| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
เราสามคน
สลักธรรม 1มาถึงไอ้ตัวที่สอง จะเป็นเราแบบที่คนอื่นยัดเยียดให้เป็น บางครั้งก็ยัดเยียดว่าเราดีเลิศจนเราอาย เพราะจิตสำนึกเรารู้ดีว่ามันไม่จริงหรอก แต่เราก็ยิ้มรับ
แต่บางครั้งไอ้ตัวที่สองนี้ก็มหาอัปลักษณ์จนไม่อยากจะนึกถึงซ้ำร้ายยังเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเพราะมันเป็นโลกในมือคนอื่น มันเป็นสิ่งแปลกปลอมที่คนอื่นยื่นให้อย่างคนขับสิบล้อจอดรถอยู่ข้างทางเฉยๆเช้ามาพบศพใต้ท้องรถก็ต้องขับรถหนี ทั้งที่ศพนั้นถูกรถชนตายอีกฝั่งแล้วดันถลามาใต้ท้องรถ แต่ขึ้นชื่อว่าเป็นคนขับสิบล้อ บางคนก็ตัดสินไปแล้วว่าเขาเป็นฆาตกร
คนที่ชอบนินทานั้น มองคนอื่นด้วยใจที่หยาบช้าไร้วิจารณญาณ ใจแคบ มองคนอื่นผ่านกระจกสีดำแห่งใจตัวเอง คนเหล่านี้มีอยู่ทั่วไปในสังคม
เจ้าต้องจำไว้นะทุกครั้งที่เราว่าคนอื่นเลวคนอื่นไม่ดี ก็เท่ากับ เราประจานความมืดดำในใจตัวเองออกมาเมื่อเห็นสิ่งไม่ดีของใคร จงเตือนตัวเองว่า อย่าทำอย่าเลียนแบบ นั่นแหละวิถีของนักปราชญ์ถ้าเอาไปว่าร้ายนินทาเรียกว่าวิถีของคนพาล
แล้วเราต้องทำตัวอย่างไรละครับในเมื่อเราต้องเจอคนเหล่านั้นเรื่อยๆ ลูกศิษย์ หยุดร้องไห้แล้ว เริ่มสนทนาโต้ตอบ
หลวงตา... เจ้าต้องทำความเข้าใจจิตใจมนุษย์เรียนรู้ว่าความเข้าใจผิดเกิดขึ้นได้ เราห้ามใจ ใครไม่ได้สิ่งใดที่เราไม่ได้ทำไม่ได้คิดไม่ได้ เป็นแต่คนอื่นคอยยัดเยียดให้เรา เราก็ไม่ควรให้ความสำคัญ เพราะเราสัมผัสได้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอยู่จริง ใจเราควรสงบนิ่ง ใจคนอื่นต่างหากที่ควรซักฟอก ให้ขาวสะอาดกว่าที่เป็นอยู่เขาเหล่านั้นเป็นบุคคลที่น่าสงสารมีเวลามองคนอื่นแต่ไม่มีเวลามองตัวเองจงแผ่เมตตาให้เขาไป เข้าใจใช่ไหม
เข้าใจครับ หลวงตา เด็กน้อยยิ้มมี ความสุขอีกครั้ง
![]()
โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [18 ต.ค. 2551 , 19:17:09 น.] ( IP = 58.9.135.92 : : )
สลักธรรม 2เป็นมุมมองที่ทำให้จิตใจไม่ทุกข์ร้อนที่ต้องเจอกับคนเข้าใจผิด..ว่าเป็นผู้ที่น่าสงสารเพราะมีเวลามองคนอื่นแต่ไม่มีเวลามองตัวเอง
ขอบพระคุณค่ะ..ที่นำประโยชน์มาฝากค่ะโดย เซิ่น [20 ต.ค. 2551 , 21:51:33 น.] ( IP = 58.8.51.58 : : )
สลักธรรม 3
ได้ย้อนกลับมาอ่านเรื่องนี้อีกครั้งพร้อมทั้งมีบทสรุปจากเหตุการณ์ที่เคยพบมา เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นนิทานที่เข้าใจง่าย แต่เป็นเรื่องยากที่จะกำหนดบทบาทที่ชัดเจนของตนได้
คนส่วนใหญ่มักจะถูกคาดหวังจากคนรอบข้าง..ในแบบที่เขาอยากให้เราเป็น แล้วบางคนก็จำเป็นที่จะต้องเล่นไปตามบทนั้นเพื่อตอบสนองความต้องการของคนอื่นให้เขาสมปรารถนา ทั้งที่ผู้แสดงบทไม่ได้ต้องการเป็นเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา จึงกลายเป็นผู้ที่มีฉากหน้าที่สร้างภาพ และฉากหลังที่เป็นภาพจริง ที่ดูน่าเหน็ดเหนื่อยและเสี่ยงอันตรายต่อการถูกจับได้
บุคคลมากมายโดยเฉพาะผู้ที่มียศมีตำแหน่งสูง เป็นผู้ใหญ่ หรือเป็นครูบาอาจารย์...มักได้รับการสถาปนาภาพลักษณ์ที่งดงามให้จนกลายมาเป็นเงื่อนไขให้ชีวิตอึดอัดขาดอิสระในบางครั้ง ...นับเป็นความทุกข์ที่เพิ่มขึ้นเพราะต้องการสนองตอบต่อความคาดหวังของผู้อื่นจึงต้องเล่นไปตามบทที่ผู้อื่นอยากจะดู
และบุคคลมากมายเหมือนกันที่มีภาพลักษณ์ที่ไม่สวยงามจากการคาดคิดของผู้อื่น ก็เป็นความทุกข์ที่ต้องแบกไว้ด้วยความอึดอัด และอาจทุกข์มากขึ้นไปอีกเมื่อหาทางดิ้นรนแก้ไข ชีวิตที่มีทุกข์มากอยู่แล้วจึงยิ่งเหน็ดเหนื่อยมากขึ้นเพราะจิตใจหมกมุ่นอยู่กับบทบาทที่คนอื่นมอบให้
และบางครั้งเราก็มีความทุกข์เพราะคนที่เราอยากจะเป็น ...เนื่องเพราะเราไม่ได้เตรียมความพร้อมมาเพื่อสิ่งนั้น แต่เราวาดหวังที่จะเป็นอย่างที่ใจฝัน..ชนิดดันทุรังก็มี หรือบางทีเราอาจพูดออกไปโดยไม่ยั้งคิดเพราะสถานการณ์พาไปหรืออยากโชว์หรืออยากแสดงอารมณ์บางอย่างให้ถึงที่สุด
แต่สุดท้ายคำพูดนั้นก็กลายมาเป็นตัวผูกมัดกำหนดบทบาทให้เราต้องเป็นในสิ่งที่เราพูดให้ได้ ทั้งที่จริงแล้ว ตัวเราไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย และเราก็มีความผันผวนในการกระทำอยู่ตลอดเวลา แต่เราก็ต้องขาดอิสระในการกระทำไปเพราะการมุ่งจะบังคับบัญชาตนเองให้เป็นไปอย่างนั้น นี่ก็คงเป็นความทุกข์ไม่น้อยเช่นกัน
แต่สำหรับบทบาทของคนที่เราอยากจะเป็นโดยผ่านกระบวนการไตร่ตรองเรียบร้อยแล้วนั้น ...ก็คงมีการแสดงไปด้วยความราบรื่นเพราะเราสมัครใจ แม้จะไม่ได้ผลสำเร็จอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยแต่ก็มีความสุขใจได้ที่ได้ลงมือทำแล้ว โดยเฉพาะการอยากเป็นคนดีในพระพุทธศาสนา
คือเป็นผู้ที่คลายจากความกำหนัด มีใจสงบร่มย็น ไม่สะสมกองกิเลส เป็นคนมักน้อย เป็นคนสันโดษ จัดชีวิตให้สงบสงัดจากหมู่คณะ มีความเพียรอันตรงต่อทางมรรคผลนิพพาน และเป็นคนที่เลี้ยงชีพง่าย ..นั่นเอง
ส่วนบทบาทที่เป็นตัวเราจริงๆ นั้น ..บางครั้งก็เป็นบทบาทที่ดี และบางครั้งก็เป็นบทบาทที่ควรแก้ไข การที่จะเป็นตัวของตัวเองนั้นก็คงต้องคิดถึงการยอมรับของผู้อื่นด้วย เพราะการเอาแต่ใจตนเป็นใหญ่หรือเรียกร้องให้ใครๆ ยอมรับตัวตนของเราจริงๆ โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรมและจริยธรรมก็กลายเป็นความทุกข์ขึ้นมาเช่นกันที่จะไปบังคับบัญชาผู้อื่นให้เป็นไปตามใจเรา
คิดว่า ทั้งสามคนที่อยู่ในตัวเราต่างเป็นเงื่อนปมของความทุกข์ทั้งสิ้น ...ทำให้นึกถึงหนทางแห่งความสุขอันสถาพรยิ่งนัก กราบขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่านและพิจารณาโดย น้องกิ๊ฟ [21 ต.ค. 2551 , 10:38:41 น.] ( IP = 125.27.175.132 : : )
สลักธรรม 4
อ่านเรื่องนี้แล้วเห็นชัดจริงๆเลยว่า ในตัวเรามีคนอยู่ ๓ คน ต่างก็สลับกันแสดงบทบาท ผู้ที่เป็นตัวของตัวเองมาก คือเป็นตัวเราจริงๆ แต่ไม่ไปสบอารมณ์ผู้อื่นที่เขาไม่ต้องการ เรื่องราวต่างๆก็มักจะตามมา หรือบางครั้งเราก็พยายามปรับปรุงตนให้เป็นไปตามที่เราอยากเป็น แต่ก็เพราะเจ้าคนที่เป็นตัวเรานันมีอำนาจมาก คนที่จะไปเป็นที่อยากเป็นก็ต้องพ่ายแพ้..เฮ้อ บางครั้งเราก็เป็นของเราแบบนี้ แต่ผู้อื่นก็มองไปอีกแบบ เราก็เป็นไปตามที่คนอื่นเขาคิดว่าเราเป็น...จิตมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง ไม่ควรให้ความสำคัญกับความคิดของผู้อื่น แต่จงพิจารณาใจตนเองให้มากเป็นดีที่สุด
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทพธรรมมากค่ะที่นำเรื่อสั้นๆแต่มากด้วยคติธรรมมาให้ได้อ่าน คิด และพิจารณาค่ะโดย พี่ดา [21 ต.ค. 2551 , 10:54:47 น.] ( IP = 124.121.177.150 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |