มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สมาธิ สุข หรือ ทุกข์ (๙)




สมาธิ
สุข หรือ ทุกข์ ?





ตอนที่ผ่านมา

๒. อาโปกสิณ ให้ตักน้ำใส่บาตร หรือใส่หม้อน้ำ อ่างน้ำ ขันน้ำก็ได้ ที่ปากกว้าง ประมาณ ๑ คืบเศษ ใส่น้ำเสมอ ปากภาชนะนั้นพอเต็มพอดี วางให้ห่างสัก ๒ คืบ พอเพ่งได้ถนัด ให้เพ่งพร้อมกับบริกรรมในใจว่า อาโป อาโป หรือ น้ำ น้ำ น้ำ

เรื่องของการเพ่งสมถกรรมฐาน คือ การเพ่งให้จิตเกิดสมาธิ ผมได้บรรยายรายละเอียดไว้ว่า ให้ทำภาพที่เป็นดิน โดยทำอย่างไรบ้าง แล้วเอามาวางอย่างไร แล้วเอาใจเพ่งอย่างไร แล้วในขณะที่เพ่งไปนั้นต้องทำความรู้สึกในใจว่าอย่างไรบ้าง การเพ่งน้ำ เพ่งไฟ เพ่งลม เพ่งสีเขียว เพ่งโลหิต สีแดง วิธีการดำเนินการก็เหมือนกัน ต่างกันแต่ของที่เอามาวาง ส่วนการเพ่งอย่างไร ได้อุคคหนิมิตปรากฏภาพขึ้นในใจอย่างไร ได้ปฏิภาคนิมิต ได้ฌานอย่างไร ใกล้เคียงกันหมด ดังนั้น อธิบายการเพ่งดินอย่างเดียว ท่านก็จะสามารถเอาไปใช้ในการเพ่งอย่างอื่นรวมไปด้วยได้

อาโป แปลว่า ธาตุน้ำ ในพระพุทธศาสนาธาตุน้ำมีหลายอย่างไม่ได้มุ่งเอาสภาวะที่เรียกกันว่า ธรรมชาติที่เป็นจริง หรือเป็นปรมัตถ์ เราไม่ได้เอาอันนั้น ทั้งนี้ก็เพราะว่า อาโปสำหรับที่เราจะเอามาเพ่ง เราจะเอาสภาวะมาเพ่งไม่ได้ เช่น คำว่า ธาตุน้ำ คำว่าธาตุก็ดี น้ำก็ดี ตามหลักปรมัตถธรรมมีหลายอย่างด้วยกันอย่างหนึ่งก็คือ น้ำ ธาตุน้ำทีเป็นตัวยึดโยงปรมาณูคือธาตุดินให้ติดกัน ดังนั้น เราจึงเห็นธาตุน้ำไม่ได้ สัมผัสถูกต้องไม่ได้ และชั่งตวงหรือวัดก็ไม่ได้

ท่านอาจตกใจก็ได้ที่ผมพูดว่า ธาตุน้ำสัมผัสถูกต้องไม่ได้ชั่งตวงหรือวัดก็ไม่ได้ ผมจะขยายให้ฟัง คือ ธาตุน้ำมีหลายอย่าง ธาตุน้ำอย่างปรมัตถสภาวะนี้เป็นตัวยึดธาตุดิน ซึ่งเป็นปรมาณูไม่ให้กระจัดกระจาย เพราะว่าในพระพุทธศาสนานั้น

เราแยกเมล็ดข้าวเปลือกออกเป็นส่วน ๆ เท่า ๆ กัน จนแยกออกไปเป็น ๘๒ ล้านเศษ ๑ ส่วนเท่ากับ ๑ ปรมาณู เราก็แยกต่อไปจาก ๘๒ ล้านเศษ มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ มีสี มีกลิ่น มีรส มีโอชะ มีหลายอย่างอยู่ในที่เดียวกัน ตามธรรมดาธาตุต่าง ๆ จะกระจัดกระจายหลุดออกจากกันได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 พ.ย. 2551 , 08:15:18 น.] ( IP = 58.9.139.223 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ด้วยเหตุนี้ ธาตุน้ำมีหน้าที่ยึดโยงไม่ให้ที่มันรวมกันอยู่กระจัดกระจายออกไปจากกัน ธาตุทั้งหลายที่รวมกันนี้เขาเรียกอวินิโภครูป ๘ มี ๘ อย่างรวมกันในปรมาณู ไม่ให้กระจัดกระจายหลุดออกจากกัน ธาตุน้ำเป็นปรมัตถ์ เป็นความจริง แต่สำหรับผู้ที่จะเอามาเพ่ง เพื่อเอามาเป็นอารมณ์กรรมฐาน เพื่อให้เกิดสมาธินั้นอาศัยธาตุน้ำที่เป็นปรมัตถสภาวะไม่ได้ ต้องอาศัยธาตุน้ำ คือน้ำธรรมดานี่เอง น้ำที่เราดื่ม เราใช้หุงข้าว ต้มแกง เอามาสำหรับให้จิตเป็นสมาธิ

เราก็เอาน้ำใส่ลงไปในภาชนะที่กลม ๆ จะเป็นขันแล้วก็เพ่งลงไป พิจารณาลงไปเหมือนกันกับเพ่งดินนั่นแหละ แต่เป็นน้ำแล้ววางอยู่ตรงหน้าห่างเพียงเล็กน้อยเพราะห่างมากเราเพ่งไม่ได้ ไม่เหมือนกับเพ่งดินที่อยู่ตรงหน้า แต่น้ำต้องเพ่งก้ม ๆ นิดหน่อย มองเห็นน้ำ และในขณะที่เราว่าไปนั้น เราก็พูดว่าน้ำ น้ำ น้ำ หรืออาโป อาโป อาโป ก็ได้ นั่นเรียกว่า บริกรรม ความมุ่งหมายของผู้บริกรรมปรารถนาจะให้น้ำที่เรามองเห็นเป็นวงกลมนั้น มีภาพน้ำนั้นติดอยู่ในใจ แล้วต่อไปวันข้างหน้าเราก็อาจจะยกเอาน้ำนี้ออก แล้วเราก็สร้างภาพในใจขึ้นมา

พอเพ่งและตั้งใจลงไปเราก็เห็นภาพน้ำนี้อยู่ในใจ น้ำนี้ใสสะอาดมองเห็นอยู่ในใจ ถ้าเรายังไม่เห็นดี เราก็เอาน้ำมาวางเพ่งใหม่

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 พ.ย. 2551 , 08:19:30 น.] ( IP = 58.9.139.223 : : )


  สลักธรรม 2



ความมุ่งหมายหรือความต้องการของผู้ทำกรรมฐานอันนี้ ก็เพียงว่า จะพยายามเอาภาพที่เราวางไว้นั้นให้ปรากฏอยู่ในใจของเราให้ได้

เมื่อปรากฏในใจแล้วถ้าหากสามารถเป็นอุคคหนิมิตได้ต่อไปทำนาน ๆ มันก็จะปรากฏน้ำที่เราเห็นนั้นใสสะอาดปราศจากราคีและจะขยายให้ใหญ่ให้เล็กทุกอย่าง สำหรับผู้ที่ชาติก่อนเคยทำสมาธิเพ่งน้ำมาแล้ว บางทีไม่ต้องดูน้ำที่เพ่งที่อยู่ในขัน หรืออยู่ในบาตร ไม่ต้องดูในสระน้ำ บางทีก็ได้ฌานขึ้นมา ดูสระน้ำหรือดูในแม่น้ำลำคลองก็ได้ แล้วก็เพ่งน้ำที่เห็น ก็สามารถได้ฌาน

แต่สำหรับคนไม่เคยทำมาแต่ชาติก่อนก็ต้องอาศัยความเพียรในชาตินี้แล้วทำน้ำกว้างประมาณคืบกว่า ๆ สำหรับเพ่ง ส่วนอาโปที่เป็นอุคคหนิมิตเป็นรูปอะไร ถ้าท่านเพ่งดิน เราเห็นดินเป็นภาพ ถ้าเพ่งน้ำจะเห็นอะไร คือองค์ของกสิณที่เราเพ่งบริกรรมไปบางทีก็ไหวกระเพื่อม บางทีก็มีฟอง ถ้าหากอุคคหนิมิตหมายความว่าภาพนิมิตปรากฏอาจเป็นฟองกระเพื่อมก็ได้

ส่วนอาโปปฏิภาคนิมิตต่างกับอุคคหนิมิต หมายความว่าถ้าเพ่งน้ำไม่มีการเคลื่อนไหว เพราะน้ำธรรมดาเคลื่อนไหวได้จริง แต่ภาพเพ่งแล้วเป็นภาพปรากฏนิ่ง ไม่ไหวติง เพราะฉะนั้นถ้าภาพนั้นไหวก็ใช้ไม่ได้ ต้องให้เป็นภาพนิ่ง ปรากฏใสสะอาดดังแก้วมรกต ผู้ที่ทำธาตุน้ำได้ถึงอุคคหนิมิตแล้ว ต่อไปก็ทำไปจนกระทั่งถึงปฏิภาคนิมิต จนถึงฌาน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 พ.ย. 2551 , 08:22:37 น.] ( IP = 58.9.139.223 : : )


  สลักธรรม 3



๓. เตโชกสิณ ก่อไฟให้ลุกเป็นเปลว ใช้เสื่อลำแพน หนังสัตว์ ผ้า หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เจาะให้เป็นช่องกลมโตประมาณ ๑ คืบ ๔ นิ้ว เอาตั้งบังไฟข้างหน้า แล้วเพ่งเปลวไฟตามช่องนั้นพร้อมกับบริกรรมว่า เตโช เตโช หรือ ไฟ ไฟ คือก่อไฟให้ลุกแล้วเจาะช่องเพื่อจะได้ดูเป็นวงกลม แล้วก็เพ่งไป ในระหว่างที่เพ่งก็ว่าในใจว่าไฟ ไฟ ไฟ หรือเตโช เตโช

ดูด้วย ว่าด้วย บางทีก็เอาควันไฟเป็นอารมณ์ก็มี เอาไฟที่กระพือนี้มาเป็นอารมณ์ก็มี มันก็มีหลายแบบ แต่ถ้าหากว่าเราควบคุมโดยเอาเสื่อลำแพนมากั้น แล้วดูตามช่องที่ว่านั้นเข้าไป อุคคหนิมิตก็อยู่ในลักษณะมีไฟ เห็นแต่นิ่ง ไม่มีการพัดไหวไปมา ปรากฏใสสะอาดมากขึ้น ๆ เมื่อได้ภาพนิมิตนี้แน่นหนาจนถึงปฏิภาคนิมิตแล้วก็จะเห็นเหมือนกับผ้าแดงเป็นวงกลมแดงอยู่ในใจ

ในหนังสือที่แสดงการปฏิบัติเขาเรียกว่า ทองแท้ คือมองเห็นเป็นอันเดียวกัน ไม่ใช่สีต่าง ๆ เห็นไปไฟสีแดงแล้วผู้ที่รับไฟสีแดงเป็นอารมณ์ภายในนั้น จิตก็เป็นสมาธิแน่วแน่นี่สำหรับการเพ่ง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 พ.ย. 2551 , 08:26:12 น.] ( IP = 58.9.139.223 : : )


  สลักธรรม 4



๔. วาโยกสิณ เพ่งดูลม โดยอาศัยความไหวของใบไม้ ยอดหญ้า เส้นผม หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเครื่องกำหนด หรือเอาความไหวของวัตถุนั้น ๆ เป็นอารมณ์ พร้อมกับบริกรรมว่า วายโย วาโย หรือ ลม ลม ลม

สำหรับลมนั้นไม่ได้หมายเอาลมที่เคร่งตึงหรือมั่นคงเหมือนกับปรมัตถวาโย แต่เอาลมที่พัด การเพ่งสำหรับผู้มีบารมีมาก ๆ ก็เพ่งดูลมที่พัด โดยดูใบไม้ไหวก็ใช้ได้แล้ว ถ้าไม่มีบุญบารมีแต่ชาติก่อน การเพ่งกสิณนี้ก็จำเป็นจะต้องถือเอานิมิตจากลมธรรมดาเหมือนกัน โดยอาศัยการเห็น การถูกต้อง แล้วก็เพ่งกสิณเป็นบริกรรม

หมายความว่าต้องดูลมที่พัด เพราะลมเรามองเห็นไม่ได้ แต่เราเห็นมันเคลื่อนไหวได้ เราดูการเคลื่อนไหวแล้วเราก็เพ่งว่า ลม ลม ลม หรือวาโย วาโย วาโย ก็ได้ ให้ใจของเราเอาภาพความไหวของใบไม้ก็ดีให้เข้ามาอยู่ในใจ แล้วจิตก็จะได้เป็นสมาธิตั้งมั่นอยู่ที่ใบไม้นั้น เราเรียกว่าบริกรรมนิมิต เมื่อปรากฏภาพไหวนี้มีความสั่นไหวปรากฏขึ้นในใจหนาแน่นแปลว่ามีอำนาจทำให้ภาพนี้ปรากฏอยู่ในใจได้นาน ๆ ไม่หลุดถอนออกไปได้ง่าย ๆ มากขึ้น ๆ ในที่สุดก็ได้ปฏิภาคนิมิต ที่จริงสำหรับการเพ่งลมนี้ก็พยายามอนุโลมเข้าไป คือเพ่งความไหวแล้วเวลาเป็นนิมิตขึ้นมาก็เป็นความไหวขึ้นมาในใจของเรา

ถ้าเป็นวาโยกสิณนิมิต นิมิตที่เกิดขึ้นในใจจะเห็นเหมือนไอน้ำ ไม่ใช่ใบไม้ไหว ทีแรกก็เพ่งใบไม้ไหว เพ่งความสั่นไหวของใบไม้แล้วให้จิตตั้งมั่นเห็นภาพนี้อยู่ อำนาจสมาธิมากขึ้น ๆ แล้ว ความไหวดังที่กล่าวนั้นก็ค่อย ๆ ละลายหายไปกลายเป็นเหมือนกับควันหรือเหมือนกับไอข้าวที่เวลาหุงข้าวแล้วมีไอขึ้น เห็นเหมือนอย่างนั้นความเคลื่อนที่มีเหมือนกับไอน้ำ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 พ.ย. 2551 , 08:29:43 น.] ( IP = 58.9.139.223 : : )


  สลักธรรม 5



๕. นีลกสิณ ให้เอาดอกไม้ที่มีสีเขียวคราม เช่น ดอกอัญชันเป็นต้นมาประดับในขัน โถ ชาม หรือภาชนะอะไรก็ได้ ปากกว้าง ๑ คืบ ๔ นิ้ว ให้เรียบเสมอปากภาชนะนั้น อย่าให้เห็นก้านและเกสรเพราะก้านเป็นสีเขียวใบไม้ เกสรโดยมากเป็นสีเหลือง ซึ่งไม่ใช่สีเดียวกับกลีบที่เป็นสีเขียวครามแก่

ต้องจัดให้เป็นสีเขียวครามแก่เหมือนกันหมด นำมาตั้งไว้เฉพาะหน้าห่างหนึ่งศอกคืบ ให้เพ่งสีเขียวเป็นอารมณ์ พร้อมกับบริกรรมว่า นีลํ นีลํ หรือสีเขียว เขียว นอกจากนั้นใช้ดอกไม้สีเขียวแล้วจะใช้ผ้าหรือกระดาษสีเขียว ตัดเป็นวงกลมโตหนึ่งคืบเพ่งก็ได้ เหมือนเพ่งดินแต่ว่าเป็นสีเขียว

ถ้าบุญบารมีมีมากเราได้ทำมาแต่ชาติก่อน ๆ แล้ว เรามองดูสีเขียวอะไรก็ได้แล้วก็เพ่ง มันก็เป็นภาพปรากฏขึ้นในใจ แต่ถ้าบุญบารมีไม่มากก็เอาดอกอัญชันมาจัด หรือเอากระดาษสีเขียวมาตัดก็ง่ายดี ผ้าสีเขียวก็ได้ กระดาษสีเขียวก็ได้เอามาจัดทำ ๑ คืบ ๔ นิ้วเหมือนกัน

ที่เหลืออีก ๓ คือ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ ทั้ง ๓ กสิณนี้มีวิธีทำแบบเดียวกับนีลกสิณนั่นเอง ต่างกันแต่ว่ามีกสิณที่กล่าวแล้วใช้ดอกไม้ ผ้า กระดาษเป็นสีเขียว ส่วนปีตกกสิณใช้ดอกไม้ ผ้า กระดาษสีเหลือง สำหรับเพ่ง พร้อมกับบริกรรมว่า ปีตํ ปีตํ สีเหลือง หรือโลหิตกสิณใช้ดอกไม้ ผ้า หรือกระดาษสีแดงเป็นอารมณ์สำหรับเพ่ง พร้อมกับบริกรรมว่า โลหิตํ โลหิตํ หรือแดง แดงก็ได้

โอทาตกสิณใช้ดอกไม้ ผ้า หรือกระดาษสีขาวเป็นอารมณ์สำหรับเพ่ง พร้อมกับบริกรรมว่า โอทาตํ โอทาตํ หรือขาว ขาว โดยเฉพาะโอทาตกสิณนี้เป็นกสิณที่ประเสริฐเพราะสามารถทำให้จิตใจของโยคีที่เจริญภาวนาอยู่นั้นผ่องใสปราศจาถีนมิทธะ เราจะเลือกอันไหนก็ตามใจ เมื่อเราเพ่งแล้วเราออกเสียงในใจ แล้วทำภาพปรากฏในใจ สีเหลือง สีแดง หรือสีขาวปรากฏอยู่ในใจ เอาสีอื่นมาเพ่งก็ได้เหมือนกัน เอาสีเขียวใบไม้ สีดำ สีน้ำเงิน สีฟ้าแก่ อนุโลมเข้าไปในนีลกสิณได้ สีทองอนุโลมเข้าไปในปีตกสิณได้ สีชมพูดสีแดสอนุโลมเข้าไปในโลหิตกสิณได้ หรือสีไข่ไก่ สีฟ้าอ่อน สีเทาอ่อนเหล่านี้อนุโลมเข้าไปในโอทาตกสิณได้ ดังนั้น สีต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ทั่วไปนั้น เมื่อใช้เพ่งแล้วก็ทำให้รูปฌานเกิดได้ทั้งนั้น

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [6 พ.ย. 2551 , 08:36:41 น.] ( IP = 58.9.139.223 : : )


  สลักธรรม 6


มาศึกษาต่อค่ะ

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำความรู้ประเทืองปัญญามาให้ได้อ่านและศึกษาเป็นประจำค่ะ

อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [6 พ.ย. 2551 , 10:18:28 น.] ( IP = 124.121.177.24 : : )


  สลักธรรม 7

มาติดตามอ่านวิธีทำสมาธิประเภทต่างๆ ต่อค่ะ

กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่ได้นำความรู้มาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [6 พ.ย. 2551 , 13:21:08 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )


  สลักธรรม 8

อ่านมาถึงตอนนี้ก็คิดคำตอบในชื่อกระทู้ได้เลยว่า สมาธิ..ทุกข์ และทุกข์มากหากถูกบังคับให้ทำ

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้ศึกษา

โดย น้องกิ๊ฟ [6 พ.ย. 2551 , 16:47:58 น.] ( IP = 125.27.173.25 : : )


  สลักธรรม 9

กราบขอบพระคุณมากค่ะพี่เณร
สมาธิในขั้นสูงเหล่านี้ ต้องอาศัยความเพียรอย่างยิ่ง
เลยนะคะ

โดย น้องอุ๊ [6 พ.ย. 2551 , 23:35:09 น.] ( IP = 125.24.10.115 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org