| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สมาธิ สุข หรือ ทุกข์ (๑๑)
สมาธิ
สุข หรือ ทุกข์ ?![]()
ตอนที่ผ่านมา
๙. อากาสกสิณ เพ่งอากาศ เพราะอากาศ เรามองไม่เห็นให้ตัดลำแพน แผ่นหนัง หรือผ้าให้ช่องกลมโต ๑ คืบ ๔ นิ้ว แล้วเพ่งความว่างเปล่าที่ช่องนั้นอันเป็นความว่างเปล่าที่ไม่มีขอบเขตจำกัด ไม่ใช่ว่างเปล่า เวิ้งว้าง ทั่วไปไม่มีขอบเขต
โยคีมีความประสงค์จะเพ่งกสิณ ถ้ามีบุญมีบารมีมาในอดีตแล้วก็สามารถกำหนดได้ง่าย ๆ เพียงแต่มอง ๆ ที่ว่าง ๆ แล้วก็เพ่งว่าอากาโสอนันโต แล้วไม่ช้าไม่นานก็ได้อากาสกสิณ แต่สำหรับผู้ที่เพ่งโดยไม่มีอดีตกรรมช่วยหนุนหลังบ้างก็จำเป็นจะต้องตัดช่องอากาสกสิณ เขาให้ตัดช่องเป็นวงกลมโต ๑ คืบ ๔ นิ้ว
ความจริงอากาสกสิณนั้นเพ่งช่องว่างนั้นเอง ในครั้งโบราณคนที่อยู่กระท่อมหรือบ้านที่อยู่ในป่าก็ไม่ใช่บ้านสมัยใหม่ ถ้าท่านมีบ้านสมัยใหม่แล้วเอาไปทำก็ไม่ได้ เพราะเขาเจาะช่องที่ชายคาให้เป็นช่องลมแล้วก็เพ่งไปที่ช่องนั้น หรือบางทีเจาะข้างฝาก็ได้ เพียงเพื่อว่าจะให้เป็นวงกลมแล้วมองออกไปข้างหน้า ให้เห็นความว่าง ต้องไปหาที่ว่าง ๆ มาติดตามบ้านอย่างนี้ไม่ได้ ถ้าเจาะฝาเรือนก็ดี หรือเจาะหลังคาก็ดี กว้าง ๑ คืบ ๔ นิ้ว แล้วก็เพ่งความว่าง มองดูที่ช่องว่างนั้น จนกระทั่งสามารถมีสมาธิมากขึ้น ๆ ๆ ถึงปฏิภาคนิมิตขยายปฏิภาคนิมิตได้ เขาเรียกว่า อากาสกสิณโดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 พ.ย. 2551 , 07:12:43 น.] ( IP = 58.9.141.183 : : )
สลักธรรม 1![]()
๑๐. อาโลกกสิณ เป็นกสิณสุดท้าย ข้อ ๑๐ ใช้ความสว่างเป็นอารมณ์ หมายถึงแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ แสงไฟที่ส่องลอดเข้ามาตามข้างฝาเป็นวงกลม ให้เพ่งความสว่างที่เป็นวงกลมนั้น ถ้าไม่มีอย่างนี้ก็ให้ทำขึ้นโดยใช้ปี๊บมาเจาะที่ข้างหนึ่งให้เป็นวงกลมเอาไฟใส่ เช่น เอาตะเกียงใส่ไว้ในปี๊บนั้น ปิดฝาเสีย หันปี๊บด้านข้างที่เจาะเข้าข้างฝา ให้เพ่งแสงสว่างที่ส่องออกมาจากปี๊บเป็นวงกลมติดอยู่ข้างฝานั้น ให้เพ่งแสงสว่างที่มันออกมาจับที่ข้างฝาเป็นวงกลมนั้นแล้วก็บริกรรมว่า อากาโส อากาโส ๆ หรือ อาโลกะ ๆ ๆ ๆ คือเพ่งอากาศ อาโลโก ๆ คือแสงสว่างนั่นเอง
อาโลกกสิณนั้นเพ่งความสว่าง เจาะฝาเรือนก็ดี อะไรก็ดี สู้ที่เจาะปี๊บอย่างที่ว่าเมื่อกี้ไม่ได้ แล้วสามารถทำให้เกิดนิมิตขึ้นแสงสว่างเป็นวงกลมอยู่ภายในใจของเรา
ผมก็ได้พูดจบเรื่องเพ่งกสิณ ตั้งแต่ข้อ ๒ ถึง ๑๐ เพราะข้อ ๑ เพ่งดินก็ว่าไปโดยละเอียดแล้ว
ถ้าเราจะทำภาพให้เหมือนน้ำ คือระบายสีให้เป็นน้ำ มันก็จะกลายเป็นเพ่งวรรณกสิณ ก็กลายเป็นสี จะเอาสีอะไร เราแยกหลายสีโดยอนุโลม สีเหลือ สีเขียว สีแดง ได้ทั้งนั้น ถ้าเราเอาภาพน้ำโดยใช้เขียนเอาก็กลายเป็นเพ่งวรรณกสิณ แต่ว่าสีขาวง่าย ตัดกระดาษขาวลงไปบนแผ่นไม้อัดหรือหนัง ทาสีดำ แล้วเอากระดาษขาวตัดติดเข้าไป วางอยู่ตรงหน้าแล้วก็เพ่ง ถ้าเพ่งสีแล้วไม่ตรงตามที่เห็นต้องเปลี่ยนกสิณใหม่
สำหรับผู้เพ่งที่ตรงอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าเพ่งสีขาวต้องเห็นสีขาว หลับตาแล้วก็ยังเห็นภาพนั้นเป็นสีดำก็ต้องเลิก เพราะว่าไม่ตรงตามความเป็นจริง ใช้ไม่ได้
การเพ่งเปลวเทียน เราเข้ากสิณเพ่งไฟ เราอนุโลม บางคนเอาพระพุทธรูปมาตั้ง แล้วมาเพ่งพระพุทธรูปก็มี บางทีก็เอาไฟมาตั้งแล้วเพ่งไฟก็ได้ แต่ว่าทำวงกลมแบบนี้มันทำสำหรับให้ง่ายต่อการปฏิบัติ ถ้าคนอดีตกรรมมาก ๆ ทำอย่างไรก็ได้ เอาไฟตั้งก็ได้
ถ้าเพ่งสีขาวโอทาตะแล้ว กลับเห็นเป็นสีดำ ไม่ดีแล้ว เพราะจิตสร้างภาพไปคนละอย่าง ทำให้เราผิดจากเป้าหมายนี้ไปแล้ว เพราะฉะนั้นต้องเลิก เปลี่ยนกสิณใหม่
เพ่งเทียนก็เหมือนกัน เปลวเทียนที่จะดูนี้มันเปลี่ยนสภาพไม่ตรงกับเทียนที่เราเห็นต้องเลือกอีกเหมือนกัน อาจเป็นอย่างดี อาจเป็นภาพหลอกตา แต่ถ้าเห็นเป็นเปลวเทียนสว่างก็เป็นนิมิต เราต้องรักษานิมิตนี้ไว้ใจใจให้ได้จึงจะใช้ได้ ถ้าปรากฏเป็นอะไรนอกจากที่เราเพ่งอย่าไปเอาใจใส่ บางคนเห็นสวรรค์ นรก เพราะนิมิตมันสร้างขึ้นมาเอง เราก็ไปเอาใจใส่ดูแล้วดูอีก ทำทุกคืนดูทุกวัน อีกหน่อยจิตใจไม่ดีดูอะไรเห็นอย่างนั้นไม่เป็นไร ถ้าทำแล้วเห็นภาพที่เราเพ่งอยู่ก็ไม่น่าเลิกทำ อย่างน้อยทำ ๗ วัน ๑๕ วัน มันถึงจะได้นิมิต กว่าจะได้อุคคหนิมิตภาพปรากฏในใจ กว่าจะเอากสิณออกได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 พ.ย. 2551 , 07:17:59 น.] ( IP = 58.9.141.183 : : )
สลักธรรม 2![]()
อานุภาพของกสิณ
สำหรับผู้ที่ทำกสิณทั้ง ๑๐ การเพ่งกสิณยังภาพนิมิตให้กสิณอื่น ๆ เกิดได้ หมายความว่าทำให้นิมิตปรากฏขึ้นในใจ สำหรับผู้ที่ชำนาญมาแต่อดีตก็ไม่จำเป็นจะต้องเพ่งโดยทำรูปอะไร ดูที่ไหนก็ได้ อย่างที่ผมเคยว่า ลานที่เขานวดข้าวเป็นวงกลมสำหรับควายเดินย่ำข้าว คนที่มีนิมิตทำมาแต่เดิมชาติก่อนคล่องแคล่วนิมิตเกิดง่าย เพียงเห็นลานนวดข้าวเท่านั้น เพ่งเดี๋ยวเดียวก็สามารถเกิดอุคคหนิมิต แล้วทำไปเรื่อย ๆ ไม่ช้าไม่นานก็ได้ปฏิภาคนิมิตแล้วได้ฌาน โดยเอาลานนวดข้าวใหญ่ที่สุดผ่าศูนย์กลางหลายวา
เพราะฉะนั้นถ้ามีอดีตกรรมทำไว้ก็สามารถทำอะไรได้ง่าย ๆ ปฏิภาคนิมิตก็เกิดง่าย แล้วแต่ว่ามีบุญตั้งแต่ชาติที่แล้วมา
กรรมฐานที่ทำให้ได้ฌานเร็ว กรรมฐานทั้งหมดมีอยู่ ๔๐ แต่กรรมฐานที่จะให้ถึงฌานได้โดยวิธีทำให้จิตสงบแล้วยกขึ้นฌานอีกทีหลังมีอยู่ ๓๐ มีกสิณ ๑๐ ถึงฌานได้เร็วกว่ากรรมฐานอื่นทั้งหมด กสิณ ๑๐ ที่เรียนไปแล้ว ทำให้สามารถได้ฌานมากและเร็วที่สุด ยิ่งกว่าทำกสิณอื่น ๆ ทั้งหลาย
ท่านอาจตั้งคำถามว่า ถ้ากสิณทำให้ได้ฌานเร็วถึงฌานเร็วถึงฌานได้ง่ายและอื่น ๆ ถึงฌานยากเพราะอะไร เหตุผลก็มีอยู่ว่า ทำกสิณเพ่งดิน เพ่งน้ำ จิตมั่นคงได้ง่าย เพ่งอื่นๆ ความมั่นคงมันน้อย
ยกตัวอย่างเช่น เพ่งความตาย มรณานุสติ เราต้องคิดถึงสัตว์ที่มันตาย มันต้องนึกหลายเรื่องมาปนกัน หรือเพ่งเมตตากรุณา มันก็นึกถึงสัตว์หลายอย่างมาปนกัน หรือเพ่งเทวดานุสติ เพ่งอนุสติ ก็ต้องนึกหรือเพ่งซากศพเห็นซากศพ มันก็ได้เห็นจุดเดียว เพ่งหลายจุดอารมณ์ก็แตกพร่า แทนที่จะเป็นจุดใดจุดหนึ่งจุดเดียวก็แตกออกไปที่นั่นที่นี่
เช่นเพ่งซากศพ มันไม่ได้เห็นจุดเดียวแล้วเป็นซากศพได้เมื่อไร ต้องเห็นหลายจุดในซากศพนั้น เพราะฉะนั้นทำให้จิตเกิดสมาธิจึงเป็นไปได้ยากกว่า แต่การเพ่งกสิณในวง ๑ คืบ ๔ นิ้ว แล้วเพ่งตรงไปเฉย ๆ จิตจึงมั่นคงและมีภาพอันเดียว ไม่ต้องเก็บภาพหลาย ๆ อย่างมีอารมณ์หลาย ๆ อย่างปนกัน ดังนั้น การที่เก็บภาพอันเดียวไว้ในใจอย่างเดียวจึงสามารถทำให้ถึงฌานได้ง่ายกว่า
ด้วยเหตุนี้บรรดาผู้ที่ปฏิบัติก็แยกย้ายกันทำ ใครถนัดทางไหนก็ทำทางนั้น แต่ว่าโดยหลักการส่วนรวมแล้วเพ่งกสิณที่มีอยู่ ๑๐ ได้ผลเร็วได้ฌานเร็วมาก เกิดอุคคหนิมิต เกิดอุปจารสมาธิ ไปจนกระทั่งถึงอัปปนาสมาธิได้ง่าย ได้ฌานเร็วยิ่งกว่ากรรมฐานอื่น ๆโดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 พ.ย. 2551 , 07:23:41 น.] ( IP = 58.9.141.183 : : )
สลักธรรม 3![]()
อุคคหนิมิตที่เกิดขึ้นจากการเพ่งโอทาตกสิณ สีขาว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้แสดงยกย่องโอทาตกสิณว่า โอทาตกสิณคือเพ่งสีขาวนั้นประเสริฐยิ่งกว่ากสิณอื่น ๆ ที่เป็นสีด้วยกัน อย่าไปเอาหมด ๑๐ กสิณ โอทาตกสิณสีขาวนี้ประเสริฐยิ่งกว่ากสิณทั้งหมดที่เป็นสี เช่น เพ่งสีทองก็ดีหรือเพ่งนีลกสิณ ทำไมพระองค์จึงยกย่องว่าโอทาตกสิณดียิ่งกว่าเพ่งกสิณสีอื่น ก็เพราะว่า ทำให้จิตใจของโยคีผู้กำลังเจริญนั้นผ่องใสยิ่งขึ้น ปราศจากราคี แปลว่า กิเลสถอดหนีง่ายเพราะมันสว่าง ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอนไม่กล้าเข้ามาใกล้ง่าย ๆ และในขณะที่อุคคหนิมิตยังไม่ปรากฏหรือปรากฏแล้วก็ตาม หมายความว่า นิมิตยังไม่ปรากฏติดอยู่ในใจแน่นหนาก็ช่วยได้แล้ว
โอทาตกสิณยังไม่ใช่เพียงแค่มีความสามารถเท่าที่ว่านี้ คือทำให้จิตใจสว่างไสว ทำให้จิตใจปราศจากความง่วงเหงาหาวนอน นอกจากนั้น โอทาตกสิณยังมีความสามารถอีกอันหนึ่งก็คือสามารถก่อให้เกิดอำนาจจิต แล้วอำนาจจิตอันนี้แหละจะสามารถทำนายเหตุการณ์ของคนอื่นหรือตัวเองได้ ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ฌานก็ตาม
เพ่งโอทาตกสิณนอกจากคุณภาพหลายอย่างที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่าประเสริฐยิ่งกว่าเพ่งสีอื่น ๆ ทั้งหมด เพราะทำให้จิตใจสว่างไสวปราศจากกิเลสได้ง่าย ทำให้หายง่วงนอนมิหนำซ้ำให้อำนาจจิตมากขึ้นด้วย ถ้าผู้ใดทำกสิณชนิดนี้สม่ำเสมอจนมีสมาธิดีมาก ๆ แล้วก็มีอำนาจทางจิตเป็นพิเศษ จะสามารถทำนายเหตุการณ์อะไรได้ ก็แน่ละครับ ถ้าไม่ได้อภิญญาก็มีผิดมีถูกปนกัน ดังนั้น บรรดาผู้ที่สามารถทำนายทายทักอะไรต่ออะไรก็อาศัยเอามาจากโอทาตกสิณส่วนมาก ในพระอภิธรรมได้แสดงไว้ว่า ผู้ทำโอทาตกสิณถึงจะยังไม่ได้ฌาน ยังมีอำนาจทางจิตสามารถทำนายเหตุการณ์ในอนาคตของผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องได้คล้าย ๆ กับผู้ได้ฌาน อำนาจมันมีมากสำหรับโอทาตกสิณ
ผมพูดไปเช่นนี้แล้วผมก็เชื่อว่าท่านนักศึกษาคงจะไปทำโอทาตกสิณกันบ้าง
ถ้าได้ถึงฌานสูงสุดที่เรียกกันว่ารูปฌานแล้วก็สามารถมีอำนาจคือต้องไปฝึกใหัจิตเกิดอำนาจขึ้น เรียกว่า ทำให้เกิดอภินิหารขึ้นมาเป็นอภิญญาจิต การทำจิตให้เกิดอภิญญาก็ต้องฝึกฝน
ยกตัวอย่างเช่น อยากจะระลึกชาติได้ ถ้าสมมุติว่าผู้ที่ทำได้สมาธิถึงฌานชั้นสูงแล้ว เช่น ได้ปัญจมฌานแล้ว สำหรับคนที่จะให้ได้อภิญญาจริง ๆ ก็ต้องทำอรูปฌานอีก ๔ ให้ได้สมาบัติ ๙ หรือ ตามพระสูตรเรียกสมาบัติ ๘ ต้องได้หมด แต่ยกเว้นผู้ที่อดีตชาติเคยทำฌานมาแล้ว ทำอภิญญาทำอิทธิฤทธิ์ได้ พอมาถึงชาตินี้ไม่ต้องถึงอรูปฌาน ทำถึงปัญจมฌานก็สามารถทำอิทธิฤทธิ์ได้แล้ว แสดงฤทธิ์อำนาจได้
ผมหมายความว่า ถ้าผู้ใดไม่มีอำนาจอดีตหนุนหลังผู้นั้นจะต้องทำรูปฌานจนถึงปัญจมฌาน และทำอรูปฌานถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ฌานสูงสุด แต่เวลาที่จะทำอภิญญา ก็ลงมาทำที่ปัญจมฌาน ถ้าผู้ใดเคยฝึกฝนจิตของตนจนมีปัญญาสามารถทำอภิญญาจิตได้ ทำอิทธิฤทธิ์ได้มาแต่ชาติก่อนซึ่งไม่นานนัก ไม่ใช่หลายชาติมากนัก มาถึงชาตินี้ก็ใช้รูปฌาน ๕ เท่านั้นเองสามารถทำอิทธิฤทธิ์ได้แล้ว
คราวนี้ทำอิทธิฤทธิ์อะไรได้บ้าง สำหรับฌานที่มาจากกสิณทั้ง ๑๐ ผมจะพูดย่อ ๆ เวลาที่เขาจะทำอภิญญานี้เขาต้องเข้าฌานออกฌานอะไร เข้าฌานแล้วมาออกฌานไหน ออกจากฌานไหนเข้าฌานไหนอีก แล้วกสิณทั้ง ๑๐ นี้เราจะเอากสิณแต่ละอัน ๆ มาเพ่งทุกอันไหมจึงจะทำให้เกิดอิทธิฤทธิ์ได้อย่างไร ความละเอียดพิสดารนั้นมีมากเอาไว้เรียนต่อข้างหน้าโดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 พ.ย. 2551 , 07:31:34 น.] ( IP = 58.9.141.183 : : )
สลักธรรม 4![]()
เรามาดูอานุภาพของกสิณ ว่ากสิณทั้ง ๑๐ ที่ทำไปแล้วนั้นมีฤทธิ์มีอำนาจอะไรบ้าง
สำหรับผู้ที่เพ่งปฐวีกสิณ เพ่งดิน ที่พูดนี้หมายถึงผู้ที่ได้อภิญญาเนรมิตคนให้มีจำนวนมากได้ ที่ว่าเนรมิตคนให้มีจำนวนมากได้ก็ไม่ได้หมายความว่า เหมือนโทรทัศน์เนรมิตเป็นคน จะทำคนกี่ร้อยกี่พันก็ฉายหนังแล้วก็เป็นรูปขึ้นมา ในที่นี้หมายถึงว่าทำให้ตาของใคร ๆ เห็นว่ามีจำนวนเท่าไร จำนวนกี่ร้อยกี่พันเหมือนกับพระจูฬปันถกที่ทำในครั้งพุทธกาล สามารถทำอิทธิฤทธิ์ให้บรรดาผู้ที่อยู่ในที่ประชุมนั้นมองเห็นพระจำนวนมาก ทางธรรมะเขาใช้คำว่า "เนรมิต" แปลว่า ทำอำนาจจิตให้ผู้ใดที่ปรารถนาจะเห็นอย่างไรก็ทำให้เห็นอย่างนั้น ให้มีคนเป็นจำนวนมากมายก็ได้ หรือว่าอาจเนรมิตตนเอง หมายความว่าทำให้ผู้อื่นเห็นเราเป็นรูปอื่นไปก็ได้ เช่นเป็นรูปพญาครุฑก็ได้ พญานาคก็ได้ ทำให้เห็นว่าท้องฟ้าอากาศมหาสมุทร แผ่นดิน จะนั่งจะยืนบนนั้นก็ได้ ใคร ๆ เห็นอย่างนั้นก็ได้หรือจะเนรมิตวัดวาอารามเคหสถานให้คนเห็นอย่างนั้นก็ได้ หรือทำของที่เบาให้หนักก็ได้ ทำของที่หนักให้เบาก็ได้
แปลว่าใช้อำนาจทางจิตบังคับ หรือทำให้วัตถุติดแน่นโยกย้ายเคลื่อนที่ไปไหนไม่ได้ ท่านนักศึกษา อันนี้ข้อสุดท้าย สามารถข่มทำลายธรรมที่เป็นปฏิปักษ์ เช่นกิเลส ข่มอารมณ์ต่าง ๆ เช่น อารมณ์อยากได้ อารมณ์เสียใจทุกข์ร้อน ข่มไม่ให้ปรากฏขึ้นใจใจของตนได้ ผู้ทำสมาธิได้ถึงขนาดนี้สามารถข่มได้ เช่น มีเรื่องเร่าร้อนเท่าไรเขาก็ไม่เร่าร้อนตามที่ควรจะเป็น บังคับได้เลยไม่ให้เร่าร้อน หรือทำให้ดีใจเท่าไรก็ไม่มีความดีใจเลย ทำใจเฉยได้ นี่อำนาจจิตตกอยู่ภายใต้อำนาจของสมาธิที่บังคับได้
ทีนี้อำนาจของอาโปกสิณ ถ้าจะว่าไปแต่ละอย่าง ๆ มันก็จะแยะไป ตั้ง ๑๐ อย่างก็ปน ๆ กันไป สลับกันบ้างแล้วแต่ สำหรับอาโปกสิณและเตโชกสิณ ก็มีความคล้ายกัน
เช่น ตัวอย่างว่าอาโปกสิณทำให้ฝนตกก็ได้ หมายความว่าทำให้รู้สึกว่าอย่างนั้นแล้วทำให้มีประสาทราชวังก็ได้ ทำให้ผู้อื่นเห็นอย่างนั้นโดยใช้จิตบังคับ ถ้าเป็นเตโชกสิณคือธาตุไฟทำให้เกิดควันก็ได้ ทำให้เกิดเปลวเพลิงลุกตามตัวก็ได้ ทำให้เกิดแสงสว่างก็ได้ และสามารถเพ่งลงไปเป็นทิพจักขุมองเห็นเหตุการณ์ได้ แปลว่า ตามนุษย์ไม่เห็นสามารถทะลุทะลวงเห็นเข้าไปได้สำหรับผู้ได้อภิญญาจิต
วาโยกสิณ ธาตุลม เพ่งลมก็สามารถทำให้ใคร ๆ เห็นว่าลอยไปในอากาศได้ และบางท่านที่มีความสามารถพิเศษจริง ๆ ก็สามารถทำให้เคลื่อนที่เคลื่อนย้ายได้ (ทำให้ของหนักกลายเป็นเบา) ทำให้ผู้ใดเห็นก็ได้ สามารถไปถึงที่ ๆ เราปรารถนาได้เร็วยิ่งกว่าธรรมดา ความเหน็ดเหนื่อยน้อยลงโดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 พ.ย. 2551 , 07:37:31 น.] ( IP = 58.9.141.183 : : )
สลักธรรม 5![]()
สำหรับนีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณ โอทาตกสิณ ผู้ที่เพ่งสีขาวแล้วและมีอภิญญาจิตสามารถทำอะไรได้ ทำวัตถุสิ่งของที่เป็นสีต่าง ๆ ให้เป็นสีขาว ทำให้ผู้ใดผู้หนึ่งเห็นเป็นสีขาวหมด ทอง เหล็ก ทองแดง ทองเหลือง ไม่ว่าอะไรมองเห็นเป็นสีเงินไปได้ ทำให้ความง่วงเหงาหาวนอนหายไปจากจิตใจได้ แปลว่า จิตจะไม่ต้องนอนเลยก็ได้ อยู่ในสมาธิเหมือนกับนอนหลับและไม่มีความง่วงนอน แปลว่าไล่ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอนออกไปจากจิตใจได้ และบางทีก็ทำให้ความมืดหายไป ทำให้ความสว่างเกิดขึ้นแทนที่ เรียกกันว่าทิพจักขุอภิญญาได้ คือทะลุเข้าไปเห็นสิ่งต่าง ๆ ที่เราไม่สามารถจะเห็นได้ด้วยสายตาของมนุษย์ธรรมดาฤทธิ์ที่เกิดจากอำนาจของโอทาตกสิณไม่จำเป็นว่าจะต้องได้ถึงฌานอภิญญา เพียงแต่ทำให้ได้ถึงอุคคหนิมิตมีกำลังมาก ๆ ก็มีความสามารถที่จะระลึกรู้เหตุการณ์หรือทายอนาคต ทายอดีตของใคร ๆ ก็ได้
อาโลกกสิณ เพ่งความสว่าง อากสกสิณ เพ่งอากาศ ความว่างเปล่าว การเพ่งชนิดนี้ก็สามารถทำความมืดให้หายไป สามารถทำให้เป็นทิพจักขุคือตาทิพย์ได้ คล้าย ๆ กัน แต่มีอะไรเพิ่มเติมนิดหน่อย การเพ่งอากาสกสิณทำให้เปิดเผยสิ่งที่ซ่อนเร้น คืดเป็นทิพจักขุมองทะลบุกำแพงเข้าไปเห็นข้างในได้
ที่จริงถ้าหากว่าท่านจะพิจารณาตามที่ผมเคยทดลองผ่านมาแล้ว ในจำนวนร้อยจะถูกประมาณ ๖๐-๗๐% ไม่ถึง ๑๐๐% แต่ผมก็ไม่ได้ฝึกฝนเด็กให้ชำนาญมากจนสามารถทำได้มากกว่านี้
เท่าที่ทำผ่านไปแล้วทดลองดู เช่น ของอะไร อยู่ที่ไหน หลับตาเสียจะเห็นไหม เขาเห็นได้และทายถูกได้ แต่ว่าไม่ถูกมากถึง ๑๐๐% เหมือนกับเทวดามาดู ถ้าเป็นการเชิญเทวดามาเข้าทรงก็สามารถบอกถูกถึง ๑๐๐% คือเอาของมาวางด้านหลัง ตามองไม่เห็นแต่ก็บอกถูกได้ ทีนี้เราเพียงแต่หลับตาเพ่งไปเฉย ๆ จะถูกได้อย่างไร ไม่มีทาง เดา ๆ ไปอย่างนี้ไม่ได้
แต่ถ้าทำสมาธิแล้วเห็นได้ ๖๐-๗๐% แปลว่าอำนาจสมาธิเข้าไปเห็นได้ ถ้าท่านทำสมาธิให้ได้มากกว่านี้ก็สามารถมากกว่านี้ แล้วถ้าได้อภิญญาจิตก็ ๑๐๐% เหมือนเทวดาที่มีอภิญญาจิต
ฤทธิ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากอำนาจของกสิณโดยเฉพาะ ๆ นั้น ผมก็ได้เล่าให้ฟังหลายข้อไปแล้ว และเราก็ได้เรียนเรื่องกสิณทั้ง ๑๐ จบแล้ว ต่อไปก็จะถึงอนุสติ ๑๐
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [10 พ.ย. 2551 , 07:42:22 น.] ( IP = 58.9.141.183 : : )
สลักธรรม 6มาติดตามอ่านวิธีทำกสิณ และอานุภาพของกสิณ โดยเฉพาะโอทาตกสิณซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษกว่ากสิณอื่นๆ แม้จะยังไม่ได้ฌานก็ตาม
กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่ได้นำความรู้มาฝากไว้ค่ะโดย เซิ่น [10 พ.ย. 2551 , 11:05:58 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )
สลักธรรม 7กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ โดย พี่ดา [10 พ.ย. 2551 , 15:31:23 น.] ( IP = 124.121.178.30 : : )
สลักธรรม 8ทางไปสู่ความสุขสายสมาธินี้ ...มีกรรมวิธีมากมาย และมีผลพิเศษแถมให้แบบปลุกเร้ากิเลสได้ด้วย แค่อ่านก็รู้สึกว่ากิเลสเฟื่องฟูอยากมีฤทธิ์ขึ้นมาบ้าง...
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะที่นำมาให้อ่านโดย น้องกิ๊ฟ [11 พ.ย. 2551 , 12:33:44 น.] ( IP = 125.27.174.232 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |