มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มัชฌิมาอยู่ตรงไหน (๓)






คำถาม มีสติอยู่กับปัจจุบันจะทำได้อย่างไร

คำตอบ มันเร็วมาก แล้วส่วนมากก็รู้ภายหลังเสมอ ปัจจุบันอยู่ตรงนี้ เราเคาะไป ตรงได้ยินรู้ว่าเสียงดัง นั่นอดีตแล้ว ปัจจุบันอยู่ที่ไหน ตอนที่ด้ามปากกากระทบกับไม้ แต่จิตเราไวมาก เราไม่เท่าทันที่มันกระทบ เสียงดังใครชอบ เสียงดังคนไม่ชอบ คนหนวกหูไม่ชอบ แต่เสียงที่รู้ว่าหนวกหู มันรู้ไปแล้วภายหลัง มันเร็วเหลือเกิน

อายตนะเรามี ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ต้องกระทบกับอายตนะภายนอก คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์
ตอนที่อายตนะภายในกับอายตนะภายนอกกระทบกัน เขาเรียกว่าปัจจุบัน ผัสสะนั่นเอง กระทบกัน แต่เรามีสัญญา จำได้ว่าการกระทบนี้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ เป็นเรื่องไปแล้ว เสียงมากระทบหู แต่เรารู้แล้วว่าเขาพูดว่ายังไง

ฉะนั้น วิธีที่จะให้อยู่กับปัจจุบันได้ อยู่ดีๆกระทบปุ๊ปให้มันเฉยๆเป็นไปไม่ได้ รู้แล้วเฉยๆได้ตรงไหน

ก็ตอนปัญญาเข้าไปรู้ตอนที่มันกระทบ ก็ต้องมีการฝึก เราต้องพยายามฝึกไปเรื่อยๆจนเกิดความเคยชิน

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [7 พ.ย. 2551 , 17:46:39 น.] ( IP = 118.173.38.66 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1


ในพุทธประวัติที่เขาเล่าว่า พระอรหันต์ต่างๆสักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน แต่ลูกก็ไม่มีทางได้ ถ้าเผื่อลูกจะไปยึดว่า สักแต่ว่าได้ยิน
เพราะคำว่าได้ยิน พระพุทธองค์ทรงสอนว่า เสียงคือความสั่นสะเทือนของอากาศ เราคิดว่าเป็นผู้ได้ยิน คำว่า เรา ไม่มี นามธรรมเป็นผู้ได้ยิน จิตเป็นผู้ได้ยิน ได้ยินอะไร เสียงต่างๆ คือคลื่นความสั่นสะเทือนของอากาศเข้ามากระทบ แต่เพราะการเกิดหนีไม่พ้นรูปนามขันธ์ ๕ จึงต้องมีสัญญากระทบ แล้วเป็นชอบ เป็นชัง คืออภิชฌา และโทมนัส สุขทุกข์เกิดขึ้นที่ใด เกิดที่เราเป็นผู้ตัดสินใช่ไหมลูก ไม่มีใครตัดสินให้เราเลย เมื่อเราเอาเรามาเป็นผู้ตัดสินเสียแล้ว มันก็หนีสุขหนีทุกข์ไม่ได้เด็ดขาด

ฉะนั้น เราต้องมีการปฏิบัติ เราไม่ได้เป็นผู้ตัดสิน แต่เอาความจริงมาตัดสิน อะไรล่ะมากระทบ รูปมากระทบ ใครได้ยิน นามมันได้ยิน ระหว่างที่เรามีสติระลึกรู้เท่าทันปัจจุบัน คือ ไม่ได้ให้ลูกไปเท่าทันตอนมันชนกันนะ ให้เท่าทันรู้ทันว่า ใครทำอะไร ที่ไหน มีหรือไม่ แค่นั้นเอง

ใครทำอะไร รูปทำงาน จิตทำงาน รูปกับนามทำงานที่ไหน ต้องรู้ด้วย ถ้าเผื่อตรงตา ก็รู้ว่าตรงนี้ตรงตา ต้องดูตรงตา อย่าไปดูตรงหู แล้วมีอยู่จริงหรือไม่ มันก็กระทบกันแล้วดับ อันนี้มันมาทีหลัง
ผลลัพธ์เป็นอย่างไร สร้างสุขสร้างทุกข์ ถ้าเผื่อเราเท่าทัน ผลลัพธ์เป็นยังไง เฉยๆเอง ตอนที่กำหนดมันเฉยแล้ว

พระอรหันต์ท่านกำหนดทันเร็วๆๆๆเข้าทุกอย่างที่มันเกิดขึ้น แล้วจะมาบอกได้ยังไงว่ามันเป็นสุขเป็นทุกข์ เขาจึงอุปมาว่า สักแต่ว่ารู้เฉยๆ เพราะเราเท่าทันว่าใครทำอะไร ที่ไหน ใครทำกัน แค่นั้นเอง

เรานั่งปฏิบัติเพื่อจะหาว่า สักแต่ว่าเฉยๆ ไม่เป็นคน ไม่เป็นสัตว์ ไม่มีทาง ไม่มีใครสักคนเดียวทำได้
แต่เราเอาปริยัติมาเป็นพื้นฐานให้เข้าใจว่า เพื่อไม่ให้เกิดอภิชฌา (ความพอใจ) ไม่ให้เกิดโทมนัส (ความไม่พอใจ)
วิธีพ้นทุกข์คือทำลายอภิชฌาและโทมนัสเท่านั้นเอง ไม่ใช่ไปทำลายรูปหรือทำลายคน มัวไปนั่งทำลายคน ทำลายสัจจะ ไม่ได้สอนเลยนะว่าให้ไปทำลายสมมุติสัจจะ แต่ให้เอาปรมัตถ์สัจจะไปกำหนด สมมุติสัจจะก็จะหายไปเอง

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [7 พ.ย. 2551 , 17:57:23 น.] ( IP = 118.173.38.66 : : )


  สลักธรรม 2


คำถาม สมาธิมีสติตัวเดียวก็ทำได้ ต่างกับวิปัสสนา วิปัสสนานี่ถ้าไม่มีสติ สัมปชัญญะรวมกัน ก็เจริญไม่ได้ จะไม่ทันปัจจุบันอารมณ์จริงหรือไม่

คำตอบ สติ ตัวนี้เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา จัดว่าเป็นหัวใจฝ่ายการปฏิบัติ เพราะการปฏิบัติสู่มรรคผลนิพพาน ตัวนี้คือหัวหน้า ขาดตัวนี้ไม่มีทางถึงมรรคผลนิพพาน เพราะนิพพานไปได้สายเดียว คือ มหาสติปัฏฐาน สติที่มีอำนาจอันยิ่งใหญ่ปกครองความเป็นใหญ่

สติที่เรามีทุกวันนี้กันบ้า กันลืม กันเลือน กันหลง กันเดินชนโต๊ะ แต่ไม่มีโอกาสกันกิเลสได้ สตินั้นด้อยพัฒนา สตินี้เกิดขึ้นเองตามลำพังได้ เช่น ระลึกได้ แล้วก็จบ ไม่รู้ใครระลึก เช่น กำลังง่วงๆสัปหงก ระลึกรู้สึกตัว เห็นไหมลูก สติเกิดขึ้นระลึกได้ สัปหงกแล้ว ระลึกได้ แต่มันไม่มีปัญญาเข้าร่วม สติเกิดขึ้นเองตามลำพังได้ แต่ปัญญาเกิดขึ้นเองตามลำพังไม่ได้ ต้องมีหัวหน้าพามาจึงมาได้ ปัญญาเกิดขึ้นเองตามลำพังโดยขาดสติเป็นหัวหน้าไม่ได้
สติเกิดขึ้นเองตามลำพังโดยปราศจากปัญญาได้ แต่ทุกอย่างเกิดดับ แล้วมีการสืบต่อ ก็เอาสมาธิเข้ามาต่อ ปัญญาไม่ต้องมา แต่สมาธิเข้ามาได้ ใช่ไหมลูก

ฉะนั้น สติสัมปชัญญะ ก็คือความระลึกได้ถูกต้อง

เช่น ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จะระลึกอย่างเดียวว่าไม่เห็นมีอะไรไม่ได้ เพราะมันมีแล้ว แต่ที่มีแล้วมันเป็นรูปหรือเป็นนาม ปัญญาจึงเข้ามาเป็นตัวตัดสินร่วมกับสติที่ระลึกรู้สึกตัว ระลึกได้นะ คำว่ารูปนั่ง ระลึกรู้สึกตัวว่ารูปนั่ง การรู้สึกตัวระลึกได้ว่านั่ง คือสตินำมาก่อน แต่ปัญญาบอกว่าเป็นรูปนั่ง สติมีอำนาจเข้ามานิดหนึ่งแล้วพาปัญญาเข้ามา แล้วสติก็ต้องไปต่อท้ายปัญญาอีก พอเข้าใจไหมลูก ดังนั้นสติสัมปชัญญะจึงเป็นของคู่กัน

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [7 พ.ย. 2551 , 18:07:10 น.] ( IP = 118.173.38.66 : : )


  สลักธรรม 3


คำถาม จะกำหนดนามฟุ้งตอนไหน

คำตอบ เช่น นั่งอยู่ จิตมันนึกคิดไป เรานี่ไม่ทันจิต ไม่มีใครทันว่ามันฟุ้งไปเมื่อไร จะถามว่ามันฟุ้งไปเมื่อไร ไม่มีใครตอบได้ แต่เรามีโอกาสรู้ตัวตอนนี้มันฟุ้ง พอรู้ตัวว่าฟุ้งก็กำหนดนามฟุ้ง พอกำหนดนามฟุ้งแล้ว ช่วงนั้นมันก็หายฟุ้ง เพราะว่าจิตมันรู้ทีละขณะ ขณะใดรู้ว่าฟุ้ง ขณะนั้นฟุ้งไม่มี ขณะใดไม่มีตัวรู้ ขณะนั้นฟุ้ง เหมือนกับเราว่าสิ่งนี้ไม่ดี ว่าออกไปทำอย่างนี้ไม่ดี ขณะนั้นไอ้สิ่งที่ดีมันเป็นตัวว่า ใช่ไหมลูก

ขณะฟุ้ง เราไม่รู้ตัว ตอนนั้นฟุ้งอยู่ในใจ แล้วเรากำหนดนามฟุ้งตอนนั้น เป็นการขับไล่ ฟุ้งไม่มีแล้ว เป็นตัวที่ผลักออกไปแล้ว เราผลักออกไปด้วยการกำหนดเข้ามาแทนที่ เช่น สัญญา พอนามเห็น เรากำหนดนามเห็นไม่ทัน ขณะนี้เราก็เห็นนี่ แล้วเราเห็นทีละจุด คนเราไม่เห็นรวมกัน มองอันนี้ (พวงมาลัย) บางคนมองกุหลาบเพราะมันชัดกว่า บางคนมองดอกจำปีติดมาดอกหนึ่ง ฉะนั้น จะดอกจำปี ดอกกุหลาบ ดอกมะลิ หรือจะคำวาพวงมาลัยอยู่ในใจ สัญญาทั้งสิ้น กำหนดนามฟุ้ง

คำว่าฟุ้งนี้ ต้องแปลให้เป็น คือการที่จิตระลึกไปในเรื่องที่ผ่านมาแล้ว ดอกมะลิเป็นสิ่งที่เราเก็บเอาไว้ในอดีต จึงมีดอกมะลิขึ้นมาได้ สีแดงคือสิ่งที่มีมาแล้วในอดีต ถ้าเผื่อไม่มีในอดีต สีแดงไม่มี เห็นไหมลูก การที่เห็นอะไรเป็นเรื่องเป็นราว คือฟุ้งหมด
อยู่ที่บ้านก็ปฏิบัติได้ ไม่ใช่ว่าปฏิบัตินั้นจะต้องมีแต่รูป มีแต่นาม ทำความดีก็เรียกว่าปฏิบัติเหมือนกัน

สมาธิถ้าเราทำได้ก็ชื่นชม เราทำไม่ได้เราก็ขมขื่น เห็นไหมลูก มันก็มีแต่อารมณ์ชื่นชมขมขื่นเข้า
แต่วิปัสสนาทำลายทั้งชื่นชมและขมขื่น เพราะชื่นชมจริงๆก็ไม่มี ขมขื่นจริงๆก็ไม่มี มันเกิดขึ้นมาชั่วครู่เดียวมันก็ดับ ไหนล่ะที่เราจะบอกว่าเราเป็นผู้ได้รับ มันดับไปแล้ว เราไปคิดตามเรื่องที่ผ่านมาแล้วทั้งสิ้น

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [7 พ.ย. 2551 , 18:14:31 น.] ( IP = 118.173.38.66 : : )


  สลักธรรม 4


คำถาม สมาธิกับวิปัสสนา ยากง่ายต่างกันหรือไม่

คำตอบ ถ้าเผื่อสรุปการปฏิบัติของผู้รู้หลักทั้ง ๒ อัน สมาธิยากกว่าวิปัสสนามากมาย เพราะสมาธิจะต้องสรรหาของที่ถูกกับจริต พุทโธก็ไม่ได้ ฟุ้ง สัมมาอะระหังก็ไม่ได้ ฟุ้ง กสิณต่างๆ ไล่ไปจนถูกอัธยาศัยแล้ว จับเป็นเจ้าของยึดมั่น
ส่วนวิปัสสนา อะไรเกิดขึ้นตรงนี้ ดูตรงนี้ ไม่ต้องไปหาเลย วิปัสสนาง่ายกว่า แต่ต้องรู้รูปนาม ภูมิของสมาธิคือบัญญัติต่างๆ สีดำก็เป็นบัญญัติ สีดำไปอยู่ต่างชาติ ฝรั่งเรียกว่าแบล็ค สีเหลืองบัญญัติว่า เยลโล พุทโธก็เป็นบัญญัติ ไปพูดที่อื่นไม่รู้เรื่อง ถ้าเผื่อไปเกิดเป็นชนชาติอื่น ทิ้งแล้ว ยึดมั่นพุทโธ ตายไป ไปเกิดใหม่ เราจะเลือกเกิดได้ไหมว่าเราจะไปเกิดในชนชาติใด ยึดมั่นไม่ได้

แต่วิปัสสนา ไม่ว่าจะไปเกิดเป็นชนชาติใด มีอยู่ ๒ ตัว คือรูปกับนาม ขอให้รู้ภูมิวิปัสสนาว่า อะไรคือรูป อะไรคือนาม ๒ อย่างเท่านั้นเอง
นั่ง อะไรนั่ง รูปนั่ง
อะไรรู้ นามรู้
นี่เป็นอะไร รูป
ใครเห็น นามเห็น
ลมที่พัดมาเป็นอะไร เย็น ร้อน เป็นรูป
ใครรู้ นามรู้ มีอยู่ ๒ ตัวเท่านั้นเอง ง่ายที่สุดเลย

ขอให้เข้าใจว่า อะไรคือสภาวะของรูป อะไรคือสภาวะของนาม และจะต้องมีโยนิโสมนสิการ คือเพ่งเล็งให้ถูกต้องตามอารมณ์ที่เกิดขึ้นเดี๋ยวนั้น แล้วมีปัจจุบันเป็นที่ตั้ง ไม่ให้เลยไปในอดีต ไม่ให้เลยไปในอนาคต เช่นขณะที่เห็น ก็กำหนดนามเห็น ทำลายรื้อ เรา ออก เพราะถ้าเมื่อมี เรา อยู่เป็นทุกข์ทั้งนั้น เรากลัว เราเจ็บ เราร้อน ฯลฯ ตามความเป็นจริง เรา อยู่ตรงไหน ไม่มีใครตอบได้ เพราะมันไม่มี

มันมีเหตุปัจจัยคือ ความจำเป็น
ตา ทวารตานี่ อายตนะภายในกระทบรูปซึ่งเป็นอายตนะภายนอก ด้วยเหตุปัจจัยคือ แสงสว่าง มีรูปมากระทบ มีความตั้งใจจึงเกิดการเห็น วิบากส่งผลมากับการเห็น ดังนั้นจึงเห็นดี เห็นชั่ว เมื่อไม่มีเรา ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบก็ไม่มี

เราถามดูซิ การเห็น อายตนะไม่ใช่ของเรา รูปที่เข้ามาเราไม่สามารถบังคับบัญชาได้ มันกระทบกันเองด้วยเหตุปัจจัย วิบากแก้ไขได้ไหม แก้ไขของเก่าไม่ได้ เป็นอิสระทันที ไม่ยึดมั่นว่าเป็นสุขของฉัน เป็นทุกข์ของฉัน พอสุขมี ฉันยินดี อุปาทานเข้าไปเป็นตัณหา เปลี่ยนอารมณ์ต่างๆไปด้วยเหตุปัจจัย

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [7 พ.ย. 2551 , 18:23:38 น.] ( IP = 118.173.38.66 : : )


  สลักธรรม 5


คำถาม อยากได้วิปัสสนา แต่ว่ายากมาก

คำตอบ วิปัสสนาง่ายกว่าสมาธิหลายหมื่นเท่า ขอให้รู้ภูมิวิปัสสนาเท่านั้น สมาธิยากกว่า เพราะอะไร สมาธิต้องใช้การข่ม และหาที่พึ่ง ต้องใช้การข่มกิเลส เอ้าอยากดูทีวี อยากดูก็อยาก ต้องข่มไป กว่าจะข่มใจได้ ต้องมานั่งตัวตรง ทำสมาธิ ต้องใช้ความพยามข่ม แล้วต้องหาที่พึ่งคือ อารมณ์ที่หยาบกว่า เช่น ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก คำภาวนาต่างๆ เอามาเป็นที่พึ่ง จึงจะมีโอกาสทำสมาธิได้

ส่วนวิปัสสนาไม่ต้องข่ม ไม่ต้องหาที่พึ่ง แต่ให้รู้ของจริง อยู่กับของจริงตรงนั้น เท่านั้นเอง ขอให้รู้ภูมิวิปัสสนา ให้พยายามเรียนเจาะลึกเข้าไปให้รู้ว่า อะไรคือรูป อะไรคือนาม แล้วเมื่อเวลารูปนามเกิดขึ้นจะมีโยนิโสกำหนดตรงไหน เพื่อถ่ายถอนความเข้าใจผิด แค่นั้น

สีส้มคืออะไร อดีต นามฟุ้ง
หันไปเห็น นามเห็น
พัดลมพัดมา รูปเย็น
หันไป นามเห็น
รู้สึกตัวรูปนั่ง มีอยู่แค่นี้ ทำสักนิดหนึ่ง เมื่อนั่งเมื่อยแล้ว กำหนด นามเป็นทุกข์ จึงต้องนอน รูปนอน ไม่ใช่เรา
พอนอนแล้วยังไม่หลับ เห็นหลังคาอีก นามเห็น
มันมีอะไรเปื้อนคิดอีก นามมันฟุ้ง กำหนดไป ฟุ้งเสร็จ
เรามีความคิดว่า พอตามันลืมแล้ววิปลาสมากก็หลับตา นามทุกข์

ทางตา สีเป็นรูป เห็นเป็นนาม ทางตากำหนด นามเห็น

ทางหู เสียงเป็นรูป ได้ยินเป็นนาม ทางหูกำหนด นามได้ยิน

ทางจมูก กลิ่นหอม กลิ่นเหม็น เป็นรูป รู้สึกได้กลิ่นเป็นนาม ต้องกำหนด รูปกลิ่น

ทางลิ้น เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด เป็นรูป รู้รสเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม เผ็ด จืด เป็นนาม ต้องกำหนด รูปรสต่างๆ

ทางกาย เดิน ยืน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย เป็นรูป รู้สึกยืน เดิน นั่ง นอน เหยียด คู้ ก้ม เงย เป็นนาม ต้องกำหนด รูปยืน รูปเดิน รูปนั่ง รูปนอน รูปคู้ ฯลฯ ตามอาการที่เกิดขึ้น
อาการท่านตั้งอยู่ในลักษณะใด ให้กำหนดอาการนั้นว่าเป็นรูป

ทางใจ รัก เกลียด ชอบ ชัง ฟุ้ง เบื่อ เมื่อย ปวด หิว ความรู้สึกอย่างนี้เป็นนามทั้งสิ้น เช่น นามเมื่อย นามฟุ้ง นามปวด ฯลฯ ไม่ใช่เราสักอย่างเดียว


โดย ธัญธร...นำเสนอ [7 พ.ย. 2551 , 18:33:07 น.] ( IP = 118.173.38.66 : : )


  สลักธรรม 6


๖ ทวารต้องรู้จัก และต้องมีลึกไปกว่านั้น คือ เมื่อเรานี้คิดอะไร ความจำได้มันเกิดขึ้นมา ฟุ้งไป ฟุ้งไปในเรื่องราวต่างๆ มีรูปปรากฏ ต้องกำหนดรูปทางใจ เช่นเรานึกถึงหน้าใครได้ รู้สึกทันทีเลย นั่นคือรูป ต้องมีความแม่นยำ

ทางกาย ทำไมต้องกำหนดยืน เดิน นั่งนอน เป็นรูป เพราะเราหลงผิดว่า เราเดิน ยืน นั่ง นอน แท้จริงรูปทั้งสิ้น เห็นไหม

ทางตา ทำไมต้องกำหนดอย่างอื่นไม่ได้ เพราะการหลงผิดไม่ได้อยู่ที่รูป อยู่ที่เรา คิดว่าเราเป็นผู้เห็น แท้จริงนามเป็นผู้เห็น

แล้วจะทำอย่างไร เมื่อเราได้ทฤษฎีนี้ไป ก่อนนอนวันละนิด ให้เวลากับตนเอง ให้มีอิสระจากกิเลส ด้วยการเพียรพยายาม ตั้งเจตนาว่าต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะก้าวสู่ปัญญา เพื่อให้ค้นพบความจริง จะได้ไม่หลงผิด พอประกาศอธิษฐานจบ รู้สึกนั่งอยู่ ก็รู้สึกเลยรูปนั่ง เห็น นามเห็น รู้ว่าสีส้ม นามรู้

โปรดติดตามคำถาม-คำตอบต่อไปค่ะ

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [7 พ.ย. 2551 , 18:41:05 น.] ( IP = 118.173.38.66 : : )


  สลักธรรม 7

ยังไม่ได้อ่านโดยละเอียด เนื่องจากติดภาริจสำคัญ ขออนุโมทนาและขอบพระคุณพี่ธัญธรไว้ตรงนี้ก่อนนะคะ ..สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [7 พ.ย. 2551 , 20:49:02 น.] ( IP = 61.90.68.91 : : )


  สลักธรรม 8

ขอบพระคุณมากค่ะพี่ธัญธร
ได้กลับมาติดตามอ่านอีกครั้ง
ทำให้เป็นเครื่องกระตุกต่อมสติปัญญามากขึ้น
คำสอนของหลวงพ่อฟังหรืออ่านทีไร
มีแต่ความชัดเจน...ทุกครั้ง

โดย น้องอุ๊ [7 พ.ย. 2551 , 21:00:36 น.] ( IP = 125.24.23.34 : : )


  สลักธรรม 9

ได้ทบทวนเรื่องดี ๆ ที่เผยแง่มุมของชีวิตในส่วนที่เราไม่รู้อีกครั้ง อบอุ่นและมีความสุขมากค่ะ

ขอบพระคุณพี่ธัญธรค่ะ

โดย herbs [8 พ.ย. 2551 , 14:54:04 น.] ( IP = 202.28.180.220 : : 10.7.160.22 )


  สลักธรรม 10

มีความสุข และ กอร์ปไปด้วยความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการปฏิบัติ

ขอบคุณมากค่ะน้องธัญธร......อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [10 พ.ย. 2551 , 14:45:26 น.] ( IP = 124.121.178.30 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org