สังขาร ๘.ตัณหา ๙.อุปาทาน ๑๐.ภพ(กัมมภพ) ..ถ้าเราไม่เปลี่ยนแปลงเราก็จะมีอีกเป็นปัจจุบันเหตุ ๕ คือ ๘.ตัณหา ๙.อุปาทาน ๑๐.ภพ(กัมมภพ) ๑. อวิชชา ๒.สังขาร
ทุกวันนี้เราจึงคร่ำครวญลูบคลำอยู่ในผล ซึ่งชีวิต ๑ ของเรา มีรูปนาม ๒ คือกายกับใจที่ท่องไปในโลกธรรมทั้ง ๘ แล้ว ๙ ไปในอกุศลกรรมบถ ๑๐ .ชีวิตจึงไม่จบจากปฏิจจสมุปบาท แล้วก็รับวิบากไม่ดี ฉะนั้น จึงต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตคิดใหม่ ทำใหม่ด้วยการมุ่งมั่นเจริญอยู่ในมรรค ๘ เพื่อจะได้นวโลกุตรธรรม ๙ ด้วยการสร้างบารมีทั้ง ๑๐ เพียรอย่างเดียว (๑) ด้วยหน้าที่ ๒ อย่างคือคันถะธุระและวิปัสสนาธุระ ..นี่คือที่มาของตัวเลขทั้งสองชุด
สรุปอีกครั้งว่า "เรามีทั้งกายและใจ ที่เป็นไปในโลกธรรมทั้ง ๘ ก้าวไปในอกุศลกรรมบถเสมอ จึงต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต มุ่งมั่นอยู่ในมรรค ๘ เพื่อได้นวโลกุตรธรรม ๙ ด้วยการสั่งสมทศบารมีธรรม เพียรอย่างเดียวด้วยสองหน้าที่ คือคันถะธุระและวิปัสสนาธุระ"
โดย น้องกิ๊ฟ [5 ต.ค. 2551 , 13:14:35 น.] ( IP = 58.9.237.48 : : )
สลักธรรม 3![]()
ชีวิตของเราท่องเที่ยวมานานไม่สนุกเลย เพราะในการท่องเที่ยวนั้นเราแบกขันธ์ห้าที่จะต้องดูแลมากไปด้วย เช่น อาบน้ำ แปรงฟัน กินข้าว ต้องเดิน ต้องยืน ต้องนอน ต้องขับถ่าย ..จึงไม่สนุกเลยถ้าเราพิจารณาชีวิตให้เป็น
แต่ที่เราบอกว่าสนุกก็เพราะมีอารมณ์ที่เราชอบ แต่คำว่าชีวิตคือรูปธรรมและนามธรรมนี้ที่จะต้องแบกภาระดังพระพุทธพจน์บทที่ว่า ภาราหะเว ปัญจักขันธาฯ ขันธ์ห้านี้เป็นของหนัก และเราก็ต้องมีโรคภัยไข้เจ็บ แล้วโรคที่พระพุทธเจ้าบอกว่ารักษาไม่หายและเป็นโรคที่น่ากลัวที่สุดก็คือ โรคหิว
ส่วนโรคอื่นนั้นเป็นแค่ชั่วชีวิตนี้หรือผ่านไประยะหนึ่งก็หาย เช่นปวดหัว กินยาก็หาย แต่ความหิวนี้เกิดขึ้นทุกวันจะบำบัดเยียวยาเท่าไหร่หรือทำไปจนตายก็ยังไม่หาย และเมื่อมีการเกิดโรคนี้ก็เกิดขึ้นอีก ฉะนั้น ความหิวเป็นโรคอย่างมาก
อย่างที่เล่าไปแล้วว่า ตอนนี้กำลังลงเรื่องพระอานนท์ถึงตอนที่ ๑๕ แล้วยิ่งอ่านก็ยิ่งซึ้ง แต่ละวันก็จะมีความสนใจวนเวียนอยู่กับเรื่องพระอานนท์เถระเพราะท่านเป็นผู้นำเรื่องพระพุทธจริยาของพระพุทธเจ้ามาเล่าให้พระภิกษุที่เข้ามาพบ ซึ่งเป็นเรื่องที่นำความซาบซึ้งมาให้และเตือนใจตนเองได้ว่า เรามาถูกทาง และกำลังทำสิ่งที่ถูกต้อง คือมาเรียนรู้เรื่องตัวเอง แต่ขาดอยู่อย่างเดียวที่เรายังไม่แม่นก็คือการมาทำถูกได้แก่การปฏิบัติ
วันนี้ไม่ได้เตรียมอะไรมาพูดมาก แต่ก็มีเรื่องที่นำมาฝากในห้องใจภักดิ์รักกุศลคือ..
โดย น้องกิ๊ฟ [5 ต.ค. 2551 , 13:20:59 น.] ( IP = 58.9.215.53 : : )
สลักธรรม 4![]()
ห้องใจภักดิ์รักกุศล
อย่าใช้ชีวิตให้หมดไปกับการแสวงหาแต่จงใช้เวลาที่เหลืออยู่กับการหา
ด้วยเพราะการแสวงหานั้นยังต้องผ่านกระบวนการของความคิดนึก และจินตนาการมากมาย
แต่การหานั้นเป็นการเก็บเกี่ยวสิ่งที่เรียนรู้ดูจำมาทำให้ได้
มีคนมากมายเพลิดเพลินไปกับการแสวงหา โดยที่ลืมเวลาที่เหลืออยู่น้อย เหมือนคนที่หิวแต่ก็มิได้หาอาหารใส่ท้องเพื่อแก้หิว เพราะมัวเลือกแสวงหาแต่สิ่งที่ชอบ โดยที่ยังไม่ถูกใจ
น้ำย่อยย่อมกัดกินกระเพาะฉันใด เวลาที่หมดไปย่อมกลืนกินชีวิตฉันนั้น
บุษกร เมธางกูร
๕ ตุลาคม ๒๕๕๑
โดย น้องกิ๊ฟ [5 ต.ค. 2551 , 13:23:06 น.] ( IP = 58.9.99.251 : : )
สลักธรรม 5![]()
ที่นำเรื่องนี้มาให้ก็เพราะว่า ในพระพุทธศาสนามีธุระ ๒ อย่าง คือ คันถะธุระ และวิปัสสนาธุระ
โและโดยส่วนมากแล้ว ศรัทธาเกิดขึ้นได้ง่าย มีอะไรเป็นกระแสมาเราก็ศรัทธา มีความความตื่นตูม เช่นมีของขลังที่ดังสักหน่อยก็จะแห่กันไป ฉะนั้น ความศรัทธาเกิดขึ้นได้ง่ายเมื่อเทียบกับการเกิดขึ้นของปัญญา เราจึงต้องปรับศรัทธากับปัญญาให้มีเสมอกัน คือมีศรัทธาที่ประกอบไปด้วยปัญญา
คนส่วนมากจึงชอบแสวงหา แม้กระทั่งตัวเราเองที่กว่าจะได้ทำงาน เราแสวงหาความรู้มากี่ปี ? หรือในเรื่องการศึกษาพระพุทศาสนาก็เช่นกัน เราต้องเรียนทีละขึ้นเริ่มจากปริจเฉทที่ ๑ ก่อนจะไปเรียนปริจเฉทที่ ๔ เลยก็จะไม่รู้เรื่องหรอก จึงต้องเรียนตามลำดับ และเมื่อเรียนแล้วก็ต้องทำด้วย
การที่เราแสวงหาความรู้นั้น เราต้องหาด้วย คือหาสิ่งที่รู้แล้วนำมาเข้าสู่ตนเองให้ได้ เพราะบทพระปริยัติในพระพุทธศาสนานั้น ไม่มีบทใดไม่สอนให้เลิกความชั่ว ในพระอภิธรรมมัตถสังคหะก็ไม่มีปริจเฉทใดไม่ชี้ให้เห็นว่าอะไรดีอะไรชั่ว มาปริจเฉทแรกจิตตสังคหะวิภาคก็เห็นเลยว่า มีจิตชั่วทำให้เป็นไปในภูมิเบื้องต่ำ มีจิตดีทำให้เป็นไปในภูมิเบื้องกลางและเบื้องสูง ..ก็จะเห็นว่ามีสอนทุกอย่าง
ฉะนั้น การแสวงหาของเราจะต้องรู้จักใช้เวลาให้อยู่กับการหา อย่าไปเรียนจบแต่เพียงอย่างเดียวคือเรียนแล้วก็เก็บตำราและใช้เวลาไปในวันหนึ่งๆ ตามความเคยชิน พอมาถึงวันอาทิตย์ก็มาเติมมาแสวงหามาต่อแต่ไม่เอาไปใช้
