มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มนุสสธัมมกถา




มนุสสธัมมกถา
ถวายพระธรรมเทศนา
แด่
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
โดย
พระราชวิจิตรปฏิภาณ (สุนทร ญาณสุนฺทโร ป.ธ.๕)
วัดสุทัศนเทพวราราม แขวงราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
ณ วัดสนามพราหมณ์ จังหวัดเพชรุบรี
วันอังคาร ที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๕๑




ขอถวายพระพร เจริญพระราชสิริสวัสดิ์พิพัฒนมงคลพระชนมสุขทุกประการ จงมีแด่สมเด็จบรมบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ บัดนี้ อาตมภาพจักรับพระราชทานถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนาในมนุสสธัมมกถา ฉลองพระเดชพระคุณประดับพระปัญญาบารมี ถ้ารับพระราชทานถวายวิสัชนาไปมิได้ต้องตามโวหารอรรถาธิบายแห่งพระธรรมเทศนาบทใดบทหนึ่งก็ดี ขอเดชะพระเมตตาคุณ พระกรุณาคุณ พระขันติคุณ จงทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานอภัยแก่อาตมะผู้มีปัญญาน้อย ขอถวายพระพร

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
ธมฺมจารี สุขํ เสตีติ


ณ บัดนี้ จักรับพระราชทานถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนาในมนุสสธัมมกถา ฉลองพระเดชพระคุณประดับพระปัญญาบารมี โดยพระราชศรัทธาและพระราชกุศลใคร่ทรงสดับพระธรรมเทศนาแห่งสมเด็จบรมบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ

ที่กล่าวว่า “โดยพระราชศรัทธา” คือทรงกอปรด้วยพระราชศรัทธาเชื่อมั่นอย่างเที่ยงแท้ว่า ตถาคตโพธิสัทธา พระพุทธเจ้ามีจริง ตรัสรู้จริง หนึ่ง, กัมมสัทธา ทรงเชื่อหลักกรรมที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ หนึ่ง, วิปากสัทธา ทรงศึกษา พิเคราะห์ ตามคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่ากรรมให้ผลจริง จากอดีตชาติสู่ปัจจุบันชาติ จากอดีตเมื่อการกระทำนั้นผ่านไปพ้นเพียงชั่วอึดใจเดียวสู่ปัจจุบันคือขณะนั้น ๆ หนึ่ง, กัมมัสสกตสัทธา ทรงเชื่อว่าสัตว์เหล่าใดทำกรรมใดไว้ดีหรือเลว ก็ต้องเป็นผู้รับมรดกกรรมนั้นหนึ่ง

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [31 ต.ค. 2551 , 12:14:19 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



ในความเชื่อเรื่องกรรมนั้น สามารถมองเห็นได้โดยเทียบในปัจจุบัน คือเห็นความแตกต่างระหว่างมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย จึงพิจารณาตามหลักกรรมอันเป็นคำสอนของสมเด็จพระชินวรพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งปรากฏในจูฬกัมมวิภังคสูตร อันมองปัจจุบันแล้วทะลุลั่นไปสู่อดีต โดยสรุปก็คือ

คนที่มีอายุยืนยง................... เพราะไม่ปลงชีวิตสัตว์
คนร่ำรวยทรัพย์สมบัติ............เพราะชอบบำเพ็ญทาน
คนมียศศักดิ์อัครฐาน.............เพราะเป็นคนไม่ขี้อิจฉา
คนมีรูปร่างงามโสภา..............เพราะเป็นคนไม่ขี้โกรธ
คนไม่มีโรคภัยให้ทุกข์โทษ.....เพราะไม่ทรมานสัตว์
คนชื่อเสียงไม่วิบัติ................ เพราะรักษาศีล
คนไม่ถูกคดีหมิ่น...................เพราะไม่ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น
คนมีบริวารดาษดื่น ............... เพราะมีเมตตา
คนมีปัญญา...........................เพราะชอบสดับธรรม

คำว่า “คนมี” ทั้ง ๑๐ ประการนั้น คือวิบากและเป็นกัมมัสสกตกรรมในฝ่ายดีอันเห็นได้ในปัจจุบัน คำว่า “เพราะ” คือเหตุแห่งกรรมในอดีต

ในกัมมัสสกตกรรมนั้น มีข้อเดียวที่มิใช่เป็นผลกรรมเก่าเท่านั้น แต่เป็นกรรมใหม่ของบางคนที่ถูกกระทำ คือ การใส่ร้ายป้ายสีนั้น อาจเกิดมีขึ้นได้ เพราะคนเข้าใจผิด อิจฉา หาทางโค่นล้ม ซึ่งผู้กระทำมีจิตมืดมิดด้วยมิจฉาทิฏฐิ ได้กระทำต่อผู้ที่เป็นคนดี คนมีคุณ คนมีบุญ คนมีบารมี ผู้ใดกระทำการใส่ร้าย มุ่งร้าย ปองร้าย ทำร้าย ผู้กระทำนั้นย่อมได้รับผลเองทั้งในปัจจุบันชาติและอนาคตชาติ คือย่อมได้รับความวิบัติ ๑๐ ประการ ดั่งที่สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ได้แสดงไว้ในขุททกนิกายแห่งธรรมบทว่า....

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [31 ต.ค. 2551 , 12:22:33 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 2



โย ฑณฺเฑน อฑณฺเฑสุ อปฺปทุฏฺเฐสุ ทุสฺสติ
ทสนฺนมญฺตรํ ฐานํ ขิปฺปเมว นิคจฺฉติ
เป็นอาทิ ถอดพุทธภาษิตแปลเป็นความว่า...

ผู้ใดใจสามานย์.................................ทำลายราญผลาญคนดี
ด้วยทุบหรือด่าตี...........................................หรือด้วยเล่ห์เพทุบาย
ทำลายความดีงาม.............................ด้วยข่าวทรามจนเสียหาย
ผู้นั้นพึงมั่นหมาย .........................................รับเคราะห์ร้ายอันช้ำตรม
หนึ่ง เกิดโรคาพาธ.............................โรคอุบาทว์สาดสาสม
ดุจมีดอันแหลมคม ......................................เชือดแทงอยู่มิรู้วาย
สอง เสียซึ่งสินทรัพย์...........................รวยแล้วกลับล่มสลาย
ขัดสนจนวันตาย.......................................... อย่ามั่นหมายมีอยู่กิน
สาม ถูกคนเกลียดชัง......................... ไปกระทั่งทั่วทุกถิ่น
ถูกตีด่าเป็นอาจิณ.........................................ถูกทำร้ายกายพิการ
สี่ โรคอันแรงร้าย ............................... เกิดในกายมหาศาล
ไร้แพทย์พยาบาล ........................................ หาหยูกยามาบรรเทา
ห้า จิตของผู้นั้น.................................. ต้องจาบัลย์พลันโศกเศร้า
ฟุ้งซ่านร่านร้อนเร่า........................................บางคนหนาเป็นบ้าบอ
หก รับราชการ....................................ยศดักดานพาลทดท้อ
เพราะผลตนคดงอ.........................................ต่อผู้ไม่ให้ร้ายตน
เจ็ด ถูกเขาเล่าลือ...............................ต้องเสียชื่อทุกแห่งหน
เผอิญให้เดินชน............................................คดีความเลวทรามเอง
แปด เล่าเขาเหล่านี้ ........................... ย่อมเป็นที่หน่ายเขนง
ญาติปล่อยลอยเท้งเต้ง..................................เกลียดชังหน้าระอาใจ
เก้า มีธุรกิจ .......................................ก็เพี้ยนผิดจนเผลอไผล
กอปรการงานใดใด......................................ผลกำไรไม่เกิดมี
สิบ ไซร้ไฟไหม้บ้าน............................ทรัพย์ศฤงคารพาลป่นปี้
อุทกภัยไม่ปรานี...........................................วาตภัยไล่บีฑา
ผู้ใดใจสามานย์.................................ทำลายราญคนดีหนา
พินาศสิบมาตรา.......................................... มรณาตกนรก

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [31 ต.ค. 2551 , 12:32:48 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 3



ข้อต่อมาที่กล่าวว่า “มีพระราชประสงค์”คือ มีพระราชประสงค์ ๒ ประการ คือ มีพระราชประสงค์ทรงบำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุให้ครบ ๑๐ ประการ และมีพระราชประสงค์ทรงนำพาพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชบริพาร ข้าราชการ ข้าราชสำนัก และปวงพสกนิกรทั้งหลาย ให้มีโอกาสร่วมในการทรงบำเพ็ญพระราชกุศลบุญกิริยาวัตถุทั้ง ๑๐ ประการ อันนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ก่อให้กิดความปลื้มปีติใจแก่ตนเองว่าตนเองยังได้มีโอกาสร่วมการบำเพ็ญพระราชกุศลโดยพระมหากรุณาธิคุณ

เช่นเมื่อก่อนจะมาก็อาจมีผู้ถามว่า “วันนี้จะไปไหน” ก็สามารถตอบได้ว่า “ไปฟังธรรมร่วมกับพระราชินี” เมื่อกลับไปถึงที่ทำงานหรือที่บ้านช่องห้องหอของตน ก็ต้องมีผู้ถามว่า “ไปไหนมา” ก็สามารถตอบได้อย่างภาคภูมิใจว่า “ไปฟังเทศน์กับพระราชินี พระราชินีทรงเปิดโอกาสให้ได้ฟังเทศน์ด้วย” ข้อนี้นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ บรรดาปวงท่านทั้งหลายได้ร่วมในการพระราชกุศล เรียกว่าได้พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ทำบุญร่วมชาติ ตักบาตรร่วมขัน ปลูกต้นไม้ร่วมต้น สร้างกุศลร่วมกัน ที่สำคัญก็คือพสกนิกรมิต้องกังวลด้วยระเบียบข้อปฏิบัติใด ๆ อันเป็นเรื่องของระเบียบราชสำนัก แต่ควรดำรงจิตตั้งอยู่ในระเบียบบุญอันเรียกชื่อว่า “ศาสนพิธี”

ขอพระราชทานแจกแจงเรื่องบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ประการ ที่สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ได้ตรัสทางบุญไว้คือ

ทานมัย บุญเกิดจากการให้ทาน
ศีลมัย บุญเกิดจากการรักษาศีล
ภาวนามัย บุญเกิดจากการกำจัดมลทินในใจ
อปจายนมัย บุญเกิดจากการกราบไหว้บูชา
เวยยาวัจจมัย บุญเกิดจากการอาสาช่วยงาน
ปัตติทานมัย บุญเกิดจากการบอกงานบุญและแบ่งผลบุญ
ปัตตานุโมทนามัย บุญเกิดจากการร่วมทุนและมีใจอนุโมทนา
ธัมมเทสนามัย บุญเกิดจากการนิมนต์พระมาแสดง สอนสั่ง
ธัมมัสสวนามัย บุญเกิดจากการฟังแล้วนำไปปฏิบัติ
ทิฏฐุชุกรรม บุญเกิดจากการกำจัดความเห็นผิดในจิตของตน

ถ้าการบุญใดไม่มีการสดับธรรม กระบวนบุญที่จะให้ผลทั้งในชาตินี้และชาติหน้าก็ขาดหายไปหลายประการ ดังนั้น ในการที่สมเด็จบรมบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ทรงมีพระราชหฤทัยใน “ธัมมเทศนามัย” คือ ทรงใคร่ศึกษาพระธรรม สนทนาธรรม สดับธรรม อีกทั้งทรงมีพระมหากรุณาธิคุณแสดงธรรม โดยทรงเลือกคัดจัดสรรธรรมะ แล้วทรงบันทึกพระสุรเสียงเพียงดังองค์ท้าวมหาพรหมแล้วพระราชทานแก่ชนทั่วไปนั้น แสดงถึงพระราชหฤทัยที่มั่นในธัมมกามตา ย่อมนำมาซึ่งความรุ่งเรืองแห่งปัญญาในพระองค์และผู้จงรักภักดี ดังพุทธภาษิตที่มีอยู่ว่า

ธมฺมกาโม ภวํ โหติ ผู้ใคร่ในธรรมะ เป็นผู้เจริญ ดังนี้

เมื่อพระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ ข้าราชบริพาร และพสกนิกรทั้งหลาย ทราบพระราชอัชฌาศัยแห่งสมเด็จบรมบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐแล้ว ก็ควรที่จะได้ขวนขวายร่วมในการพระราชกุศลทุกครั้งไป จักได้ตามเสด็จไปในทุกที่ทุกแห่งทุกภพทุกชาติ จนถึงแดนอมตมหานฤพาน

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [31 ต.ค. 2551 , 12:42:21 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 4



กตัญญูกตเวทีต่อบิดามารดา

ตั้งใจเล่าเรียนศึกษา ตั้งหน้าทำกิน รักษาศีล ๕ ให้กายวาจาหมดจด รักษาศีลอุโบสถเพื่อเปลื้องปลดราคะ แผ่เมตตาเพื่อกำจัดโทสะ ทำบุญสุนทานเพื่อประหารโลภะ
สวดมนต์เพื่อชำระกิเลส
อ่านธรรมฟังเทศน์เพื่อเสริมปัญญา
บำเพ็ญสมถะวิปัสสนาเพื่อถอนตัณหาอุปาทาน

ประการที่ ๑ กตัญญูต่อบิดามารดา คือบุตรธิดาพึงระลึกถึงว่า บิดามารดาเป็นผู้มีพระคุณอย่างเลิศล้น คือ เป็นผู้ที่อุ้มไม่หนัก,เหนื่อยไม่พัก,รักไม่ลวง,ห่วงไม่เลิก,เบิกไม่คิด,ผิดไม่แค้น, ตายแทนลูกได้, ถ้าจะกล่าวถึงบิดามารดาโดยสถานะ ท่านก็ดำรงอยู่ใน ๔ สถานะ คือเป็นพระพรหม เป็นบุรพาจารย์ เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้สงเคราะห์ ดังพระพุทธพจน์ว่า

พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร
อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ ปชาย อนุกมฺปกา
ถอดแปลเป็นใจความว่า...

พ่อแม่เป็น. พรหมสี่พักตรารักษาลูก
สอนผิด-ถูกจริยา อาจารย์ใหญ่
เป็นอรหันต์ทองคำผ่องอำไพ
เป็นผู้ให้ ให้ให้ ใครมิปาน


สถานะของความเป็นพระพรหมคือ มีเมตตา มีความรักและปรารถนาดีตลอดเวลา, กรุณา มีใจการุณย์พร้อมช่วยเหลือ, มุทิตา มีใจยินดีปรีด์เปรมเมื่อบุตรธิดาได้ดีมีสุข, อุเบกขา ไม่เติมให้ช้ำยามตกระกำลำบาก ดังจะเห็นได้จากความเป็นพระพรหมของบิดามารดา คือ

คิดถึงลูกก็เยี่ยมหน้ามาให้เห็น
ยามลำเค็ญปรากฏหน้า มาช่วยเหลือ
ยามได้ดีหน้าปรีดามาจุนเจือ
ตกต่ำเหลือหน้าพ่อ-แม่แค่สองคน


สถานะของความเป็นบุรพาจารย์ คือสอนอาจาระได้แก่กิริยาอัชฌาศัย ให้ดำรงในคุณธรรม โดยทำตนเองเป็นต้นแบบ เพื่อให้บุตรธิดาซึ่งเป็นต้นกล้าประพฤติตาม

สถานะของความเป็นอรหันต์ทองคำ คือไม่ประพฤติตนทุจริต ไม่มีจิตประกอบด้วยโลภโมห์โทสันในบุตรธิดา

สถานะในความเป็นผู้ให้ได้แก่บุตรธิดา คือให้ ๑๐ประการ ได้แก่ ให้มีกาย ให้การเกิด ให้มีกิน ให้ที่อยู่ ให้มีความรู้ ให้มีคู่เบียด ให้มีเกียรติ ให้มีบุญ ให้มีทุนไปปรโลก ให้มีธรรมะดับโศกในจิตใจ

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [31 ต.ค. 2551 , 12:55:03 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 5



เมื่อบุตรธิดาได้ทราบถึงพระคุณอันเทียบด้วยฟ้ามหาสมุทรแล้ว ก็พึงกตัญญูกตเวที คือ เมื่อรู้พระคุณแล้วก็ตอบแทนพระคุณด้วยปฏิบัติต่อมารดาบิดา ดังนี้


เป็นลูกต้อง เชื่อฟัง คำสั่งสอน
เอื้ออาทร กิจธุระ ไม่ผละหนี
รักษาทรัพย์ เกียรติตระกูล คูณทวี
เลี้ยงให้มี อยู่กิน สิ้นลำเค็ญ

แทนไม้เท้า ยามพ่อแม่ แก่ชรา
แทนดวงตา ยามพ่อแม่ แลไม่เห็น
แทนพยาบาล หมอบเฝ้า ทุกเช้า-เย็น
เป็นลูกแก้ว เนรมิต ดั่งคิดปอง

ยามพ่อแม่ ใกล้ล่วงลับ ดับชีวิต
ประคองจิตให้สดใส ไม่หม่นหมอง
ครั้นตายลง ปลงจิต คิดไตร่ตรอง
จัดงานศพ ให้สอดคล้อง ประเพณี

ทั้งเก้าข้อ เก้าขั้น นี้นั่นหนา
องค์สมเด็จ พระศาสดา ทรงบ่งชี้
เรียกว่า “ลูก- กตัญญู กตเวที”
ทำแล้วมี มงคล แก่ตนเอย



บุตรธิดาผู้กตัญญูกตเวทีทั้ง ๙ ขั้นดังพรรณนามา ย่อมจะได้รับอุดมมงคลแก่ตน ๖ ประการ คือ ยามตกต่ำไม่มีสูญหาย ถึงคราวตายก็ฟื้น ปืนยิงไม่ออก หอกแทงไม่เข้า เทพเจ้ารักษา พระราชาหรือผู้บังคับบัญชาโปรดปราน สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ได้ทรงบำเพ็ญมาและได้รับผลานิสงส์เช่นคราวครั้งเมื่อเสวยพระชาติเป็นพระยาช้าง,เป็นพระมหาชนก, เป็นวานรโพธิสัตว์, เป็นโคชื่อนันทิยะ, เป็นสุวรรณสามดาบส เป็นต้น

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [31 ต.ค. 2551 , 13:01:14 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 6



ประการที่ ๒ ตั้งใจเล่าเรียนศึกษา ข้อนี้สมเด็จพระนรเชษฐ์ศาสดาได้ตรัสถึงการพัฒนาตนให้มีความรู้ ๔ ประการ คือ

สุตะ ตั้งใจดู สดับ จับประเด็น
จินตะ มีวิจารณปัญญาเห็นสิ่งอันเป็นคุณและโทษ
ปุจฉา สงสัยไม่สั่งสมอมความเฉาโฉด
ลิขิตะ จดจารึกเพื่อเป็นประโยชน์ต่อการทบทวนค้นคว้า

ถอดความว่า....

เป็นนักเรียน เพียรดู-ฟัง ด้วยตั้งจิต
เป็นนักเรียน เพียรขบคิด ปริศนา
เป็นนักเรียน หมั่นไต่ถาม ตามวิชา
เป็นนักเรียน จับปากกา จารึกเอย


ประการที่ ๓ ตั้งหน้าทำมาหากิน คือเข้าสู่กระบวนการทำงานอันเป็นอาชีพ เพื่อเลี้ยงปากท้องของตนและบุคคลที่เกี่ยวข้อง แต่ทั้งนี้ต้องมีวิธีการทำงานบริหารตน ดังนี้

ทำงาน คือ ทำงาน....................อย่าริอ่านมาทำงอน
สั่งงานทุกขั้นตอน.....................ต้องจารึกบันทึกไว้
ส่งงานให้ตรงคน......................จะมีผลความวางใจ
ระวัง และ ว่องไว..................... ให้ถ้วนถี่เร่งรี่ทำ
กิริยามารยาท...........................อย่าอุกอาจและล่วงล้ำ
ยึดมั่นขันติธรรม.......................ประคองใจไม่วู่วาม
ขัดข้อง ต้อง สิ่งใด.....................หรือสงสัยให้สอบถาม
พินิจและติดตาม ......................ให้ถ้วนถี่หน้าที่ตน
เงินทองต้องประหยัด.................กลัววิบัติและขัดสน
จ่ายมากจะยากจน.....................เป็นหนี้สินคนนินทา
การพนันจงหันหนี......................เป็นสิ่งที่กาลีหนา
เธคคลับและผับบาร์ ..................อีกสุราอย่าภิรมย์
ว่างงานอ่านหนังสือ....................หมั่นหาซื้อมาสะสม
ความรู้หรือคือขนม ...................ชีวิต งาน หวานชื่นใจ
เจ้านายต้องเคารพ.................... พร้อมนอบนบและกราบไหว้
เพื่อนวานงานใดใด................... รีบทำให้อย่าไฉแช
กฎเกณฑ์ปฏิบัติ.........................อย่าเหลี่ยมจัดตั้งข้อแม้
อย่าหัวหมอทำงอแง................... หรือตั้งแง่กับนายงาน
เงินทองตรองตระหนัก............... จงตั้งหลักและปักฐาน
ไร้ทุกข์สุขสราญ ........................ถ้ามีบ้านเป็นของตัว
เลี้ยงพ่อและเลี้ยงแม่..................จงดูแลให้ถ้วนทั่ว
ลูกเมีย และ ลูกผัว..................... อย่าเลยละหน้าที่เรา
ทาน ศีล ภาวนา...........................อย่าร้างราเถิดหนาเจ้า
เป็นทุนหนุนนำเข้า .....................สู่สวรรค์ นิพพาน แล.

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [31 ต.ค. 2551 , 13:14:53 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 7

ประการที่ ๔ คือ รักษาศีล ๕ ให้กายวาจาหมดจด ได้แก่ศีลกิจกรรมและศีลกิจวัตร ศีลกิจกรรมคือสมาทานศีลในงานบุญพิธีและกุศลพิธี ส่วนศีลกิจวัตรคือสมาทานในวันพระ หรือเป็นนิจศีลตลอดชีวิต เพื่อให้กายวาจาหมดจด เมื่อได้รักษาศีลแล้ว ศีลก็อำนวยอานิสงส์แก่ผู้รักษา ประมวลได้ว่า

ศีลเป็นแก้วมณีที่มีแสง
ศีลเป็นกำแพงป้องกันความชั่วและคนชั่ว
ศีลเป็นอาภรณ์ประดับตัว
ศีลป้องกันความเมามัวจากอบาย
ศีลเป็นเหมือนเกสรที่ภมรแสวงหา
ศีลเป็นที่ศรัทธาของคนทั้งหลาย
ศีลส่งขึ้นสู่สวรรค์ครั้นเมื่อตาย
ศีลเป็นถนนสายเอกสู่พระนิพพาน


ประการที่ ๕ รักษาศีลอุโบสถเพื่อเปลื้องปลดราคะ ได้แก่การสละสลัดเครื่องผูกมัดรัดรึงคือ บุตร ธิดา สามี ภรรยา สมาทานอุโบสถศีลในวันพระด้วยการค้างคืนที่วัดหรือปฏิบัติที่บ้าน ถ้าไม่มีความจำเป็นประการใด ก็ให้ค้างคืนที่วัด ถ้าจำเป็นก็ปฏิบัติที่บ้าน เป็นการบ่งบอกถึงความสละละวางเรียกว่าตัดบ่วงห่วงมารเสียได้

ประการที่ ๖ แผ่เมตตาเพื่อกำจัดโทสะ คือการกำจัดโทสะพยาบาทอาฆาตเบียดเบียน ด้วยการเจริญเมตตาภาวนาว่า

สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกัน
ทั้งหมดทั้งสิ้น อย่าได้มีเวรแก่กัน อย่าได้เบียดเบียนกัน อย่าได้พยาบาทกัน จงรักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

การแผ่เมตตานี้นิยม ๒ วาระ คือ หลังจากทำความดีและก่อนที่จะเข้านอน เพื่อชำระใจให้หมดจดจากโทสะพยาบาทอันเป็นนิวรณ์ตะกอนใจ ผู้ภาวนาต้องปลงพยาบาทให้ตก อย่าโกหกพระพุทธเจ้า ย่อมได้รับอานิสงส์ของการเจริญเมตตา ๑๑ ประการ อย่างน้อยที่สุดผู้ภาวนาก็เกิดสภาวะ ๓ ประการ คือ ปากสวย หน้าใส ใจเป็นสุข

ประการที่ ๗ ทำบุญสุนทานเพื่อประหารโลภะ คือการรู้จักการเสียสละด้วยรู้ผลของการเสียสละว่า “มือที่หงายแล้วกำ ไม่สู้มือที่คว่ำแล้วแบ เพราะมือที่หงายแล้วกำสร้างแต่ความช้ำชอก ส่วนมือที่คว่ำแล้วแบออกสร้างแต่ความชื่นใจ” การสละวัตถุอันบุคคลมุ่งมาดปรารถนาให้เป็นสาธารณประโยชน์นั้น เป็นการกำจัดทุกข์ สร้างสุขและสมบัติแก่ตนเอง ทั้งในชาตินี้และชาติหน้า

ประการที่ ๘ สวดมนต์เพื่อชำระกิเลส คือกิเลสจะหมดไปจากใจตนเพราะการสวดมนต์ไหว้พระ อย่างน้อยวันละ ๒ เวลา คือ เช้าและก่อนนอน การสวดมนต์มีผลดี คือมนตรากำจัดมลทิน มนต์กำจัดมาร และที่สูงสุดคือสวดมนตราจนเกิดเป็นมนต์ขลังพลังจิต พิชิตทุกข์ภัยโรค อำนวยโชค และกำจัดสรรพเสนียดจัญไร โดยมีข้อแม้ว่า “สวดให้ถูกธรรมเนียม สวดให้ถูกทำนอง”

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [31 ต.ค. 2551 , 13:21:19 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 8



ประการที่ ๙ อ่านธรรมฟังเทศน์เพื่อเสริมปัญญา คือการอ่านคำสอนในพระไตรปิฎกอันเป็นคัมภีร์แท้และถูกต้อง จากนั้นก็สดับธรรมเพื่อเสริมปัญญาบารมี

ประการที่ ๑๐ บำเพ็ญสมถะวิสัสสนาเพื่อถอนตัณหาอุปทาน ข้อนี้ต้องยึดตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ที่ได้พระราชนิพนธ์บททำวัตรเช้า เพื่อให้พุทธศาสนิกชนเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานด้วยบทสังเวคปริกิตตนปาฐะ คือการเจริญวิปัสสนาในขันธ์ ๕ อาทิว่า...รูป อนิจฺจํ รูปไม่เที่ยง เป็นต้น

หากแม้ว่ามนุษยชนเจริญด้วยมนุสสธรรม ๑๐ ประการดังถวายวิสัชนามานี้ ย่อมเป็นที่รับรองได้ว่าจะต้องได้รับสมบัติ ๓ ประการ คือ มนุสสสมบัติ คือ อยู่ก็เชิดหน้า, สวรรค์สมบัติ คือ มรณาแล้วไปสู่สวรรค์, และนิพพานสมบัติ คือ เป็นพระอรหันต์ในอนาคต

อาตมภาพรับพระราชทานถวายวิสัชนามาพอสมควรแก่พระราชศรัทธาแห่งพระราชกุศล ท้ายแห่งพระธรรมเทศนานี้ ขอพระราชทานถวายอาเศียรวาทและถวายพระพรชัยมงคล แด่สมเด็จบรมบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ในนามคณะสงฆ์และพสกนิกรทั้งที่มาสโมสรในการพระราชกุศลและมิได้มีโอกาสมาในคราครั้งนี้ว่า

โอ้ราชินี ผู้เป็นศรีแห่งสยามนามกระเดื่อง
แม่เจ้าแห่งชาวเมือง นามลือเลื่อง สิริกิติ์ ธ ทรงธรรม์ขวัญประชา
เคียงบาทองค์ภูมิพล ด้นแดนไพรไกลสุดไกลพระฟันฝ่า
เพรียบพร้อมจริยา เผยวาจาทุกน้ำถ้อย ร้อยดวงมาน ซ่านทรวง
ปราศทุกข์สบสุขสันต์ เพราะแม่นั้นเฝ้าพิทักษ์รักและหวง
คุณท่านนั้นใหญ่หลวง เป็นดั่งฝนหล่นจากสรวง สู่ปวงไทย
ข้าแต่องค์ราชินี ลูกไทยพลีชีพจงรักยิ่งเหนือใด
ร่มเกล้าเจ้าไผท ขอจงได้เกษมสุข ทุกกาลเทอญ.


ทีฆายุกา โหตุ มหาราชินี
เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้
ขอถวายพระพร





โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [31 ต.ค. 2551 , 13:32:04 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 9

กราบนมัสการท่านเจ้าคุณที่เคารพ และกราบอนุโมทนาในธรรมทานด้วยขอรับ ตามอ่านแล้วรู้สึกว่า เป็นการเทศน์แนวใหม่ครับ ผสมผสานระหว่างบทธรรมและบทกลอน หาได้ยากจริงๆครับผม.

โดย พี่เณร [31 ต.ค. 2551 , 18:58:17 น.] ( IP = 58.9.146.217 : : )


  สลักธรรม 10

กราบอนุโมทนาในธรรมทานด้วยค่ะ ได้ดูข่าวในพระราชสำนัก เห็นท่านเจ้าคุณได้ถวายพระธรรมเทศนาแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ แต่ไม่ทราบรายละเอียดของธรรมะ

กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะที่ได้นำธรรมะมาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [31 ต.ค. 2551 , 23:23:10 น.] ( IP = 58.8.55.251 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org