มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สมาธิ สุข หรือ ทุกข์ (๓)




สมาธิ
สุข หรือ ทุกข์ ?



ตอนที่ผ่านมา

สมาธิที่เป็นบาปได้ก็มี เช่นการเล่นไพ่ เวลายิงนกก็จ้องเป็นสมาธิ แต่เป็นมิจฉาสมาธิ ได้บาป จิตสงบเฉย ๆ จึงเป็นบุญไม่ได้ ขณะยิงนก จิตเป็นสมาธิมีเอกัคคตาเข้าร่วม แต่เป็นมิจฉาสมาธิ ความสงบที่ปนอยู่ด้วยความเห็นผิด บางคนทำสมาธิเพื่อให้เกิดอำนาจเพื่อจะได้ไปต่อสู้กับใครเขา หรือให้เกิดอำนาจทางจิตจะได้ทำของให้ขลัง หรือจะทำเสน่ห์ ล้วนเป็นสมถะทั้งนั้น

เพราะฉะนั้นสมถะที่แปลว่าความสงบ จึงมิได้หมายความว่าเป็นบุญ แต่สงบเฉย ๆ สมาธิสงบแน่วแน่และได้บุญนั้น คือจิตไม่มีโลภะ โทสะ โมหะ บุญหรือบาปอยู่ที่เจตนา เจตนาเจตสิก ตั้งเจตนาที่จะให้กิเลสไม่วุ่นวาย จะให้ความเร่าร้อนที่เป็นนิวรณ์ทำลายไป คนที่นอนไม่หลับลุกขึ้นทำสมาธิ เจตนาของเขาอาจไม่เป็นบุญก็ได้เพราะมิได้ตั้งใจทำลายกิเลส หรือทำลายนิวรณ์อะไรเลย เขาเพียงตั้งใจจะให้นอนหลับเท่านั้น ดังนั้นเวลาเขาทำสมาธิ เขาก็นับหนึ่ง สอง สาม บางทีก็พุทโธ บางทีก็แล้วแต่ เจตนาของเขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิเลส นิวรณ์เลย เขาตั้งใจจะให้การนอนไม่หลับหายไป จะได้หลับสบาย ความปรารถนาเป็นมูลฐาน

ดังนั้นถ้าจะทำสมาธิให้เป็นกุศลก็ต้องตั้งใจ คือตั้งใจว่าจะทำสมาธิทำไม ทำเพื่อให้จิตสงบ กิเลสจะได้ไม่วุ่นวาย ถ้ามีความตั้งใจดังนี้ เจตนานั้นคือบุญ จิตเกิดขึ้น เจตนานั้นคือบุญหรือบาปนั่นเอง บุญที่เกิดขึ้นจากการทำสมาธินี้มีมากหรือไม่ มีผู้ตอบคำถามว่ายิ่งสงบมากยิ่งเป็นบุญมาก ปัญหาต่อไปมีว่า การทำสมาธิและการบริจาคทานอย่างใดจะได้บุญมากกว่ากัน คำตอบคือการทำสมาธิได้บุญมากกว่า การทำบุญกับพระกับการทำสมาธิอย่างใดจะได้บุญมากกว่ากัน คำตอบ การทำสมาธิได้บุญมากกว่า

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ต.ค. 2551 , 08:15:54 น.] ( IP = 58.9.140.133 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ทีนี้แยกออกมาว่า การทำบุญบริจาคทานให้กับคนง่อยเปลี้ยเสียขาได้บุญมากเพราะว่า เมื่อจิตเป็นกุศล เมตตา กรุณา เป็นกุศลแล้ว ผลของเราคือในชาติหน้า เราก็จะไม่ค่อยได้ป่วยเจ็บ อำนาจของกรรมที่มีเจตนาดีจะสะสมอยู่ในใจ ช่วยให้เรามีความสุขสบายไม่ป่วยเจ็บ ถ้าเขาอดอยากยากจน ก็ช่วยเขา จะทำให้เราไม่อดอยากยากจนในชาติข้างหน้า ทีนี้การทำบุญการพระ เช่น สร้างโบสถ์ ให้ผลอย่างไร ได้บุญคือทำให้เรามีกินมีใช้ มีความสุขความสบาย

แต่สมาธินั้นตรงกันข้าม เป็นการข่มมิให้กิเลสโผล่ขึ้นมา เป็นความปรารถนาของใจเราที่ต้องการให้กิเลสไม่มี ดังนั้น การทำสมาธิที่ถือว่าได้บุญมาก เพราะเฉียดใกล้หนทางไปสู่ความพ้นทุกข์ บุญอย่างอื่นเป็นบุญที่ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด ให้ทานก็ดีหรือทำบุญอะไรก็แล้วแต่ เป็นการทำให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิดเพียงแต่เราไปเกิดดีมีความสุขสบายเท่านั้น แต่การทำสมาธิเป็นภาวนากุศล ทำลายกิเลส ข่มเอาไว้มิให้โผล่ออกมาได้ จึงมีหนทางใกล้ชิดกับพระนิพพานมาก จึงถือเป็นบุญชั้นประเสริฐแต่ยังไม่ล้ำเลิศเท่ากับวิปัสสนา เป็นรองวิปัสสนาอีกทีหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้เวลาเราทำสมาธิก็ไม่ได้เสียเงินเสียทองข้าวของอะไร ทำจิตให้สงบจะทำอยู่กับบ้านก็ได้ เพราะบุญกลับได้มากมาย แต่เราควรจะทำสมาธิอย่างเดียวหรือ เพราะอะไรเล่า ในครั้งพุทธกาลมีตัวอย่าง คือคนที่ชอบทำสมาธิแล้วลำบาก เช่น มีพระองค์หนึ่งตั้งแต่บวชมีความตั้งใจมาก มีความมุ่งมั่นที่จะสำเร็จมรรคผลอย่างเดียว แต่ในอดีตชาติที่ลึก ๆ เข้าไปของท่าน ทำบุญน้อยเพราะไปบวชมีแต่คนทำบุญกับท่าน แต่ท่านทำบุญกับคนอื่นน้อยอย่างมากก็ช่วยเด็กบ้างนิด ๆ หน่อย ๆ เพราะเป็นพระมีแต่คนเขาคอยจะถวายของเท่านั้นเอง พระไม่ค่อยได้ทำบุญเท่าไร นอกจากทำสมาธิได้บุญมากอย่างเดียว

พระรูปนั้นคร่ำเคร่งในการทำสมาธิ เพราะคิดว่าสมาธิจะทำให้ได้มรรคผล ก็ทำสมาธิเรื่อยไป ดังนั้นชาติหนึ่งก็แล้ว ชาติที่สองก็แล้ว เป็นเช่นนั้นอีก บุญอื่นของตัวก็มิค่อยได้ทำ มาในสมัยของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นี้เกิดในยุคนั้นด้วย เป็นพระที่อดอยากที่สุด ไปบิณฑบาต คนเขาไม่ค่อยใส่ พอไปถึงเขาใส่พระองค์อื่น พอท่านเดินเข้าไปก็หมดแล้ว ท่านก็เลยไม่ได้ พระองค์นี้เป็นพระอรหันต์ที่อดอยากลำบากที่สุด เวลากลับวัดบางทีอาหารไม่มีเลย พระที่อยู่ด้วยกันต้องช่วยใส่ให้ท่านฉัน เพราะอะไรเป็นเพราะท่านทำทานน้อยเหลือเกิน

ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องบริจาคทาน เพราะเราต้องเดินทางไกล จึงต้องบริจาคทานช่วยเหลือเผื่อแผ่ เจือจานทำบุญกับพระกับเจ้า สร้างวัดสร้างวา แล้วถึงได้ทำสมาธิลงไปด้วย เพราะว่าระหว่างทางเดินเราจะได้สบาย และเข้าถึงพระนิพพานด้วย ไม่ใช่มุ่งมั่นเฉพาะพระนิพพาน แต่ระหว่างทางกันดารจึงต้องทำทุกอย่าง แต่ว่าถึงการทำสมาธิแล้วล้ำเลิศประเสริฐกว่าการให้ทานรักษาศีล เพราะสมาธิใกล้ทางเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ เป็นการข่มกิเลสมิให้เฟื่องฟู

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ต.ค. 2551 , 08:22:15 น.] ( IP = 58.9.140.133 : : )


  สลักธรรม 2



ยังมีอีกข้อหนึ่งคือ สมาธิประกอบไปด้วยปัญญา ในทางธรรมะใช้ว่าญาณสัมปยุต แปลว่าผู้ที่ตั้งสมาธิแล้วมีปัญญาเข้าร่วมด้วย ทำอย่างไร ก่อนจะทำสมาธิตั้งจิตอธิษฐานก่อน เลิกทำสมาธิแล้วอธิษฐานอีกก็ได้

อธิษฐานในใจว่า “เราปรารถนาจะไปถึงพระนิพพาน คือการไม่มีกิเลสอีกต่อไป หรือการเวียนว่ายตายเกิดนี้เป็นทุกข์ ต้องแก้ปัญหาไม่จบสิ้น เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจะทำสมาธิให้เป็นบาท เป็นฐาน สำหรับก้าวไปสู่ทางพ้นทุกข์” หรือ อธิษฐานสั้น ๆ ก็ได้ว่า “ตั้งใจทำสมาธิให้เป็นบาทเบื้องต้นนำเราเข้าไปสู่มรรคผลนิพพาน ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป” เพราะฉะนั้นผู้ใดตั้งสมาธิแล้วอธิษฐานจิตอย่างนี้แล้วทำสมาธิ ผู้นั้นจะได้มหากุศลญาณสัมปยุต คือมีปัญญาร่วมด้วยหาบุญอะไรเทียบไม่มี ยกเว้นวิปัสสนาเพราะใกล้พระนิพพานเข้าไปอีก

ทำไมเล่าเจตนาให้พ้นทุกข์ด้วยจิตที่มีความรู้ความเข้าใจว่า การเวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลายเป็นทุกข์ เราทำสมาธิครั้งนี้หวังว่าจะพ้นการเวียนว่ายตายเกิด ด้วยเหตุนี้กุศลนี้จึงจัดเป็นกุศลญาณสัมปยุต เป็นกุศลที่ล้ำเลิศประเสริฐกว่ากุศลใด ๆ ดังได้กล่าวมาแล้ว ยกเว้นการปฏิบัติวิปัสสนาเท่านั้น

ทั้งหมดเป็นเพียงให้ทราบว่าสมถะเป็นอย่างไร สมาธิเป็นอย่างไร และวิปัสสนาเป็นอย่างไร แต่ยังไม่ได้กล่าวในรายละเอียดของวิปัสสนาเสนอต่อท่าน เพื่อเป็นแนวทางว่าสมาธิกับวิปัสสนานั้นต่างกันมากอย่างไร วิธีกำหนด วิธีพิจารณาต่างกันตรงไหนบ้าง เพื่อให้ท่านได้เห็นแนวทางไว้ เพราะว่าในประเทศไทยไม่ว่าที่ไหนพูดไปถึงเรื่องปฏิบัตินี้ โดยมากจะพูดว่าอาจารย์ของตนที่ออกป่าไปธุดงค์ก็ดี ได้สำเร็จมรรคผลเพราะทำวิปัสสนา แต่เมื่ออ่านเรื่องราวแล้วไม่มีวิปัสสนา อาจารย์หลายองค์ บางท่านที่เป็นลูกศิษย์พิมพ์ออกมาเผยแพร่ บรรดาอาจารย์ใหญ่ที่ทำวิปัสสนาเก่ง ๆ ในป่าดง ต่างก็อ้างว่าเป็นวิปัสสนาทั้งนั้น แต่อ่านดูแล้วก็เห็นมีแต่สมาธิ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ต.ค. 2551 , 08:27:50 น.] ( IP = 58.9.140.133 : : )


  สลักธรรม 3



บรรดาพระธุดงค์ที่ทำสมาธิแต่ลูกศิษย์คิดว่าเป็นวิปัสสนาและลูกศิษย์บางท่านก็กล่าวว่าอาจารย์ของตนเป็นพระอรหันต์ก็มี และที่พูดกันว่าเป็นพระอรหันต์คือ สามารถติดต่อกับผีสางเทวดาได้ เวลาเข้าไปในถ้ำรู้ว่ามีเทวดาอยู่เท่าไร กี่องค์ ใครบ้าง การที่เข้าไปเกี่ยวข้องได้อย่างนี้ไม่ใช่ว่าจะเกี่ยวข้องได้เพราะอำนาจของพระอริยบุคคล หรือพระอรหันต์ เพราะว่าจะได้เป็นพระอริยบุคคลหรือไม่ก็มีความสามารถจะเห็นได้เหมือนกัน เกี่ยวข้องได้เหมือนกัน อย่างที่เราทำกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ เดือนละหน ๆ ก็แสดงว่า เรามิได้มรรคผลอะไรเลย นอกนั้นถ้าไปอ่านดูตามหนังสือของบรรดาพวกลูกศิษย์ที่ยึดถือว่าอาจารย์ของตนเป็นพระอริยบุคคล และบางคนว่าเป็นพระอรหันต์แล้วจะพบว่าพูดภาษาธรรมะนี้ไม่มีหลักการ ไม่ยกเอาหลักการมาวาง พูดตามใจตัว บ้างก็ใช้คำว่า อภิญญาจิต การเกี่ยวข้องกับผีสางเทวดาได้ ไม่ต้องถึงขั้นอภิญญาจิตก็ได้ ทำสมาธิมาก ๆ ก็มีเทวดาเข้ามาเกี่ยวข้องได้แล้ว เหมือนเราสะกดจิต ก็ไม่ต้องมีอภิญญาจิตมาเกี่ยวข้องกับผีสางเทวดา แล้วก็อ้างตาทิพย์หูทิพย์ และบางทีก็พูดกันถึงเรื่องมรรคผลในแง่มุมต่าง ๆ กันซึ่งไม่มีหลักการเลย เพราะบรรดาศิษย์เหล่านั้นไม่ได้เรียนพระอภิธรรม ก็ตัดสินง่าย ๆ ดูจากพฤติกรรมของอาจารย์แล้วก็เลยตัดสินเอา

เท่าที่ได้แสดงมาแล้วแต่ต้นคือแสดงพิเศษ มีพระธุดงค์บางท่านที่ธุดงค์มาแล้วตั้ง ๒๐ ปี ท่านก็ประกาศว่าท่านยังไม่พบมรรคผลเลย จึงได้ไปเกิดเป็นเทวดาและกำลังท่องเที่ยวหาอยู่ด้วยเหตุนี้เอง เรื่องของวิปัสสนากรรมฐานในประเทศไทย มีที่ทำสารพัดอย่าง อย่าว่าแต่ไทยเลย ในประเทศลาว ประเทศเขมรก็เหมือนกัน แม้แต่ในประเทศพม่า ซึ่งเราถือว่ามีความรู้พระอภิธรรม พระอภิธรรมที่เจริญอยู่ก็มีอยู่ ๒ วัดเท่านั้น วัดนอกนั้นก็ไม่มีพระอภิธรรมเลย

และมีอีกวัดหนึ่งซึ่งอาจารย์ผมได้นิมนต์มาจากพม่าก็บอกว่าที่พม่าก็เหมือนกัน เมื่อไปพบก็บอกว่าเป็นวิปัสสนา ก็ทำกันต่าง ๆ นานาไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นในการแสดงเกี่ยวกับเรื่องการปฏิบัติวิปัสสนานั้นจะต้องศึกษาเล่าเรียนให้มาก ๆ แล้วใช้วิจารณญาณพิจารณาให้ดี ๆ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ต.ค. 2551 , 08:31:32 น.] ( IP = 58.9.140.133 : : )


  สลักธรรม 4



ต่อไป เป็นการบรรยายบทเรียนหน้าหนึ่งตอนสุดท้ายของขันธาทิสังขตธัมเม อนิจจาทิวิธากาเรนะ ปัสสะตีติ วิปัสสนา คำแปลว่า ปัญญาใด ย่อมเป็นสังขตธรรมมีขันธ์เป็นต้น ด้วยอาการต่าง ๆ มีความไม่เที่ยงเป็นต้น อันว่าปัญญานั้นชื่อว่า “วิปัสสนา” คือปัญญาที่เห็นรูปนามนั่นเอง ปัญญาที่เห็นสังขตธรรมมีคาถาอันเป็นสังคหะในปริจเฉทนี้

เมื่อพระอนุรุทธาจารย์ได้แสดงปัญจสังคหะคาถาอันเป็นปริจเฉทที่แสดงจบลง ต่อไปข้างหน้านี้จักได้แสดงภาวนาสองประการคือ สมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานตามลำดับ ที่จะบรรยายเรื่อง วิปัสสนากรรมฐานก็เพื่อเป็นแนวทางให้นักศึกษาได้ทราบเอาไว้ แต่ยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริง หรือยังไม่มีความละเอียดมากพอ เพียงแต่นำทางข้อเท็จจริงว่า วิปัสสนากรรมฐานมีหลักการอย่างไร และตรงกันข้ามกับสมถะอย่างไร

เรื่องสมถกรรมฐานได้พูดผ่านไปแล้วว่าการทำสมาธิให้จิตมีความสบ ไม่ให้วุ่นวายใจให้ตั้งอยู่ในอารมณ์อันเดียวได้ อารมณ์อันนั้นเรียกว่าสมถกรรมฐานหรือสมาธิ

สำหรับวิปัสสนากรรมฐานนั้น ไม่ใช่ว่าใคร ๆ ก็พากันพูดพากันเข้าใจว่าออกป่าออกดงไปแล้วไปทำ ไปทำแล้วจิตสงบมาก ๆ แล้ว วิปัสสนาเกิดเอง เรื่องนี้นักศึกษาต้องปฏิเสธอย่างแข็งขันเพราะวิปัสสนานั้นเกิดเองไม่ได้ต้องทำหนทางเดินให้ถูกต้อง ให้มีปัญญาตั้งแต่เริ่มต้น ไปถึงสุดท้าย เริ่มต้นต้องมีปัญญา ดังนั้น ถ้าผู้ใดพูดว่าทำสมาธิจนแน่วแน่ จิตสงบมาก ๆ แล้วปัญญาเกิดเอง นั่นแสดงว่าไม่ได้เรียน แต่เป็นการคิดเอา

คนในประเทศไทยพูดอย่างนี้มาก บางคนเป็นมหาเปรียญก็เข้าใจอย่างนี้ ถ้านักศึกษาได้อ่านหนังสือแล้วจะพบคำว่า "อันว่าปัญญารู้ด้วยประการใดย่อมเห็นสังขตธรรม มีขันธ์เป็นต้น ด้วยอาการต่าง ๆ มีความไม่เที่ยง เป็นต้น อันว่าปัญญานั้นชื่อว่า วิปัสสนา" หรืออาจกล่าวได้ว่า วิปัสสนาคือการทำปัญญาให้เกิดขึ้นนั่นเอง แต่เราจะต้องศึกษาว่า ปัญญาอยู่ที่ไหน จะเข้าถึงปัญญาได้อย่างไร เราก็ได้พูดกันในตอนนี้อีกว่า ปัญญารู้ด้วยประการใด ต้องเห็นสังขตธรรม ผู้ที่มิได้ศึกษาพระอภิธรรมก็จะตีความวิปัสสนาง่าย ๆ ตื้น ๆ แล้วก็ทำความเข้าใจผิดให้เกิดขึ้น เพราะภาษาบาลีถอดออกมาถ้าแปลกันได้แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับวิปัสสนาแล้ว ต้องมีความลึกซึ้งคือหมายความว่าผู้นั้นจะต้องเรียนพระอภิธรรมอย่างจริงจัง จะไปอ่าน ๆ ดู ๆ เฉย ๆ ไม่ได้ ถ้าพื้นฐานพระอภิธรรมไม่มีอยู่ในใจแล้วจะตัดสินผิด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ต.ค. 2551 , 08:37:48 น.] ( IP = 58.9.140.133 : : )


  สลักธรรม 5



ในที่นี้กล่าวว่า "ปัญญารู้เห็นด้วยประการใด ย่อมเห็นสังขตธรรม มีขันธ์เป็นต้น" หมายความว่า ปัญญานี้ส่องหรือดูเข้าไปรู้ความจริงของสังขตธรรม ดังนั้น เราต้องพยายามเข้าใจเสียก่อนว่าสังขตธรรมแปลว่าอะไร สังขตธรรมแปลว่าธรรมที่มีการปรุงแต่งสังขตธรรมเท่ากับธรรม หรือธรรมชาติที่มีการปรุงแต่ง เราต้องนำหลักการในพระอภิธรรมออกมา จะกล่าวอย่างย่อ ๆ

ธรรมที่มีการปรุงแต่งนั้น ปรุงแต่งด้วยอำนาจของกรรม จิต อุตุ อาหาร ปรุงแต่ง ๔ ประการ หมายความว่า ธรรมชาตินั้นถูกอำนาจกรรมปรุงแต่ง อำนาจจิตปรุงแต่ง อำนาจอุตุปรุงแต่ง อำนาจ อำนาจอาหารปรุงแต่ง

ที่ว่าสังขตธรรมถูกปรุงแต่งนั้น แล้วสังขตธรรมคืออะไร คำตอบมีว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้เป็นสังขตธรรมทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรูป นามก็ตาม เพราะเป็นธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่ง ไม่มียกเว้นใคร ๆ เลย ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกปรุงแต่งทั้งสิ้น สรรพสิ่งทั้งหลาย ที่มีในโลกนี้สารพัดอย่าง รวมกันเข้าเราก็อาจเรียกชื่อรวมกันเป็นอย่างเดียว แต่เวลาเราเรียกชื่อเราเรียกสารพัดอย่าง

ตัวอย่างเช่นพูดว่า ถนน บ้านเรือน ตึก โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ เราเรียกสารพัดอย่าง ความจริงที่แท้คืออะไร มีหรือ ถนน ถนนไม่มี แต่เขาเอาหิน ปูน ทรายมารวมกันเข้าเป็นถนน เป็นการสมมุติเรียก เราเรียกว่าบ้านก็มีหลังคา ประตู หน้าต่าง ไม่ใช่บ้านที่ไหน หาบ้านไม่พบ เราเรียกว่าคน ก็มีหน้า ตา แขน ขา กล้ามเนื้อ กระดูก ชี้ตรงไหนว่าเป็นคน ไม่มีคนสักที เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่าสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ เราสมมุติชื่อกันมากมาย แต่ความจริงไม่มีจริง ๆ ถ้าวิเคราะห์จริง ๆ ก็จะมีเพียงรูปเท่านั้น ดินก็เป็นรูป หินทรายก็เป็นรูป บ้านช่องที่มีหลังคา ประตู หน้าต่าง ข้างฝา ก็เป็นรูปทั้งสิ้น นอกจากรูปแล้วมีอะไรอีก เราเรียกว่าคนบ้าง สุนัขบ้าง แมวบ้าง ชื่อสมมุติทั้งนั้น แต่ความจริงคือรูปเท่านั้น

เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า สรรพสิ่งทั้งหลายไม่ว่าอะไรทั้งสิ้นล้วนเป็นรูปทั้งนั้น ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ไม่ได้นั่นเอง ด้วยเหตุนี้เมื่อยกสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ขึ้นมาวางแล้ว มันก็มีแต่รูปและเราตั้งชื่อไปสารพัดอย่าง นับไม่ถ้วนอย่าง และประเทศหนึ่ง ๆ ก็ตั้งชื่อกันไปอีกแต่ละอย่าง แล้วแต่ดินแดนของประเทศไหน จะใช้ถ้อยคำไม่เหมือนกัน แต่สรุปแล้วก็คือรูป และรูปนี้ถูกปรุงแต่งหรือไม่ รูปทั้งหมดมี ๒๘ เป็นนิปปผันรูป อนิปผันนรูป

ถูกปรุงแต่งนั้นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่ามีอำนาจอันหนึ่งที่สามารถทำให้มันผันแปรได้ คำว่าปรุงแต่งหมายความว่าอย่างไร และรูปถูกอะไรผันแปรได้บ้าง อำนาจของรูปถูกผันแปรได้ตลอดเวลา

อำนาจกรรมผันแปรรูปได้อย่างไร

คำตอบ อำนาจกรรมทำให้รูปผันแปรได้ เช่น ประสาทตา มีรูป มีธาตุน้ำ ดิน ลม ไฟ มีสี มีกลิ่น

อำนาจของกรรมผันแปรรูปได้ แต่ไม่ได้ผันแปรรูปได้ทั้งหมด เพราะอำนาจกรรมไม่ได้ผันแปรรูปที่เดิน เราเห็นแล้วว่ารูปทั้งหลายผันแปรไปด้วยอำนาจกรรมได้ เช่น กรรมชรูป เป็นต้น

แล้วจิตผันแปรรูปได้หรือไม่ คือ จิตสามารถบังคับให้รูปผันแปรอย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งได้หรือไม่

คำตอบ ได้ เช่น รูปเดิน เมื่อจิตสั่งให้เคลื่อนที่ไปอย่างนี้

เพราะฉะนั้น ๒ รูปนี้ไม่เหมือนกัน จิตสั่งให้เคลื่อนไหว ให้ทำอิริยาบถ ฉะนั้น จิตผันแปรรูปได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ต.ค. 2551 , 08:47:27 น.] ( IP = 58.9.140.133 : : )


  สลักธรรม 6



อุตุผันแปรรูปได้หรือไม่ เช่น ความร้อน อันนี้คือหลักวิทยาศาสตร์ เพราะว่ารูปทั้งหลายย่อมผันแปรได้ด้วยความร้อนความเย็นคือร้อนน้อยนั่นเอง ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า รูปนี้ถูก กรรม จิต อุตุ เป็นผู้ผันแปร เช่น ปรมาณูเคลื่อนที่อยู่ได้ เพราะอำนาจของความร้อน ถ้าไม่มีเย็น ไม่มีร้อน ปรมาณูจะอยู่คงที่ เปลี่ยนไม่ได้ เพราะฉะนั้นปรมาณูก็เคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา

อาหารทำให้รูปผันแปรได้หรือไม่ เช่น กรรมชรูปทางประสาทตา ก็ต้องมีอาหารเข้าไปทดแทน รูปนั้นก็เปลี่ยนแปลงไป เพราะรูปนี้เกิดดับอยู่ตลอดเวลา

อำนาจของเหตุ ๔ ประการนี้ผันแปรรูปได้ เช่น ประสาทตาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อำนาจของอาหารที่กินเข้าไปก็ช่วยสนับสนุนได้ ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่ารูปถูกผันแปรได้ด้วยกรรม จิต อุตุ อาหาร รูปมี ๒๘ รูปถูกผันแปรทั้งสิ้นไม่อันใดอันหนึ่งใน ๔ อย่าง แต่มิได้หมายความว่าจะต้องผันแปรไปด้วยอำนาจทั้ง ๔ อย่างพร้อมกันหมด แต่โดยอันหนึ่งอันใดก็ตามนั่นเรียกว่าถูกปรุงแต่งนั่นเอง

เมื่อนักศึกษาได้เรียนแล้วว่า อำนาจของกรรม ของจิต ของอุตุ ของอาหาร ย่อมมาผันแปรมันมีการปรุงแต่ง ๆ ในที่นี้หมายความว่าทำให้รูปนั้นไม่คงสภาพเดิม ทำให้เปลี่ยนจากสภาพหนึ่งไปอีกสภาพหนึ่ง เพราะฉะนั้นที่ใช้คำว่าปรุงแต่งในที่นี้หมายความว่าตัวการปรุงแต่งนั้นได้ด้วยอะไรแล้วแต่ ที่สามารถทำให้ความผันแปรเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่คงสภาพเดิมไว้เรียกว่าปรุงทั้งนั้น ในโลกนี้มีรูปและรูปถูกอำนาจของกรรม จิต อุตุ อาหารผันแปรหรือปรุงแต่งนั่นเองอยู่ตลอดเวลาไม่หยุดเลย

ในโลกนี้มีอะไรอีกนอกจากรูปแล้ว คำตอบคือ มีนาม นามนี้ได้แก่จิตใจ เจตสิกที่เกิดประชุมกันขึ้นมา ที่เราเรียกว่า นาม คือ จิตกับเจตสิกนั่นเอง มันประชุมกันขึ้นทำให้เราเห็น เราได้ยิน คิดนึก จิตกับเจตสิก ที่ประชุมกัน ถ้าเราจะเห็นสรรพสิ่งในโลกนี้เป็นรูปไม่ว่าจะเป็นบ้านช่อง โต๊ะ เก้าอี้ ข้าวของ เงินทอง แม่น้ำลาธาร ต้นไม้ใบหญ้า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นรูปหมด แต่เราตั้งชื่อต่าง ๆ กัน

ถ้ามองดูอีกทีเราก็จะเห็นสัตว์ทั้งหลายไม่ว่ามด ไม่ว่าปลวก คน สุนัข แมว มันมีนาม เพราะมีความรู้สึกนึกคิดได้ เรียกว่านาม เห็นได้ ได้ยินได้ คิดได้ เราเรียกว่านาม เพราะฉะนั้นเมื่อเราพูดว่านามก็ได้แก่จิตใจ ๆ ก็มีเจตสิกประชุมรวมกันด้วย ดังนั้น ไม่ว่ารูปอะไร ถูกปรุงแต่งด้วยอำนาจ ๔ อย่างคือ กรรม จิต อุตุ อาหาร มาปรุงแต่ง

ต่อไปให้พิจารณาดูนามบ้างว่า กรรม จิต อุตุ อาหาร มาปรุงแต่งหรือไม่ นามถูกปรุงแต่งด้วยกรรมอย่างไร ถูกปรุงแต่งหรือเปล่า

คำตอบ ถูก และถูกปรุงแต่งอย่างไร นามถูกปรุงแต่งด้วยกรรม อำนาจกรรมปรุงแต่งนามอย่างไร เพราะเมื่อชาติก่อนเคยสร้างสมอบรมเกี่ยวกับโลภะไว้มาก หรือทุจริตด้วย พอมาถึงชาตินี้ อำนาจกรรมปรุงแต่งจิตให้เกิดโลภมาก หรือเมื่อชาติก่อนนี้ปรุงแต่งให้ชอบทำบุญให้ทาน จิตใจปรุงแต่งอย่างนั้น พอมาถึงชาตินี้อำนาจที่เคยปรุงแต่งที่เป็นกรรมก็มาปรุงแต่งให้ในชาตินี้ เมื่อชาติที่แล้วมาชอบผิดในทางเพศ ทำมาอย่างโชกโชน พอมาเกิดในชาตินี้ อำนาจกรรมที่ทำมาแล้วในชาติก่อนก็สนับสนุนให้ผิดในทางเพศในชาตินี้อีก ไม่กลัวบาปกรรม

อำนาจกรรมจะมาปรุงแต่งนามคือจิต อำนาจจิตปรุงแต่งจิตได้อย่างไร ทำให้สภาพของจิตเปลี่ยนจากสภาพหนึ่งเป็นอีกสภาพหนึ่ง อำนาจของจิตย่อมจะมีอยู่ ทุกคนมีอำนาจจิต จะมากหรือน้อยก็ตาม เช่น อำนาจจิตเห็น จิตเห็นเกิดขึ้นแล้ว ให้เกิดจิตโลภขึ้นมาเพราะไปเห็นของดีเข้า ของนั้นดีชอบใจ โลภเกิดขึ้น อำนาจของจิตที่เห็นสนับสนุนให้โลภเกิดขึ้น อำนาจของจิตที่ได้ยิน ทำให้โทสะเกิดขึ้น อำนาจจิตของการเห็นทำให้บุญเกิดขึ้นก็ได้ อำนาจจิตทำให้จิตเกิดขึ้นสารพัดอย่าง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ต.ค. 2551 , 08:56:22 น.] ( IP = 58.9.140.133 : : )


  สลักธรรม 7



สรุปอำนาจกรรมก็บังคับได้ อำนาจจิตก็บังคับได้ ต่อไปอำนาจอุตุบังคับจิตได้หรือไม่ ความร้อนทำให้จิตใจผันแปรไปได้หรือเปล่า ได้ เช่น เมื่อร้อนจัด ๆ เข้าก็ไม่สบายใจ เมื่อหนาวมาก ๆ เข้าจิตใจก็ไม่ค่อยสบายเท่าไร กระสับกระส่าย นั่นคืออำนาจของอุตุทำให้จิตผันแปรได้ อย่างผู้ที่ออกโทรทัศน์ ออกนาน ๆ ไม่ดี ร้อนเพราะเขาเปิดไฟ จนกระทั่งคนที่แสดงโทรทัศน์เหงื่อตก เพราะฉะนั้นถ้าใครไม่เคยออกโทรทัศน์ ไปออกครั้งแรกจะร้อนมาก (จะพูดไม่ค่อยได้เรื่อง)

ทีนี้อำนาจอาหารยิ่งไม่ต้องอธิบายมาก เพราะอาหารที่เรากินเข้าไปนั้น ช่วยสนับสนุนให้มีกำลังกาย และมีกำลังใจด้วย ถ้าเราไม่ได้กินอาหาร กำลังจิตก็หมดกัน

ให้ท่านพิจารณาดูในโลกนี้มีอะไร ย่อไปแล้วเหลือรูปกับนามเท่านั้นเอง และรูปนามนี้เที่ยงหรือเปล่า เที่ยงแท้ถาวรหรือไม่ ไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงแล้ว มันไม่อยู่ในอำนาจของความเที่ยงแล้ว มันก็เป็นทุกข์ทั้งหมด สุขจะตั้งอยู่บนความไม่เที่ยงแท้แน่นอนไม่ได้ สุขจะต้องไม่เที่ยงแท้เพราะเป็นอนิจจัง ทำไมจึงเป็นอนิจจัง เพราะมันไม่เที่ยง อนิจจังแปลว่า ไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ เพราะถูกกรรม จิต อุตุ อาหาร ๔ อย่างคอยผันแปรตลอดเวลา เพราะฉะนั้นสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกคือ รูป นาม ไม่เที่ยงเพราะถูกผันแปรด้วยอำนาจ กรรม จิต อุตุ อาหาร อันใดอันหนึ่งหรือทั้งหมด ๔ อย่างก็ตาม มันจึงไม่เที่ยง เมื่อไม่เที่ยงแล้วมันก็เป็นทุกข์

ทุกข์แปลว่าไม่มีจะกิน หิวโหย อดอยาก ไม่มีบ้านจะอยู่ เดือดร้อน เจ็บปวดเวลาบาดแผลเกิดอย่างนี้ใช่หรือไม่ ถ้าทุกข์เป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้ารู้ทุกข์แค่นี้ เราไม่ต้องมาเรียนกัน เพราะใคร ๆ ก็รู้ทั้งนั้น พระพุทธเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องมี

ทุกข์แปลว่าทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ แต่ว่าทุกข์เจ็บปวด ไม่สบาย ไม่มีจะกิน ไม่มีบ้านจะอยู่นั้น เรียกว่า ทุกขเวทนา คนละเรื่องกัน ทุกข์ที่กล่าวนั้นคือ สภาวทุกข์ คือธรรมชาติของอนิจจัง เมื่อไม่เที่ยงแล้วมันก็ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ จึงเป็นทุกข์ ทุกข์จึงแปลว่าอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้

เพราะฉะนั้นสรรพสิ่งทั้งหลายคือรูปนามนั้นมันจึงเป็นอนิจจัง แปลว่าไม่เที่ยง มันจึงเป็นทุกข์ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ แล้วเป็นอนัตตาด้วย มี ๓ ลักษณะ

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [29 ต.ค. 2551 , 09:04:00 น.] ( IP = 58.9.140.133 : : )


  สลักธรรม 8


สมาธิเป็นเพียงทำให้สงบเท่านั้น มิได้ก่อให้เกิดปัญญา สมาธิจึงเกิดได้ทั้งที่บุญและบาป

ขณะทำสมาธิ ก็สามารถเป็นบุญที่ประกอบด้วยปัญญาได้ด้วยการอธิษฐาน ว่ามีเจตนาในการทำสมาธินั้นอย่างไร

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะพี่เณรที่น่ารักที่นำมาความรู้มาประเทืองปัญญาให้แก่น้องๆ เป็นประจำ

โดย พี่ดา [29 ต.ค. 2551 , 09:19:06 น.] ( IP = 124.121.174.220 : : )


  สลักธรรม 9

อ่านแล้ว ทราบแล้ว ต้องปฏิบัติ จึงจะเกิดประโยชน์จากการอ่าน จะคอยติดตามตอนต่อไปค่ะ

โดย pavikan - [29 ต.ค. 2551 , 11:32:50 น.] ( IP = 203.113.0.206 : : )


  สลักธรรม 10

นอกจากความเข้าใจแล้วก็ยังรู้สึกชื่นชมในการอธิบายของท่านอาจารย์บุญมี ที่อธิบายสภาวะธรรมแต่ละอย่างให้เข้าใจได้ง่ายๆ และแสดงให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของกุศลแต่ละชนิด

กราบขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาเผยแพร่

โดย น้องกิ๊ฟ [29 ต.ค. 2551 , 14:28:58 น.] ( IP = 125.27.174.3 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org