ในเวลาที่เรามีทั้ง ๕ วันนั้นเรามีโอกาสทำความดีมากมายเลย ไม่ว่าจะเป็นการสวดมนต์ไหว้พระ ทำสมาธิ เจริญวิปัสสนา ..เราควรทำทั้งสี่อย่างนี้ให้ได้เป็นอาจิณทุกวัน และถ้าหากเรามีเวลาน้อยทั้งสี่อย่างนี้ก็สามารถทำได้ภายในสิบนาที
โดย น้องกิ๊ฟ [5 ต.ค. 2551 , 13:23:24 น.] ( IP = 58.9.99.251 : : )
สลักธรรม 6![]()
เช่น ถ้าหากที่บ้านไม่มีพระพุทธรูปก็นึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสังฆเจ้า นึกถึงตู้พระไตรปิฎก ..แล้วก็กราบ
การสวดมนต์ก็สวดอย่างง่ายได้ คือ พุทธังวันทามิ..ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้า ธัมมังวันทามิ..ข้าพเจ้าไหว้พระธรรม สังฆังวันทามิ ...ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์ มาตาปิตุรังวันทามิ ..ข้าพเจ้าไหว้มารดาบิดา อุปการคุณวันทังวันทามิ..ข้าพเจ้าไหว้ผู้มีอุปการคุณ
การทำสมธิเป็นการทำจิตให้สงบ เราก็อาจใช้การแผ่เมตตาก็ได้ โดยที่เราต้องหาวิธีการทำให้สงบไม่ใช่แผ่แล้วฟุ้ง ก็เช่นเมื่อกล่าวแผ่เมตตาก็นึกภาพทางใจตามไปด้วยว่าเกี่ยวข้องกับจิตกลุ่มไหน เพื่อที่จะได้มีความตั้งมั่นยิ่งขึ้นเพราะจิตมีงานทำ เช่น ..
"ขอให้กุศลผลบุญ (นึกภาพ..มหากุศลจิต)ที่ข้าพเจ้าได้กระทำในวันนี้ ยังตนเป็นที่พึ่ง ไม่คำนึงด้วยความฟุ้งซ่าน (โมหมูลจิตอุทธัจจะสัมปยุต) ไม่เดือดดาลเพราะโทสะ (โทสมูลจิต ๒) ไม่ตะกละในความโลภ (โลภมูลจิต ๘) ไม่ละโมบเพราะความหลง (โลภมูลจิต ๒ ) ไม่พะวงในเรื่องเขา (กุศลจิตและวิบากจิต) ไม่คิดเอาด้วยโมหะ(อกุศลจิต ๑๒) ให้ธุระค่อยสลาย (อกุศลจิต ๑๒) เพื่อผ่อนคลายความวิตก (มหากุศลจิต ๘) สามารถหยิบยกเอากิเลส (อกุศลจิต ๑๒) ที่เป็นเหตุทำให้ทุกข์ (โลกียจิต ๘๑) จงสิ้นสุดด้วยปัญญา (โลกุตรจิต) มีดวงตาอันเห็นธรรม (มรรคจิต) มีความจำอันดีเลิศ (ผลจิต) มีจิตฝ่ายกุศล (กุศลจิตและมหากิริยาจิต) มีผลอันถูกทาง (ผลจิต) มีความสว่างในขันธ์ (มรรคจิต) หมดสิ้นความเพ้อฝันคือกิเลส (อกุศลจิต๑๒) หมดเหตุนำเกิด (อรหัตตผลจิต)"
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [5 ต.ค. 2551 , 13:23:52 น.] ( IP = 58.9.99.251 : : )
สลักธรรม 7![]()
เมื่อแผ่เมตตามาจนจบแล้วพอถึงคำว่า หมดเหตุนำเกิด..เราก็รู้ว่าต้องเจริญวิปัสสนาต่อไปโดยทำความรู้สึกตัว ..รูปนั่ง เพราะถ้าเราอยากหมดเหตุนำเกิดเราก็ต้องมีรูปมีนามมาทำให้หมดเหตุแห่งการเกิด หรือไม่ก็ทำความรู้สึกว่า "เหนื่อย" คือเหนื่อยเพราะต้องออกเสียงสวดมนต์ เมื่อเหนื่อยแล้วก็ต้องแก้ไข เช่น ดื่มน้ำ เพราะเหนื่อยแล้วก็ต้องดื่มน้ำ หรือเหนื่อยแล้ว..จำเป็นจะต้องเปลี่ยนอิริยาบถ เมื่อเปลี่ยนแล้วก็ดูอิริยาบถต่อสักนิดนึง ซึ่งควรทำให้เกิดขึ้นในชีวิตให้ได้ ..นี่คือการหา
แต่การแสวงหานั้นยังต้องผ่านกระบวนการความคิดก็คือ นั่นจริงหรือเปล่า? ใช่แน่หรือเปล่า? จิตดวงนี้เกิดกับใคร? ..ที่จะต้องมีกระบวนการที่จะต้องเพิ่มเติมเข้าไปซึ่งเป็นเรื่องยาก แต่การหาประโยชน์นั้นเป็นเรื่องที่ง่าย
มีคนมากมายเพลิดเพลินไปกับการแสวงหา โดยที่ลืมเวลาที่เหลืออยู่น้อยเหมือนคนที่หิวแต่ก็มิได้หาอาหารใส่ท้องเพื่อแก้หิว เพราะมัวเลือกแสวงหาแต่สิ่งที่ชอบโดยที่ยังไม่ถูกใจเพราะไม่อร่อย ร้านสกปรก เป็นไปตามจริตที่มีมาก
แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงให้ทำเพื่อพ้นทุกข์นั้น ทรงให้ทางที่ถูกจริง แต่ไม่ได้ให้ทางที่ถูกใจ ..ความถูกใจนั้นมีหลายอย่างเป็นไปตามจิตของแต่ละคน แต่ถูกจริงมีอย่างเดียวก็คือการปฏิบัติ อันเกิดจากการศึกษาที่ถูกจริงทำให้มีการปรับระดับความรู้เหมือนกันหมด เช่น รู้จักประเภทของจิตว่ามีโลภะ โทสะ โมหะ อโลภะ อโทสะ อโมหะ..มีเหตุทั้ง ๖
โดย น้องกิ๊ฟ [5 ต.ค. 2551 , 13:24:10 น.] ( IP = 58.9.99.251 : : )
สลักธรรม 8![]()
จึงมาบอกกล่าวอีกครั้งหนึ่งว่า เวลามันกลืนกินทุกอย่าง น้ำย่อยย่อมกัดกินกระเพาะฉันใด เวลาที่หมดไปย่อมกลืนกินชีวิตฉันนั้น ตอนนี้เราเหลือเวลากันคนละนิดหน่อยแล้วนะ ทุกคนใกล้จะเปลี่ยนภพแล้ว และไม่แน่เลยว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ที่จะไปก่อน
อย่างเมื่อสักครู่ที่สวดมนต์กันเสียงต่ำมาก พอสวดด้วยแล้วก็รู้สึกเหนื่อยมากรู้สึหอบ ..ยังนึกเลยว่า ถ้าเกิดอาการอึดอัดจุกขึ้นมาตอนนี้ก็ตายได้ ..สวดมนต์ตาย แต่ก็รู้ต่อว่า ดีสิ จะได้เป็นตัวอย่างให้หลายๆ คนว่า นี่ไงความตาย ถ้าเราประมาทไม่เตรียมตัวไว้ก็จะมีแต่ความยุ่งยาก ธุระเกี่ยวกับบ้านก็ยังไม่ได้จัด
ความตายนั้นมันแค่ลมหายใจหยุดเท่านั้นเอง ซึ่งไม่แน่เลยที่นั่งอยู่นี่ไม่รู้ว่าจะหมดลมหายใจเวลาไหน วันใด เดือนใด ปีใด อาจจะวันนี้ พรุ่งนี้ หรือปีหน้า แต่อย่างไรก็ต้องหมดลมหายใจแน่ๆ ฉะนั้น ภาระที่เรามีอยู่มันพะรุงพะรังเกินไปที่เราจะทำในวันเดียวให้หมด อย่างไรก็แล้วแต่เราต้องมีเสบียงไว้เลี้ยงชีวิตก็คือกุศลกรรม
ที่ท่านมาเรียนอยู่กันทุกวันนี้ เมื่อมีกิจภาระที่จะต้องไปใช้สิทธิ์ของชาวกรุงเทพเราก็ทำคือทางโลกไม่ให้ช้ำ ทางธรรมก็ไม่ให้เสีย ..เมื่อไปเลือกตั้งแวเราก็ยังมาเรียนอยู่ เรียนเพื่อรู้ ดูเพื่อจำ และทำให้ได้คือการหาสิ่งประเสริฐให้เกิดขึ้นในชีวิต อย่าลืมว่า.. เรามาสร้างทุนคือปัญญาบารมี มาค้าบุญประกอบกุศลกรรม แล้วขายบาปคือกำจัดกิเลสออกไป
ก็ขอเจตนาในการค้าบุญ ค้าขายกิเลสนี้จงเป็นเหตุนิสัยให้ทุกท่านมีพลานามัยแข็งแรง มีจิตแจ่มใส มีสติมีปัญญา มีความรอบรู้ในชีวิต มีความรู้สึกตัว มีความกลัวภัยกลัวบาป สามารถเอากุศลนั้นมากำราบความชั่วนั้นให้หมดไป ขอให้มีบันไดสู่สติปัฏฐาน มีรากฐานการงานอันเป็นศิริมงคลพาตนพ้นจาการเวียนว่ายตายเกิดได้ทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนาค่ะ
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [5 ต.ค. 2551 , 13:24:46 น.] ( IP = 58.9.99.251 : : )
สลักธรรม 9ก่อนอื่นต้องขอใช้คำว่ายอดเยี่ยมจริงๆเลยครับน้องกิ้ฟ เพราะนอกจากการแกะข้อความมาถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือแล้ว ยังเมตตานำผังจิตและคำอธิบายในการทำกิจแห่งกุศลด้วยการแผ่เมตตาอย่างมีระบบระเบียบมาให้ให้ภาพกันอย่างทั่วถึงเลย อนุโมทนาสาธุในกุศลจิตของน้องกิ้ฟจริงๆเลยครับ
อีกทั้งขอร่วมยืนยันอีกครั้งตรงนี้นะครับว่า ความสำเร็จขึ้นอยู่ที่ใจจริงๆครับ และหวังเหลือเกินว่าเราท่านจะเปลี่ยนวิถีชีวิต และอย่าไปคิดกลับคืนกลับไปอยู่ในนิสัยเก่าๆเลยนะครับ
เพราะเวลาเราทุกคนนั้นเหลือน้อยลงเต็มทีแล้วและพร้อมเป็นกำลังใจให้ทุกๆท่านด้วยครับ
โดย พี่เณร [6 ต.ค. 2551 , 08:56:08 น.] ( IP = 58.9.142.18 : : )
สลักธรรม 10การแผ่เมตตาโดยการคิดผังจิตตาม ช่วยให้จิตมีความตั้งมั่นในงานกุศลมากขึ้นค่ะ
"เราเหลือเวลากันคนละนิดหน่อยแล้วนะ ทุกคนใกล้จะเปลี่ยนภพแล้ว" เป็นการกระตุ้นเตือนให้ใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้มีค่า ให้มีประโยชน์มากกว่านี้
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ
อนุโมทนาในกุศลกรรมที่น้องกิ๊ฟกระทำเป็นอาจิณด้วยค่ะโดย เซิ่น [6 ต.ค. 2551 , 21:03:25 น.] ( IP = 58.8.56.187 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |