มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


จะรวบรวมจิตให้มีพลังได้อย่างไร?








ตอบคำถามโดยพี่ดอกแก้ว


ถาม ผู้ที่สามารถกำหนดเส้นทางชีวิตได้แน่นอนแล้วคือใครครับ ?

ตอบ ผู้ที่สามารถกำหนดเส้นทางชีวิตที่แน่นอนแล้วมิใช่พวกเราค่ะ แต่เป็นพระอริยบุคคลนับตั้งแต่พระโสดาบัน และพระโสดาบันนั้นท่านก็มาจากบุคคลอย่างเราๆนี้ คือปุถุชนผู้หนาแน่นไปด้วยกิเลส

ซึ่งกิเลสมีอยู่สิบชนิด คือ โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ แบ่งเป็นสามตระกูลใหญ่ๆ มีตระกูลโลภ ตระกูลโกรธ ตระกูลหลง เพราะฉะนั้นเราทุกคนจึงมีตระกูลเดียวกัน แต่จะต่างกันที่นามสกุลซึ่งเป็นสมมุติบัญญัติเท่านั้น

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [28 ต.ค. 2551 , 16:18:35 น.] ( IP = 125.27.174.253 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ถาม จะรวบรวมจิตให้มีพลังได้อย่างไร?

ตอบ จะรวบรวมจิตให้มีพลังได้ด้วยการทำจริงเพียงอย่างเดียวก็จะมีอำนาจในการกระทำนั้นไม่กระจัดกระจายไป

เหมือนกับพลังงานแสงอาทิตย์ที่มารวมแสงด้วยเลนส์นูน แล้วก็จะสามารถทำให้เกิดความร้อนจนเป็นประกายไฟขึ้นมาได้ แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเราตอนนี้ เพียงทำให้เราอบอุ่น ทำให้ผ้าแห้งได้ แต่ไม่สามรถเผาเราให้ไหม้เกรียมได้ เพราะมีความกระจัดกระจายของแสงนั่นเอง

แต่จิตของเรานี้มีอำนาจมากกว่าพลังงานแสงอาทิตย์สียอีก เมื่อมุ่งมั่นที่จะทำสิ่งใดแล้วก็จะสามารถทำความสำเร็จให้เกิดขึ้นได้ เช่น การประดิษฐ์คิดค้นต่างๆ การแสวงหาอุปกรณ์ต่างๆ

เมื่อเราต้องรวบรวมพลังงานของจิตไม่ให้กระจัดกระจายไปเพราะความฟุ้งซ่าน เราก็ต้องมีเป้าหมาย เพราะเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะเป็นการกำหนดทิศทางในการทำงานให้บรรลุผล

และในพระพุทธศาสนาก็มีการศึกษาเรื่องของเป้าหมาย นั่นก็คือเรื่องสัมมาทิฎฐิ และสัมมาทิฏฐินี้จะเกิดขึ้นก็ด้วยการเรียนรู้ตามการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะการศึกษาพระอภิธรรมเป็นเรื่องของเหตุและผลที่เป็นภาษาสากลที่สุดนั่นเองค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ต.ค. 2551 , 16:19:04 น.] ( IP = 125.27.174.253 : : )


  สลักธรรม 2



ถาม อันตรายของการสำเร็จมรรคผลนิพพานมีอะไรบ้างครับ?

ตอบ อันตรายของการสำเร็จมรรคผลนิพพานมีอยู่ ๔ อย่างค่ะ คือ กัมมอันตราย วิปากอันตราย กิเลสันตราย อริยปวาทอันตราย

๑. กัมมอันตราย คือมีกรรมเป็นอันตราย ได้แก่การกระทำครุกรรม อกุศลกรรมบถในชาตินั้นจะเป็นสิ่งตัดรอนต่อมรรคผล เวลาที่เราจะกระทำวิปัสสนากรรมฐาน กรรมเหล่านี้ก็จะมาเป็นอันตรายต่อมรรคผลนิพพาน

๒. วิปากอันตราย คือผลของกรรมที่อันตราย ได้แก่เกิดมาวิปากขันธ์ไม่ดี เป็นทุคติบุคคล ทวิเหตุกบุคคล ทุพพลภาพ

๓. กิเลสันตราย คือกิเลสที่เป็นอันตราย ได้แก่มิจฉาทิฎฐิ ๓ อย่าง คือ

อเหตุทิฏฐิ เห็นว่าไม่มีเหตุ ทุกอย่างไม่ต้องอาศัยเหตุอะไรๆก็เป็นเอง สวยเอง ดีเอง เลวเอง ฉลาดเอง โง่เอง

อกิริยทิฏฐิ เห็นว่าไม่มีผล ทำอะไรไปก็ไม่เป็นไร ทำดีไม่ได้ดี แต่ถ้าเราเรียนจนเข้าใจแล้วก็จะรู้ว่าแม้เล็กๆน้อยๆก็มีผล เช่น ได้สารคดีเกี่ยวกับการเลี้ยงชีพด้วยการฆ่าสัตว์ พอได้ยินปุ๊บก้หลับตาไม่อยากดุภาพนั้นเพราะรู้ว่าถ้าดุแล้วจิตจะเกิดอกุศล รู้สึกสลดหดหุ่ ซึ่งการดูสารคดีเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดอกุศล เพราะเรารู้ว่าความเศร้าหมองนั้นเป็นอกุศล แต่ถ้าพวกที่ไม่เชื่อผลนั้นก็จะเห็นว่าดุแล้วไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย

นัตถิกทิฏฐิ เห็นว่าไม่ทั้งเหตุทั้งผล เช่นเราเกิดมาเอง ป่วยเองแล้วก็หายเอง เป็นต้น

๔. อริยปวาทอันตราย คือการกล่าวติเตียนพระอริยบุคคล เช่น บางท่านอาจชอบเรียกพระอรหันต์องคุลิมาลโดยไม่มีคำนำหน้าว่าพระอรหันต์ เท่ากับเป็นการกระทำที่น่ากลัวที่ไปเรียกชื่อท่านเฉยๆ เป็นการกล่าวจาบจ้วงท่าน โดยเฉพาะคำสั่งสอนของพระพุทะเจ้า

บางท่านอาจคิดว่าเป็นบุคคลที่ตกอยู่ในอันตรายประการหนึ่งประการใด ซึ่งทั้งสี่อย่างนี้เป็นอันตรายต่อมรรคผลเท่านั้น แต่มิได้หมายวามว่าจะห้ามการปฏิบัติวิปัสสนา บุคคลที่ตกอยู่ในอันตรายทั้งสี่อย่างนี้เมื่อสำนึกได้แล้วเปลี่ยนวิถีชีวิตเสียใหม่ โดยหันมาปฏิบัติวิปัสสนนาสั่งสมเอาไว้ก็จะมีโอกาสสำเร็จมรรคผลนิพพานได้ ในชาติต่อไปที่บารมีเปี่ยมพร้อม

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ต.ค. 2551 , 16:19:24 น.] ( IP = 125.27.174.253 : : )


  สลักธรรม 3



ถาม การศึกษาเรื่องวิถีจิตมีผลต่อการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างไรบ้างคะ?

ตอบ การศึกษาเรื่องวิถีจิตจำเป็นมากในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน เพราะจะทำให้ท่านทราบว่า ในการทำงานของรูปนามนั้นมีความรวดเร็วมากโดยเฉพาะการเกิดดับของจิต เช่น เราเห็นว่าไฟฟ้าติดอยู่ แต่แท้จริงแล้วไม่ได้ติดอยู่ตลอดเวลา แต่เป็นเพราะตามเราเห็นไม่ทันเราจึงเห็นว่ามันติดอยู่

การไม่ยอมปฏิบัติธรรมก็เหมือนเป็นความโง่ซ้อนโง่ เหมือนไม่มียางอายที่เรียนรู้แล้วว่าว่าความจริงไฟไม่ได้ติดอยู่ แต่เราไม่เคยพยายามเข้าไปพิสูจน์ให้เห็นความจริง เราไม่เคยเห็นความจริงนี้ แต่ปากเราก็บอกว่าไฟไม่ได้ติดอยู่ตามที่เรียนมา

เช่นเดียวกับพระไตรลักษณ์มีอยู่ มีก็เพราะเราพูดจากความจำที่เรียนมา แต่เรายังไม่ได้เห็นไตรลักษณ์กันเลย เพราะไตรลักษณ์ต้องเห็นที่รูปนาม แต่เราก็พูดได้ทั้งที่เรายังไม่เคยเห็นรูปนามเลย บางคนยิ่งร้ายไปกว่านั้นบอกว่าเห็นไตรลักษณ์แล้วแต่ยังไม่เคยรู้จักรูปนามเลยว่าเป็นอย่างไร ก็น่าสงสัยว่าคงจะเป็นพระอริยบุคคลมาเกิดกัน

และการเห็นไตรลักษณ์ในอิริยาบถนั้น จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้นั้นมีญาณปัญญาขั้นที่สามเป็นอย่างน้อย ไม่ใช่ค่อยๆยกค่อยๆย่างอยู่ไม่กี่นาทีแล้วก็เห็นไตรลักษณ์กันเดี๋ยวนั้น

การปฏิบัติวิปัสสนาจึงต้องรู้ว่าอะไรเป็นรูปเป็นนามเสียก่อน และเป็นรูปอะไรหรือนามอะไร เช่น เมื่อย ต้องรู้ว่าเป็นความทุกข์ และความทุกข์นี้เป็นนาม ความทุกข์นี้แหละคือสิ่งที่บีบคั้นให้ต้องเปลี่ยนไม่ใช่อยากเปลี่ยน และต้องรู้ในอาการที่เคลื่อนย้ายไปของอิริยาบถที่เปลี่ยนไปด้วย

เมื่อสังเกตบ่อยๆ ก็จะเห็นว่าต้องเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลา มีแต่ความทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่อิริยาบถใหญ่ที่เมื่อยเป็นทุกขเวทนา แล้วก็เปลี่ยนอิริยาบถย่อยๆเกิดต่อมาเป็นสังขารทุกข์ จนกระทั่งเข้ามาสู่อิริยาบถใหม่ที่ใหญ่อีกอันหนึ่ง เพราะฉะนั้นกว่าเราจะรู้อะไรสักอย่างหรือกว่าจะเห็นอะไรสักอย่างจนรู้ได้ว่าสิ่งนั้นเป็นอะไร จะต้องผ่านการทำงานของวิถีจิตมาเป็นอย่างมาก

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ต.ค. 2551 , 16:19:48 น.] ( IP = 125.27.174.253 : : )


  สลักธรรม 4



เมื่อมาเรียนวิถีจิตก็เพื่อเรียนรู้เรื่องกิจของจิตว่าจิตทำงานอย่างไร นับตั้งแต่ปฏิสนธิกิจจนถึงจุติกิจ ให้เชื่อว่า อารมณ์ของคนเราที่มีมากนั้น ก็แบ่งเป็นอารมณ์ที่แรงมาก และน้อยทางปัญจทวาร และทางมโนทวาร

ในการเห็นแต่ละครั้งจิตเกิดดับเป็นแสนๆขณะ กว่าจะรู้เรื่องหนึ่งว่าเป็นแม่ชี หรือสิ่งใดนั้นมีการทำงานมากมาย ในการเห็นครั้งหนึ่งก็ต้องมีการประชุมปัจจัยหลายอย่าง ใหญ่ๆ ก็คือ มีประสาทตาดี มีรูปารมณ์ มีแสงสว่าง และมีมนสิการ

การทำงานของวิถีนับตั้งแต่การตัดกระแสภวังค์ จนกระทั่งขึ้นสู่วิถีเสพลงชวนะแล้วก็ลงภวังค์ไปสลับกันทั้งทางปัญจทวารและมโนทวาร เป็นการรวบรวมแสงจุดเล็กๆ ไปจนกระทั่งได้ภาพรวมขึ้นมาชิ้นหนึ่งว่าเป็น แม่ชี

และวิถีจิตก็ไม่ได้เกิดเป็นแถวอย่างที่เห็นจากแผนผัง แต่การเกิดขึ้นของจิตนั้นเกิดขึ้นทีละดวงแล้วก็ดับลง พอดับลงแล้วดวงใหม่ก็เกิดขึ้นมาแทน เกิดดับเกิดดับอยู่ตรงนั้นมิได้เรียงเป็นแถวเป็นแนว นับตั้งแต่ทำหน้าที่ตัดกระแสภวังค์ขึ้นมาจนกระทั่งมาถึงการตัดสินอารมณ์ การเสพลงชวนะ

และกว่าจะรู้ว่าเป็นสิ่งใดก็ต้องผ่านการทำงานจากวิถีหลายๆประเภท ในการทำงานของวิถีจิตนี้จะมีวิถีจิตใหญ่ๆในการรู้ทางมโนทวารอยู่ ๔ วิถี คือ อตีตัคคหณวิถี สมูหัคคหณวิถี อัตถัคคหนณวิถี นามัคคหณวิถี

โดย น้องกิ๊ฟ [28 ต.ค. 2551 , 16:20:04 น.] ( IP = 125.27.174.253 : : )


  สลักธรรม 5



อตีตัคคหณวิถี เป็นวิถีที่รับอดีตอารมณ์จากปัญจทวารมาเป็นอารมณ์ เป็นปรมัตถ์อารมณ์ คือรูปหรือนาม …ซึ่งกำหนดวิปัสสนาได้

สมูหัคคหณวิถี เป็นวิถีที่รวบรวมเอาอดีตอารมณ์นั้นมาเป็นอารมณ์อีกทีหนึ่ง ก็คือรูปหรือนามเช่นกันที่ เป็นปรมัตถ์อารมณ์ สามารถใช้กำหนดวิปัสสนาได้

อัตถัคคหนณวิถี เป็นการรับเอาใจความทุกส่วนนั้นมาเป็นอารมณ์รู้ว่าเป็นสิ่งใด เป็นอารมณ์ที่มิใช่ปรมัตถ์อารมณ์แล้ว ซึ่งกำหนดวิปัสสนาไม่ได้แล้ว

นามัคคหณวิถี เป็นการรับเอาบัญญัติอันเป็นชื่อสิ่งนั้นมา ตรงนี้ก็มิใช่ปรมัตถ์อารมณ์เช่นกัน จึงกำหนดวิปัสสนาไม่ได้

จึงจะเห็นว่าเราต้องกำหนดอารมณ์ที่สองวิถีแรกเท่านั้น แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นสองวิถีแรก มีอย่างเดียวคือการเร่งสติ หมั่นกำหนดไปเรื่อยๆ ถูกไม่ถูกก็ไม่ต้องไปสนใจ แต่เมื่อทำไปเรื่อยๆก็ต้องมีสักครั้งที่เรากำหนดได้ทันด้วยความไวของสติ

เหมือนกับการดีดต่อมน้ำในสายฝน ที่มีอยู่มากมายแต่เราไม่เคยดีดได้ แต่คงมีสักครั้งที่เราดีดไปเรื่อยๆ ก็อาจจะถูกต่อมน้ำขึ้นมาบ้าง เช่น กำหนดนามเห็น นามรู้ไปเรื่อยๆ แต่จะได้ปัจจุบันเมื่อใดนั้นก็อยู่ที่ความเชี่ยวชาญและความไว แต่เราต้องทราบว่าปัจจุบันนั้นมีอยู่แน่นอนแต่เรายังไม่ทันเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่ต้องกังวลค่ะ ขอเพียงให้หมั่นเจริญสติไว้ให้คล่องแคล่วเท่านั้นก็พอ


โดย น้องกิ๊ฟ [28 ต.ค. 2551 , 16:20:27 น.] ( IP = 125.27.174.253 : : )


  สลักธรรม 6

ขอขอบคุณน้องกิ้ฟมากครับผม ที่นำการถามตอบนี้มาให้อ่าน และได้เข้าใจถึงความโง่ซ้อนโง่มากๆเลยครับ

และการสร้างพลังจิตหรือทำให้จิตมีพลังนั้น ก็อยู่ที่ความเอาใจใส่ของตนเองอีกเช่นกัน จริงเพียงอย่างเดียวฟังดูแล้วง่ายนะครับงานน้อยดี แต่ทำยากชะมัดเลย ด้วยเพราะจิตที่ซัดซ่ายไปหาอารมณ์ที่ตนต้องการ ซึ่งมีโลภะหนุน ตัณหาผลักตลอดเวลานั่นเอง

ตั้งใจมาหลายร้อยครั้งแล้วครับกับชีวิตเช่นนั้น แต่ยังไม่มีความคืบหน้า ด้วยเพราะยังขาดจิตที่เด็ดเดี่ยวอีกมากเลยครับ แต่ก็ไม่สิ้นหวังนะครับ จะพยายามครับให้มีวันนั้นให้ได้คือ ทำจริงเพียงอย่างเดียว

โดย พี่เณร [29 ต.ค. 2551 , 09:14:10 น.] ( IP = 58.9.140.133 : : )


  สลักธรรม 7

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [29 ต.ค. 2551 , 10:11:31 น.] ( IP = 124.121.174.220 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org