| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สมาธิ สุข หรือ ทุกข์.. (๖)
สมาธิ
สุข หรือ ทุกข์ ?![]()
ตอนที่ผ่านมา
ด้วยเหตุนี้ ท่านนักศึกษาก็ไม่ปฏิเสธแล้วว่า ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นทุกข์ข้อหนึ่ง และอิริยาบถใหม่ปิดบังทุกข์เก่า ท่านนักศึกษาไม่เถียงแล้วนะครับ
ปัญหาต่อไป แล้วเราจะทำอย่างไรเราจึงจะเข้าถึงความจริงของ ๒ อย่าง ให้เราเข้าไปเห็นความจริงว่า รูปนั่งไม่ใช่เรา ที่ว่าสบายนั้นไม่ใช่ เป็นทุกข์ ดังนั้นเดี๋ยวนี้เราจะเข้าวิปัสสนากรรมฐาน ด้วยความมุ่งหมายที่มีอยู่ในใจ ใครเข้าวิปัสสนากรรมฐานไม่มีมุ่งหมายไม่ได้ และความมุ่งหมายผิดก็ไม่ได้ด้วย มีความมุ่งหมายที่ถูกต้องว่าเราจะเข้าไปดูรูปนั่ง เพื่อหวังจะให้เห็นว่า นั่งนี้เป็นรูปไม่ใช่เรา ในโลกนี้มีรูปกับนามเท่านั้น นั่งนี้เป็นรูปไม่ใช่เราและนั่งนั้นหาใช่สบายไม่ ช่วยปรับความคิดเสียใหม่ว่าเราซึ่งเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรา เรานั่ง กลับเสียใหม่ให้เห็นเป็นรูปเป็นความเห็นถูก อวิชชาจะได้ไม่เกิด และให้เห็นเป็นทุกข์จะได้ไม่ไปหลงผิดคิดว่านั่งสบาย
ต่อไปนะครับ ผู้ปฏิบัติผู้ใดไม่มีเหตุผลในใจที่ถูกต้องของตนเองอยู่ ๆ ก็ไปปฏิบัติ อาจารย์ก็สั่งให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วลูกศิษย์ที่ปฏิบัติวิปัสสนาก็ทำ ผู้ใดทำตามคำสั่งโดยใจของตนเองไม่เข้าใจ วิปัสสนากรรมฐานเกิดไม่ได้ ปัญญาไม่มี เพราะต้องมีความรู้สึกในใจออกมาด้วย อย่างคนที่เขาทำช่างไม้ ใจเขารู้หรือเปล่าว่าเขาทำช่างไม้ เขาจะตัดอกไก่ตัดขื่อ เขามีใจรู้อยู่ว่าจะตัดท่าไหน ไม่ใช่ว่าคนทำช่างไม้ไม่ต้องเรียนช่างไม้ ไม่มีอะไรอยู่ในใจแล้วอยู่ ๆ จะได้ตัดได้ หรือคนหุงข้าวแกง จะแกงสักหม้อแม่ครัวจะต้องรู้ว่าใส่อะไรบ้าง สักแค่ไหนอยู่ในใจเสร็จแล้วก็ใส่ลงไปตามที่เขารู้ เพราะฉะนั้น อำนาจความรู้อยู่ในใจนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการปฏิบัติวิปัสสนา ถ้าผู้ใดไม่มีอำนาจรู้อยู่ในใจ อยู่ ๆ ก็ทำตามคำสั่งออกไป ผู้นั้นจะเรียกวิปัสสนาไม่ได้
ยกตัวอย่างเช่นอาจารย์บางท่านสั่ง ทำไปเถอะ ๆ เหตุผลในใจของผู้ปฏิบัติไม่เข้าใจ อย่างนี้เป็นต้น แม้แต่บางคนออกเสียงว่า นี่ให้เห็นเป็นรูปนะ อันนี้เป็นนามนะ ทำไมได้ยินเป็นนาม เสียงมากระทบหูเป็นรูปแล้วก็ทำไป นั่งเป็นรูปรู้เป็นนาม
นาม ผมเคยเห็นผู้เข้าปฏิบัติเพราะไม่เข้าใจในการปฏิบัติให้ลึกซึ้ง เมื่อไม่เข้าใจการปฏิบัติลึกซึ้งแล้ว ไปอ่านพระอภิธรรมมีรูปมีนาม ก็เอารูปเอานามไปใช้ แล้วก็สั่งผู้ปฏิบัติของตนว่า นี่เป็นรูป นี่เป็นนาม เสร็จแล้วก็บอกว่า นั่งเป็นรูปรู้เป็นนาม บางแห่งปฏิบัติ เช่น ก้าวเท้าเป็นรูปรู้ว่าเดินเป็นนาม บางคนก็เดินหนอ ๆ ใจรู้ว่าเดินเป็นนาม เดินเป็นรูป รู้อยู่ในใจ ไม่ได้เป็นอันขาด ทำอย่างนี้วิปัสสนาไม่เป็นวิปัสสนา ผู้รู้ต้องรู้อยู่ในใจ เหมือนช่างไม้เขารู้อยู่ในใจของเขา แม่ครัวก็รู้อยู่ในใจของเขา ว่าแกงอย่างนี้จะใส่อะไร เขารู้อยู่ในใจไม่ต้องไปท่อง ทำไปตามความรู้ เดี๋ยวนี้เราจะรู้อะไร เราจะต้องรู้เหตุผล อยู่เฉย ๆ ไม่ได้ต้องมีเหตุผล เหตุผลที่จะต้องรู้ว่าเดี๋ยวนี้เรากำลังหลงผิดคิดว่าเรานั่ง เราจะต้องรู้ในใจของเราก่อนเหมือนช่างไม้ต้องรู้วิชาช่างไม้ก่อน รู้ว่าทำไมเราจึงหลงผิดคิดว่าเรานั่ง เพราะอะไรเราหลงผิดคิดว่าเรานั่งโดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ย. 2551 , 09:19:35 น.] ( IP = 58.9.148.87 : : )
สลักธรรม 1![]()
ความจริงการที่มีรูปนั่งขึ้นมานั้นมีเหตุกับผลเท่านั้น หรือมีรูปกับนามเท่านั้น หาได้มีคนไม่ เราหลงผิดคิดเป็นเรา เหตุกับผลคืออะไรบ้าง
เมื่อมีธรรมะอะไรเกิดขึ้น มันต้องมีเหตุมันต้องมีผล ผลปรากฏมาจากเหตุ และผลปรากฏโดยไม่มีเหตุนั้นไม่ได้ ไม่ว่าธรรมะข้อไหน ต้องมีเหตุเป็นแดนเกิดทั้งสิ้น แต่ทว่าเหตุที่เป็นแดนเกิดนั้นบางทีผู้ไม่ได้ศึกษาพระอภิธรรม ไม่ได้อาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ค้นเข้าไปถึงเหตุอันลึกซึ้งไม่ถึง เดี๋ยวนี้เรามาค้นกันดูว่านั่งที่เป็นรูปนั่ง ท่าทางนั่งนี้ขึ้นมานั้น มีเหตุอะไรทำให้นั่งได้ เหตุที่นั่งได้มี ๖ ประการ
๑. เพราะอำนาจกรรมชรูปดี หมายความว่า ระบบประสาทกรรมชรูปทำด้วยระบบประสาทร่างกายทั้งหมด ประสาทกายนั่นเอง ประสาทกายทั้งหมดดี ไม่ได้เป็นอัมพาต ก็นั่งตามชอบใจได้
๒. มีจิตคิดจะนั่ง สมมติเราจะไปบางลำพู เราคิดก่อนแล้วจึงไปบางลำพู เราจะไปไหนเราต้องคิดนิดหนึ่งก่อน เพราะฉะนั้นท่านสังเกตตัวเองบ้างหรือเปล่าว่า เราจะนั่งไขว่ห้าง เปล่าเลยเราไม่ได้สังเกต อยู่ ๆ มันนั่งไขว่ห้างขึ้นมาทำไม ก็มันเร็วมากจนเราสังเกตไม่ทัน ความจริงไม่คิดก่อนแล้วนั่งไขว่ห้างได้ไหม คิดจะนั่งไขว่ห้าง คิดจะนั่งยอง ๆ คิดจะนั่งพับเพียบต้องคิดก่อน เพราะฉะนั้นมีจิตคิดจะนั่ง
๓. มีจิตสั่งให้นั่ง อันนี้หมายถึงเจตนา แปลว่าตั้งใจจะนั่งนั่นเอง ตั้งใจจะนั่งท่าไหน อันนี้ก็มีเหมือนกัน คนที่อยากจะติเราว่าบรรยายพระอภิธรรมเรื่องวิปัสสนาไม่ถูกต้อง หรืออบรมวิปัสสนากรรมฐานที่อ้อมน้อยไม่ถูกต้อง เขาบอกว่ามีหรือจะสั่งได้ จิตสั่งได้หรือ จะสั่งให้นั่ง นอน ยืน เดิน สั่งไม่ได้ ผมขอตั้งคำถามว่า ถ้าไม่มีเจตนาแล้วจะนั่งได้ไหม นั่งไขว่ห้างก็ดี นั่งยอง ๆ ก็ดี มีเจตนาสั่งเป็นถ้อยคำเท่านั้น อย่ายกเอาถ้อยคำที่พูดภาษาไทยต้องเอาความหมายของเจตนา ถ้าไม่มีเจตนาจะนั่งไขว่ห้างได้หรือในที่นี้หมายถึงจงใจหรือเจตนา ไม่ได้สั่งให้เป็นไปได้ตามชอบใจอยู่ ๆ ไปสั่งให้ตามชอบใจมันเป็นเรื่องตื้นเขินสำหรับผู้ที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ สั่งโน่น สั่งนี่ เขามีความหมายในใจว่า ที่สั่งนั้นหมายถึงเจตนา ว่าตั้งใจจะนั่งท่านี้ แล้วบังคับให้ขายกขึ้นมานั่งไขว่ห้างไม่ได้หมายถึงสั่งให้เป็นไปได้ เขาออกทางวิทยุว่า มีอย่างหรือ จิตจะสั่งอย่างนั้นอย่างนี้ มันเป็นไปตามอำนาจคำสั่งได้อย่างไร แล้วนั่งไขว่ห้างไม่เป็นไปตามคำสั่งหรือ มีเหตุประชุมกันก็นั่ง เพราะฉะนั้นจิตที่สั่งหมายถึงจงใจ คือเจตนานั่นเอง
๔. การนั่งนั้นมีอำนาจ ๒ อำนาจ อำนาจที่ให้นั่งได้มี ๒ อำนาจ เหตุประชุมกันรวมหมด แต่ตัวอำนาจที่ให้พลังงาน แปลว่าให้กำลังให้ความสามารถนั้น ได้แก่ จิตตชวาโยธาตุ แปลว่าอำนาจของจิต การที่คนเรายกของหนัก ๆ ได้ในเวลาไฟไหม้ แต่เวลาไฟเลิกไหม้แล้วยกกลับไม่ไหว ที่เป็นเช่นนั้นเพราะอำนาจจิตอันหนึ่งกำลังอำนาจมี ทางธรรมะใช้คำว่า จิตตชวาโย วาโยแปลว่าธาตุลม แปลว่า อำนาจของธาตุลม คืออำนาจของธาตุลมมาจากจิต ดังนั้นการเคลื่อนที่ได้เพราะอำนาจของจิตทำให้เคลื่อนที่ได้
๕. อุตุชวาโยธาตุ อำนาจของความร้อน ทำให้การนั่งเกิดขึ้น แปลว่าความร้อนและความเย็นช่วยทำให้การนั่งเกิดขึ้น เป็นพลังงานอันหนึ่ง อำนาจจิตคือ จิตตชวาโยธาตุ ก็เป็นกำลังอำนาจและอุตุคือความร้อนก็เป็นพลังหรืออำนาจ
๖. อาหาระชวาโยธาตุ อาหาระชะนี้ อย่าไปคิดว่า เรากินข้าว กินกับข้าว แล้วเอาตัวอาหารนั้นไปช่วยแรงงาน อย่าเข้าใจผิดอย่างนั้น ท่านอาจจะเข้าใจผิดอย่างนั้นก็ได้เพราะพูดว่าอาหาระชวาโยธาตุ ไม่ได้หมายความว่า เรากินอาหารเข้าไปเช่นโปรตีนก็ดี วิตามินก็ดี หรือคาร์โบไฮเดรต หรือไขมันก็ดี ตัวการเหล่านั้นให้พลังงาน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาหาระชวาโยธาตุ พอได้ยินคำว่าอาหาร รู้สึกว่าอาหารเหล่านั้นเป็นตัวการ ไม่ใช่ ตรงกันข้าม อาหาระชวาโยธาตุหมายถึงตรงไหน อย่างไร ผมพูดว่า ไม่ใช่อาหารที่กินเข้าไป แล้วไปก่อให้เกิดกำลังงานในร่างกายดังที่ใคร ๆ เข้าใจ
ผมขอคำอธิบายจากท่านนักศึกษา เพราะว่าอาหารนั้นละลายแล้วย่อยแล้วมันจึงก่อให้เกิดพลังงานขึ้นใช่ไหม ใช่ แล้วอุตุชวาโยธาตุ เอาไปทิ้งไว้ไหน พลังงานความร้อนมาจากอะไร มันก็มาจากอาหารที่กินเข้าไป อุตุชวาโยธาตุรวมหมด อาหารที่กินเข้าไปก่อให้เกิดพลังงานทั้งนั้น พลังงานอันนั้นมาจากอาหารเพราะฉะนั้นท่านนักศึกษาจำข้อนี้ไว้ ไม่ใช่อาหารดังกล่าวนั้น ถ้ากินอาหารเข้าไปทุก ๆ วันให้พลังความร้อนเท่านั้นจำได้หรือเปล่าที่ว่าผู้ใดกินอาหารเข้าไปจะต้องมีอาหารเท่านั้นแคลอรี่ แล้วจะต้องอาศัยความร้อนเท่าไร ทำให้ร่างกายเคลื่อนไหว ที่เราเคยเรียนสุขศึกษา หรือกายวิภาคนั่นตัวการทำให้ความร้อนเกิดขึ้น แต่ตัวอาหาระชวาโยธาตุหาใช่ตัวนั้นไม่ อาหารที่กินเข้าไปย่อมละลายแล้วเข้าไปบำรุงกรรมชรูปต่างหาก กรรมชรูปมาจากอะไร กรรมชรูปมาจาก ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ สี กลิ่น รส โอชะโดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ย. 2551 , 09:35:52 น.] ( IP = 58.9.148.87 : : )
สลักธรรม 2![]()
อุตุชวาโยธาตุให้พลังงานอันเกิดจากความร้อน อาหารที่กินเข้าไปให้แคลอรี่เป็นความร้อน แต่นี่ไม่ใช่อาหาระชะเป็นตัวการที่ย่อยเสร็จแล้วเข้าไปรวมอยู่ในระบบประสาทกาย หรือมิฉะนั้นก็อยู่ในระบบประสาทตา ระบบประสาทหมดเลย ประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย อยู่ที่ปรมาณูที่เป็นเพศหญิงชาย แล้วก็อยู่ที่หทยวัตถุ ๗ อย่างมาจากอาหาระชวาโยธาตุ มาจากอาหาระชะทั้งสิ้น อาหารที่กินเข้าไปบำรุงระบบประสาทหรือปรมาณูที่เป็นเพศ เดี๋ยวนี้เรารู้แล้ว่าการนั่งได้หาใช่เรานั่งไม่ แต่มีเหตุมาประชุมกัน ๖ เหตุ เมื่อเหตุทั้ง ๖ มาประชุมกันเสร็จแล้วนั่งจึงปรากฏ ไม่มีเรา เหตุมาประชุมกันแล้วมีผลคือให้ท่านั่งท่านี้ ท่าทางที่นั่งนี้มาจากเหตุที่มาประชุมกัน ๖ เหตุนั่นต่างหาก
ในเหตุทั้ง ๖ จิตเป็นหัวหน้า จิตตชวาโยธาตุเป็นประธานทำให้รูปนี้เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นรูปนั่งนี้เป็นรูปอันเกิดมาจากเหตุทั้ง ๖ ประการ หาได้มีคนอยู่ที่นี้ไม่ สัตว์ สิ่งของ ไม่มีทั้งนั้น มีท่าทางที่นั่งท่านี้ ซึ่งมาจากเหตุ
เพราะฉะนั้นรูปนี้เป็นผลมาจากเหตุ ๖ ประการ มีเหตุกับผลเท่านั้น หรือมีรูปกับนามเท่านั้น หาได้มีคนไม่ ดังนั้นเรากำลังหลงผิดคิดว่าเรานั่ง ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อเรากำลังหลงผิดคิดว่าเราเป็นผู้นั่งดังนี้แล้ว เราจึงดูรูปเข้าไปเพื่อให้เห็นว่าไม่มีเราอยู่ในที่นี้ มีแต่รูปเฉย ๆ ถ้าเราเห็นรูปได้เมื่อไรปัญญาก็เข้าเมื่อนั้น ทำลายอวิชชาความโงที่หลงว่าเรานั่งทันที
เพราะฉะนั้นเราจึงกำหนดรูปนั่งอยู่ตลอดเวลา เพื่อประสงค์จะทำลายเราออกไปเสียไม่ให้มันมีอยู่ เพราะถ้าเรามีอยู่ในที่นั้นแล้วอวิชชาเข้า ดูไม่ทันหรือไม่ได้ดู เราเข้าทุกที เดี๋ยวนี้ดูเห็นเป็นรูปแล้ว เราก็ออกไป อยู่ไม่ได้ แสงสว่างมาแล้ว ความมืดหนีไปแล้ว ปัญญาเข้า อวิชชาไม่อยู่ เห็นตามความเป็นจริงว่านี้เป็นรูป เราจะเข้าไปดูรูปนั่งเพื่อมิให้เห็นว่าเราเป็นผู้นั่ง ให้เห็นเป็นรูปเฉย ๆ แล้วรูปนี้มีเหตุมาประชุมทำให้นั่งโดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ย. 2551 , 09:41:17 น.] ( IP = 58.9.148.87 : : )
สลักธรรม 3![]()
แต่เวลาปฏิบัติอย่าเอาเหตุนี้มา เวลาปฏิบัติอย่าไปคิดว่าเหตุอะไรบ้างนะ เหตุมี ๖ ได้ ๕ ลืมเสีย ๑ จะไปนั่งคิดนอนคิด ไม่เอาหมด
เวลาท่านอ่านหนังสือคำว่าเรือน อย่าไปอ่านเหมือนเด็กที่อ่านทีละตัว ๆ อย่าไปคิด เวลาปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานก็ไม่คิดเหมือนกัน ดูเข้าไปเท่านั้น แต่ใจต้องรู้ก่อน เหมือนที่เด็กอ่านหนังสือรู้แล้วว่า นี่เรือน เรือนตัวนี้เป็นตัวอย่างไร ไม่ต้องไปคิดตัวผสมกัน แต่ดูเข้าไปอ่านออกไม่ออกแล้วแต่ ดูเข้าไปให้เห็น โดยทำนองเดียวกันนี้อย่าไปคิดเหตุ ๖ นั้นเวลาเข้ากรรมฐาน แต่ว่าต้องเรียนรู้ไว้ก่อน มันมีอยู่ในใจแล้วก็ดูรูปออกไป แต่ใจเรารู้อยู่ในใจอย่างหนึ่งว่า คอยจะดูให้เห็นว่า ไม่มีเราอยู่ในที่นั้น เพื่อทำลายความโง่ ความหลง
เอกญฺจ ววตฺถานมฺปิ อรูปา จตฺโร อิติ
สตฺตธา สมถกมฺมฏฺ ฐานสฺส ตาว สงฺคโห
แปลว่า แม้การเพ่งธาตุหนึ่ง อรูป ๔ ก็นับด้วย รวม
สมถกรรมฐาน ๗ หมวด จำนวน ๔๐ ดังต่อไปนี้ มีความหมายว่าในการเจริญสมถภาวนานั้นมีอารมณ์สำหรับเพ่งที่เรียกว่า สมถะกรรมฐานรวม ๗ หมวด เป็นกรรมฐาน ๔๐ คือ
หมวดที่ ๑ กสิณ ๑๐ กรรมฐานว่าด้วยสิ่งทั้งปวง
หมวดที่ ๒ อสุภ ๑๐ กรรมฐานว่าด้วยความไม่งาม
หมวดที่ ๓ อนุสติ ๑๐ กรรมฐานว่าด้วยการระลึก
หมวดที่ ๔ อัปปมัญญา ๔ กรรมฐานว่าด้วยแผ่เมตตา จิตไปไม่มีประมาณ
หมวดที่ ๕ อาหาเรปฏิกูลสัญญา หมายรู้ความปฏิกูลในอาหาร
หมวดที่ ๖ จตุธาตุววัตถานะ รวม ๑ กรรมฐานว่าด้วยกำหนดธาตุทั้ง ๔
หมวดที่ ๗ อรูป รวม ๔ กรรมฐานว่าด้วยอรูปกรรมฐานโดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ย. 2551 , 09:47:29 น.] ( IP = 58.9.148.87 : : )
สลักธรรม 4![]()
รวมหมดกรรมฐาน ๔๐ สำหรับในเรื่องนี้ก็หมายถึงว่าการทำสมาธิเพื่อทำให้จิตใจตั้งอยู่ในความสงบนั้นมีอารมณ์ที่จิตจะเข้าไปจับ หรือมีอารมณ์ที่จิตจะใช้สำหรับเพ่งรวมหมด ๔๐ พระกรรมฐานด้วยกัน หมายถึงว่าจิตของเราจับอันใดอันหนึ่งให้มั่นคง ถ้าจิตจับอันใดอันหนึ่งให้มั่นคงดังนี้แล้ว ชื่อว่าจิตนั้นตั้งอยู่บนอารมณ์อันนั้น เราแยกออกเป็น ๒ ด้วยกัน
๑.ตัวที่เข้าไปเพ่ง
๒. อารมณ์ที่รับการเพ่ง
ตัวเพ่งอันหนึ่ง ตัวรับรองการเพ่งอันหนึ่ง เมื่อเวลาทำสมาธิเราแยกออกเป็น ๒ อย่างด้วยกัน อย่างหนึ่งคือที่ตั้งของการเพ่ง เรียกว่ากรรมฐาน กรรมฐานแปลว่าที่ตั้งของการเพ่ง อันหนึ่งที่ตั้งของการเพ่ง ส่วนอีกอันหนึ่งก็ได้แก่ใจของเราหรือจิตของเราเข้าไปจดจ่อ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราทำสมาธิมันก็มี ๒ อย่าง ที่ตั้งของการเพ่งอย่างหนึ่ง และจิตที่เข้าไปจดจ่ออย่างหนึ่ง เพ่งอะไรต่ออะไรหลาย ๆ อย่างรวมกัน แล้วแต่จะเพ่งอะไรรวมหมด ๔๐ ประการ
ท่านนักศึกษาอาจจะตั้งคำถามในใจว่า แล้วทำไมจึงได้มีที่ตั้งของการเพ่งสำหรับให้จิตจดจ่ออยู่ในอารมณ์อันเดียวนี้มากมายหลายสิบ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงไว้หลายสิบอย่างก็เพื่อประสงค์ว่า ผู้ใดผู้หนึ่งที่มีความสันทัดหรือมีความถนัดในอดีตได้เคยทำอะไรเอาไว้ แล้วพอถึงในปัจจุบันก็อาศัยความสันทัดจัดเจนที่เคยทำไว้ในอดีตเอามาเพ่งสำหรับเพื่อให้จิตตั้งมั่น
ถ้าในอดีตเราเคยทำอะไรมา พอมาถึงชาตินี้อำนาจของการเคยทำมาในอดีตชาติ หมายถึงชาติก่อนเคยทำมาพอมาถึงชาตินี้ก็ง่ายทั้งนี้ก็เพราะว่า เคยผ่านมาแล้วในอดีต ด้วยเหตุนี้อารมณ์กรรมฐานจึงมีมากด้วยกัน ด้วยประสงค์ว่าแล้วแต่จริตของใคร จริตแปลว่าอัธยาศัยใจคอ ว่าอัธยาศัยใจคอของใครจะชอบทำสมาธิแบบไหนจึงได้จัดกรรมฐานเอาไว้จนถึง ๔๐ อย่าง บางท่านก็ชอบอย่างหนึ่งและบางท่านก็ชอบอีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนกัน
ด้วยเหตุนี้ก็จะเห็นได้ว่า เรื่องของกรรมฐานนั้นแบ่งออก ๔๐ อย่างด้วยกัน ตัวที่เป็นกรรมฐานเรียกว่า อารมณ์ กรรมฐานแปลว่าที่ตั้งของการเพ่ง และบางทีเราก็ใช้คำว่าอารมณ์ อารมณ์ก็แปลว่าที่ตั้งของการเพ่งเหมือนกัน แต่อารมณ์เฉย ๆ สำหรับให้จิตจดจ่อเฉย ๆ เท่านั้น แต่ถ้าหากว่าเพื่อให้มันเป็นสมาธิเราก็ใช้คำว่ากรรมฐาน ได้กล่าวแล้วว่าได้แยกอารมณ์ออกเป็นหมวด หมู่ แล้วแยกออกไปรวมถึง ๔๐ กรรมฐาน รวมทั้ง ๔๐ กรรมฐานนี้ใช้สำหรับทำสมาธิได้ทั้งนั้น แปลว่าใช้ได้ทั้ง ๔๐ อย่าง
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [3 พ.ย. 2551 , 09:56:02 น.] ( IP = 58.9.148.87 : : )
สลักธรรม 5"ผู้ใดทำตามคำสั่งโดยใจของตนเองไม่เข้าใจ วิปัสสนากรรมฐานเกิดไม่ได้" ทำให้เห็นความสำคัญของการศึกษาที่ผู้ปฏิบัติจะต้องมีความรู้มีความเข้าใจเหตุผลในการปฏิบัติ
กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะที่ได้นำมาฝากไว้ค่ะโดย เซิ่น [3 พ.ย. 2551 , 21:27:13 น.] ( IP = 58.8.54.82 : : )
สลักธรรม 6กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ
โดย น้องอุ๊ [4 พ.ย. 2551 , 06:38:44 น.] ( IP = 202.28.183.9 : : 10.6.129.70 )
สลักธรรม 7ติดตามมาศึกษาต่อ กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่าน
โดย น้องกิ๊ฟ [4 พ.ย. 2551 , 08:41:04 น.] ( IP = 125.27.172.130 : : )
สลักธรรม 8มาศึกษาต่อค่ะ
กราบขอบพระคุณค่ะพี่เณรที่นำเรื่องที่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ มาให้ได้อ่านและทำความเข้าใจเป็นประจำ .......อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [4 พ.ย. 2551 , 15:52:16 น.] ( IP = 124.121.176.134 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |