| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สมาธิ สุข หรือ ทุกข์ (๒)
สมาธิ
สุข หรือ ทุกข์ ?![]()
ตอนที่ผ่านมา
ภาวนาแปลว่า ควรเจริญมี ๒ อย่างคือ สมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา ควรเจริญเรื่องอะไร ควรเจริญเรื่อง ๒ ประการ คือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน คำว่า สมถกรรมฐานแปลว่าที่ตั้งของการเพ่งที่จะทำให้จิตสงบหรือให้ถึงฌาน ส่วนภาวนาที่เขียนว่าวิปัสสนากรรมฐานก็เป็นที่ตั้งของการเพ่งเช่นกัน แต่เป็นการเพ่งเพื่อให้เกิดปัญญา เพื่อจะทำลายกิเลสให้ถึงมรรคผลนิพพาน เพราะฉะนั้น จึงกล่าวโดยย่อว่า ทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบเฉยๆ ทำวิปัสสนาเพื่อให้เกิดปัญญาทำลายกิเลสได้
ที่กล่าวว่า อันว่าเอกัคคตาเจตสิกสมาธิใดยังกิเลสทั้งหลายให้สงบ เพราะเหตุนั้น อันว่าเอกัคคตาเจตสิกสมาธินั้นชื่อว่า สมถะ คำว่า สมถะ แปลว่า ความสงบ จะอธิบายเรื่องจิตเพื่อความเข้าใจ ผมวงกลมไว้วงหนึ่ง สมมุติว่าเป็นจิตใจเกิดขึ้นในขณะจิตเกิดขึ้น เมื่อจิตเราเกิดขึ้นมานั้น จะต้องมีเจตสิกเข้าร่วมด้วย เจตสิกคือ ธรรมชาติที่ประกอบกับจิต เมื่อเรียนเรื่องจิตก็เรียนกันว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกไม่ว่าสรรพสิ่งนั้นจะเป็นอะไร-ไม่ว่าจะเป็นรูปหรือนาม ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมต้องมีการประชุมรวมกันมิใช่อยู่โดดเดี่ยวแต่ลำพัง เป็นบ้านก็ต้องมีเสา มีประตู หน้าต่าง ฯลฯ รวมกันถึงเป็นบ้าน ถ้าพูดว่า ถนนก็ต้องมีก้อนอิฐ ก้อนดิน ก้อนหินรวมกันจึงเป็นถนน ไม่ว่าพูดเรื่องอะไรก็ต้องรวมทั้งนั้น ไม่มีสิ่งใดโดดเดี่ยวเกิดโดยลำพังได้ มีหลายอย่างรวมกันจึงเกิดขึ้นมาได้ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ มีธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ มีธาตุดินเฉย ๆ เป็นโต๊ะ เก้าอี้ ไม่ได้
เพราะฉะนั้นสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้จึงรวมกันเข้าถึงได้เป็นสิ่งนั้นได้ที่มารวมกันนั้น มาทำไม มันมาทำงาน แต่ละหน้าที่ของมัน งานไม่เหมือนกัน ตัวอย่างเช่น เกิดมามีชื่อว่าคน มีอะไรรวมกัน มี ตา หู จมูก ปาก มีกระดูก กล้ามเนื้อหลายอย่างรวมกัน ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านี้เป็นคนไม่ได้ เป็นสุนัขมีอะไร ก็มีแบบสุนัขหลายอย่างรวมกันและต้องมีหางด้วย แม้หางกุดก็ยังได้ชื่อว่ามันมี ต้องมีหลายอย่างรวมกันเข้าจึงเป็นสิ่งนั้น สิ่งนี้ เพราะฉะนั้นใจของคนเราก็เหมือนกันต้องมีเจตสิกประชุมกัน เวลาจิตใจเกิดขึ้นมาแล้วเจตสิกก็เข้าไปร่วมประชุมเช่นเดียวกันกับบ้านเกิดขึ้นแล้วก็มีหลังคามีพื้น ฝา ประตู หน้าต่างรวมกัน มีขึ้นมาทำไม มันมาทำงานตามหน้าที่ หลังคาก็กันฝน กันแดด ประตูหน้าต่างกันลมเข้า กันแดด กันขโมย พื้นสำหรับคนนั่ง นอน ยืน ได้ เสาก็ค้ำยันไม่ให้บ้านช่องทะลายลงมา
ดังนั้น ชิ้นส่วนที่มารวมกันจึงมีงานช่วยกันประคับประคองให้เป็นบ้านขึ้นมา ตา คอ จมูก มีร่างกายกล้ามเนื้อมีกระดูกช่วยกันทำให้เป็นคนขึ้นมาโดย พี่เณร...นำมาฝาก [28 ต.ค. 2551 , 07:20:49 น.] ( IP = 58.9.144.187 : : )
สลักธรรม 1![]()
โดยทำนองเดียวกัน จิตก็เช่นกัน มีเจตสิกทำไม เจตสิกประชุมกันทำงาน เพราะใจของคนนั้นมิใช่อยู่โดดเดี่ยว ใจของคนเรามีหน้าที่การงานหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น เจตสิก ชื่อผัสสะมีหน้าที่รับกระทบอะไรไปกระทบตา คำตอบ คลื่นแสง ตัวไหนรับกระทบ คำตอบ ผัสสเจตสิกรับกระทบ เสียงที่พูดออกไปกระทบกับจิตที่ประสาทหู ผู้รับกระทบคือผัสสเจตสิก ในใจของนักศึกษาเก็บอะไรไว้บ้าง คำตอบ เก็บไว้เยอะแยะ มีสีดำ แดง เก็บไว้ในใจบ้างหรือเปล่า คำตอบ มี ก.ไก่ ข.ไข่ เก็บไว้ในใจบ้างหรือเปล่า คำตอบมี มีความดีความชั่วความเก็บไว้ในใจบ้างหรือไม่ คำตอบ มี ใครทำหน้าที่เก็บไว้ คำตอบ สัญญาเจตสิก เจตสิกทำหน้าที่เหมือนเสา ประตู หน้าต่างที่กล่าวแล้ว เมื่อเวลาเห็นต้องตั้งใจดู เวลาได้ยินต้องตั้งใจฟัง เวลาคิดนึกก็ต้องตั้งใจ ไม่ตั้งใจไม่ได้ นี่คือเจตนาเจตสิก แปลว่า ตั้งใจเห็น ตั้งใจได้ยิน เจตสิกหนึ่งก็ทำงานอย่างหนึ่ง เจตสิกแต่ละตัวทำงานแต่ละอย่าง เมื่อจิตเกิดขึ้นแล้วทำไมอยู่ที่นั่นได้ ไม่เคลื่อนย้ายไปที่อื่น ทำไมจึงหยุดที่เดียวได้ ทำไมตั้งมั่นได้ เป็นเพราะเจตสิกตัวหนึ่งชื่อ เอกัคคตาเจตสิก แปลว่าจิตที่ทำหน้าที่เป็นสมาธิ
ด้วยเหตุนี้เอง นักศึกษาก็จะเห็นได้ว่าในหนังสือที่กล่าวว่าเอกัคคตาเจตสิกสมาธิใดยังกิเลสทั้งหลายให้สงบเพราะเหตุนั้น อันว่าเอกัคคตาเจตสิกสมาธินั้นชื่อว่า สมถะ หมายความว่า ตัวเจตสิกที่ประกอบกันขึ้นเป็นจิต มีงานทำทีละอย่าง ๆ เจตสิกตัวหนึ่งทำงานอย่างหนึ่ง เช่น ผัสสะทำหน้าที่รับกระทบตา หู สัญญาเจตสิกมีหน้าที่เก็บสีแดง เขียว ก.ไก่ ข.ไข่ มีอะไรอยู่ในใจ ความดีความชั่วทั้งหลายเก็บหมด เจตสิกมีทั้งหมด ๕๒ ตัว และเมื่อเราดูอะไร ฟังอะไร ทำอะไรได้โดยที่จิตมั่นอยู่ที่นั้นได้ ไม่หนีไปอื่น ถ้าเรื่องนั้นไม่สนใจ จิตก็ไถลไปมา จิตไม่ตั้งมั่น แต่ถ้าใครนินทาเราถึงได้ยินแว่ว ๆ ก็ตั้งใจฟังได้ชัดเจน หรือถ้าใครกำลังชมอยู่เราไม่ทันดู แต่ตั้งใจฟัง ทำไมจิตตั้งมั่นอยู่ที่นั้นได้เป็นเพราะเอกัคคตาเจตสิก ทำหน้าที่เป็นสมาธิ (สมาธิแปลว่าจิตตั้งมั่น) เจตสิกมีบทและได้เคยเรียนแล้วในปริจเฉทที่ ๒
คำถาม ทำไมจึงตั้งมั่นในอารมณ์นั้นได้
คำตอบ เพราะเอกัคคตาเจตสิกเป็นตัวการทำให้ตั้งมั่น
เพราะฉะนั้นเอกัคคตาเจตสิกจึงชื่อว่าเป็นตัวทำให้จิตเป็นสมาธิจิตตั้งมั่น ผู้ที่ทำสมาธิอยู่ได้นานเป็นครึ่งชั่วโมงหรือกว่านั้นได้เพราะอาศัยการฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ ให้เอกัคคตาเจตสิกตั้งอยู่ในอารมณ์นั้น เช่นเพียงคำว่า พุทโธ ก็อยู่ที่พุทโธ เพ่งอะไรก็อยู่ที่ตรงนั้น ฝึกฝนจนเอกัคคตาเจตสิกเข้าไปบังคับจิตคือประกอบกับจิต และทำให้จิตตั้งมันอยู่ในที่เดียวได้เป็นเวลายาวนาน บางคนอาจทำได้ครึ่งค่อนชั่วโมง จิตไม่หนีไปไหน มีสมาธิกำหนดแน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันใดก็อยู่ในที่อันนั้น
ที่ยกเรื่องเจตสิกขึ้นมาก็เพื่อว่านักศึกษาที่ยังไม่เคยเรียนเรื่องเจตสิก จะได้พอมีความรู้ความเข้าใจบ้าง เพื่อจะแยกให้เห็นว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ไม่มีอันใดโดดเดี่ยวขึ้นมาได้ ต้องรวมกันทั้งนั้นไม่ว่าอะไรที่มารวมกันนั้นมันมาช่วยกันทำงาน โดยทำนองเดียวกันนี้ใจของคนเราก็ต้องมีเจตสิกมาประชุม เจตสิกคือธรรมชาติที่ทำงานกับจิตนั่นเอง ประกอบจิต เจตสิกทำหน้าที่อะไร ทำหน้าที่ ผัสสะ สัญญา เจตนาและเอกัคคตา เป็นต้น
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า เมื่อบุคคลใดทำสมาธิ เจตสิกซึ่งทำหน้าที่เป็นเอกัคคตาก็ทำให้สมาธิตั้งมั่น และถ้าผู้ใดทำชำนาญแล้ว สมาธิก็แน่วแน่ชำนาญสามารถอยู่ในอารมณ์นั้นได้เป็นเวลายาวนาน เพราะเอกัคคตาเกิดซ้ำ ๆ นั่นเองโดย พี่เณร...นำมาฝาก [28 ต.ค. 2551 , 07:30:15 น.] ( IP = 58.9.144.187 : : )
สลักธรรม 2![]()
จิตนี้เกิดดับสืบต่อกันตลอดเวลา เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ไม่มีอะไรเลยหยุดนิ่งตั้งมั่นคงที่ไม่มี มีแต่ผันแปรเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ จิตใจของสัตว์ทั้งหลายก็ติดต่อสืบเนื่องเกิดดับติดต่อกันไปเรื่อย ๆ
ด้วยเหตุนี้เอง จิตของเราที่มีเอกัคคตาอยู่ขณะหนึ่งและขณะต่อ ๆ ไปเมื่อเอกัคคตามีต่อไปทุกครั้ง ๆ แล้วอำนาจของสมาธิจึงมีมากเพราะว่าแม้ว่าจิตจะเกิดขึ้นขณะหนึ่ง เอกัคคตาเข้ามาขณะหนึ่ง แต่พอจิตเกิดขึ้นใหม่ซ้ำอีก เอกัคคตาก็เกิดซ้ำอีกทุกครั้งไป และถ้าจับอารมณ์อันเดียวกันก็ถือว่ามีสมาธิ
ตัวอย่างเช่น เราเพ่งคำว่า พุทโธ จิตเพ่งพุทโธ พุทโธ จิตเกิดดับติดต่อกันก็จริง แต่อารมณ์พุทโธยืนอยู่ เพราะฉะนั้นเอกัคคตาก็เกิดซ้ำ ๆ เมื่อเกิดซ้ำ ๆ ก็กลายเป็นสมาธิ ความจริงจิตเกิดหนเดียวก็เป็นสมาธิขณะหนึ่ง เพราะจิตย่อมเกิดดับ เกิดดับ ติดต่อกันอยู่เรื่อย ๆ ก็มีสมาธิทุกขณะ ๆ ซึ่งเรียกว่า ขณิกสมาธิ แต่ถ้าเราจับอารมณ์อะไรแล้วเพ่งพุทโธ จิตมีสมาธิเกิดเป็นขณะ ๆ ก็จริง แต่อารมณ์อันเดียวกัน พุทโธอันเดียวกัน จึงได้ชื่อว่า มีสมาธิตลอดยาวนาน บางคนครึ่งชั่วโมง เพ่งพุทโธตลอดเวลาที่จิตตั้งอยู่ในอารมณ์อันนั้นไม่หนีไปไหน ขณะนั้นกิเลสความวุ่นวายใจ ความเร่าร้อน จะออกมาไม่ได้ แต่คนยังไม่เก่งกิเลสก็สามารถออกมาได้ เราเพ่งพุทโธก็จริง แต่เรายังไม่เก่ง เพ่งได้ไม่กี่หนจิตก็ไถลไปเรื่องอื่น เช่น เรื่องเรียนหนังสือ เรื่องอะไรที่ผ่านมาแล้ว ไถลไปเรื่องสารพัดอย่าง เมื่อไถลออกไปก็ต้องจับให้จิตกลับมาตั้งเป็นอารมณ์นี้ใหม่ แล้วก็ไถลไปอีกทุกที ตั้งไม่ได้นาน
เพราะฉะนั้นจึงกล่าวว่าสมาธิยังไม่ดีเอกัคคตาก็เกิดบุญได้ แต่ยังไม่มาก เพราะเอกัคคตายังไม่เกิดเป็นแถวเป็นแนวได้นานพอสมควร ถึงจะเกิดเป็นขณะ ๆ ก็เป็นบุญทุกขณะ เพราะเจตนาตั้งไว้จะมิให้กิเลสเกิดโดย พี่เณร...นำมาฝาก [28 ต.ค. 2551 , 07:34:28 น.] ( IP = 58.9.144.187 : : )
สลักธรรม 3![]()
เมื่อนักศึกษาทำสมาธิ ลงมือทำ ถึงจิตจะฟุ้งก็ยังได้บุญ เพียงแต่น้อยไปหน่อยเท่านั้น เพราะตั้งใจ ถ้าสมาธิยังอยู่ก็ได้บุญทุกทีไป ฟุ้งก็ฟุ้งไป ขณะใดอยู่ถึง ๒ วินาที ๓ วินาที สมาธิขณะนั้นก็ได้ชื่อว่าบุญ และคนที่ทำสมาธิเป็นขณะดังกล่าวนี้ บางคนเลิกทำบอกว่ากลุ้ม เพราะไม่สามารถตั้งมั่นได้ จิตฟุ้งซ่าน จึงโกรธตัวเองเลยเลิกปฏิบัติ
ผมจึงขอเสนอแนะว่าอย่าเลิกให้ทำไปก่อนให้มีเวลาพอสมควรเพราะว่าถึงจะฟุ้งก็ฟุ้งไป เวลาใดที่สงบก็ได้บุญแล้วแต่คนที่โกรธเพราะยังไม่เข้าใจเรื่องนี้คิดว่าทำแล้วฟุ้งไม่ดี ไม่ชอบจะตั้งใจให้สมาธิแน่วแน่กลับไม่แน่วแน่ ฟุ้งไปอย่างนี้ก็โกรธตัวเองขึ้นมาเลยเลิกเข้านอนเลย
บางคนเวลาคุยดึกดื่นตีหนึ่งก็ยังอยู่ได้ แต่เวลาทำสมาธิ ๕ นาทียังทำไม่ได้ พอเริ่มก็ง่วงไม่เหมือนเวลาคุยเป็นเพราะเวลาทำสมาธิหาโลภะ หาความอยากอยู่ในใจ อยากสนุก อยากเพลิดเพลิน สารพัด ตัวอย่างคนเล่นไพ่ อำนาจโลภะ ความอยาก ซึ่งเป็นอกุศลครอบงำ อยู่สว่างก็ได้ บางคนอยู่สว่างจนถึงกลางวันของอีกวันหนึ่ง อยู่ทั้งกลางวัน กลางคืนอยู่ได้ อำนาจโลภะทำให้ไม่คิดเรื่องอื่น โมหะก็เข้าครอบงำด้วย เพราะฉะนั้นคนที่คนที่เล่นการพนันจึงมีทั้งโมหะ โลภะ เข้าพร้อมกันร่วมกันเพราะโลภะเข้าโมหะก็ต้องเข้าด้วย และความโลภความพอใจในเรื่องนั้นเข้าร่วมด้วย ดังนั้นแม้จะดึกดื่นเพียงใดก็ไม่ง่วงนอน แต่ได้บาปตลอด บาปทั้งความโง่ ความหลง และบาปทั้งโลภะคือความโลภ แต่ทำสมาธิ ๕ นาที ๑๐ นาทีไม่ใคร่ได้ เพราะจิตคอยซัดส่ายหาอารมณ์สนุก ๆ หาอารมณ์เพลิดเพลิน หาอารมณ์ที่ตนชอบ เวลาทำสมาธิต้องให้มีจิตเป็นอันเดียว หาอะไรไม่ได้จะให้ชอบได้อย่างไร จิตก็เถลไถลไปเรื่อย หาอารมณ์ที่ชอบไม่ได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [28 ต.ค. 2551 , 07:38:55 น.] ( IP = 58.9.144.187 : : )
สลักธรรม 4![]()
ดังนั้นพอทำสมาธิเดี๋ยวเดียวเท่านั้น ความง่วงเหงาหาวนอนก็ตามมา เหมือนนักเรียนที่เรียนอยู่ ถ้าฟังธรรมะหนัก ๆ ไปหน่อย ตัวเลขขึ้นมากไป ชักไม่สนุก ประเดี๋ยวถีนมิทธะความง่วงเหงาหาวนอนก็เข้ามา ทนอยู่ไม่ได้ต้องหลับปนตื่นเวียนไปหลับบ้างตื่นบ้าง เผลอตัวไปหน่อยเมื่อกี้นี้
เพราะฉะนั้นผู้ที่มาเรียนและยังใหม่อยู่ เช่น ยังมาได้ไม่กี่หน โลภะมักจะเข้ามา นั่งฟังธรรมะรู้เรื่องน้อยไปหน่อยเลยง่วงนอน ก็มีตัวอย่างมากที่บอกว่ามาทีแรกง่วงนอนจริง เพราะมาใหม่ ๆ ยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่พอเรียนไปสัก ๒ เดือนไม่ง่วงเลยเพราะมีความลึกซึ้ง เวลาฟังไปคิดไป ลึกซึ้งตามไปด้วยโสมนัสเกิด ยินดีเข้า ซึ่งจัดเป็นบุญก็ช่วยให้การศึกษาธรรมะเจริญก้าวหน้าไปได้
แต่ถ้าเป็นคนท้อถอยมาหนสองหนแล้วไม่มาอีกอ้างว่าฟังแล้วไม่รู้เรื่อง เสียโอกาสอันดีไปอย่างน่าเสียดาย เพราะอะไร เหมือนไปโรงเรียน เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ หรือวิชาอะไรก็แล้วแต่ ไปใหม่ ๆ จะรู้เรื่องได้อย่างไร แต่อาศัยไปบ่อย ๆ นาน ๆ เข้าก็รู้เรื่องขึ้น
ในทำนองเดียวกันนี้ ใครก็ตามที่ทำสมาธิแล้ว ง่วง ฟุ้ง กลุ้ม แล้วเลยหนีไม่ทำอีก ก็น่าเสียดาย ต้องแข็งใจปฏิบัติไปอีกสักพักหนึ่งและทำต่อไปนาน ๆ เข้าก็จะเก่งขึ้น คนจะเก่งได้ต้องอาศัยเวลาเป็นปีขึ้นไป สมาธิจึงจะดี และเมื่อสมาธิดีแล้วก็จะได้บุญมากขึ้น แต่ทำแล้วเป็นขณิกสมาธิ เอกัคคตาเข้าประกอบได้บุญทุกครั้ง เวลาฟุ้งไปก็ไม่ได้บุญ เวลาง่วงก็ไม่ได้บุญ แต่เวลาจิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ที่มั่นคงเป็นขณะ ๆ ได้บุญทุกขณะ เพราะฉะนั้นใครที่ฟุ้งก็ดี ง่วงก็ดี ตั้งสมาธิไม่อยู่ก็ดี อย่าไปคิดว่าตนเองไม่ได้บุญ ได้บุญแต่บุญอาจน้อยไปหน่อย เพราะเกิดเป็นขณะ ๆ เมื่อเอกัคคตาเจตสิกตัวนี้ ทำหน้าที่ต่อกันเป็นแถว ๆ ในอารมณ์อันเดียวกันแล้วเราเรียกว่าสมถะแปลว่า ความสงบ วันนี้ขอพูดเรื่องสมถะ ส่วนเหตุผลต่าง ๆ ของวิปัสสนาจะแสดงในโอกาสต่อไป
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [28 ต.ค. 2551 , 07:43:31 น.] ( IP = 58.9.144.187 : : )
สลักธรรม 5เข้าใจง่ายดีกับคำอธิบายของท่านอาจารย์ค่ะ และก็ชอบจังตรงที่ยกตัวอย่างว่า "บางคนเวลาคุยดึกดื่นตีหนึ่งก็ยังอยู่ได้ แต่เวลาทำสมาธิ ๕ นาทียังทำไม่ได้ พอเริ่มก็ง่วงไม่เหมือนเวลาคุยเป็นเพราะเวลาทำสมาธิหาโลภะ หาความอยากอยู่ในใจ อยากสนุก อยากเพลิดเพลิน สารพัด "
กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่านโดย น้องกิ๊ฟ [28 ต.ค. 2551 , 16:17:25 น.] ( IP = 125.27.174.253 : : )
สลักธรรม 6เป็นคนหนึ่งเหมือนกันค่ะท่านอาจารย์ที่อยู่ดึกๆทำการงานต่างได้สารพัด แต่พอคิดจะทำสมาธิบ้าง ก็เป็นอันต้องเกิดความง่วงทุกทีไป เพราะจิตหาอารมณ์ที่ชอบใจไม่ได้นั่นเอง
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะพี่เณรที่น่ารักของน้องๆโดย พี่ดา [29 ต.ค. 2551 , 08:52:21 น.] ( IP = 124.121.174.220 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |