| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สมาธิ สุข หรือ ทุกข์ (๑๐)
สมาธิ
สุข หรือ ทุกข์ ?![]()
ตอนที่ผ่านมา
ท่านนักศึกษา เรื่องนิมิตและเรื่องสมาธิจะกล่าวต่อไปข้างหน้า แต่ผมคิดว่าจะพูดให้ถึงฌานเลยเพื่อเป็นการกรุยทางไว้หยาบ ๆ ก่อน รายละเอียดเอาไว้เรียนกันอีกทีหนึ่ง
การหลับตาบ้างลืมตาบ้างที่พูดไว้แล้วนั้นจะมีกำหนดกฎเกณฑ์อย่างนี้ เมื่อเวลาเราลืมตาดู เราก็ว่า ดิน ๆ ๆ แล้วเวลาหลับตาเราก็ว่า ดิน ๆ ๆ แต่ในขณะหลับตาให้เห็นดินด้วย แล้วก็ลืมตาดูอีก ดิน ๆ ๆ กำหนดเร็ว กำหนดช้าไม่แน่ แต่เวลากำหนดดินลงไปให้ใจเราสร้างภาพดินให้มีอยู่ในใจด้วย แล้วลืมตาบ้างหลับตาบัาง ทำเรื่อยไปไม่มีกำหนด จนกระทั่งหลับตาเห็นภาพดินได้เมื่อไรก็เอากสิณที่ตั้งออก การที่เราเพ่ง เราว่านี้ เพื่อหวังจะให้เรามีภาพอยู่ในใจ ถ้ามีภาพอยู่ในใจแต่ไม่แน่นหนาก็เอาออกเสียเพื่อจะให้มันแน่นหนายิ่งขึ้น ถ้ามันยังไม่แน่นหนาก็วางใหม่ ดูใหม่อีก หมายถึงอย่างนี้ ไม่มีกำหนดกฎเกณฑ์เพราะแต่ละคนทำไม่เหมือนกัน
การที่เพ่งกสิณ รูปที่เพ่งกสิณก็เป็นรูปที่มีเหตุ ที่จิตเราเข้าไปเพ่งเพื่อต้องการความมั่นคงจากกสิณ หรือจากจิตนี้ หมายความว่า จะให้จิตเป็นสมาธิ ความมั่นคงเป็นสมาธิ โดยจิตจับภาพดินหรือภาพสีขาวเอาไว้ไม่ให้หลุดไปทางอื่นได้ ตลอดเวลาที่เราตั้งใจอยากให้มันอยู่ เวลาสมาธิเกิดก็มีความอิ่มอกอิ่มใจปิติเกิด เกิดของมันเอง เราไม่ได้ตั้งใจให้โลภะเกิด จะตั้งใจให้สมาธิเกิดให้ตั้งมั่นอยู่ในภาพที่เราวางไว้เมื่อเวลาเพ่ง
ผมขอบอกไว้ก่อนว่า เมื่อเพ่งไปนั้น ความจริงเราไม่ได้เอาอะไร เราต้องการสมาธิเท่านั้น การที่เราทำภาพดินก็ดี สีขาวก็ดี เราทำเพื่อให้มันติดอยู่ในใจเท่านั้นเอง หรือไม่ต้องการเหตุผลอะไรทั้งนั้น
จำไว้นะครับ สมถกรรมฐานไม่ต้องการเหตุผลอะไร ไม่ต้องการเรื่องของปรมัตถ์ นี่มันเรื่องของบัญญัติ ถามหน่อยเถอะครับว่า เพ่งดินแล้วดินมาอยู่ในใจแล้วมันมีดินจริง ๆ หรือเปล่า ไม่มี เราสร้างภาพขึ้นมาในจิต ไม่ได้หมายความเอาเหตุเอาผล เอาโน่นเอานี่ ไม่เอาทั้งนั้น ไม่ต้องการขอให้จิตตั้งมั่นอย่างเดียวก็พอ
ดังนั้น เมื่อเวลาทำสมาธิโดยเพ่งดิน เพ่งน้ำ จึงไม่เกี่ยวข้องกับเหตุผล แต่เราตั้งใจของเราว่า เมื่อเพ่งภาพอันนี้แล้วจะพยายามให้ภาพนั้นมาอยู่ในใจ และให้อยู่ในใจชนิดแน่วแน่มั่นคง นานเท่าไรยิ่งดีโดย พี่เณร...นำมาฝาก [7 พ.ย. 2551 , 08:14:57 น.] ( IP = 58.9.144.196 : : )
สลักธรรม 1![]()
การศึกษาพระอภิธรรมนั้นท่านสอนไว้ทั้งสมาธิและวิปัสสนาที่แล้วมาผมก็พูด ๒ อย่างทั่ว ๆ ไป คราวนี้ก็มาตั้งต้นเรื่องของการทำสมาธิ เพราะว่าคนแต่ละคน ใจของเขาไม่เหมือนกัน บางคนเขาปรารถนาจะทำสมาธิเท่านั้น บางคนเขาก็ไม่ชอบทำสมาธิ อยากจะทำวิปัสสนาเลยเพื่อจะให้พ้นทุกข์เร็ว ๆ แต่บางคนเขาก็บอกว่า ผมยังไม่ต้องการพ้นทุกข์เร็ว ๆ ต้องการทำสมาธิให้สงบ ๆ หรือบางคนเขาก็บอกว่า เขาต้องการทำสมาธิเพื่อทำให้จิตมีความมั่นคง เวลาจะเจ็บจะป่วยจะเป็นอะไรขึ้นมา จะได้ใช้สมาธิช่วย จึงมีหลายแบบหลายอย่าง แต่ละคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นการศึกษานี้จึงมี ๒ อย่าง คือ
๑. สมาธิ ๒. วิปัสสนา
การเรียนสมาธิตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปมี ๔๐ กรรมฐาน จะเรียนเรื่องสมาธิทั้งนั้น แล้วต่อไปก็จะพูดอีกทีหนึ่งว่า เมื่อผู้ใดได้สมาธิแบบไหน จะเปลี่ยนให้เป็นวิปัสสนาได้อย่างไร
ในครั้งพุทธกาล มีผู้ทำสมาธิโชกโชนจนได้ฌาน เสร็จแล้วพอมาพบพระพุทธเจ้าก็รู้ว่า การทำสมาธิได้ฌานของตนนั้นยังไม่สำเร็จมรรคผล เดินไม่ถูก เพียงแต่เป็นบาทเบื้องต้นเท่านั้น ก็เกิดอารมณ์ใหม่ เพราะฉะนั้นใครเพ่งปฐวีมาแล้วจะเปลี่ยนอย่างไรหรือใครพิจารณาซากศพมาแล้วเป็นสมาธิแล้วจะเปลี่ยนอย่างไร เขามีแบบเปลี่ยนอย่างไร มีบทเรียนทุกอย่าง แล้วแต่คนไหนจะชอบ บางคนก็จะเอาสมาธิช่วยตัวเขาเอง หรือเราเจ็บป่วยก็จะได้ช่วยให้เราบรรเทาทุกข์ยากลงบ้าง บางคนก็จะเอาวิปัสสนาอย่างเดียว บางคนเอา ๒ อย่างเลย
การทำสมาธิจะทำให้จิตใจผิดปกติจนถึงเสียหาย เช่น เป็นบ้า ถ้าท่านไปโรงพยาลบาลโรคจิตแล้วไปคุยกับนายแพทย์ก็จะพบความจริงข้อหนึ่ง ซึ่งนายแพทย์จะเล่าว่า ผู้ที่สติไม่ค่อยดีที่เข้าไปอยู่ในโรงพยาบาลโรคจิตนั้นมาจากผู้ทำสมาธิมาก เราก็ตั้งคำถามว่า เมื่อแพทย์มีสถิติอยู่ในมือว่า คนไข้ทำอะไรมาถึงเป็นโรคจิตอย่างนี้แล้ว มันก็กลายเป็นว่า บรรดาผู้ที่เป็นโรคจิตทั้งหลายส่วนใหญ่มาจากผู้ทำสมาธิมาก เมื่อวันจันทร์ผมก็รับไว้คนหนึ่ง ที่ทำสมาธินี่แหละ ผมก็ถามว่า อาจารย์คุณสอนแล้วทำไมไม่แก้ปัญหาให้แก่จิตใจของผู้ที่ป่วย ผู้ป่วยเพ้อคลั่งไป เห็นอะไรต่ออะไรทั่วไปหมด ทำไมไม่ให้อาจารย์ที่เป็นพระองค์หนึ่งที่มีชื่อเสียงอยู่ในเวลานี้ของคุณแก้ให้ เขาบอกว่า อาจารย์ก็ไม่รู้จะแก้ให้อย่างไร เวลานี้สติไม่ดี ผมกำลังช่วยเขาอยู่
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [7 พ.ย. 2551 , 08:32:00 น.] ( IP = 58.9.144.196 : : )
สลักธรรม 2![]()
ทีนี้มาถึงปัญหาที่ว่า ผู้ที่มีจิตใจผิดปกติเพราะทำสมาธิ ทำไมแพทย์ถึงได้บอกว่ามีมากกว่าคนที่เจ็บป่วยธรรมดา เพราะฉะนั้นเราก็ไม่กล้าทำสมาธิกัน ขืนทำไปเดี๋ยวเป็นโรคจิต ข้อที่เราจะพิจารณาก็คืออย่างนี้ครับ
ผู้ป่วยที่เป็นโรคจิตทั้งหลายต้องมีเหตุในอดีต เราเรียนพระอภิธรรมมาแล้วรู้แน่นอนว่า ผู้ใดไม่มีอดีตกรรมมาหนุนหลัง ผู้นั้นจะเป็นไปตามตัวไม่ได้ คนที่เป็นโรคจิตหลักการใหญ่ก็คือ สติของตนในชาติก่อนทำไว้อย่างนี้แล้ว พอมาถึงชาตินี้ การทำสมาธิโดยไม่มีครูบาอาจารย์ไม่มีใครแนะนำ ทำผิดทำถูก ทำส่ง ๆ ดังนั้นอำนาจของสมาธิก็เป็นตัวช่วยเหมือนกันในชาตินี้ แปลว่าอดีตต้องพอก่อน และในชาตินี้หนุนหลังส่งเสริมร่วมด้วย คนนั้นก็เป็นโรคจิตได้ ด้วยเหตุนี้เอง สมาธิทำให้เป็นโรคจิตแล้วก็เป็นกันหมดทุกคน บางคนทำมาแล้วตั้ง ๒๐ ปี ก็ไม่เห็นเป็นอะไร
ผมเจอคนที่อยู่สมุทรสาครตอนผมไปปาฐกถาที่นั่น คนแก่คนหนึ่งพูดว่า ผมเคยทำเห็นนรก เห็นสวรรค์ได้ ผมก็ซักแกก็เล่าว่า แกทำทุกคืนแล้วก็เห็นนรก เห็นสวรรค์อะไรของแก ผมก็ขอร้องว่า ทีหลังอย่าทำให้เห็นได้ไหม ทำสมาธิเฉย ๆ เห็นโน่นเห็นนี่เดี๋ยวจิตไม่ดีจะว่าอย่างไร แกบอกว่า ทำมาหลายปีแล้วไม่เห็นเป็น อดีตไม่พอ ทำทีไรแกต้องเห็นอะไรสารพัด ถ้าอดีตส่งเสริมคนนี้ต้องเป็นบ้าแล้ว เพราะแกเห็นของแกเอง อย่างนี้ไม่ใช่ของจริง แปลว่าสร้างนิมิตขึ้น แกชอบทำ และกลางคืนชอบเห็น ด้วยเหตุนี้เองก็จะเห็นได้ว่า แม้ทำสมาธิเห็นอะไรต่ออะไรอย่างนี้แล้วแกก็ไม่เห็นเป็นบ้า ผมก็ขอร้องว่าอย่าทำเลย ถ้าทำก็ตั้งจิตให้สงบเฉย ๆ อย่าดูอะไรเลยได้ไหม แกก็บอกว่าจะตั้งใจใหม่ ผมบอกว่า ดีไม่ดีสติจะเสียหาย อายุก็มากแล้ว เสียหายแก่ชีวิตตัวเอง เพราะฉะนั้น เราไม่ต้องห่วงว่าทำสมาธิแล้วจะเป็นโรคจิต
ข้อสำคัญมีอยู่ข้อหนึ่ง คือ อย่าพยายามเห็นหรือรู้อะไรก็แล้วกัน ให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว ที่เสียหายกับจิตใจนั้นเพราะเราไปหลงใหลอะไรต่ออะไร และอดีตก็ช่วยด้วย เช่น เห็นอะไรน่ากลัว ตกใจ เห็นอะไรเสียวไส้ ทำแล้วอยากจะดู พอทำสมาธิแล้วอยากเห็น อยากจะดูก็ทำเรื่อยไป ความเสียหายก็เกิดขึ้น ถ้าอดีตเป็นผู้ที่อบรมมาไม่ดี อำนาจของอดีตก็ช่วยสนับสนุนให้เป็นและปัจจุบันเป็นสื่ออันหนึ่งด้วย
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [7 พ.ย. 2551 , 08:37:22 น.] ( IP = 58.9.144.196 : : )
สลักธรรม 3![]()
คราวนี้ถ้าหากว่าเราตั้งใจทำ อย่าเคร่งเครียด เวลาทำสมาธิอย่าเคร่งเครียด ทำเบา ๆ เคร่งเครียดแล้วหายใจไม่สะดวก การทำงานของร่างกายเป็นไปโดยไม่สะดวก
เพราะฉะนั้นต้องทำเบา ๆ อยู่ไม่อยู่ก็ช่าง และนาน ๆ เข้าก็อยู่เอง อีกอย่างหนึ่ง เมื่อนิมิตเกิดต้องไม่เอานิมิต อีกหน่อยจะได้เรียนว่า เพ่งอะไรนิมิตอะไร ถ้านิมิตอย่างนั้นถึงจะเอา เห็นสวรรค์ เห็นนรก เห็นสารพัดไม่เอาทั้งนั้น
เช่น เพ่งลมหายใจเข้าออกจะเห็นควันอย่างนี้เอา ถ้าอย่างนี้เราต้องจับเอานิมิตอันนั้น ถ้าไม่เอานิมิตมันก็ไม่ก้าวหน้า แต่ถ้าหากเห็นในสิ่งที่ไม่สมควรจะเห็น อย่าไปเอา ถ้าใจของเราปฏิเสธอยู่เรื่อยว่าเห็นอะไรก็ไม่ต้องการ เห็นอะไรให้ทิ้งเสีย ถ้าเช่นนี้แล้วต่อไปทำสมาธิก็จะไม่เห็น ตั้งใจทำไม่ให้เห็น
ทีนี้มีคนทำโอทาตกสิณเพ่งสีขาว แล้วมาเล่าให้ฟังว่า ที่ได้ไปทำโอทาตกสิณสีขาว เอากระดาษขาวเป็นวงกลมติดแล้วเพ่งสีขาว เขาบอกว่า เขาเพ่งทีไรไม่เห็นขาวสักที มันดำทุกที แปลว่าลืมตามองเห็นสีขาว แต่เวลาหลับตาตั้งใจให้สีขาวปรากฏอยู่ในใจ มันกลับเป็นดำ พื้นมันสีดำ วงกลมสีขาว เวลามีภาพอยู่ในใจ ภาพวงกลมกลับเป็นสีดำ ถ้าเป็นเช่นนี้ต้องเลิกทำ อย่าทำ เราเพ่ง อะไรต้องเห็นอันนั้น และเห็นอย่างเดียว เห็นอย่างอื่นไม่เอา
นอกจากนิมิตที่จะเรียนกันต่อไปข้างหน้า ว่าเพ่งอะไรเห็นอะไรถึงจะเอา แต่ว่าผมก็ไม่เชื่อว่าท่านทำอยู่ในบ้านในเมืองจะมาถึงปฏิภาคนิมิต ใกล้ ๆ จะได้ ฌาน เพราะฉะนั้นผมก็ไม่ห่วงว่า ท่านจะได้นิมิตอะไรสำหรับในระยะที่กำลังทำอยู่ในบ้านในเมืองอย่างนี้ เพราะว่าผู้ที่จะได้ปฏิภาคนิมิตจะออกป่าออกดงเป็นส่วนใหญ่ ทำอยู่ที่บ้านกลางคืนบ้าง กลางวันบ้าง ไม่เข้ามาใกล้ฌานหรอกครับ ยาก บางคนกลัว เดี๋ยวได้ฌานผมจะตายแล้วไปเกิดเป็นพรหม และเมื่อไรจะกลับมาพ้นทุกข์ได้ ไม่ต้องกลัว อยู่ในบ้านในเมืองไม่ต้องกลัว แต่ถ้าออกป่าออกดงไม่แน่ เพราะอดีตอาจจะหนุนหลังให้ก็ได้
ท่านนักศึกษากลัวว่านิวรณ์จะโผล่ นิวรณ์ แปลว่า เครื่องขัดขวางความเจริญ เครื่องขัดขวางการทำสมาธิ นิวรณ์มี ๕ แล้วเราจะเรียนกันทีหลัง เช่น กามฉันทนิวรณ์ ชอบคิดถึงความยินดี ชอบใจที่เคยชอบมันคอยโผล่เข้ามา หรือพยาปาทะ ความไม่พอใจอะไรโผล่ขึ้นมา หรือถีนะมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน เขามีตัวฆ่า ถ้าหากว่าทำให้ดี ๆ อยู่เสมอ ๆ แล้วมันเป็นการฆ่านิวรณ์ไปในตัว
เช่น ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์อยู่เรื่อย นิวรณ์มันทำใจให้ยุ่ง ยกใหม่ ทำใจให้ยุ่งอีก ก็ยกใหม่ ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์บ่อย ๆ นิวรณ์มันค่อย ๆ จางไป แต่ถ้ายังทำไม่เก่ง นิวรณ์ก็ต้องเข้ามาวุ่นวาย ต้องค่อย ๆ ทำไป ถ้าเรียนต่อไปจะมีวิธีสกัดนิวรณ์ ๕ ตัว ไหนเป็นตัวกั้นนิวรณ์ทั้ง ๕ นี้ เพราะแต่ละตัวเป็นคู่แข่งกัน ไม่ใช่ตัวใดตัวหนึ่ง ๕ ตัวของนิวรณ์ต้องมีองค์ธรรม ๕ ตัวเหมือนกันที่จะข่มนิวรณ์ได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [7 พ.ย. 2551 , 08:43:14 น.] ( IP = 58.9.144.196 : : )
สลักธรรม 4![]()
การใช้อย่างอื่นแทนกสิณก็มีเหมือนกัน บางคนใช้พระพุทธรูปมาตั้ง ก็อยู่ในภูตกสิณ กสิณนี้บางคนจะเอาอะไรก็ได้แล้วแต่ความเคารพนับถือ เราเรียกอนุโลมไป
มีอยู่ข้อหนึ่งที่บอกว่า โอทาตกสิณ เพ่งสีขาว มันมีความพิเศษอยู่ตรงไหน ถ้าเราเอาสีขาวมาเพ่ง เราก็เอาภาพสีขาวปรากฏขึ้นในใจ เห็นภาพสีขาวในใจ เพราะฉะนั้นสำหรับผู้ที่เพ่งสีขาวจิตใจก็จะสว่างไสว ไม่เหมือนกับเพ่งอย่างอื่น เพ่งดิน เพ่งน้ำ อื่น ๆ ก็ไม่เหมือนสีขาว ดังนั้นเท่าที่ผมเห็นท่านนักศึกษาเพ่งกันก็มองเห็นเพ่งสีขาวกันมาก เพราะเอากระดาษ ๑ คืบ ๔ นิ้ว มาตัดวงกลมแล้วก็เอามาติดบนกระดาษสีดำ แล้วก็เพ่งลงไปในสีขาวนั้น ผู้ทำมีความมุ่งหมายให้จิตเป็นสมาธิประการหนึ่งแล้วยังมีความมุ่งหมายว่า เวลาทำสมาธิชอบง่วงนอน ถ้าหากเพ่งสีขาวแล้วความง่วงเหงาหาวนอนจะลดลงไป จะลดลงไปมากขึ้น ๆ จะไม่ค่อยง่วงเพราะว่าสีขาวเป็นสีสว่างไสว เราทำภาพสีขาวจนเป็นอุคคหนิมิตติดอยู่ในใจแล้ว ภาพสีขาวที่อยู่ในใจก็จะไปขับไล่ถีนมิทธะเสีย ความง่วงเหงาหาวนอนที่เข้ามา ถูกขับไล่ออกไป เพราะฉะนั้นจึงผู้มีนิยมชอบทำสีขาวกันมาก
ส่วนอิทธิพลของสีขาวที่จะทำให้เป็นนิมิตขึ้นในใจจนได้ฌานแล้วหรือบางทียังไม่ได้ฌาน แล้วมีอำนาจที่จะสามารถทำอย่างไรบ้าง เดี๋ยวผมจะเล่าทีหลังว่าทำสมาธิแบบไหนจะได้อะไรขึ้นมาในระหว่างที่ยังไม่ได้ฌาน ได้สมาธิดีแล้วจะได้อะไรเป็นประโยชน์บ้าง แล้วจะพูดทีหลัง แต่สำหรับสีขาวช่วยทำให้หายง่วงนอน
ดังนั้น ท่านผู้ใดชอบง่วงนอนเก่ง ก็เพ่งสีขาว ทำวงกลมสีขาวไปเพ่ง ถ้าท่านผู้ใดทำแล้วได้ผลอย่างไร ขอเชิญมาเล่าให้ฟังบ้าง เพราะที่แล้วมา ผมก็ได้พบนักศึกษาหลายท่านเอาไปทำ แล้วช่วยให้เขาหายง่วงนอนเพราะเพ่งสีขาว สีขาวอยู่ในใจเพราะสีขาวสว่างไปหมด จิตใจสว่างไสวหมด ความง่วงเหงาหาวนอนก็ย่างกรายเข้ามายาก
เดี๋ยวบางทีท่านอาจคิดว่า เพ่งสีขาวมาก ๆ เดี๋ยวนอนไม่หลับ ความจริงจิตเป็นสมาธิแล้ว ถ้าเราเลิกทำสมาธิ หรือทำสมาธิให้อ่อนและตั้งใจจะนอนหลับไม่ยากอะไร เพราะฉะนั้นไต่ต้องห่วงเรื่องการนอนไม่หลับ ขอให้เพ่งสีขาวให้ดี ๆ มีสมาธิมาก ๆ ก็แล้วกันจะช่วยมากทีเดียว
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [7 พ.ย. 2551 , 08:47:41 น.] ( IP = 58.9.144.196 : : )
สลักธรรม 5
ยิ่งอ่านก็ยิ่งเห็นว่าการทำสมถกรรมฐานนี่แสนจะเป็นทุกข์ ทุกข์ตั้งแต่การเตรียมการเลยนะคะ แม้ที่สุดจะได้ฌานก็ตาม แต่...ไม่ไหวค่ะ ขอบาย
อนุโมทนาและกราบขอบพระคุณค่ะพี่เณรที่นำมาให้ได้ศึกษา และได้เห็นความยากลำบากในการทำสมาธิดีแท้โดย พี่ดา [7 พ.ย. 2551 , 10:02:41 น.] ( IP = 124.121.176.204 : : )
สลักธรรม 6ถ้ามีหลักการอย่างที่ท่านอาจารย์บุญมีบอกคื ..อย่าพยายามเห็นหรือรู้อะไรก็แล้วกัน ให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว ...ก็คงจะสามารถป้องกันความเสียหายแก่จิตได้เป็นอย่างดี
อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว..โอทาตกสิณ...นี้น่าสนใจดีเหมือนกันนะคะ ส่งเสริมความเป็นผู้ตื่นในเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี
กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาฝากโดย น้องกิ๊ฟ [7 พ.ย. 2551 , 12:22:38 น.] ( IP = 125.27.170.143 : : )
สลักธรรม 7กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะ
มาติดตามความรู้เพิ่มเติมค่ะ
การทำสมาธิที่ถูกวิธี มีความสำคัญต่อการป้องกันความเสียหายของความคิด ได้เป็นอย่างดีโดย น้องอุ๊ [7 พ.ย. 2551 , 20:50:02 น.] ( IP = 125.24.23.34 : : )
สลักธรรม 8มาติดตามอ่านวิธีการทำสมาธิที่ถูกต้องค่ะ
กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่ได้นำความรู้มาฝากค่ะโดย เซิ่น [7 พ.ย. 2551 , 22:45:48 น.] ( IP = 58.8.52.179 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |