| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
คติธรรมประจำใจ (๑)
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
ดอกเบี้ยบาปของการฆ่าสัตว์มีถึงเก้าเปอร์เซ็นต์ มากกว่าดอกเบี้ยเงินฝากอีก แล้วก็เป็นดอกเบี้ยคงที่ด้วยที่ให้มาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน แล้วก็ไปยังอนาคตก็ยังคงเก้าเปอร์เซ็นต์หรือเก้าข้อ ... แล้วเราก็จะเห็นได้ว่าสิ่งเหล่านี้จรเข้ามาทำให้เราต้องเจ็บ คือมีความเจ็บกาย มีความเจ็บใจ
ซึ่งสิ่งที่เจ็บๆ นี้เราไม่ชอบเลย ฉะนั้น เราจึงแผ่เมตตาว่า "ขอให้เป็นสุขๆ เถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย ขอจงมีความสุขกายสุขใจรักษาตนให้รอดพ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ" นี่ก็คือความปรารถนาของสัตวโลกทั้งหลาย
แต่เราก็หนีไปจากความทุกข์เหล่านี้ไม่พ้น โดยเฉพาะเราหนีไม่พ้นไปจากความตายแน่นอนไม่ว่าผู้ดีหรือไพร่ ดังคติธรรมประจำใจตอนที่ ๑ ที่นำมาให้กับท่านในวันนี้ จากห้องนั่งเล่นแห่งความรัก จากห้องใจภักดิ์รักกุศลที่มีมา...ถ้านำมาทำหนังสือก็เล่มหนาแล้ว จึงได้เปลี่ยนสิ่งที่นำมาให้ท่านเสียใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีๆ ที่ได้พยายามไปหามาให้ท่าน เป็นตอนที่หนึ่งของคติธรรมประจำใจ คือ
![]()
คติธรรมประจำใจ (๑)
อย่าแบ่งชั้นวรรณะเลยมนุษย์.............ต่างถึงจุดสุดท้ายกลายเป็นผี
หลุมฝังศพกลบสิ้นซากอินทรีย์......... ไพร่ผู้ดี มีหรือจน ไม่พ้นตาย
จากหนังสือสวดมนต์วัดเจ้าพระยายมราช
โดย น้องกิ๊ฟ [9 พ.ย. 2551 , 22:26:36 น.] ( IP = 58.9.106.109 : : )
สลักธรรม 2
นี่เป็นคำยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ไม่มีใครหนีความตายไปได้ และความตายก็คืบคลานเข้ามาหาเราทุกวี่วัน แต่เราลืมตายกัน เพราะเรายังมีความตื่นตัวและความสบายกายสบายใจ
สบายกายก็คือยังไม่เจ็บป่วยถึงขนาดล้มหมอนนอนเสื่อเข้าโรงพยาบาลหรือต้องผ่าตัด เป็นต้น สบายใจก็คือยังมีความรู้สึกปลอดภัยว่า เรายังมีบ้านอยู่..ถึงจะเช่าอยู่ก็เถอะ มีเงินซื้อข้าวกิน มีเพื่อนที่ดี มีครอบครัวที่ดี ซึ่งความรู้สึกที่รู้ว่า "มี" อยู่นี่แหละทำให้เราตายใจว่าเราไม่ตาย เรายังอยู่
มีเพลงหนึ่งบอกว่า วันนี้ยังอยู่คิดดูให้ดี ถึงจะจนจะมีอย่าไปสร้างเวรกรรม ขืนใครทำชั่วไปอาจต้องใช้กรรมเวร อย่างมงายโลภหลงเพราะคงจะเกิดลำเค็ญ สร้างบุญพระท่านคงเห็น ร่มเย็นพ้นความกังวล ถึงวิบัติขัดสนผลบุญนำให้ ศีลธรรมมั่นใจอย่าได้คลายกังวล ถึงจะมีจะจนเกิดกุศลดลใจ พฤกษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติสิวางวาย มลาย สิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
นี่คือสิ่งที่เรารู้ๆ กันมากและกล่อมใจของเราอยู่ตลอด ซึ่งบางคนก็จำไม่ได้ แต่ทั้งจำได้และจำไม่ได้ก็ไม่มีค่าถ้าหากเราไม่รู้จักเอามาเจริญ เอามารู้ในชีวิตเรานี้ เราก็ไม่สามารถที่จะทำลายความลุ่มหลงชีวิตได้ ดังนั้น ตรงนี้จึงเตือนว่า "อย่าแบ่งชั้นวรรณะเลยมนุษย์ "
เพราะหากใครเคยไปอินเดียที่ตโปทาราม ก็จะมีการแบ่งชั้นสำหรับแต่ละวรรณะในการอาบน้ำ พวกที่วรรณะสูงๆ ก็จะอาบน้ำอยู่ชั้นบน น้อที่ผ่านการอาบแล้วไม่ว่าจะสระผม ฟอกสบู่ ขัดขี้ไคล หรือถ่ายปัสสาวะใส่ก็จะไหลลงมาข้างล่างสู่อีกชั้นหนึ่งซึ่งเป็นชั้นของอีกวรรณะหนึ่งมาอาบน้ำที่สกปรกผ่านการใช้มาจากคนที่วรรณะสูงกว่า เพราะเขาไม่สามารถขึ้นไปอาบที่สูงกว่านี้ได้
แล้วคนที่อยู่ในชั้นนี้ก็จะอาบน้ำขัดขี้ไคลแล้วก็ให้ไหลลงไปสู่อีกวรรณะหนึ่ง แล้วอีกวรรณะหนึ่งก็ใช้น้ำนี้อาบแล้วก็ปล่อยให้ไหลต่อไป ..จะมาอาบข้ามวรรณะกันไม่ได้ น้ำนี้จึงเป็นน้ำที่บ่งบอกถึงวรรณะ
โดย น้องกิ๊ฟ [9 พ.ย. 2551 , 22:27:04 น.] ( IP = 58.9.106.109 : : )
สลักธรรม 3
เราก็จะเห็นได้ว่า เมื่อพระพุทธองค์อุบัติขึ้นมาแล้วก็ทรงกระจายคำสอนสภาพธรรมว่าชีวิตนั้นคืออะไร ไม่ว่าชีวิตใครก็แล้วแต่ล้วนประกอบไปด้วยรูปธรรมและนามธรรม ที่เกิดมาดี..เพราะบุญ ที่เกิดมาชั่ว..เพราะบาป ที่เกิดมามั่งมี..เพราะทาน ที่เกิดมาจน..เพราะไม่เคยทำทาน ที่เกิดมาสวย..เพราะว่ามีศีล ที่เกิดมาซวย..เพราะไม่มีศีล
ท่านจึงได้แจกแจงไว้ว่าธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด ธรรมทั้งหลายไหลมาแต่เหตุ เมื่อสร้างเหตุอย่างไรก็ย่อมต้องได้รับผลอย่างนั้น ฉะนั้น ไม่มีพรหมลิขิต มีแต่กรรมลิขิต แล้วท่านก็กระจายกรรมให้เห็นว่า เป็นอกุศลกรรมบ้าง..เป็นกุศลกรรมบ้างที่สัตว์ทั้งหลายต่างทำมา จึงมีแต่กุศลและอกุศลเท่านั้นที่สัตว์ต่างๆ ได้กระทำมา แล้วจึงให้ผลเป็นวิบากกุศลหรืออกุศล
เมื่อศึกษาเล่าเรียนแล้วก็จะทำลายความรู้สึกเหยียดหยันวรรณะต่างๆ ออกไป พระพุทธองค์ได้ปรับระดับชนชั้นต่างๆ ให้ได้อยู่กันอย่างเสมอภาค และให้แสวงหาในสิ่งที่คนทั่วๆ ไป ยังไม่มี สิ่งที่ควรแสวงหาก็มีอยู่สี่อย่างเท่านั้นในโลกนี้ และหาได้สี่ครั้งแล้วจบเลย...สิ่งที่เรายังไม่มีกันทุกคน ไม่ว่าคนนั้นจะรวยล้นฟ้ามหาสมุทรอย่างไรก็แล้วแต่ถ้ายังไม่มีสี่อย่างนี้ก็เรียกว่ายังไม่เจอสิ่งที่เป็นขุมทรัพย์ของชีวิตอย่างแน่นอน นั่นก็คือ ให้แสวงหาความเป็นพระโสดาปัตติผล พระสกทาคามิผล พระอนาคามิผล และพระอรหัตตผล
สี่อย่างนี้มีขึ้นได้ในชีวิตสี่ครั้งแล้วไม่ต้องมีอีกเลย แต่ถ้าหากใครที่ยังไม่มีสี่ยศนี้ก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะภัย ซึ่งเหมือนกับชิงช้าสวรรค์ที่หมุนขึ้นไปจนสูงสุดแล้วก็ต้องลง เราต่างเวียนว่ายตายเกิดหมุนสลับสับเปลี่ยนกันในอบายสี่ มนุษย์ภูมิ เทวภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ..สิ่งเหล่านี้ก็เหมือนการขึ้นจากต่ำไปสู่สูงแล้วก็เวียนว่ายตายเกิดไปตามกรรมของตนเองอยู่อย่างนี้
ดังนั้นท่านจึงเตือนว่า อย่าแบ่งชั้นวรรณะเลยมนุษย์ ..เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็แล้วแต่ต่างถึงจุดสุดท้ายกลายเป็นผี คือต้องเป็นศพนั่นเอง เพราะผีคือคำโบราณที่เขาใช้เรียกซากศพที่ไม่มีลมหายใจ แต่ถ้าหากเดินได้ มาหลอกได้..ไม่ใช่ผี แต่เป็นเปรต หรืออสุรกาย หรือเทวดา ฉะนั้น การที่ต่างถึงจุดสุดท้ายกลายเป็นผีจึงเป็นสิ่งที่แน่นอนของทุกคนที่ต้องทิ้งร่างไว้ แข็งทื่อ มีแต่ความขึ้นอืด น้ำหนองไหล มีความบูดเน่า ซึ่งไม่เหลือความสวยงามเอาไว้เลย มีแต่ความไม่สวยงามและเหม็น
หลวงพ่อเคยพูดเสมอว่า เป็ด ไก่ วัว ควาย ตายแล้วยังมีประโยชน์ เพราะตายแล้วเรายังนำมากินได้ เช่น สเต๊กหมู สเต๊กเนื้อ ต้มข่าไก่ หรือก๋วยเตี๋ยวหมูบ่ะช่อ แต่ใครจะเอาคนตายแล้วไปกินบ้าง ซากเราเขาก็ไม่เอาไปกินเพราะเหม็นเน่า ในท้องมนุษย์นี้เป็นที่บรรจุซากศพมากนานาชนิด เป็นสุสานคนเป็น เพราะในกระเพาะของเรานี้เคยบรรจุซากศพต่างๆ มานับไม่ถ้วน แต่ในท้องวัวมีหญ้า ท้องหมามีข้าว แล้วท้องเราล่ะมีอะไร ...ท้องมนุษย์จึงสกปรกที่สุด เวลาเผาจึงเหม็นที่สุดเขาจึงต้องทำปล่องเมรุสูงๆ ให้กลิ่นมันลอยเลยการรับรู้ไปได้
โดย น้องกิ๊ฟ [9 พ.ย. 2551 , 22:28:16 น.] ( IP = 58.9.106.109 : : )
สลักธรรม 4
หลุมฝังศพกลบสิ้นซากอินทรีย์ ไพร่ผู้ดี มีหรือจน ไม่พ้นตาย .. นี่ก็คือการเตือนมรณานุสติให้เรามีการเตือนใจอยู่เสมอว่า เราใกล้เปลี่ยนภพแล้วนะ ตอนนี้เราอยู่ภพอะไร? มนุษย์ ..แล้วจะเปลี่ยนภพไปเป็นอะไร? ไม่รู้ ฉะนั้น เราใกล้เปลี่ยนภพแล้วและต้องไปเริ่มต้นในภพใหม่ที่ยังไม่รู้เลยว่า จะเป็นอะไร จะกินอะไร อาหารประจำชีวิตของเราเป็นอย่างไร รอบตัวเรานี้มีใครบ้าง มีอะไรบ้าง เราไม่รู้เลย ใกล้เปลี่ยนภพแล้วนะ เวทีนี้คือเวทีมนุษย์ก็ใกล้จบลงทุกทีแล้ว ฉะนั้นก็อย่าประมาท
อย่าประมาทที่จะใช้ชีวิตและใช้ความคิดที่ผิดๆ หรือใช้ชีวิตอย่างไร้ค่า คือ อย่ามักเป็นคนจับผิด อย่าคิดแต่ริษยา อย่าเสียเวลากับเรื่องความหลัง และอย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ ทั้งสี่อย่างนี้ถ้าใครมีก็เลิกเสีย หรือถ้ายังไม่มีก็ดีแล้ว
อย่ามักเป็นคนจับผิด. .ไม่ดีเพราะจิตใจจะหม่นหมอง เวลาที่เราดูในสิ่งที่ดีเราก็จะสดชื่น เช่นดูของสวยๆ งามๆ ดูดอกไม้ ..เราก็จะรู้สึกดี อู้หู ..โอ้โหดอกไม้สวย แต่พอเรามองก้มไปดูมูลสุนัขเราก็เฮ้อ..ไม่สวย มันก็หม่นหมอง อารมณ์ที่ต่างกันก็เปรียบเสมือนการมองดีแล้วใจสุข มองไม่ดีแล้วใจทุกข์
อย่ามัวคิดริษยา ..ไม่ดีเพราะในชีวิตของเราย่อมมีการแข่งขัน แต่ท่านบอกว่า แข่งกันดี.. ไม่ดีสักคน ผลัดกันดี..ได้ดีทุกคน คนเราแข่งกันดีนั้นก็เพราะมีกิเลสมาผลักให้ทะเยอทะยานไม่อยู่สุข และมีความอิจฉาริษยา แต่ถ้าหากผลัดกันดีก็จะได้ดีทุกคน
อย่าเสียเวลากับความหลัง ..ไม่ดีเพราะเป็นพวกย้ำคิดย้ำทำ คิดแต่เรื่องที่เป็นอดีต ..หลวงพ่อท่านบอกว่า อดีตคือความปด อนาคตคือความฝัน ปัจจุบันคือความจริง ..เราจะสุขเขาจะสุข เราจะทุกข์เขาจะทุกข์ ต่างคนต่างทำต่างคนต่างได้ ..ใครทำใครได้ ทำมากได้มากทั้งดีทั้งชั่ว
โดย น้องกิ๊ฟ [9 พ.ย. 2551 , 22:29:40 น.] ( IP = 58.9.106.109 : : )
สลักธรรม 5
อย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ .. ไม่ดีเพราะเราก็จะเห็นได้จากตลาดหลักทรัพย์ คือต้องบอกก่อนว่าเมื่อก่อนนั้นเคยทำงานเกี่ยวข้องกับตลาดหลักทรัพย์โดยได้ค่าคอมมิชชั่น ก็จะได้เห็นมากมายถึงการได้กำไรของนักเล่นหุ้น ซึ่งเพียงแค่ห้านาทีที่เขาจรดปากกาลงไปสิบล้านเขาก็ได้เงินเป็นร้อยล้าน ก็จะเห็นว่าคนที่มีสิบล้านแล้วกล้าเขียนลงไปว่าสิบล้าน นั่นก็แสดงว่าเขาต้องมีมากกว่าสิบล้าน
และเมื่อตลาดมันดาวน์เพราะไม่ซิลลิ่งตลอด เหมือนกับลูกปิงปองที่กระเด้งๆ แล้วก็ตกราบไปกับพื้น และเมื่อมันไหลราบลงแล้วก็จะไหลลงต่ำ เราก็จะได้เห็นคนที่พังมามากแล้วกับความไม่รู้จักพอ
อะไรที่ทำให้ไม่รู้จักพอ ก็คือตัณหา เพราะอันตัณหาลวงล่อให้ก่อเกิด ตรงดูเถิดจับสิ่งชั่วตัวตัณหา ถ้าจับเป็นก็จะเห็นอนัตตา ว่าตัณหามันเป็นของให้หมองใจ
นี่คือเรื่องหนึ่งที่จะทำให้เราใช้วิตก่อนที่จะไปเป็นผีให้ดีที่สุด ด้วยการไม่เป็นนักจับผิด อย่าคิดแต่ริษยา อย่าเสียเวลากับเรื่องความหลัง และอย่าพังเพราะไม่รู้จักพอ แล้วใช้ชีวิตให้อยู่ในความเพียงพอตามพ่อหลวงของเรา
โดย น้องกิ๊ฟ [9 พ.ย. 2551 , 22:29:58 น.] ( IP = 58.9.106.109 : : )
สลักธรรม 6
นอกจากนี้เราก็ควรเตือนตนเองหรือใช้เวลาอย่างไรจึงจะประโยชน์มากกว่านั้น โดยการเปลี่ยนชีวิตมาเดินตามทางที่พระพุทธองค์สอน พระพุทธเจ้าสอนอะไร? คำตอบที่ตอบมาว่า สอนให้เราปฏิบัติตนให้พ้นไปจากทุกข์ ..เป็นคำตอบที่ถูกต้อง แต่กว่าที่เราจะไปถึงตรงพ้นทุกข์นั้นมันยาก เปรียบเหมือนกับเป็นคำควบกล้ำหรือคำรวม
วันนี้ก็จะมากระจายให้ดูว่า พระพุทธเจ้าสอนอะไร? พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ สอนให้สู้ สอนให้รัก สอนให้รวย และสอนให้ละ
สอนให้รู้ .. คือให้รู้จักชีวิต ที่เรามาเรียนนี้ก็คือการมาสอนให้เรารู้ เพราะเมื่อก่อนที่นั่งอยู่ตรงนี้เรายังไม่เคยเรียนพระอภิธรรมเลยเรารู้ไหมว่าชีวิตนั้นคือสิ่งที่อุบัติขึ้นมาด้วยเหตุปัจจัย มีแต่รูปกับนาม และภายใต้รูปนามนั้นมีการกระทำงานฝ่ายอกุศล มีฝ่ายกุศล มีจิตแบบมหัคตะ มีจิตแบบโลกุตระ มีวิบากจิต มีกิริยาจิต ..เราก็ไม่รู้ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนให้รู้จักชีวิต ว่าชีวิตนั้นคืออะไร ซึ่งโดยรวมก็คือการสอนให้เกิดปัญญา ให้แก้อวิชชา ป้องกันความโง่
สอนให้สู้ .. คือให้สู้กับชีวิตด้วยการมีขันติอดทนต่อความลำบาก อดทนต่ออารมณ์ อดทนต่อดินฟ้าอากาศ สอนให้เกิดขันติป้องกันความอ่อนแอ และไม่ยอมแพ้แก่วิบาก
สอนให้รัก .. คือรักดี รักสงบ เป็นการรักตนเองให้ถูกต้อง และรักคนอื่นด้วยคือมีเมตตา
สอนให้รวย .. คือให้รู้จักสร้างฐานะ พระพุทธองค์สอนการใช้เงินโดยให้แบ่งเป็นสี่อย่าง คือแบ่งไว้เลี้ยงชีวิต แบ่งเก็บออมไว้ แบ่งมาตอบแทนกตัญญู และแบ่งมาสร้างอริยทรัพย์ เช่นเรามีเงินเราก็แบ่งออกว่าส่วนนี้ใช้เป็นค่าใช้จ่ายในเดือนนี้ แล้วก็แบ่งอีกส่วนหนึ่งออกมาเก็บไว้ใช้ในยามที่ไม่มีงานทำ แล้วก็แบ่งเงินที่ทำงานได้มากนี้อีกส่วนหนึ่งไปตอบแทนพระคุณ แล้วก็แบ่งอีกส่วนหนึ่งไปทำบุญ..ก็คือการสร้างอริยทรัพย์
นี่ก็คือการสอนให้รวยทั้งในชาตินี้และชาติหน้า และเมื่อพูดถึงคำว่ารวยก็จะบอกให้ว่า คนจะงามงามน้ำใจใช่ใบหน้า คนจะสวยสวยจรรยาใช่ตาหวาน คนจะแก่แก่ความรู้ใช่อยู่นาน คนจะรวยรวยศีลทานใช่บ้านโต โดย น้องกิ๊ฟ [9 พ.ย. 2551 , 22:30:20 น.] ( IP = 58.9.106.109 : : )
สลักธรรม 7
สอนให้ละ .. คือการละตัณหาและอุปาทาน เป็นคำสอนข้อสุดท้ายที่สุดยอด เพราะผู้ใดละตัณหา หยุดตาหันไปหาสิ่งต่างๆ โดยไม่รู้จักพอ หยุดความทะยานอยาก ไม่ว่าจะอยาก อย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าในชาติหน้าหรือชาติต่อๆ ไป เช่น เจ้าประคุณ ขอให้ได้ไปเกิดที่นั่นที่นี่ แต่พระพุทธเจ้าทรงบอกว่า การเกิดเป็นทุกข์
ฉะนั้น อย่าอยู่อย่างอยาก จงทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่ทำเพื่อแก้อยาก เวลากิน..จงกินเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่กินเพื่อแก้อยาก อร่อยหรือไม่อร่อยอิ่มได้เหมือนกัน เวลาหา ..เวลาอยู่ก็ทำเพื่อแก้ทุกข์ไม่ใช่แก้อยาก แล้วก็ละอุปาทานด้วยการมองสภาพธรรมให้เห็นว่าสิ่งต่างๆ เหล่านั้นมีความไม่เที่ยง มีความเป็นทุกข์ และมีสภาพธรรมเป็นอนัตตา ซึ่งกฎสามอย่างคือพระไตรลักษณ์นี้อยู่เหนือการบังคับบัญชาได้ เพราะพระไตรลักษณ์นี้เป็นของประจำอยู่คู่กับชีวิต คือรูปและนาม
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว..การที่เรานอกจากจะรู้รักสามัคคี มีความดีเจือจานกัน สร้างสรรค์แต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ หยุดให้โทษตนและผู้อื่น และหยิบยื่นแต่สันติสุขแล้ว เราก็จะต้องปลุกใจให้อยู่ในความรู้ ความสู้ ความรัก ความรวย และความละให้ได้
เราจะได้ดำเนินชีวิตก่อนที่จะไปเป็นผีด้วยการเตรียมทำเสบียงบุญเอาไว้นั่นเอง นี่ก็คือคติธรรมประจำใจตอนที่ ๑ ที่นำมาให้แก่ท่านในวันนี้
โดย น้องกิ๊ฟ [9 พ.ย. 2551 , 22:30:56 น.] ( IP = 58.9.106.109 : : )
สลักธรรม 8
และขอเรียนให้ท่านทราบว่า ในวันศุกร์ - เสาร์ - อาทิตย์หน้า เป็นวันที่จะมีเหตุการณ์สำคัญของประเทศไทย เป็นวันที่ปวงชนชาวไทยทุกคนจะอาศัยเวลาที่ทางสำนักพระราชวังและคณะรัฐบาลใช้วันดังกล่าวเป็นวันถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ..ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย
เราจะมากระทำกิจกรรมกันที่นี่ตามเดิมโดยไม่ได้ปิดมูลนิธิ แต่ขอให้ทุกคนไว้ทุกข์เพราะมีการประกาศให้คนไทยทั่วประเทศทราบแล้วว่า มีการหยุดสถานบันเทิงต่างๆ และขอให้ทุกคนร่วมกันไว้อาลัยในงานสำคัญครั้งนี้ จึงขอเรียนทุกท่านว่า ในวันที่พระราชทานเพลิงพระศพนั้นก็ขอให้ใส่ชุดดำสนิทไม่ใช่ใส่สีขาวหรือผ้าลาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราเกิดบนแผ่นดินไทย เราเป็นคนไทย และเราอาศัยแผ่นดินไทย เราจะต้องจงรักภักดีต่อประเทศชาติ พระศาสนา และสถาบันอันสูงสุดของเราคือพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงส์ทุกพระองค์
และถัดจากสัปดาห์หน้าไปอีกหนึ่งสัปดาห์ในวันจันทร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน ก็จะเป็นวันครบรอบ ๑๗ ปีแห่งการมรณภาพของท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร ซึ่งตรงกับวันจันทร์เราจึงได้เลื่อนมาทำกุศลถวานสักการะแด่ท่านในวันอาทิตย์ที่ ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ โดยในช่วงเช้าก็เป็นการเรียนการสอนตามปกติ ส่วนในช่วงบ่ายจึงจะเริ่มงานกุศลตั้งแต่เวลาบ่ายโมง โดยมีกำหนดการดังนี้
เวลา ๑๓.๐๐ น. คณะนักศึกษาพระอภิธรรมพร้อมใจกันสาธยายบทสวดพระอภิธรรม เพื่อแสดงความระลึกถึงท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร
เวลา ๑๓.๓๐ น. ปาฐกถาธรรมโดย พระราชวิจิตรปฏิภาณ (พระพิพิธธรรมสุนทร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์เทพวราราม
เวลา ๑๖.๐๐ น. พิธีเปลี่ยนผ้าจีวรหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนท่านอาจารย์บุญมี เมธางกูร
เวลา ๑๖.๐๐ น. พระสงฆ์ ๕ รูป เจริญพระพุทธมนต์
จึงขอเรียนเชิญทุกท่านมาร่วมพิธีแสดงความกตัญญูกตเวทิตาคุณแด่ท่านอาจารย์บุญมีในวันดังกล่าวด้วย
ขอความเจริญความผาสุกความมีสติมีปัญญาและความมากด้วยปัญญาบารมี ขอให้เหตุอดีตของทุกท่านที่มีมากันทุกคนอย่างแน่นอนเพราะมิฉะนั้นแล้วท่านก็คงไม่เข้ามาตรงนี้คือมาศึกษาพระอภิธรรม ขอเหตุอดีตเหล่านั้นจงมีอำนาจส่งผลมาให้ท่านทั้งหลายให้เกิดความเข้าใจในพระอภิธรรม ให้เกิดความรู้ในธรรม และสามารถเอาความเข้าใจเอาความรู้ไปปฏิบัติ ด้วยการกระทำความเพียรมีสติมา สัมปชาโณ อาตาปีได้โดยไวชาติทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน อนุโมทนา.
โดย น้องกิ๊ฟ [9 พ.ย. 2551 , 22:31:34 น.] ( IP = 58.9.106.109 : : )
สลักธรรม 9ขอบพระคุณน้องกิ้ฟมากๆเลยครับ ที่นำเรื่องดีที่มีคุณประโยชน์ต่อการวางใจมาให้อ่านอีกครั้งนะครับ
คติธรรมนี้ทำให้ชะงักการใช้ชีวิตแบบลอยละล่องได้ดีทีเดียวครับ เพราะนึกได้ว่าอีกไม่นานต่างก็จะต้องตายกลายเป็นผีกันแล้ว ทั้งคนที่เรารักและเฉยๆ ต้องลงเอยเช่นกัน
ยิ่งทั้ง ๔ ข้อที่ไม่ให้เรากระทำต่อไป นั้นดีมากครับ เพราะถ้าหมดไปจากจิตใจคนเราได้ โลกนี้คงน่าอยู่มากขึ้นเลยครับผม.
![]()
โดย พี่เณร [10 พ.ย. 2551 , 07:47:57 น.] ( IP = 58.9.141.183 : : )
สลักธรรม 10อ่านแล้วได้ข้อเตือนใจหลายอย่าง ทั้งข้อไม่ดี 4 อย่างที่ควรเลิก และข้อดีที่พระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักชีวิตจนกระทั้งสอนให้ละตัณหาและอุปาทาน
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ
ขอบพระคุณและอนุโมทนากับกุศลกรรมของน้องกิ๊ฟด้วยค่ะโดย เซิ่น [10 พ.ย. 2551 , 11:05:15 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |