| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สมาธิ สุข หรือ ทุกข์ (๔)
สมาธิ
สุข หรือ ทุกข์ ?![]()
ตอนที่ผ่านมา
ต่อไปจะเข้าเรื่องวิปัสสนา เหตุผลในใจได้แล้ว อนิจจังไม่เที่ยง ทุกข์คือ ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ อนัตตาแปลว่า ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่เขา ไม่ใช่เรา บังคับไม่ได้ อนัตตาหมายถึงไม่ใช่คน สัตว์ ไม่ใช่ตัวตนทั้งนั้น เป็นบ้าน โต๊ะ เก้าอี้ ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ และบังคับไม่ได้ เป็นไปตามธรรมชาติ ธรรมชาติที่กรรม จิต อุตุ อาหาร มาปรุงแต่ง
เมื่อการปรุงแต่งแล้วบังคับได้หรือไม่ เราบังคับลูกไม่ให้โตได้หรือไม่ ไม่ได้ มันโตขึ้นทุกวัน เราบังคับลูกไม่ให้แก่ ได้หรือไม่ ไม่ได้ มันแก่ลงทุกวัน เราบังคับถนนหนทางบ้านช่องไม่ให้มันเก่า ไม่ได้ เพราะปรมาณูที่ประชุมกันมันเปลี่ยนอยู่ทุกเวลา ดังนั้น อนัตตาหมายถึง ไม่ใช่คน คือธรรมชาติจริง ๆ ธรรมชาติรูปนามนั่นเอง ปรมัตถ์ก็คือ รูปกับนามนี่แหละและไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งของ บังคับบัญชาไม่ได้ ทำไมบังคับบัญชาไม่ได้ เพราะมันถูกอำนาจกรรม จิต อุตุ อาหารปรุงแต่งและเป็นไปตามที่มันปรุงแต่ง ถ้ามันปรุงแต่งเปลี่ยนสภาพไปตามที่มันบังคับ จะบังคับมันให้ขืนขัดว่า ให้อยู่อย่างนั้น ให้อยู่อย่างนี้ ให้เป็นไปตามใจใครนั้น เป็นไปไม่ได้
ด้วยเหตุนี้จะเห็นได้ว่าอนิจจังคือความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ผันแปรอยู่ตลอดเวลา ทุกขังหมายถึงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปลง และอนัตตาไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งของ เป็นรูป เป็นนามและบังคับไม่ได้ด้วย ทำไมบังคับไม่ได้ เพราะอำนาจ กรรม จิต อุตุ อาหาร มาปรุงแต่งผันแปรไปตามธรรมชาติ ไม่มีใครจะไปขัดขืน ไม่มีใครสามารถบังคับให้ปรมาณูหยุดนิ่งได้ ไม่มีทาง นี้เป็นหลักการใหญ่ พระพุทธศาสนานี่แหละเรียกว่าอะไร เรียกว่าสังขตธรรม ธรรมที่มีการปรุงแต่ง
ทางฝ่ายสมถะนี่อะไรก็ได้ไม่พูดเรื่องสังขตธรรมเลย เพียงแต่ทำจิตให้สงบเท่านั้นเอง ขอให้สงบแล้วก็เรียกสมถะ สงบแล้วก็เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อย โดยเราไม่เห็น เช่นจิตดวงหนึ่งเกิด ๆ ดับ ๆ เราไม่เห็น แต่ความจริงเกิดดับต่อกันเรื่องไม่ขาดสาย ถูกปรุงแต่งไปอยู่เรื่อย แม้จะสงบอย่างไรก็ตาม ก็ยังได้ชื่อว่าจิตตัวหนึ่ง เจตสิกตัวหนึ่ง ถูกปรุงแต่งอยู่นั่นเอง ก็มันไม่เที่ยง แต่ผู้ทำสมาธิมองไม่เห็น ความเกิดดับของนามที่ดับไปไม่เห็น เพราะมันเกิดดับติดกันไปหมดมองไม่เห็น เหมือนไฟที่จุดในหลอดเราไม่เห็นมันดับ ความจริงมันไหลมาเรื่อยต่อ ๆ กันเป็นสาย
เพราะฉะนั้นคนทำสมาธิไม่มีปัญญา มองเห็นมันถูกปรุงแต่งไม่ได้ ปัญญาไม่มี ปัญญาที่สำหรับจะดูรูปดูนามให้เห็นปรุงแต่งอย่างนี้ไม่ได้ สมาธิอย่างไรก็ถูกอำนาจกรรม จิต อุตุ อาหารปรุงแต่งอยู่นั่นเอง ก็จิตมันเกิดดับอยู่เรื่อย แล้วมันก็ถูกปรุงแล้วมันถึงเกิดดับ บ้านนี้เรียกว่าเป็นรูป ที่เราเห็นเป็นผู้ชาย ผู้หญิง เป็นนาม แต่ไม่ได้หมายความว่า ว่างเปล่าไม่มีอะไรเหลือ คนไปแปลอนัตตาผิด ไปแปลว่า ว่างเปล่า
ถ้าว่างเปล่าจากตัวจากตน จากคนสัตว์ หมายความว่า ที่เราพูดว่า คนไม่มี มีรูปและนาม แต่ไม่ได้ว่างเปล่าเหมือนไม่มีอะไรเลย ไม่ได้หมายความอย่างนั้น เมื่อแยกแล้วไม่มีตัวตน คนสัตว์ มีแต่รูปกับนาม อนัตตาแปลว่า ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นรูปเป็นนาม และบังคับไม่ได้ด้วย จะให้อยู่นิ่งก็ไม่ได้ มันเปลี่ยนแปลงของมันเรื่อยไปโดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 ต.ค. 2551 , 07:56:37 น.] ( IP = 58.9.141.72 : : )
สลักธรรม 1![]()
คำว่าธรรมนี้ เดี๋ยวสังขตธรรม อสังขตธรรม กุศลธรรม ความหมายที่ลึกซึ้งจริง ๆ ของคำว่าธรรมะ คนสอนพระสูตรก็ว่าไปท่าหนึ่ง พวกพระอภิธรรมก็ว่าไปท่าหนึ่ง ก็ว่าไปคนละท่า ยกสัตว์ยกบุคคลก็พูดไป ถ้าเป็นพระอภิธรรมมาจากบาลีว่าอย่างนี้ นิสัตตะ นิชชีวะ แปลว่า ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่ชีวิต เป็นธรรมชาติอันหนึ่งที่มีเหตุมาประชุมกันแล้วเกิดขึ้น นี่ความหมายอันลึกซึ้งของคำว่าธรรม หมายความว่า จะพูดว่ามีชีวิต ก็อย่าพูดชีวิตเป็นคนเป็นสัตว์อย่างนี้ไม่ได้ นิสัตตะว่าเป็นสัตว์ก็ไม่ได้ เป็นชีวิตก็ไม่ได้ อย่างเป็นคน เป็นสุนัข เป็นแมวก็ไม่ได้ นั่นเป็นเรื่องสมมติ
เพราะฉะนั้นถ้าเราจะแปลจริง ๆ ตรงตามคำว่าธรรมะแท้ ๆ มาจากนิสัตตะ นิชชีวะ แปลว่า ธรรมชาติเฉย ๆ จะบุญก็ตามจะบาปก็ตาม ไม่บุญไม่บาปก็ตาม อะไร ๆ ทั้งหมด คือธรรมชาติแปลอย่างหลักสภาวธรรมอย่างลึกซึ้ง จากปรมัตถธรรม
อสังขตธรรม คือ ธรรมที่ไม่มีการปรุงแต่ง ในที่นี้ไม่มีการปรุงแต่งอะไร ด้วยอำนาจ ของกรรม จิต อุตุ อาหาร หรือหมายความว่า อสังขตธรรมนั้นถูกปรุงแต่งด้วยกรรมไม่ได้ ถูกปรุงแต่งด้วยจิตไม่ได้ ถูกปรุงแต่งด้วยอุตุไม่ได้ ถูกปรุงแต่งด้วยอาหารไม่ได้
สังขตธรรมเอาทั้งหมด จิต ๘๙, ๑๒๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ เอาหมด เรียกว่าสังขตธรรมทั้งสิ้น แปลว่าถูกปรุงแต่งด้วยกรรม จิต อุตุ อาหาร
อสังขตธรรมนั้น กรรมปรุงแต่งไม่ได้ จิต อุตุ อาหาร ปรุงแต่งไม่ได้ ไม่มี ๔ อย่างนี้อันใดอันหนึ่ง หรือมาผันแปรมันได้ ธรรมนั้นได้แก่นิพพาน บัญญัติ ๒ อย่างนี้ไม่มีการถูกปรุงแต่ง
ลองดูว่าปรุงแต่งมันได้ไหม เมื่อบุคคลปฏิบัติหนทางพ้นทุกข์ ปฏิบัติวิปัสสนาไป จนกระทั่งถึงนิพพานปรากฏเป็นอารมณ์ จิตเข้าไปจับพระนิพพาน จะไปบอกว่าพระนิพพานจะเป็นโน่นเป็นนี่ ไม่ได้เพราะทำไปถึงแล้วก็จะปรากฏนิพพาน เสร็จแล้วก็ทำลายกิเลสเพราะปัญญาเกิดและทำลายกิเลส ด้วยเหตุนี้ พระนิพพานก็เป็นอมตธรรม ธรรมที่ไม่ตาย ผู้ใดเข้าถึงพระนิพพานแล้ว ถ้าพระนิพพานยังคงถูกอำนาจกรรมปรุงแต่งได้ จิต อุตุ อาหาร ปรุงแต่งได้แล้วเราก็พึ่งไม่ได้ เพราะมันถูกปรุงแต่งได้เราจะไปพึ่งทำไม เมื่อมันถูกปรุงแต่งได้แล้วมันไม่เที่ยง เดี๋ยวมีสุข เดี๋ยวมีทุกข์ เดี๋ยวก็มีเรื่องราวเกิดขึ้นสารพัดอย่าง
ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า ธรรมใดที่ถูกปรุงแต่งได้ เราพึ่งพาอาศัยไม่ได้ ธรรมนั้นเราไปพึ่งอาศัยมันก็พาเรา ปรุงแต่งเราให้เป็นไป เราก็กลายเป็นอนิจจังไม่เที่ยงกลายเป็นทุกข์อีกโดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 ต.ค. 2551 , 08:03:23 น.] ( IP = 58.9.141.72 : : )
สลักธรรม 2![]()
ดังนั้นพระนิพพานเป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติวิปัสสนาเข้าไปถึง ผู้ใดได้พระนิพพานเป็นอารมณ์ ผู้นั้นจะถูกอำนาจของปัญญาที่ได้พระนิพพานเป็นอารมณ์นั้น ทำลายกิเลสและทำลายหลาย ๆ ครั้ง มันก็จะไม่มีกิเลสเหลืออยู่ ชาติหน้าก็ไม่มี ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิด ไม่ต้องแก้ทุกข์กันอีกต่อไป เพราะฉะนั้นนิพพานจึงเที่ยง รูปกับนามนั้นไม่เที่ยง พระนิพพานนั้นเที่ยง เป็นอสังขตธรรม แปลว่า ไม่ได้ถูกปรุงแต่ง มันจึงเที่ยง ทีนี้ถ้ามันเที่ยงแล้วมันจะเป็นทุกข์หรือเป็นสุข ถ้ามันไม่เที่ยงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ มันก็อยู่ในฐานะเป็นทุกข์ ถ้ามันเที่ยงเป็นสุข พระนิพพานนั้นเที่ยงและเป็นสุข พระนิพพานเป็นอนัตตาหรือเปล่า
พระนิพพานเป็นอนัตตาด้วย ทำไมพระนิพพานเป็นอนัตตา พระนิพพานเป็นคนหรือ พระนิพพานเป็นสัตว์หรือ พระนิพพานเป็นสิ่งของหรือ ไม่ใช่ทั้งนั้น บังคับบัญชาพระนิพพานได้ไหม ไม่ได้ ดังนั้น พระนิพพานจึงเป็นนิจจัง พระนิพพานเป็นสุขัง และเป็นอนัตตา
บาลีว่าอย่างนี้ สัพเพ สังขารา อนิจจา สัพเพ สังขารา ทุกขา สัพเพ ธรรมา อนัตตา
จากบาลีที่แสดงว่า สัพเพ สังขารา สังขารทั้งหลายแปลว่าตัวปรุงแต่ง ๔ อย่าง สังขารแปลว่าธรรมชาติที่ถูกปรุงแต่ง สรรพสิ่งทั้งหลายที่ถูกปรุงแต่ง สัพเพ แปลว่าทั้งหมด สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งหมดที่ถูกปรุงแต่งเป็นอนิจจัง สรรพสิ่งทั้งหมดที่ว่าเป็นอนิจจังทั้งหมดได้แก่ จิต เจตสิก รูป
ทีนี้สัพเพ สังขารา ทุกขา สรรพสิ่งทั้งหมดเป็นทุกข์ ได้แก่ จิต เจตสิก รูป ทีนี้สัพเพ สังขารา ทุกขา สรรพสิ่งทั้งหมดเป็นทุกข์ ได้แก่ จิต เจตสิก รูป ทุกสิ่งทุกอย่าง รูปนาม ถูกปรุงแต่งด้วย กรรม จิต อุตุ อาหาร ก็เป็นทุกข์
สัพเพ ธรรมา อนัตตา ธรรมชาติทั้งหมดรวมหมดเป็นอนัตตา ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น คือไม่ว่า จิต เจตสิก รูป นิพพาน บัญญัติทั้งหลายบังคับไม่ได้ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ บังคับไม่ได้
ผมจะสรุปนะครับ วิปัสสนากรรมฐานเกิดขึ้น เมื่อเราเรียนกันไปแล้วถึงเหตุผลว่า สิ่งในโลกทั้งหลายมีแต่รูปกับนามเท่านั้น รูปนามนี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เราเห็นรูปนามไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาไหม เราเห็นตามความเป็นจริงนี้ไหม เราเห็นรูปนี้แล้วไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาหรือเปล่าไม่เห็นเลย
เราได้ยินเสียงแล้วเรารู้ว่าเสียงนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นไปตามหลักการที่เราเรียน ที่ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ เสียงนี้เราได้ยินครั้งใดเราก็โกรธถ้าเขาด่า ถ้าเขาชมเราก็ชอบ เราหลงทุกที เราหลงยึดสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ว่าเที่ยง มันด่านี่ก็โกรธ เพราะฉะนั้นความหลงใหลก็เกิดขึ้น เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ว่าสิ่งที่มากระทบตา กระทบหู กระทบจมูก กระทบกาย กระทบใจ ล้วนเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งสิ้น
เราหาได้รู้ความจริงนี้ไม่ ให้เรียนวิชาการทางโลกมากสักเท่าไร ให้เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตชั้นไหนก็ตาม ตกอยู่ในความหลงใหลทั้งนั้น ผมถึงได้บอกว่าไปเรียนมาจากเมืองนอกได้ดีกรียาว มันก็อยู่ในฐานะหลงใหล เพราะยึดเอาเรื่องที่เกิดอารมณ์ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เอามาเป็นจริงเป็นจัง เช่น เห็นรูปแล้วนี่เป็นคน ความจริงเป็นคนหรือเปล่า มันถูกปรุงแต่ง และเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งสิ้น แต่ไปยึดมั่นว่าเป็นคน หรือว่าได้ยินเสียงไปยึดมั่นว่า เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของ ความจริงมันไม่ใช่คน สัตว์ สิ่งของ อะไรเลย ความจริงของธรรมชาติมีเหตุมาประชุมกันแล้วก็สลายตัวไป เช่น เสียงมากระทบหู กระทบแล้วไม่อยู่เลย เสียงหายไปแล้ว แต่เรายังยึดมั่นอยู่โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 ต.ค. 2551 , 08:13:50 น.] ( IP = 58.9.141.72 : : )
สลักธรรม 3![]()
เมื่อเกิดอะไรขึ้น คือเกิดอารมณ์ทั้ง ๖ คือ ทางหู ทางตา จมูก ลิ้น กาย และใจ ความจริงสิ่งนั้นไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งของและสิ่งนั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ประชุมกันแล้วก็หายไปไม่ได้เหลืออยู่ แต่เรากลับไปหลงผิดคิดว่านี่เป็นคน เป็นสัตว์ เป็นชาย เป็นหญิง สวยไม่สวย ชอบไม่ชอบ หลงเข้าใจผิด
เพราะฉะนั้น ผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ใจของผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมีความปรารถนาจะเข้าไปดูความจริงว่า มันมีแต่รูปกับนามที่เราหลงผิดนั้น แล้วรูปกับนามนี้ก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผู้ใดปฏิบัติแล้วเข้าไปเห็นรูปเห็นนามเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เมื่อนั้น ผู้นั้นชื่อว่าได้ปัญญา
เพราะอะไร เพราะแต่ละวัน ๆ ที่ผ่านไป รูปกับนามก็ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ แต่เราหลงผิดคิดว่าเป็นคนบ้าง เป็นสัตว์บ้าง เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เป็นหญิง เป็นชาย เป็นต้นไม้ ใบหญ้า เป็นข้าวของต่าง ๆ หลงผิดคิดว่าอย่างนั้น ความจริงสิ่งที่มากระทบหูก็หายไปไม่เหลืออยู่ เพราะมันเป็นอนิจจัง จะเหลืออยู่อย่างไร กรุทบแล้วหายไป เราหลงว่าเขาด่า เราโกรธ หลงว่าเขาชม ชอบอกชอบใจ แต่ความจริงนั้นเสียงก็ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ จิตของเราที่รับกระทบก็ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ มีแต่รูปนามมาประชุมกันเท่านั้น เช่น เสียงด่า กระทบหู มีอะไรบ้าง มีรูป นาม รูปคือเสียงกระทบประสาทหู นามคือจิตที่เรารับ ๒ อย่างเกิดขึ้นแล้วอยู่หรือเปล่า ไม่ได้อยู่ กระทบกันเสร็จแล้ว ได้ยินกันเสร็จแล้ว ประชุมกันเสร็จแล้วก็ดับไป แต่เราหลงผิดคิดว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย
ดังนั้นวิปัสสนากรรมฐาน คือเข้าไปดูให้เห็นว่า อารมณ์ ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้น หาใช่คน สัตว์ หญิง หรือชายไม่ แท้จริงเป็นรูปกับนาม เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาด้วย แปลว่า รูปนามนั้นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ผู้ใดเข้าปฏิบัติเห็นความจริงว่าอารมณ์ที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้นหาใช่คน ใช่สัตว์ ใช่สิ่งของไม่ หากแต่มีเหตุมาประชุมกันเป็นรูปเป็นนาม แล้วรูปนามนั้นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผู้ใดเข้าปฏิบัติด้วยใจมีความรู้เช่นนี้ ผู้นั้นตั้งต้นปัญญาขึ้น ถ้าผู้ใดไม่เข้าใจเหตุผล เขาสั่งให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ ทำไปจนตายเปล่าปัญญามาไม่ได้เลย เหตุผลในใจไม่มี เขาสั่งว่าให้ดูรูปไป ก็ดูรูปไปดูทำไม ดูเพื่อให้อะไรเกิดขึ้นมา ไม่เข้าใจ เขาสั่งให้ดูก็ดู ถ้าเป็นไปเช่นนี้ปัญญาเกิดไม่ได้ ทำกี่ปี ๆ ก็ไม่มีปัญญา เพราะพื้นฐานในใจมันไม่มีว่า มีเหตุผลอะไรไหม ที่ไปดูรูปดูนาม
เราเข้าไปดูรูปดูนามเพื่อหวังว่าจะให้เห็นว่า รูปนี้นามนี้หาใช่คน ใช่สัตว์ ใช่สิ่งของไม่ เป็นสังขตธรรมถูกปรุงแต่ง และเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาทั้งสิ้น ไม่มีคน สัตว์ อะไรทั้งสิ้น เมื่อผู้ใดเห็นดังนี้แล้วจึงชื่อว่าผู้นั้นมีปัญญา ถ้าผู้ใดจะเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต้องเข้าใจอย่างนี้เสียก่อน นี่เหตุผลของวิปัสสนา การที่ปัญญาจะเกิดขึ้นต้องมีเหตุผลดังกล่าวนี้
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 ต.ค. 2551 , 08:19:53 น.] ( IP = 58.9.141.72 : : )
สลักธรรม 4![]()
บัญญัติคือชื่อ โต๊ะ โต๊ะนี้ถูกปรุงแต่งด้วยอะไร อำนาจกรรม อำนาจจิต อำนาจอุตุ อำนาจอาหาร มาปรุงแต่งโต๊ะได้หรือ โต๊ะนี้เป็นรูป คำว่าโต๊ะเปลี่ยนชื่อเมื่อไรก็ได้เพราะฉะนั้นชื่อมันไม่มีปรุงแต่งจะปรุงกันอย่างไรเพราะไม่ใช่รูป ชื่อเฉย ๆ อย่างนายแดง ปรุงแต่งหรือเปล่า มันชื่อเขา
อันว่าปัญญารู้ด้วยประการใดย่อมเห็นสังขตธรรมมีขันธ์เป็นต้นด้วยประการต่าง ๆ มีความไม่เที่ยงเป็นต้น อันว่าปัญญานั้นชื่อว่าวิปัสสนา มีคาถาว่า
สมถวิปสฺสนานํ ภาวนานมิโต ปรํ
กมฺมฏฺฐานํ ปวกฺขามิ ทุวิธมฺปิ ยถากฺกมํ
แปลว่า เบื้องหน้าแต่ปัจจัยนิเทศนี้ไป จักแสดงกรรมฐานแม้ทั้งสองอย่างแห่งภาวนา คือ สมถะและวิปัสสนา ต่อไปตามลำดับ
เมื่อคราวที่แล้วผมได้พูดถึงการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มีผู้เข้าใจผิดเป็นอันมาก ผมได้แสดงรายละเอียดถึงเหตุผลข้อเท็จจริงของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ว่าผู้ใดก็ตามเคยมีความคิดเก่า ๆ สืบต่อกันมามากมายโดยที่ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรมชอบพูดพากันเข้าใจผิดคิดว่า ทำสมาธิมาก ๆ แล้ววิปัสสนาจะเกิดเอง ตอนที่ผมยังไม่ได้เรียนพระอภิธรรม ครูบาอาจารย์หลายท่านที่เป็นพระ บางทีเป็นพระมีชื่อเสียงด้วย สอนว่าทำสมาธิกำหนดอย่างนั้นอย่างนี้แล้วก็พูดว่าทำมาก ๆ แล้ววิปัสสนาจะเกิดเอง เมื่อคราวที่แล้วผมได้เรียนกับนักศึกษาว่า...
วิปัสสนาเกิดเองไม่ได้ ถ้าวิปัสสนาเกิดเองได้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่ต้องเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากันต่อไป เพราะคนเขาทำสมาธิมากมายก่ายกองจนได้ฌาน ได้อภิญญาในสมัยก่อนพุทธกาลอีก ก็ไม่เห็นมีใครสำเร็จสักองค์เดียว ดังนั้น คำพูดที่บอกว่า ทำสมาธิไปเถอะแล้วก็จะได้วิปัสสนาเอง ข้อนี้ขอให้ทำลายออกจากจิตใจให้ได้ เพราะปัญญาสามารถทำลายกิเลสได้นั้น ไม่ได้เกิดจากสมาธิ แต่ต้องเกิดจากปัญญา และปัญญานั้นก็เป็นปัญญาที่ลึกซึ่งประกอบด้วยเหตุผลข้อเท็จจริงจะซักถามอะไรก็ได้ทุกอย่าง แง่มุมมีพร้อมบริบูรณ์ที่จะให้ซักถามได้
ผมได้พูดคราวก่อนถึงเหตุผลไปข้อหนึ่ง คือคำว่า สังขตธรรมและได้แยกออกว่าสังขตธรรมนั้นหมายถึงธรรมชาติที่ปรุงแต่งด้วย ๔ อย่างคือ ปรุงแต่งด้วย กรรม จิต อุตุ และอาหาร ในโลกนี้ก็มีอยู่ ๔ อย่างเท่านั้น ไม่ว่าธรรมชาติอะไรถูกปรุงแต่งทั้งนั้น
เมื่อคราวก่อนผมได้บรรยายว่า เมื่ออารมณ์เกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นั้นเรากำลังหลงผิดในอารมณ์ต่าง ๆ อำนาจของการหลงผิดในอารมณ์ต่าง ๆ นี้ทำให้เราต้องเป็นไปตามอำนาจของอารมณ์ที่มากระทบ แล้วเราก็ตกอยู่ในความหลงใหลมีโมหะครอบงำ เพราะหลงใหลตัวปรุงแต่ง ๔ อย่างที่กล่าวนั้น แล้วคิดว่าเป็นจริงเป็นจัง ด้วยเหตุนี้เองเราก็ตกอยู่ในความหลงใหลมีอวิชชาโมหะเข้าครอบงำ เมื่อความหลงใหลเข้าแทรกแซงครอบงำอยู่ทุกวัน ๆ ดังนี้แล้ว ผลก็คือทำให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิด และแก้ปัญหาทุกข์ไม่จบสิ้น ผมได้นำวิปัสสนามาแสดงเมื่อคราวที่แล้วนิดหน่อยโดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 ต.ค. 2551 , 08:31:31 น.] ( IP = 58.9.141.72 : : )
สลักธรรม 5![]()
สำหรับในวันนี้ผมก็จะขอซ้ำต่อนิดหน่อยแล้วจะได้บรรยายต่อถึงหนทางทำลายกิเลส แต่ว่าเป็นไปโดยย่อ มีหลักการและเหตุผลเท่านั้น ยังไม่เป็นโดยละเอียด ถ้าเป็นไปตามละเอียดแล้วต้องเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ ศึกษาตั้งแต่สมถะไปก่อนจนจบ เราถึงจะขึ้นวิปัสสนา คราวนี้ก็วิปัสสนาโดยละเอียดเลย กายานุปัสสนา เวทนา จิตตา ธรรมา รายละเอียดหมดเลยตลอดจนถึงวิธีปฏิบัติทั้งสิ้น
แต่อย่างไรก็ดี สำหรับเรียนเริ่มต้นปริจเฉท ๙ ผมได้ว่าโดยทั่วไปแล้ว และได้ว่าเรื่องวิปัสสนาไปบ้างแล้ว และวิธีการปฏิบัติยังไม่ได้เริ่มต้น วันนี้จะขอเริ่มแต่นักศึกษาอย่าเอาละเอียด ขอให้เป็นแนวทางไว้ก่อน เพราะเรายังไม่ได้ถึงบทที่ว่าความละเอียดเพียงแต่รู้ว่าสมถะไปในทางไหน วิปัสสนาไปทางไหน สมถะปฏิบัติอย่างไร วิปัสสนาปฏิบัติอย่างไร จะพูดย่อ ๆ พอให้เป็นหนทาง พอถึงบทที่เรียนจริง ๆ เอารายละเอียดอีกทีหนึ่ง ผมจะได้พูดทั้ง ๒ อย่าง คือเหตุผลในการปฏิบัติกับวิธีลงมือปฏิบัติอย่างย่อ ๆ แต่ถ้าผมพูดในวันนี้แล้วท่านนักศึกษาพยายามจับใจความให้ดี ๆ แล้ว ก็จะไปเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างสบาย ๆ ไม่มีข้อสงสัยขัดข้องในใจ เพราะมีความสามารถกำหนดพิจารณาได้ ถ้าฟังให้ดี ๆ สำหรับในวันนี้
เมื่อคราวก่อนเราได้เรียนไปว่า ธรรมชาติของโลกนี้มี ๒ อย่าง ธรรมชาติอย่างหนึ่งเรียกว่า รูป อันได้แก่สสารและพลังงาน ธรรมชาติอย่างหนึ่งเรียกว่า นาม นามก็ได้แก่ จิต เจตสิก เพราะฉะนั้นในโลกนี้มีของสมมตินับไม่ไหว ชื่อ โต๊ะ เก้าอี้ แผ่นดิน แม่น้ำ ภูเขา สารพัดชื่อนับไม่ไหว เมื่อย่อไปแล้วก็มีรูปกับนามเท่านั้นเอง
เพราะว่า สรรพสิ่งทุกอย่างเป็นรูปคือ สสารและพลังงานและตัวที่รู้เป็นนาม ในอรรถกถาใช้คำนี้ ขอให้ท่านนักศึกษาจำไว้แล้วจะดีคือธรรมชาติที่ไม่รู้นี่เป็นรูป อนารัมณัง รู้อารมณ์ไม่ได้ ธรรมชาติรู้อารมณ์ไม่ได้ แล้วธรรมชาติที่รู้คือนามมี ๒ อย่างคือจิต เจตสิก เรียกว่า อารมณวิชานนลักขณัง ธรรมชาติที่รู้อารมณ์รวมหมดลักษณะ ๒ ประการคือ ธรรมชาติหนึ่งคือธรรมชาติที่ไม่รู้ ไม่ว่า โต๊ะ เก้าอี้ ไม่ว่าร่างกายของคนและส่วนสมองหรือส่วนไหนก็แล้วแต่ถ้าชื่อว่ารูปไม่รู้ทั้งนั้น ไม่รู้อารมณ์ทั้งนั้น
อนารัมณัง แปลว่า ธรรมชาติที่ไม่รู้อารมณ์ และ
อารัมณวิชานนลักขณัง แปลว่า ธรรมชาติที่รู้อารมณ์
โต๊ะ เก้าอี้ ข้าวของ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้เรียกว่า รูป เพราะธรรมชาติที่ไม่รู้ มีส่วนที่รู้คือ จิต เจตสิก ๒ อย่าง
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [30 ต.ค. 2551 , 08:39:42 น.] ( IP = 58.9.141.72 : : )
สลักธรรม 6ได้เห็นแนวทางอย่างกว้างๆ ของสมถและวิปัสสนา ที่จะได้เรียนรู้ในปริจเฉทที ๙ นี้...จะติดตามศึกษาต่อไปค่ะ
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำมาให้น้องๆ ได้ศึกษาหาความรู้เพื่อสร้างปัญญาเป็นประจำ...อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [30 ต.ค. 2551 , 10:28:06 น.] ( IP = 124.121.177.58 : : )
สลักธรรม 7สนุกดีกับการอ่านเรื่องที่น่าสนใจอย่างนี้ แล้วก็ชอบใจมากกับคำโต้ตอบของท่านอาจารย์บุญมีในเรื่องที่มีการสอนว่า ..ทำสมาธิมาก ๆ แล้วปัญญา(วิปัสสนา)จะเกิดเอง.. เพราะแม้กระทั่งผ่านมาจนถึงในสมัยนี้คำพูดเช่นนั้นก็ยังมีอยู่ ขนาดท่านอาจารย์เผยแผ่อย่างดุเดือดถึงขนาดนี้แล้วก็ยังสู้อิทธิพลของการสอนผิดๆ ไม่ได้
รู้สึกชีวิตมีโชคดีจริงๆ ที่ได้มาพบพระอภิธรรม ได้มีโอกาสศึกษาจนเข้าใจบ้าง และไม่หลงทางไปกับคำสอนที่ไม่ถูกต้อง
กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่านโดย น้องกิ๊ฟ [30 ต.ค. 2551 , 12:01:43 น.] ( IP = 125.27.171.56 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |