| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สมาธิ สุข หรือ ทุกข์ (๕)
สมาธิ
สุข หรือ ทุกข์ ?![]()
ตอนที่ผ่านมา
ทั้งจิต และ เจตสิก มันเกิดอยู่ตลอดเวลา และรูปก็เกิดอยู่ตลอดเวลา ทั้งรูปทั้งนามเกิดอยู่ตลอดเวลาวันหนึ่งนับไม่หวาดไหว มันเกิดขึ้นมาเป็นอารมณ์ทางตาบ้าง ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย เกิดอารมณ์อยู่เรื่อยตลอดวัน แต่มันเกิดรูปอันหนึ่งและมันเกิดนามอันหนึ่ง แต่หาได้รู้ไม่ว่า มันคือรูปและนาม แต่เรากลับเข้าใจผิดคิดว่า มันเป็นคนเป็นสัตว์ เป็นหญิงเป็นชาย เป็นสวยไม่สวย เป็นขาวเป็นดำ เราหลงเข้าใจผิดทั้งสิ้น และเข้าใจผิดทั้งวัน
วันหนึ่ง ๆ เราหลงเข้าใจผิดนับจำนวนไม่ไหวว่า มีจำนวนสักเท่าใด ความหลงใหลเข้าใจผิดดังกล่าวนี้ ก่อให้เกิดความทุกข์ยากลำบากแก่ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายเวียนว่ายตายเกิดจนนับชาติไม่ได้ ต้องแก้ปัญหาทุกข์ไม่จบ เพราะความหลงใหลเข้าใจผิด และความหลงใหลเข้าใจผิดคือรูปนามมันเกิดของมัน เราหารู้ความจริงไม่ว่าเป็นรูป เป็นนาม เราคิดว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชาย
ทำไมเล่า เพราะรูปนามที่เกิดขึ้นมานี้มีอวิชชา ความโง่ ความไม่รู้ ความไม่มีวิชชา หรือความหลงเข้ามารวมด้วยทุกครั้ง ความโง่ ความหลง ความไม่เข้าใจความจริงที่เรียกว่า อวิชชานี้ เข้ามารวมด้วยกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นทุกครั้ง เมื่อเข้ามารวมกับอารมณ์ที่เกิดขึ้นทุกครั้งแล้ว จึงทำให้เราหลงใหลเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนเป็นสัตว์ เป็นหญิง เป็นชายไปจริง ๆ จัง ๆ
ถ้าผมพูดเช่นนี้ ท่านนักศึกษาฟังแล้วผู้ที่มาใหม่ก็ยังไม่ลึกซึ้ง ดังนั้น ผมขอยกตัวอย่างเช่น มีเสียงพูดหญิงชายคู่หนึ่งยังหนุ่มสาวพูดว่า ฉันรักเธอ คำพูดนี้ออกไปรวม ๓ คำ คำหนึ่ง ฉัน คำหนึ่งรัก คำหนึ่งเธอ รวมหมด ๓ คำด้วยกัน ขอให้พิจารณาดูทั้ง ๓ คำนี้ก็จะเห็นได้ว่า ฉันคำหนึ่ง รักคำหนึ่ง เธอคำหนึ่ง มันเกิดขึ้นพร้อมกันหรือ หาได้พร้อมไม่ ฉันกระทบหูแล้วดับ ดับจากความรู้สึกไปแล้ว พอกระทบแล้วก็ดับหายไป รักก็ดับหายไปอีก เธอก็ดับหายไปอีก เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า ฉันไม่ได้อยู่ที่หู กระทบแล้วหาย รักเธอก็ไม่ได้อยู่ที่หู หายหมดทั้งสิ้น เพราะเสียงที่พูดว่าฉันรักเธอ นั้นเป็นเสียงอันได้แก่ ความสั่นสะเทือนของอากาศหามีตัวตนคนสัตว์ไม่ ความสั่นสะเทือนของอากาศที่เกิดขึ้นกระทบหูเท่านั้นโดย พี่เณร...นำมาฝาก [31 ต.ค. 2551 , 08:04:23 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )
สลักธรรม 1![]()
ความสั่นสะเทือนของอากาศที่มีช่องคลื่นต่าง ๆ กันทำให้เราได้ยินเสียงต่าง ๆ เราจึงหาทราบไม่ว่า ฉันรักเธอนี้เป็นคลื่นสั่นสะเทือนของอากาศ เราไม่เข้าใจ แต่เราเข้าใจความหมายว่า เขาพูดว่าเขารักเรา เราก็เกิดโสมนัสชอบใจยิ้มแย้มแจ่มใส
ทำไมเราจึงยิ้มแย้มแจ่มใสชอบใจ ๆ ก็เพราะว่าเราหลงเข้าใจผิดคิดว่าเขาพูดว่ารักเรา ทำไมเขาจึงพูดออกมา เสียงของความสั่นสะเทือนของอากาศมากระทบหู ทำไมเราจึงเข้าไปหลงใหล ที่เราเข้าไปหลงใหลนั้นก็เพราะว่า เราไม่อาจจะจับความจริงได้ว่าเสียงคือความสั่นสะเทือนประการหนึ่ง และเราไม่อาจจับความจริงได้ว่า ฉันรักเธอ พูดติดกันไปหมด เราเอามารวมกัน วันนี้พูดฉัน เดือนหน้าพูดรัก และอีกเดือนพูดเธอ แล้วจะเข้าใจไหม เราก็ไม่เข้าใจ คนฟังก็ไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้เราเอามารวมกัน เมื่อเอามารวมกันเสร็จแล้วก็รวมความว่าเขารักเรา อำนาจโลภตัณหาก็เข้าทันที
นี่เป็นข้อหนึ่งที่เราตกอยู่ในความหลงใหล เพราะความรวดเร็วเกิดดับอยู่ตลอดเวลาหาได้ดูให้เห็นไม่ ดูแล้วดูไม่ทัน มันเร็วเกินไป
อำนาจอุปาทานที่เก็บอยู่ภายในจิตใจช่วยหนุนส่งช่วยตัดสินให้ ผมยกตัวอย่าง ผมจะเขียนวงกลมสมมติเป็นจิตใจ แต่ทว่าเรามีอุปาทานอยู่ในภายใน อุปาทานแปลว่า ตัณหา ความยินดี ความชอบใจ ติดใจต่างกันหน่อยตรงที่ว่า ตัณหาคือความยินดีติดใจเฉย ๆ แต่อุปาทานนั้นได้แก่ความยินดีติดใจที่เหนียวแน่น และซ่อนอยู่อย่างลึกซึ้งในใจ
เมื่อเด็กเล็ก ๆ มันยังไม่รู้ว่าเงินบาทนั้นมีค่าอย่างไร ไม่มีความเข้าใจ เพราะฉะนั้นเอาเงินบาทให้ดูรูปร่างเท่านั้น เด็กก็ไม่เอาใจใส่ แต่ว่าเอาเงินนี้ไปซื้อขนมให้กิน เด็กก็รู้ว่าเงินนี้กระดาษลายสวย ๆ นี้ซื้อของกินได้ อำนาจแห่งการยึดมั่นก็เก็บไว้ทันที ครั้งแรกอาจจำไม่ค่อยดี เพราะเด็กยังเล็กมาก แต่ว่าถ้าไปซื้อครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ครั้งแรกตัณหาเกิดยินดีชอบใจ ติดใจเพราะคิดว่าแบงก์นี้ทำให้เรามีขนมกินได้ พอซื้อหนสอง หนสามเด็กจำได้ อำนาจอุปาทานฝังอยู่ภายใน รู้ว่าเงินนี้มีค่า ดังนั้น ตื่นเช้าขึ้นมาเขาจะยื่นมือขอเพื่อจะได้แบงก์สักใบหนึ่งเอาไปซื้อขนม ขอให้ท่านลองพิจารณาดูซิว่า เด็กที่จำได้ว่าเงินบาทนี้ซื้อขนมกินได้ และวันต่อมายื่นมือขอเงินบาทเพื่อจะไปซื้อขนม ลองพิจารณาดูว่าอำนาจอะไรหนุนส่งให้เด็กนี้ยื่นมือขอเงิน อำนาจของอุปาทานที่ยึดเอาไว้แน่นหนาว่าเงินนี้มีค่าซื้อขนมกินได้
เพราะฉะนั้น เมื่อความยินดีติดใจเกิดความเหนียวแน่นขึ้นดังนี้แล้วมันก็เป็นอุปาทาน แต่ความจริงก็คือตัณหานั่นแหละ เพียงตอบคำถามง่าย ๆ ว่า ตัณหาได้แก่ความยินดีติดในอารมณ์ต่าง ๆ ใช่ไหม ใช่ แล้วอุปาทาน ได้ความยินดีติดใจในอารมณ์ต่าง ๆ ที่ยึดเหนี่ยวเหนียวแน่นอยู่ภายในใจแล้วใช่ไหม ใช่ ทำไมเด็กเล็ก ๆ ยื่นมือขอสตางค์เพราะอำนาจอุปาทานยุให้กระทำโดย พี่เณร...นำมาฝาก [31 ต.ค. 2551 , 08:11:26 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )
สลักธรรม 2![]()
ด้วยเหตุนี้ เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งมาพูดว่า ถ้าสมมติเป็นคู่รักกันพูดว่า ฉันรักเธอ ฉันนี้ดับไปแล้ว เป็นความสั่นสะเทือนของอากาศแท้ ๆ เป็นรูป เสียงนี่เป็นรูปทั้งนั้น รักก็ดับไป เธอก็ดับไป ดับหมดไม่มีเหลือ แต่เพราะอำนาจอุปาทาน หรือคนที่เกี่ยวข้องกับเราเป็นคู่รักของเรา เขาพูดคำนี้หมายความว่าเขาต้องการเรา แต่งงานกับเรา รักเรา ดังนั้น อำนาจของอุปาทาน อำนาจของจิตที่ประกอบด้วยอุปาทานที่มีอยู่ในใจจึงเข้าไปเกี่ยวกับเสียงนั้น เอาเสียงนั้นมาเป็นอารมณ์ และจำเสียงนั้นไว้ได้ด้วย
ดังนั้น ถ้าคู่รักมาพูดว่า ฉันรักเธอแล้วเขาก็จะจำเอาไว้ หลายวันต่อมาก็ยังระลึกอยู่ไม่ลืม ทำไมจึงระลึกถึงคำนี้อยู่เสมอ ๆ ก็เพราะว่าอุปาทานความยึดมั่นอันเป็นตัณหาที่กลายเป็นอุปาทานนั้น หนุนหลังกระทบกระเทือนใจให้เกิดอารมณ์ขึ้นมาใหม่ ทำให้ระลึกขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ ว่า นี่เขาพูดว่ารักเรา ความใฝ่ฝันบางทีนอนไม่หลับด้วยซ้ำไป นี่เป็นการแสดงว่าอย่างไร แสดงว่า ฉันรักเธอ ซึ่งความจริงเป็นเสียง และเสียงนั้นเป็นรูป แล้วรูปมากระทบกับอะไร รูปมากระทบกับนามคือจิต กับเจตสิก ทั้งรูปทั้งนามดับไปหมดแล้ว แต่อุปาทานยึดจับเอาไว้และแสดงออกต่อ ๆ มาอีกด้วย
จึงเห็นได้ว่า สัตว์ทั้งหลายไม่เฉพาะแต่มนุษย์ สัตว์ทั่วไปไม่ว่ามนุษย์ เปรต อสุรกาย ทั้งสิ้น เมื่อรับกระทบอารมณ์ที่กล่าวแล้ว อารมณ์นั้นมีแต่รูปกับนามเท่านั้น กระทบกันทั้งรูปทั้งนามก็ดับหายไปไม่มีเหลือ แต่เพราะอำนาจของอุปาทานที่ตัวเองมีเก็บไว้ในใจจึงหนุนส่งให้เราไปจับเอามาเป็นจริงเป็นจังว่า ฉันรักเธอนี้เป็นจริง
ทำไมจึงจริง ทำไมจึงหลงใหล เพราะอวิชชา ๆ เข้าตรงไหน เข้าตรงเสียง เกิดดับเร็วมาก เสียงกระทบหูฉันดับไป รักกระทบดับไป เธอกระทบดับไป ดับเร็วมากติดกันไปหมด และนามรู้ได้ยินคำว่าฉันดับไปอีก ได้ยินคำว่ารักก็ดับไปอีก ได้ยินคำว่าเธอก็ดับไปอีก ทั้งรูปทั้งนามดับไปด้วยกัน แต่ทว่าเพราะความรวดเร็วของมันเพราะเหตุที่เราไม่มีปัญญาเข้าไปดูความจริงว่าาฉันรักเธอ ไม่ใช่เสียงคน เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดจากความสั่นสะเทือนของอากาศเมื่อกระทบแล้วก็หายไป หายไปแล้วก็ไม่เห็นความจริง เราทนไม่ไหวจึงได้เกิดอุปาทานเร่าร้อนขึ้นมาในใจ ทั้งนี้ก็เพราะว่าอำนาจของอวิชชาอันได้แก่ความรวดเร็วที่มันดับผ่านไปโดยเร็วนี่แหละ เราก็ได้มีปัญญาสามารถพิจารณาเข้าไปดูความจริงได้ว่าเสียงดับไปแล้ว ได้ยินดับไปแล้ว ดับไปด้วยกัน หาได้มีคนสัตว์ไม่ ดังนั้น ความรวดเร็วของมันนั่นเองจึงเหมือนเป็นเกราะป้องกันไม่ให้เราเข้าไปสู่ความจริงอันนั้นได้
ด้วยเหตุนี้ขอให้ท่านพิจารณาอารมณ์ที่มากระทบทางหูนี้แล้วก็กำหนดพิจารณาได้ยินเสียใหม่ กำหนดพิจารณาคำว่าได้ยิน แต่ไม่ได้กำหนดพิจารณาเสียง กำหนดพิจารณานาม สำหรับเสียงต้องพิจารณานามพิจารณาเสียงไม่ได้
เราก็เอาจิตเข้าไปกำหนดนามได้ยิน หรือเพ่งจิตออกไปดูในใจที่ผมพูดว่า "พิจารณา" ขอให้จำไว้ด้วย ไม่ได้หมายความว่า ให้ดูด้วยตา หรือด้วยหู แต่เอาใจดูออกไปให้รู้สึกว่า ได้ยินนี้เป็นนาม มันก้องประกาศอยู่ในใจไม่ใช่กำหนดได้ยิน ๆ ๆ ได้ยินหนอ ๆ ๆ ไม่ได้ มีความรู้สึกว่าได้ยินเป็นนาม เพื่อประสงค์ทำลายความหลงใหลเข้าใจผิดคือทำลายอวิชชาเสีย ให้เห็นความเป็นจริงว่า นามได้ยินดับลง นามได้ยินไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่หญิง ไม่ใช่ชาย แต่ได้ยินเป็นนาม
ถ้าท่านกำหนดนามได้ยินแล้ว มันก็รู้เองได้ยินนั้นต้องมีเสียงรวมด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อกำหนดนามได้ยินแล้ว เสียงไม่หนีไปไหนเข้ามาปรากฏอยู่ในใจด้วย ผู้ใดกำหนดนามได้ยินแล้ว นามได้ยินเป็นอย่างไร เป็นนาม ผู้นั้นก็มีเสียงร่วมด้วย ดังนั้น จึงได้ชื่อว่าเห็นทั้งรูปทั้งนาม ถ้าเข้าใจรู้รูปรู้นามไปเข้ากรรมฐานได้อย่างสบายเพราะเข้ากรรมฐานถ้าไม่ประกอบเหตุผลข้อเท็จจริงอยู่ในใจแล้ว ผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจะไม่เป็นวิปัสสนากรรมฐานเลย เพราะจะต้องเอาปัญญาสอดส่องหรือเอาปัญญาโผล่ออกมาให้เป็นปัญญาให้ได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [31 ต.ค. 2551 , 08:22:19 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )
สลักธรรม 3![]()
เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติต้องมีเหตุผลในใจของตัวเอง แต่ไม่ใช่ไปท่องว่าเสียงนี่เป็นรูป ได้ยินเป็นนาม ไม่ต้องท่อง เหมือนอ่านหนังสือ เห็นก็อ่านเลย เพราะฉะนั้นพอได้ยินเสียง พอเสียงกระทบหูได้ยิน เราก็เอาจิตกำหนดลงไปทำความรู้สึกลงไปว่า นี้คือนามได้ยิน แต่ในขณะเดียวกันใจเรารู้อยู่ว่าไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่สิ่งของ ไม่ใช่หญิง ไม่ใช่ชาย แต่ทั้งสิ้นเป็นนามได้ยินเฉย ๆ เมื่อผู้ใดประกาศออกมาว่า นี้เป็นนาม เสียงซึ่งเป็นตัวมากระทบเพราะนามได้ยินเกิด ไม่มีเสียงจะได้ไหม ไม่ได้ พอรู้สึกนามได้ยิน ถ้าเรารู้สึกอย่างนั้นเสียงก็มาด้วย ด้วยเหตุนี้เมื่อผู้ใดเข้าไปดูเห็นความจริงว่า ฉันรักเธอ ฉันก็ดี รักก็ดี เธอก็ดี จะเอาตัวไหนก็แล้วแต่ ซึ่งพูดยาว ๆ เรากำหนดทุกคำไม่ได้ เรามีสติกำหนดรู้ตรงไหน เอาตรงนั้น กระทบหูตรงไหนกำหนดตรงนั้น
เช่น อันนี้กระทบกำหนดไม่ทัน กำหนดได้ยินลงไปพอได้ยินปรากฏเป็นนามและเสียงเป็นรูป รูปนามก็ปรากฏ ในทีทันนั้นอวิชชาก็เข้าไม่ได้เพราะเห็นเป็นนาม เป็นรูปเสียแล้ว หาได้เห็นเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นสิ่งของไม่ ในทันทีนี้อวิชชาเข้าครอบงำไม่ได้ กั้นไม่ได้ ปัญญาก็เกิด ผู้ได้ปัญญาอันนี้เรียกว่า นามรูปปริจเฉทญาณ คือผู้เข้าไปดูเห็นความจริงด้วยปัญญาของตนว่า สรรพสิ่งในโลกนี้ที่เราหลงเข้าใจผิดคิดว่ามีสารพัดอย่าง แท้จริงแล้วมีนามอย่างหนึ่งและมีรูปอย่างหนึ่ง ทั้งนามทั้งรูปมันไม่ได้ปรากฏอยู่เสียด้วย กระทบแล้วก็หายไปหมดโดย พี่เณร...นำมาฝาก [31 ต.ค. 2551 , 08:29:06 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )
สลักธรรม 4![]()
เมื่อเวลาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น มันมีเรื่องการปฏิบัติอยู่หลายหัวข้อด้วยกัน เช่น กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ทั้งหมด ๔ อย่าง ดูกาย ดูเวทนา ดูจิต ดูธรรม
แต่เวลาเข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้น เมื่อเราเข้ายังต้น ๆ อยู่ หมายถึงเราเพิ่งจะเข้าวิปัสสนาใหม่ ๆ ถ้าเราไปพิจารณาเรื่องนาม เรื่องธรรมานุปัสสนา เป็นต้น พิจารณายากมากเพราะอารมณ์นั้นละเอียดมันเหมาะสำหรับผู้เข้าปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนานแล้วหรือผู้มีปัญญาเป็นพิเศษ ถ้าผู้ใดมีปัญญาเป็นพิเศษหรือผู้เข้าปฏิบัติกรรมฐานมีความคล่องแคล่วว่องไวดีแล้ว ก็ใช้อื่น ๆ ได้ทุกอย่าง
มีคนที่ไม่เข้าใจเราและชอบพูดออกวิทยุอยู่เสมอว่า มีอย่างหรือให้กำหนดดูรูปนั่ง รูปนอน รูปยืน รูปเดิน ๔ รูป เขาไม่ได้เข้าใจเลย การที่เราให้กำหนด ๔ รูปนี้สำหรับคนเริ่มต้น ถ้าเขาชำนาญแล้ว เขาก็กำหนดหมดทุกอย่างแล้วแต่อะไรมันเด่นก็เอาอันนั้น
เช่น เวลานี้คิดมาก ดูจิต เวลานี้กำลังเวทนามาก ปวด ว่าเรานั่งให้ได้นี่ข้อหนึ่ง อีกข้อหนึ่ง เรามีความหลงผิดคิดว่านั่งสบาย ทำไมเล่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้สอนว่า ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นทุกข์ แต่เรากลับเข้าใจผิดตรงกันข้ามว่า ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นสุข แล้วทำไมเราไม่เห็นว่าทุกข์ อะไรเป็นเครื่องปิดบังให้มองไม่เห็น ?
ท่านนักศึกษา อะไรเล่าครับเป็นเครื่องปิดบังให้มองไม่เห็นเสียงที่มากระทบหูแล้วเราก็ได้ยิน ตัวการปิดบังก็คือความรวดเร็วของมัน ทั้งของรูปก็รวดเร็วมากระทบหู และของจิตรับกระทบก็รวดเร็ว มันเกิดดับรวดเร็วเหลือเกิน จนกระทั่งเราจับมันไม่ได้ ความรวดเร็วนั้นมันเหมือนกับทำให้เราตกอยู่ในความโง่ เป็นอวิชชา เราจึงจับความจริงไม่ได้ว่า รูป นาม กระทบแล้วหายไป เราจับมันไม่ทันเพราะความรวดเร็วนั้น
ดังนั้น ถ้าเราถามว่า เป็นเสียงมากระทบหูอะไรเป็นตัวปิดกั้นไม่ให้เรารู้ความจริง เราก็ตอบว่าเพราะความรวดเร็วของมัน ทั้งรูปทั้งนาม มันเกิดดับรวดเร็วมาก เราดูไม่ทัน มันก็เกิดดับของมันอยู่ ที่จริงมันก็เกิดดับรวดเร็วแต่ไม่ได้เกี่ยวกับเราจะดูเกิดดับรวดเร็ว เราตั้งคำถามว่า นั่ง ทำไม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงว่าเป็นทุกข์ เมื่อพระองค์ว่าเป็นทุกข์แล้วเราทำไมไม่เห็น ยืน เดิน นั่ง นอนเป็นทุกข์ ใครต่อใครเขาก็อยู่ไปวัน ๆ เขาไม่ได้มานั่งคิดนั่งอ่านว่า ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นทุกข์เหลือเกิน อะไรมากั้นให้เราเห็นทุกข์นี้ไม่ได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [31 ต.ค. 2551 , 08:37:28 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )
สลักธรรม 5![]()
เครื่องปิดบังไม่ให้เห็นทุกข์จากการนั่ง อิริยาบถใหม่ปิดบังทุกข์ท่านนั่งอยู่ นั่งเฉย ๆ ได้ที่ไหน เดี๋ยวต้องขยับตัว เปลี่ยนท่านั้น อะไรบังคับให้เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแก้ไขอยู่เรื่อยเพราะอะไร เพราะความทุกข์ นั่งท่านี้ไม่ได้ มันเมื่อย เราก็ขยับตัวนั่งอีกท่าหนึ่ง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หรือนั่งไม่ไหวก็ลุกขึ้นเดิน เดินเมื่อยทนไม่ไหวก็มานอน นอนไม่ไหวก็มายืน เพราะฉะนั้นเปลี่ยนอิริยาบถนั่งเป็นนอน จากนอนเป็นยืน จากยืนเป็นเดิน เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอิริยาบถทั้ง ๔ อย่าง
การเปลี่ยนอิริยาบถใหม่ปิดบังขวางกั้นความทุกข์เสีย ปรมัตถธรรมที่แสดงออกมาโดยอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งมีสัพพัญญูนี้ไม่ห่วงเลยว่าใครจะมาตั้งแง่ เรื่องนี้ไม่จริง เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้ ไม่ได้ห่วง ขอท่านนักศึกษาพิจารณาดู ถ้านั่งไม่เป็นทุกข์แล้ว ลองนั่งนิ่ง ๆ นาน ๆ มันก็เป็นทุกข์แน่นอน ปัญหาไม่มี นั่งเป็นทุกข์แน่นอน ถ้าไม่กระดุกกระดิก เฉย ๆ จะทนอยู่ได้ไม่นาน เมื่อนั่งเป็นทุกข์ดังนี้แล้วเราจะทำอย่างไรเล่า เราก็ลุกขึ้นยืน พอยืนแล้วนั่งหายทุกข์หรือยัง ความทุกข์จากนั่งมีไหม ไม่มีแล้วเพราะนั่งเปลี่ยนท่าแล้ว นาน ๆ เปลี่ยนอิริยาบถยืน พอยืนปุ๊บความทุกข์จากนั่งก็หาย เพราะฉะนั้น อิริยาบถยืนที่เปลี่ยนใหม่จึงกั้นไม่ให้เห็นความทุกข์ในการนั่ง
ยืนอยู่สักพักเมื่อยอีกแล้วก็เลยเดิน เดินเป็นอิริยาบถใหม่ขวางกั้นทันที ทุกข์จากยืนไม่เห็นแล้วแล้วก็นอน ถ้านอนสบายก็นอนไป เตียงนอนอ่อนนุ่มน่านอนสบาย พอนอนใหม่ ๆ ก็ว่าสบาย ประเดี๋ยวขยับตัว
เพราะฉะนั้นจึงเห็นได้ว่า ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นทุกข์ เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ มันทนอยู่ในอาการเหล่านั้นไม่ได้ แต่ทำไมผู้คนจึงมองไม่เห็นก็เพราะว่าเปลี่ยนไปไม่ได้ดู เดี๋ยวก็นั่ง นอน ยืน เดิน กลับไปกลับมาวันยังค่ำ ตั้งแต่เช้าขึ้นมา ยืน นั่ง นอน เดิน กี่หนแล้วนับไม่ไหว ทำไมจึงต้องยืน นั่ง นอน เดิน มันทนอยู่ในสภาพนั้นไม่ได้ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทำไมไม่รู้ว่า ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นทุกข์ ไม่ได้ดูเลย
เพราะฉะนั้นอิริยาบถใหม่พอเปลี่ยนปุ๊บปิดบังความทุกข์ที่อยู่ในอิริยาบถเก่า มันเปลี่ยนไปอยู่อย่างนี้วันยังค่ำ ดังนั้นตลอดวันหนึ่งเราจึงไม่เห็นทุกข์เลย ยกเว้นคนที่แก่แล้วจะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน เห็นทุกข์บ่อย แต่ทุกข์ไม่ใช่มองดูแต่รู้สึกประกาศตัวออกมาเท่านั้นเอง ไม่ใช่มองดูว่าทุกข์นี้ไม่ใช่เราไม่ได้คิดอย่างนั้น ดูเฉย ๆ ดูชนิดที่ไม่มีปัญญา ดูมันที่ว่าทนไม่ไหว เช่น ปวดเหลือเกิน ลุกขึ้นยืน ไม่ได้ดูให้มีปัญญา ดูเพราะประกาศออกมาว่า มันเร่าร้อนก็ดูเห็นเท่านั้นเอง เหมือนคนเจ็บปวด พอเจ็บปวดก็เห็นความเจ็บปวดแต่ไม่ได้ดูให้มีปัญญา
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [31 ต.ค. 2551 , 08:44:52 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )
สลักธรรม 6
มาศึกษาต่อค่ะ
เมื่ออ่านแล้ว จากตัวอย่างที่ท่านอาจารย์ยกมานั้น จะเห็นได้เลยนะคะว่า คนเราโง่หลงอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เกิด แม้แต่เรื่องเกี่ยวกับตัวเราเองแท้ๆ เกิดกับเราต่อหน้าต่อตาทุกวี่ทุกวัน ก็ไม่เคยสังเกตรู้เลย เรื่องง่ายๆ ก็การเปลี่ยนอิริยาบทต่างๆ เปลี่ยนด้วยความเคยชิน ไม่เคยสำเหนียกรู้เลยว่าเปลี่ยนเพราะอะไร ....
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำความรู้เสริมสร้างปัญญาเช่นนี้มาให้ได้ศึกษาเล่าเรียนเป็นประจำ......อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [31 ต.ค. 2551 , 10:20:22 น.] ( IP = 124.121.177.240 : : )
สลักธรรม 7
รู้สึกดีจังเลยค่ะที่ได้มาอ่านเรื่องวิปัสสนากรรมฐานตั้งแต่เช้า ...ทำให้เกิดเป็นเสมือนกรอบของการดำเนินชีวิตวันนี้ให้ดีที่สุดด้วยความมีสติและปัญญาในการรับรู้อารมณ์ต่างๆ
กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะโดย น้องกิ๊ฟ [31 ต.ค. 2551 , 10:20:44 น.] ( IP = 125.27.171.0 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |