| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
การปฏิบัติวิปัสสนา มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร ?
สลักธรรม 1
การเจริญบุพเพภาคมรรค คือ ศีล สมาธิและปัญญา จะต้องทำกิจไปพร้อมในเวลาปฏิบัติ การปฏิบัติวิปัสสนา ล้วน ๆ นั้นในหลักปฏิบัติจริง ๆ ก็มีอยู่เพียง ๓ ข้อเท่านั้นได้แก่
๑. อิริยาบถ คือ การเดิน ยืน นั่ง และนอน
๒. สัมปชัญญะ ๗ หมวด มีก้าวไปข้างหน้า และถอยหลังกลับมาข้างหลัง เป็นต้น
๓. ธาตุมนสิการ คือ การใส่ใจถึงธาตุ ๔ มีธาตุดิน เป็นต้น
การปฏิบัติธรรมที่มีอยู่ทั่วไปทุกวันนี้ ที่ปฏิบัติกันอยู่ ก็มักจะจัดกันในวิธีการ เช่น บางที่สอนว่า เดินเป็นรูปแม้ยืน นั่ง และนอน ก็เป็นรูปเหมือนกัน แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็ค้านว่า รูปเดิน รูปยืน รูปนั่ง และรูปนอน ไม่มีในแบบ
ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เกิดปัญหาว่า อิริยาบถ ๔ มีการเดินเป็นต้น ควรจะเรียกว่าอะไร ? เพราะอารมณ์ของสติปัฏฐาน สรุปแล้วก็ไม่มีอะไรที่จะนอกจากรูปนามนี้ประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่ง ผู้ที่ค้านนั้นออกความเห็นว่า ควรจะกำหนดธาตุ เช่น ความแข็ง ความอ่อน ความไหว ความเคร่งตึง ความเย็น ความร้อน คือให้กำหนดธาตุต่าง ๆ ถึงจะถูก
เช่น..เมื่อจิตคิดว่าจะเดินเกิดขึ้น ก็เป็นเหตุให้เกิดธาตุลม ธาตุลมก็เป็นเหตุให้เกิดการเดินขึ้นมา ผู้ปฏิบัติก็ควรจะกำหนดธาตุลมที่เป็นเหตุให้เกิดการเดินนั้น ถึงจะถูกนี่ ผู้ค้านเขาแสดงความคิดเป็นอย่างนี้ (ดังที่ท่านพระมหาแสวงท่านเคยเล่าไว้)
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ต.ค. 2551 , 13:28:08 น.] ( IP = 125.27.174.51 : : )
สลักธรรม 2
เมื่อมาพิจารณาดูแล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะธาตุลมที่เป็นเหตุให้เกิดการเดินนั้น มันเป็นตัวเหตุที่ให้เกิดการเดินต่างหาก แต่ในบาลี ทรงสอนไว้ว่า เดินก็รู้ว่าเดินต่างหาก ไม่ใช่กำหนดธาตุตามที่ผู้ค้านแสดงความคิดเห็น
คราวนี้ก็มาเกิดปัญหาขัดแย้งอีกว่า การเดินเป็นวิญญัติรูปเป็นประเภทของอสภาวรูป เป็นรูปที่ไม่สภาวะความจริง เป็อสลักขณรูปเป็นรูปที่ยากต่อการกำหนดของวิปัสสนา
แม้ในฏีกาทีฆนิกาย ก็แสดงไว้ว่า วิญญัติยา อุปาทายรูปภาโว ทุรุปปาโท สิยา คือ เมื่อจะว่าโดยประการอื่นแล้ว ภาวะที่วิญญัติรูป เป็นเพียงรูปอาศัยจึงกำหนดรู้ได้ยาก การกำหนดการเดินจึงมาขัดกับหลักของปริยัติอีก
เพื่อมิให้ขัดกับหลักปริยัติดังกล่าว จึงควรพิจารณาถึงเรื่องธาตุลม อยู่ในกลุ่มของการเดินนั้นว่า ความไหวของธาตุลม ที่เท้าไหวไปนั้นมันมีสภาวะความจริงที่ไหวไปนั้นให้กำหนดได้ จึงจะไม่ขัดกับ พระบาลีที่ทรงตรัสสอนไว้ในสติปัฏฐานสูตร
ในเมื่อการกำหนดวิญญัติเกิดขัดกับหลักของปริยัติเช่นนี้ เราก็ไม่มีทางอื่น นอกจากการกำหนดอาการไหวของลม เพราะการกำหนดลมนั้น เราจะมีสิทธิกำหนดได้ในสองลักษณะ คือ ถ้าเป็นอิริยาบถเดิน เราก็กำหนด อาการไหวไป หรือไหวกลับ ส่วนในอิริยาบถยืน-นั่ง และนอน เราก็กำหนดอาการนิ่ง ซึ่งเป็นอาการของลมที่มีลักษณะเคร่งตึง คือนิ่งนั่นเอง
ความสำคัญมันอยู่ตรงที่ว่า เราจะสามารถใช้ดุลยพินิจให้ทันกับปัจจุบันได้ขนาดไหนเท่านั้น
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ต.ค. 2551 , 13:28:57 น.] ( IP = 125.27.174.51 : : )
สลักธรรม 3
ส่วนการเดินที่เดินเป็น ๖ ระยะนั้น ถ้าจะพูดกันตามแบบของปริยัติ เช่น ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ปัญญานิทเทส ภาค ๓ ท่านไม่ได้พูดไว้ในตอนเริ่มปฏิบัติใหม่ ๆ ตอนทิฏฐิวิสุทธิ หรือสัมมสนญาณ
และดูเหมือนว่าการที่จะเดินให้เห็นได้ทั้ง ๖ ระยะนั้น ก็เฉพาะผู้ที่มีญาณพิเศษมีปัญญาดีเท่านั้น แต่ไม่ใช่เห็นเหมือนกันทุกคน
ในการเจริญวิปัสสนาตามแนวของ มหาสติปัฏฐานสูตรนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก เพราะจำเป็นต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกัลยาณมิตร คืออาจารย์ผู้แนะ ก็เป็นเรื่องสำคัญมากในเวลาปฏิบัติของคนเราไม่เหมือนกัน
อาจารย์ผู้ควบคุมการปฏิบัติมานาน มีประสบการณ์มาก ก็ย่อมีความสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดแก่ผู้ปฏิบัติได้ และสามารถบอกทางที่สมควรแก่การพ้นทุกข์ได้จริงๆ และทำความเข้าใจให้เกิดความเพียรที่ถูกต้องด้วย
ก่อนอื่นใดจำเป็นจะต้องเรียนให้เข้าใจอารมณ์ คือ รูปนามเสียก่อน เมื่อมีความเข้าใจแล้ว จำต้องเรียนวิธีกำหนด ตามหลักของมหาสติปัฏฐานสูตร
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ต.ค. 2551 , 13:30:23 น.] ( IP = 125.27.177.131 : : )
สลักธรรม 4
การเจริญวิปัสสนา เป็นการเจริญหรือพัฒนาความรู้ให้เป็นสากล เป็นกิจที่ทำได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดที่นอกไปจากรูปกับนาม เราเข้าใจผิดในรูปและนาม จึงเข้าใจว่า มีหญิง มีชาย มีท่าน มีเธอ แล้วก็ยึดติดในหญิงในชายเป็นต้น
ทุกวันเวลา เราได้แต่ดิ้นรนขวนขวาย อยากได้รูป ได้เสียง ได้กลิ่น เป็นต้น มาสังเวยตัณหา คือ ความต้องการของตนเองอยู่ แทบทุกลมหายใจ หามาให้เท่าไรก็ ไม่รู้จักเพียงพอ
และเมื่อหามาได้แล้วก็ยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น ยังจะยึดมั่นถือมั่นหวงแหน ด้วยอำนาจของอุปทานอีก นับว่าเป็นความทุกข์ทั้งขึ้นทั้งล่องไม่มีเวลาที่จะว่างเว้นเลย
เมื่อมีสิ่งที่อยากได้ เมื่ออยากได้ ก็ถูกความต้องการบังคับให้ต้องดิ้นรนเสาะหามาสนองความต้องการให้ได้ถึงจะไกลแสนไกล จะยากเย็นขนาดไหน ก็จะต้องก้มหน้าไปเอามาให้จงได้ บางทีก็ต้องเอาชีวิตเข้าเสี่ยงก็มีอันนี้นับเป็นความทุกข์อันเนื่องมากจากการแสดงหา แต่เพราะเรามืด มองไม่เห็นว่าเป็นทุกข์นั่นเอง
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ต.ค. 2551 , 13:31:12 น.] ( IP = 125.27.177.131 : : )
สลักธรรม 5
เมื่อถูกโมหะอวิชชาปิดบังไว้เช่นนี้ จึงต้องแสวงหากันเรื่อยไป และเมื่อได้มาแล้ว ก็ต้องลำบากลำบนในการพิทักษ์รักษาอีก เป็นความห่วงใยกังวล ไปไหนก็ไม่รอด
เพราะห่วงใยอาลัยถึงทำให้จิตใจ ถูกผูกพันอยู่ไม่ต่างอะไรกับติดคุกติดตะราง ไม่มีความเป็นอิสระในตัวเองเลย ความเคยชินต่อความเห็นผิดที่มีประจำมา จนนับชาติไม่ถ้วน
จึงต่างไม่รู้สึกว่า นามรูปเป็นโทษเป็นภัยเหมือนกับ ท่านเปรียบไว้ว่า เหมือนหนอนอยู่ในพริกไม่รู้สึกร้อน ฉะนั้นเราต่างมุ่งจะเอาจริงเอาจังกับนามรูป ซึ่งไม่มีความจีรังยั่งยืน อยู่ทุกเสี้ยววินาที
นามรูปเกิดจากปัจจัยคืออวิชชา และตัณหา อวิชชาเป็นอดีตเหตุ ตัณหาเป็นปัจจุบันเหตุที่จะเป็นปัจจัยให้เกิด อนาคตผลต่อไป
กาล ๓ คือ อดีต อัทธาคือตัวอวิชชาและสังขารเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์คือ วิญญาณ-นามรูป-สฬายตนะ ผัสสะและเวทนา อันเป็นตัวปัจจุบันผล ๕ เมื่อมีเวทนาแล้ว ก็เป็นปัจจัยให้เกิดปัจจุบันเหตุ คือตัณหาอุปาทานและกรรมภพอีก และก็ทำให้เกิดผลคือชาติ และชรามรณะในอนาคตต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุดสัตว์ทั้งหลายตกอยู่ในวังวนตลอดไป.
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ต.ค. 2551 , 13:32:29 น.] ( IP = 125.27.177.131 : : )
สลักธรรม 6
วัฏฏะนั้นจึงเป็นสิ่งน่ากลัวอย่างยิ่ง และเป็นภัยที่สุดแห่งชีวิตเราท่าน จึงควรเร่งรีบหาความรู้ ในการศึกษาพระธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะได้ไม่เสียเวลากับชีวิต ที่กำลังมุ่งไปสู่ความเสื่อมและความตายในที่สุด
ดังนั้นความมุ่งหมายของการเจริญวิปัสสนา ก็เป็นไปเพื่อการพ้นทุกข์เท่านั้น ไม่ใช่อย่างอื่นเลย และถ้าผู้ปฏิบัติมีความเห็นผิดอยู่ ก็ไม่สามารถที่จะพาตนเองรอดจากภัยในวัฏฏสงสารได้เลยนะคะ
และบางท่านที่เคยมีความรู้สึกว่า ไปปฏิบัติธรรมแล้วมีความสุข พบความสงบสุขมานั้น นั่นก็ไม่ใช่ทางที่พระพุทธองค์ทรงสอนเลย
เพราะพระองค์ทรงตรัสสอนว่า..ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป ไม่มีอะไรนอกไปจากทุกข์ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านที่ไปพบสุข เท่ากับว่าท่านเห็นตรงกันข้ามกับการที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้นั่นเองนะคะ
อย่ามัวเสียเวลาหาความสุขเลย เพราะความสุขไม่มี เป็นเพียงวิปลาสธรรมเท่านั้น รีบพาตนเอง มาสู่ความมุ่งหมายของการเจริญวิปัสสนา เพื่อจะได้พ้นไปจากชีวิตที่มีแต่ความทุกข์ดีกว่าค่ะ
![]()
โดย น้องกิ๊ฟ [7 ต.ค. 2551 , 13:34:10 น.] ( IP = 125.27.177.131 : : )
สลักธรรม 7มาเก็บประเด็นธรรมในเช้าวันนี้ไว้ก่อนปฏิบัติงาน
เพื่อตั้งเป้าหมายให้กับชีวิต ก่อนทำหน้าที่
ภาระเบาบางลงแล้วจะมาเก็บรายละเอียดให้ยิ่งขึ้นค่ะ
ขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากค่ะโดย น้องอุ๊ [8 ต.ค. 2551 , 06:43:14 น.] ( IP = 202.28.183.9 : : 10.6.129.70 )
สลักธรรม 8ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะ และอนุโมทนาในการเพียรสร้างสรรการงานอันเป็นกุศลนี้ด้วยดีเสมอมาค่ะ
โดย พี่ดา [8 ต.ค. 2551 , 09:25:49 น.] ( IP = 124.121.177.204 : : )
สลักธรรม 9เช่นกันครับ เข้ามารับประโยชน์แห่งทางเดินชีวิต และมาดับความร้อนใจฟุ้งไปกับเรื่องโลกๆได้เป็นอย่างดีเลยครับ
ขอพระคุณและขออนุโมทนาสาธุกับน้องกิ้ฟมากๆครับผมโดย พี่เณร [8 ต.ค. 2551 , 09:27:11 น.] ( IP = 58.9.147.86 : : )
สลักธรรม 10ขอบพระคุณและอนุโมทนากับน้องกิ๊ฟค่ะ ที่ได้นำประโยชน์มาฝากไว้ค่ะ
โดย เซิ่น [8 ต.ค. 2551 , 13:17:28 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |