| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
มัชฌิมาอยู่ตรงไหน ( ๒)
สลักธรรม 1คำถาม เป็นความจำเป็นหรือไม่ที่พระจะต้องออกไปธุดงค์ในดงดิบต่างๆ ภัยมีมากเหลือเกิน เจ้าป่า เจ้าเขา แล้วเราไม่รู้ธรรมเนียมอะไร จะไปลบหลู่เข้า คงจะไปตายกันเยอะแยะใช่หรือไม่
คำตอบ ไม่จำเป็น ไปตายเสียมากเลยลูก เพราะว่า ทำตามเขา เราแย่ การพ้นทุกข์ได้ ไม่จำเป็นต้องออกป่า แต่สำหรับพ่อ เมื่อรู้ก็ออกไปแล้ว จึงมาบอกลูกว่าไม่จำเป็น
คำถาม เมื่อไม่จำเป็น พระพุทธองค์บอกว่า ให้ไปสู่โคนไม้เรือนว่าง ก็แสดงให้เห็นว่า การที่อยู่ตามบ้านเรือนนี่หาความสงบได้ยาก ในปัจจุบันนี้ก็สมควรจะไปหาที่วิเวก เพราะถ้าอยู่ในสิ่งแวดล้อมอย่างนี้ อารมณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปต่างๆ มันรักษาอารมณ์ไม่ได้นาน ถ้าเราหาความสงบ ออกสู่ป่าไปเสียเลย ไปอยู่ในวัด อยู่กุฏิที่เขาทำกรรมฐานจะดีกว่าอยู่บ้าน
คำตอบ ดีกว่าในเบื้องต้น แต่มันก็ไม่ดีตลอดไป เพราะว่า เราไม่สามารถบังคับได้ว่า ชาติหน้าฉันจะต้องหาทางออกไปสู่ที่สงบได้ สิ่งที่ควรทำโดยไม่ประมาท คือ พยายามทำทุกวันนี้ให้เกิดความสงบในจิต
สถานที่ไม่ได้ให้ความสงบที่แท้จริง ถ้าไปนั่งอยู่กลางป่า ฟุ้งซ่านขึ้นมา ก็ไม่ได้สงบแล้ว ไม่เกิดความสงบ หัดเสียตั้งแต่ตรงนี้เถิดลูก
ในบ้าน ด้วยการคลายความยุ่งไม่เข้าเรื่องออกไป สัมผัปปลาปวาทออก มันจะสร้างความสงบเกิดขึ้นในใจโดย ธัญธร [6 พ.ย. 2551 , 17:22:42 น.] ( IP = 118.173.39.50 : : )
สลักธรรม 2
คำถาม ความหมายของวิปัสสนา คือมีจิตรู้เท่าทันในสิ่งที่ทำที่พูด และที่คิด เป็นคำพูดที่ถูกต้องหรือไม่
คำตอบ ก็เกือบจะถูก แต่ไม่หมดจด วิปัสสนาคือปัญญาที่รู้ทุกขณะจิต ไม่ว่าจะพูด จะทำ จะคิด นั้นมีความจำเป็นหรือไม่ และสติอันมีสัมปชัญญะ คือปัญญานี้ จะเป็นตัวสกัดกั้นความโลภ ความโกรธ ความหลง ออกจากการทำ การพูด
การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน คือการมีสติอยู่กับปัจจุบันทุกๆขณะ เว้นกั้นความโลภ ความโกรธ และความหลง ทำลายกิเลสนั่นเอง
ถ้าเผื่อบอกว่าวิปัสสนารู้ทันที่พูด นั่นคือมีสติรู้ทัน แต่ไม่รู้ว่าจำเป็นจึงพูดหรือไม่จำเป็น มันมีแยกออกไปอีก รู้เหตุปัจจัยว่า ทำไมจึงต้องพูด ทำไมจึงต้องเห็น ทั้งพูดทั้งเห็นนั้น ที่จริงมีอยู่จริงหรือไม่ เป็นเพียงสิ่งที่มากระทบแล้วดับไป เป็นปัญญาที่รู้เท่าทันอารมณ์ตามสภาวธรรม คำจำกัดความมีอยู่แค่นี้
วิปัสสนากรรมฐาน เป็นการปฏิบัติให้มีชีวิตอันประกอบไปด้วยสติ และสัมปชัญญะ รู้เท่าทันอารมณ์แห่งสภาวธรรม
สภาวธรรมคืออะไร ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้
เพื่ออะไร เพื่อถ่ายถอนความยินดีและเสียใจ ได้แก่ อภิชฌาและโทมนัส ทำลายวิปลาส ๔ ตัว คือ
...สุภวิปลาส
...สุขวิปลาส
...นิจจวิปลาส
และ...อัตตวิปลาส ด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน มีฐาน ๔ เป็นที่ตั้ง คือ กาย เวทนา จิต ธรรม จึงจะถ่ายถอนจากการพันธนาการตนเองไว้ในสังสารวัฏได้ คือผู้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นผู้ที่กำลังทำลาย ทางเกิด
แต่ผู้ไม่ได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน กำลังเพาะเชื้อของการเกิดอยู่ตลอดเวลา
โดย ธัญธร [6 พ.ย. 2551 , 17:33:19 น.] ( IP = 118.173.39.50 : : )
สลักธรรม 3
คำถาม ผู้ไม่มีบุญบารมีมาในอดีต ทำวิปัสสนาไม่ได้จริงหรือไม่
คำตอบ ไม่จำเป็น เอ้าลูกเชาว์ (พันเอกเชาว์ ธรรมธัช) ยกตัวอย่างเช่น เช้าตื่นขึ้นมารู้สึกตัว รู้สึกตัวขึ้นมาว่า นามรู้ เอาตรงนี้ ตรงบนเตียง เอาแค่นามรู้สึกตัว ก่อนที่จะลุกพรวดพราดไปแต่งตัว รู้สึกตัวสักนิดหนึ่งแล้วก็ปล่อยมัน วิ่งเข้าอาบน้ำ สายแล้ว อะไรก็ช่างนะ วิ่งไปทำงาน ไปถึงกระทรวงกลาโหม ทำงานในหน้าที่เป็นเรื่องๆไป พอกลับบ้านรู้สึกตัวว่า ยืนนะ รู้สึกตัวตอนนี้ยืน เห็นไหม วันหนึ่งได้เช้ากับเย็น
นี้แหละถ้าตรงนี้เริ่มไม่ได้ ตรงที่พ่อว่าก็ไม่ได้ จากวันที่สอน อันนี้เราเคยทำแล้วใช่ไหม เท่ากับเริ่มชำนาญ เช้าขึ้นรู้สึกตัวอีก ตื่นแล้ว แล้วพอเราจะตื่น อยู่ดีๆพรวดพราดลงจากเตียงได้ไหม รู้สึกตัวว่านั่ง เห็นไหม เพิ่มเข้ามา
พอไปทำงานรู้สึกตัวว่านั่งอยู่บนเก้าอี้ รู้สึกตัวว่ารูปนั่ง เอาแค่พอรู้สึกตัวนั่ง ทีนี้จะถามจะพูดอะไรอีลุ่ยฉุยแฉกก็แล้วแต่ เอาทีละเล็กละน้อยซีลูก
หรือไม่ที่ง่ายที่สุด ทำงานนี่ยิ่งง่ายใหญ่เลย เขาบอกให้กินข้าวเที่ยง กลับเข้ามาทำงานบ่ายโมง พอถึงเวลาดูนาฬิกาเที่ยงแล้ว หรือไม่ท้องมันร้องจ๊อกๆ ก็รู้สึกตัว ทุกข์มันเกิด แทนที่จะบอกหิวแล้ว ถึงเวลาแล้ว คำว่าถึงเวลาแล้วไม่มี หรือไม่ยังไม่หิวแต่จำเป็นต้องกินข้าว เราจะต้องแก้ทุกข์ เพราะว่าถ้าเผื่อเราจะรอให้หิว หมดเวลากิน บ่ายโมงไม่ได้กินแล้ว บอกตัวเองในใจว่าแก้ทุกข์ เอาคำว่าหิวมาเป็นคำว่าทุกข์
ให้รู้จักไต่ขึ้นไปทีละขณะ ซึมเข้าไป แล้วมันจะปกครองความเป็นใหญ่ให้เห็นสติ ลูกบอกว่าถ้าเผื่อได้แบบนี้ก็ต้องมีสะสมบุญบารมี คำว่าสะสม ก็เป็นคำตอบว่า เขาก็สะสม งั้นเราก็ต้องเร่งสะสมจากนิดจากหน่อยไปหามาก
โดย ธัญธร [6 พ.ย. 2551 , 17:44:14 น.] ( IP = 118.173.39.50 : : )
สลักธรรม 4
คำถาม อยากทราบว่า ถ้าเราไม่ค่อยมีเวลามาก จะศึกษาวิปัสสนาโดยไม่ศึกษาอภิธรรมก่อนจะได้หรือไม่
คำตอบ ได้ลูก
คำถาม แล้วก็การที่ทำงานจนอายุป่านนี้ ถ้าเราละจากอาชีพการงานมาทำวิปัสสนาไม่ดีกว่าหรือ
คำตอบ ละจากอาชีพการงานมาทำวิปัสสนาเลย ดีหรือไม่ ตอบว่าดีที่สุด สุดยอดลูก แต่จะทำได้หรือเปล่า แม้กระทั่งห้องกรรมฐานอ้อมน้อยของอภิธรรมนี่ละ ยังมีเข้าออกเลยลูก
วิปัสสนาไม่มีเข้าไม่มีออก ทำได้อยู่ทุกขณะจิต ขอเข้าวิปัสสนา ลาออกจากวิปัสสนา ไปลาทำไมกับปัญญา เดี๋ยวลาไม่ให้มีปัญญา เดี๋ยวขอมีปัญญา พุทโธ่เอ๊ย ถ้าเผื่อเข้าใจจริงๆนะ ตอนนี้ฉันขอมีปัญญา ตอนนี้ฉันไม่เอาปัญญา ไปลาทำไม
วิปัสสนาเป็นชื่อของปัญญา มีขอปัญญา พอนึกเบื่อ ไม่เอาแล้วปัญญา เห็นไหม ไม่รู้จักของดี
วิปัสสนาเกิดได้ทุกขณะจิต เป็นชื่อของปัญญาชนิดหนึ่ง ปัญญานี้เกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้ ต้องมีสติ สติเกิดขึ้นเองตามลำพังได้โดยปราศจากปัญญา ฉะนั้น ถ้าเผื่อเราไม่อบรมหัดความสงบ คือมีสมาธิ ไม่รู้จักพื้นฐานความสงบ สติก็เกิดขึ้นไม่ได้
นี่ละ เริ่มทำอย่างพ่อนี้ ไม่ต้องออกจากงานด้วย เช้าตื่นขึ้นมา ก็รู้ว่าตอนนี้จะไปทำงาน รู้สึกตัวสร้างสติให้มีกำลัง แล้วค่อยออกไปสู้กับเขา จึงจะชนะ เข้าใจไหมลูกชาย หนีอะไรก็หนีไม่พ้นนะลูก สุขทุกข์อยู่ที่ตน ไม่ว่าจะออกจากที่ทำงานแล้วไปอยู่ในป่าในเขา ถ้าเผื่อกิเลสไม่อนุญาตแล้ว ป่าเขาก็พัง
คำถาม ยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม หมายความว่าอย่างไร
คำตอบ ก็หมายถึงว่า จงอย่าใช้ชีวิตด้วยความประมาทเท่านั้นเอง จงมีวิถีทางการดำเนินกายก็ดี วาจาก็ดี ใจก็ดี อย่าให้เป็นไปด้วยความประมาท
ประมาทแปลว่ากล้าเสี่ยง ความกล้าเสี่ยงต่อสิ่งที่ได้รับ ที่มีทั้งชั่วทั้งดีนั่นเอง คืออย่าทำอะไรโดยขาดสติ พอมีสติแล้ว ความประมาทก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะสติเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
โดย ธัญธร [6 พ.ย. 2551 , 17:55:01 น.] ( IP = 118.173.39.50 : : )
สลักธรรม 5
คำถาม มีวิธีอย่างไรที่จะทำให้มีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา
คำตอบ เป็นคำถามที่ดีมาก และเป็นคำถามที่มีประโยชน์มาก จะต้องรู้จักคำว่าสติให้ดีว่า สติ คืออะไร มีหน้าที่อะไร หามาได้อย่างไร แล้วจะมีมากได้อย่างไรจึงตามมาทีหลัง
สติ คำนี้ เป็นคำที่พ่อพูดเสมอว่า คือหัวใจของพระพุทธศาสนาในเรื่องการปฏิบัติ
การเวียนว่ายตายเกิดเป็นส่วนสำคัญของเรื่องราวในคำสอน แต่สติ เป็นหัวใจแห่งการปฏิบัติ
สติ คือการระลึกได้ ระลึกรู้สึกตัวนั่นเอง สติที่มีกันอยู่ทุกวันนี้เป็นเพียงสติหยาบๆกันบ้า กันเดินหกล้ม กันทักทายคนผิด กันสิ่งที่หยาบๆทั้งสิ้น เป็นสติที่มีติดมา แต่มิได้เคยฝึกปรือ จึงมีกำลังไม่คุ้มที่จะสามารถต่อต้านกับของที่ละเอียดกว่า เช่น ความโลภ ความโกรธ ความหลง
สติ จัดเป็นฝ่ายกุศล และเป็นจอมทัพของกุศลด้วย ทุกอย่างต้องมีหัวหน้า สติเป็นหัวหน้าของกุศลทุกๆตัว เพราะเมื่อระลึกรู้สึกตัวได้ ก็จะสามารถยับยั้งชั่งใจมิให้ตกไปอยู่ภายใต้ความประมาทได้ สติมีหน้าที่กันความประมาท
สติ เป็นเจตสิกตัวหนึ่ง แต่เป็นเจตสิกที่เป็นจอมทัพ เมื่อเข้ามาปรุงแต่งจิตแล้ว จิตนั้นก็จะมีการทำงานคือระลึกได้ โดยจะต้องระลึกไปในฝ่ายดีเสมอ เพราะเป็นฝ่ายกุศล
ธรรมทั้งหลายย่อมต้องไหลไปแต่เหตุ เมื่อเหตุกุศลเกิดขึ้น ธรรมที่เป็นฝ่ายกุศลก็ต้องไหลเข้ามา เช่น เมื่อสติเกิดขึ้นแล้ว ก็มีสัมปชัญญะ คือปัญญาเจตสิกเกิดขึ้นได้
ที่ถามว่า ทำอย่างไรจึงจะมีสติได้ทุกๆขณะ เราก็จะต้องฝึก ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาได้ โดยไม่ใช้ความเพียร ความหวังจะสำเร็จได้ ต้องประกอบไปด้วยความเพียรทั้งทางโลกและทางธรรม หวังเฉยๆโดยไม่มีความเพียร หวังมาก ผิดหวังมาก ไม่หวังเลย ไม่ผิดหวังเลย
ดังนั้น เราจะต้องเป็นผู้ฝึกฝนสติ เพราะสติที่เรามีทุกวันนี้ด้อยพัฒนา เปรียบกับเจตสิกตัวอื่นๆในอินทรีย์ทั้ง ๕ ตัว ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา
ศรัทธา คือความเชื่อ
วิริยะ คือความเพียร
สติ คือการระลึกได้
สมาธิ คือความตั้งมั่น
ปัญญา คือความรู้จริง
สตินี้เป็นตัวที่ด้อยพัฒนา อยู่ตรงกลางพอดี
ทำไมพ่อจึงพูดว่า สติด้อยพัฒนา ศรัทธา คือความเชื่อ หรือที่เราเรียกว่าเลื่อมใสนั่นเอง สังเกตดูซิลูก คนเรานี่เลื่อมใสง่าย พอเลื่อมใสแล้วไปเร็วเลย มีอำนาจมาก เราฝึกปรือพาตัวเองไปด้วยความเลื่อมใส ฝึกฝนศรัทธา ให้อำนาจแก่ศรัทธา
มาดูวิริยะความเพียร เราต้องการทำอะไร เราก็มีความพยายามเกิดขึ้น ความเพียรนั้นถูกใช้อยู่เสมอๆ
สมาธิ ความตั้งมั่นของจิต เราก็ใช้อยู่เสมอ เช่นตั้งใจดูหนัง ตั้งใจฟังเพลงให้จบ ตั้งใจอ่านหนังสือ ความตั้งมั่น คือความตรงต่อหน้าที่ของจิตในการทำงาน เราส่งเสริมความตั้งมั่นอยู่เสมอๆ
ปัญญา คือความรอบรู้ เช่นปัญญาทางโลก เราไม่ยอมเชื่อใครง่ายๆ หาเหตุหาผล ใช้ปัญญาอยู่เสมอ
โดย ธัญธร [6 พ.ย. 2551 , 18:11:28 น.] ( IP = 118.173.39.50 : : )
สลักธรรม 6
ฉะนั้น ทั้ง ๔ ตัว คือ ศรัทธา วิริยะ สมาธิ ปัญญา ทั้ง ๔ ตัวนี้ เราหยิบมาใช้อยู่เสมอๆ แต่สตินี้ เราเคยรู้จักไหมว่า คือความระลึกรู้สึกตัว เคยนำมาใช้บ้างหรือไม่ เราไม่เคยใช้ เช่น หิว เราก็กินเลย กินไปด้วย พูดไปด้วย กินไปด้วย อ่านไปด้วย หรือพูดไปด้วย ทำอะไร ๒ อย่างพร้อมๆกัน
สติ คือความระลึกรู้สึกตัวได้ว่าขณะนี้ทำอะไรอยู่ เราจึงต้องเป็นผู้รู้จักว่า เรามิได้พัฒนา เมื่อเรายอมรับแล้วว่า เราไม่เคยพัฒนาสติของเราให้เกิดขึ้น เราจึงต้องหันกลับมาฝึก มาพัฒนาสตินั่นเอง
การฝึกสตินั้น ไม่ได้เป็นของยากเลย ง่ายมาก เพียงแต่เราเริ่มฝึกหัดว่า จะทำอะไรจะต้องมีสติครองความเป็นใหญ่ แล้วเอาสติไปใช้ เช่น หิว ไม่ใช่เอามือคลำหยิบกิน มองสักนิดหนึ่ง สติทัน ระลึกได้ พอมองเห็น ระลึกรู้สึกตัว เห็น หยิบ กิน กินด้วยความตั้งใจ ใช้สมาธิ ความตั้งมั่น มีสติระลึกรู้ กิน ระลึกรู้ กลืน ระลึกรู้ อิ่มแล้ว ตลอดเวลา
ที่ถามว่าทำอย่างไรสติจะมีมาก ก็ต้องฝึกสติด้วยการ จัดระเบียบในเรือนใจของตนเองว่า เราจะต้องเป็นผู้มีระเบียบ โดยรู้จักคำว่าหน้าที่ให้ถูกต้อง
หน้าที่คืออะไร หน้าที่คือ
ที่หน้านั่นเอง กลับกันนิดเดียว มีงานที่ตรงหน้า ตั้งใจทำ มีสติระลึกรู้ว่าทำอะไรอยู่ จะวางอะไรมีความระลึกรู้ ทุกที่ที่เราวาง เช่น ผู้หญิงรีดผ้าเสร็จ ถอดปลั๊ก คุยไปด้วย บางทีเดินไปตลาดแล้ว ไม่รู้ว่าถอดปลั๊กหรือยัง สติ จึงด้อยพัฒนา มีได้น้อยมาก เพียงแต่กันหกล้ม กันบ้า แต่ไม่สามารถกันโลภ กันโกรธ กันหลง
โดย ธัญธร [6 พ.ย. 2551 , 18:17:15 น.] ( IP = 118.173.39.50 : : )
สลักธรรม 7
คำถาม จะทำอย่างไรให้มีความไวของสติก่อนจะตาย
คำตอบ ก็จะต้องฝึกตั้งแต่เดี๋ยวนี้ให้เกิดความชำนาญ คนเราชำนาญอะไรก็แล้วแต่ ยกตัวอย่างเช่น คนเรานี่ไม่ต้องคอยเตือนตนเองว่า จะทำนั่น จะวางนี่ ต้องทำอย่างนี้
ถ้าเผื่อมีความชำนาญแล้วนะลูกนะ(หลวงพ่อทดลองให้ดู ด้วยการโยนส้มผลหนึ่งไปให้แก่ผู้ที่นั่งฟังธรรมคนหนึ่ง ซึ่งผู้นั้นก็รีบรับไว้ได้) ไม่ได้สั่งให้รับ ก็รับ เพราะความชำนาญ นี่คือข้อพิสูจน์ไงลูกว่า ความชำนาญให้ผล ไม่ได้เอ่ยชื่อใครเลย หยิบส้มโยนไปก็รับได้ เพราะมีความชำนาญ ฉะนั้น ความชำนาญเป็นประโยชน์ แต่ขอให้เป็นความชำนาญในกุศล กุศลจะส่งเลี้ยงจิตใจอยู่เสมอ
โปรดติดตามคำถาม-คำตอบต่อไปค่ะ
โดย ธัญธร [6 พ.ย. 2551 , 18:28:33 น.] ( IP = 118.173.39.50 : : )
สลักธรรม 8เพิ่งอธิษฐานเมื่อเช้า ขอให้ตายอย่างมีสติ มาอ่านเจอคำถาม...ทำอย่างไรให้มีความไวของสติก่อนตาย.....
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะคุณธัญธรที่นำเรื่องที่มีประโยชน์อย่างยิ่งมาให้ได้อ่านทำความเข้าใจค่ะโดย พี่ดา [7 พ.ย. 2551 , 10:23:30 น.] ( IP = 124.121.176.204 : : )
สลักธรรม 9มาอ่านต่อค่ะ...อ่านในใจด้วยลีลาที่ว่องไวแบบที่เคยฟังหลวงพ่อสอนในห้อง ได้บรรยากาศที่ดีมากๆ
ขอบพระคุณและอนุโมทนาในงานกุศลของพี่ด้วยนะคะ ..สาธุโดย น้องกิ๊ฟ [7 พ.ย. 2551 , 13:02:47 น.] ( IP = 125.27.170.143 : : )
สลักธรรม 10ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ ที่ได้นำธรรมะของหลวงพ่อมาฝากไว้ค่ะ
โดย เซิ่น [7 พ.ย. 2551 , 22:48:22 น.] ( IP = 58.8.52.179 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |