มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ธรรมปฏิรูป





ภวตัณหา คือ ภาวะความอยากเสพสมใจในภวังคจิต ซึ่งแบ่งออกได้สองส่วน
๑. ภวตัณหาอย่างนั่งหลับตาสมถะ
๒. ภวตัณหาอย่างคนใช้ชีวิตสามัญทั่วไป
ภวตัณหาอย่างนั่งหลับตาสมถะ คือ ผู้เสพรสว่างสงบเบาอยู่ในภวังคฌาน วนเวียนเป็นรูปพรหม อรูปพรหม ติดอยู่กับสุขารมณ์ ของภวังคฌานนั้นๆ ไม่เป็นสัมมาทิฏฐิ และออกนอกทางพุทธเสียด้วยซ้ำ
ภวตัณหาอย่างคนใช้ชีวิตสามัญทั่วไป คือภาวะของผู้หลงติดอยู่กับโลกธรรม ๘
เมื่อได้ลาภ ยศ สรรเสริญ ก่อให้เกิดสุข
เมื่อเสื่อมลาภ ยศ สรรเสริญ ย่อมเป็นทุกข์
เหล่านี้ล้วนเป็นภวตัณหา เป็นอัตตามานะ ที่จิตเราหลงเข้าไปยึดไว้ด้วยอวิชชา ปั้นเป็นอารมณ์สุข-ทุกข์อยู่ภายในจิต
การที่เรากำหนดรู้กามตัณหาและภวตัณหา แล้วพยายามดับจนหมดสิ้นอาสวะ จิตเราก็จะเลื่อนสู่ภพภูมิที่สูงขึ้นไป เป็นระดับขั้น วิภวตัณหา

วิภวตัณหา คือ ความปรารถนากระทำตนให้ประเสริฐ สูงส่งยิ่งขึ้นไป หลุดพ้นกิเลส เป็นพระอรหันต์ ช่วยเหลือเกื้อกูล ปวงชน เป็นพระโพธิสัตว์
แต่หากผู้ใดปรารถนาได้ดีมีอาริยคุณ ทว่าปฏิบัติอย่างมิจฉาทิฏฐินี้เป็นภวตัณหา มิใช่วิภวตัณหาแน่ เพราะผู้จะมี วิภวตัณหา ต้องมีภูมิธรรม เข้าเขตอาริยภูมิขึ้นไป
ผู้ชื่อว่ามีภูมิระดับกัลยาณชนคือ คนทำดีแต่มีภวตัณหาในจิต ไม่เข้าใจเรื่องค่าของบุญ-บาปอย่างชัดแจ้ง ทำบุญเสียสละ มากปานใด แต่ยังหวังได้อามิส กลับคืน เช่น นักการเมือง แจกสิ่งของ เพื่อแลกกับชื่อเสียง หรือ ทำบุญเอาหน้า ประมาณนั้น

ส่วนผู้ชื่อว่าเป็นอาริยบุคคลนั้น จะต้องเป็นผู้เข้าใจอริยธรรมด้วยตนเอง มีญาณปัญญาพ้นวิจิกิจฉา ในสังโยชน์เบื้องต้น ๓ ข้อ คือ
๑. สักกายทิฏฐิ...หลงยึดกิเลสหยาบใหญ่อย่างอบายมุขเป็นอัตตา และยึดในมิจฉาทิฏฐิ
๒. วิจิกิจฉา...ไม่เชื่อมั่นในพุทธสัจจะ ยังลังเลสงสัยในอริยคุณภายในตน
๓. สีลัพพตปรามาส...ไม่เอาจริงกับการรักษาศีล ปฏิบัติอย่างไม่เกิดมรรคเกิดผล ไม่เกิดญาณปัญญาในธรรม
หากพ้นสงสัยในสังโยชน์ ๓ ข้อนี้ ก็สามารถตัดเขตเป็นอาริยบุคคลได้เลย ด้วยปัญญาอันเห็นแจ้ง ของตนแล้วกระทำดี อย่างไม่หวังอามิส เป็นลาภ ยศ ชื่อเสียง และพยายามเปลื้องภวตัณหา ออกจากจิต อยู่อย่างรู้และเข้าใจ.

http://www.asoke.info/09Communication/DharmaPublicize/News/%5B204%5D1-15Apr2546.htm#news[2]

โดย ธีรวัสดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [10 พ.ย. 2551 , 19:36:51 น.] ( IP = 58.9.118.180 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

เรื่อง สัทธรรมปฏิรูป ปรากฎในคัมภีร์พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๘ สังยุตตนิกาย นิทานวรรค


๑๓. สัทธรรมปฏิรูปกสูตร

มีเนื้อธรรมแสดงไว้ว่า
[๕๓๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้น ท่านพระมหากัสสปเข้า
ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายอภิวาทแล้วนั่ง ณ
ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นพระมหากัสสปนั่งเรียบร้อยแล้วได้กราบทูลถามว่า ข้าแต่
พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอแล เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้เมื่อก่อนสิกขาบทมีน้อย
และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีมาก และอะไรเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้บัดนี้
สิกขาบทมีมาก และภิกษุตั้งอยู่ในพระอรหัตผลมีน้อย ฯ


[๕๓๒] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรกัสสป ข้อนั้นเป็นอย่างนี้คือเมื่อหมู่สัตว์เลวลง พระสัทธรรมกำลังเลือนหายไป สิกขาบทจึงมีมากขึ้น ภิกษุที่ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลจึงน้อยเข้า สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลกตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป และสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นในโลกเมื่อใด เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป ทองเทียมยังไม่เกิดขึ้นในโลก ตราบใด
ตราบนั้นทองคำธรรมชาติก็ยังไม่หายไป และเมื่อทองเทียมเกิดขึ้น ทองคำธรรม-
*ชาติจึงหายไป ฉันใด พระสัทธรรมก็ฉันนั้น สัทธรรมปฏิรูปยังไม่เกิดขึ้นในโลก
ตราบใด ตราบนั้นพระสัทธรรมก็ยังไม่เลือนหายไป เมื่อสัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้น
เมื่อใด เมื่อนั้นพระสัทธรรมจึงเลือนหายไป ฯ


[๕๓๓] ดูกรกัสสป ธาตุดินยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ธาตุ น้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ก็ยังพระสัทธรรมให้เลือนหายไปไม่ได้ ที่แท้โมฆบุรุษในโลกนี้ต่างหาก เกิดขึ้นมาก็ทำให้พระสัทธรรมเลือนหายไป เปรียบเหมือนเรือจะอัปปาง ก็เพราะต้นหนเท่านั้น พระสัทธรรมยังไม่เลือนหายไปด้วยประการฉะนี้ ฯ


[๕๓๔] ดูกรกัสสป เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้ ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ ไม่เคารพยำเกรงในพระศาสดา ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในสิกขา ๑ ในสมาธิ
๑ เหตุฝ่ายต่ำ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความฟั่นเฟือน เพื่อ
ความเลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ


[๕๓๕] ดูกรกัสสป เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือน ไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม เหตุ ๕ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ในธรรมวินัยนี้ มีความเคารพยำเกรงในพระศาสดา ๑ ในพระธรรม ๑ ในพระสงฆ์ ๑ ในสิกขา ๑ ในสมาธิ
๑ เหตุ ๕ ประการเหล่านี้แล ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความตั้งมั่น ไม่ฟั่นเฟือนไม่เลือนหายแห่งพระสัทธรรม ฯ


จบสูตรที่ ๑๓



โดย ธีรวัส (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [11 พ.ย. 2551 , 10:45:40 น.] ( IP = 58.8.39.51 : : )


  สลักธรรม 2

เหตุที่ชี้ให้เห็นการที่บุคคลใดไม่ได้ศึกษาธรรมอย่างถ่องแท้แล้วนำความเห็นของตนมาอธิบายธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า อย่างผิดไปจากหลักคำสอน แม้ท่านผู้นั้นจะเป็นครูบาอาจารย์ใหญ่เป็นเจ้าลัทธิ ย่อมทำให้พระสัทธรรมนี้เสริญสิ้นได้
ที่ชี้ให้เห็นว่าพ่อท่านแห่งสำนักสันติอโศกทำให้สัทธรรมปฏิรูป เหตุเพราะความรู้ด้านธรรมไม่ตรงตามหลักฐานแถมยังนำความรู้ที่ไม่ถูกต้องมาขยายความอย่างไม่ตรงตามคัมภีร์
ทั้งในเรื่องของ คำว่าตัณหา ทั้งภวตัณหา วิภวตัณหา เรื่องภวังคจิต ฌาน รูปพรหม อรูปพรหม
และแสดงว่าพระอรหันต์ ช่วยเหลือเกื้อกูล ปวงชน เป็นพระโพธิสัตว์ แสดงถึงความไม่เข้าใจความเป็นพระอรหันต์และความเป็นพระโพธิสัตว์ เมื่อพิจารณาจุดนี้มีความเชื่อไปทางมหายาน
และที่แสดงว่า ผู้จะมี วิภวตัณหา ต้องมีภูมิธรรม เข้าเขตอาริยภูมิขึ้นไป แสดงถึงความไม่เข้าใจพระอริยะ


และที่อธิบายธรรมในเรื่อง
๑. สักกายทิฏฐิ...หลงยึดกิเลสหยาบใหญ่อย่างอบายมุขเป็นอัตตา และยึดในมิจฉาทิฏฐิ
๒. วิจิกิจฉา...ไม่เชื่อมั่นในพุทธสัจจะ ยังลังเลสงสัยในอริยคุณภายในตน
๓. สีลัพพตปรามาส...ไม่เอาจริงกับการรักษาศีล ปฏิบัติอย่างไม่เกิดมรรคเกิดผล ไม่เกิดญาณปัญญาในธรรม
แสดงถึงยังไม่เข้าใจสภาวธรรม โดยเฉพาะอธิบายเรื่อง สีลัพพตปรามาส ดูเหมือนจะถูกแต่ไม่ถูก
ดูเหมือนใช่แต่ไม่ใช่ อันนี้จะโทษไม่ได้เพราะยังมีชาวพุทธส่วนมากยังเข้าใจเช่นนี้ ซึ่งสมัยยังไม่ได้ทำวิจัยเรื่องนี้ ยังเข้าใจว่าเช่นนี้เหมือนกัน
จึงขอหยิบยกเรื่องพระสัทธรรมปฏิรูปในเรื่องของตัณหามาเปรียบให้เห็นถึงความเข้าใจผิดของพ่อท่านโพธิรักษ์


ในคัมภีร์พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต
[๓๗๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ตัณหา ๓ ...
ตัณหา ๓ เป็นไฉน คือ กามตัณหา ๑ ภวตัณหา ๑ วิภวตัณหา ๑


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๒
วิภังคปกรณ์
[๙๓๓] ตัณหา ๓ เป็นไฉน
กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
บรรดาตัณหา ๓ นั้น ภวตัณหา เป็นไฉน
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิตอันสหรคต
ด้วยภวทิฏฐิ นี้เรียกว่า ภวตัณหา
วิภวตัณหา เป็นไฉน
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิตอันสหรคต
ด้วยอุจเฉททิฏฐิ นี้เรียกว่า วิภวตัณหา ตัณหาที่เหลือนอกนั้น เรียกว่า กามตัณหา


บรรดาตัณหา ๓ นั้น กามตัณหา เป็นไฉน
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิตอันประกอบ
ด้วยกามธาตุ นี้เรียกว่า กามตัณหา
ความกำหนัด ความกำหนัดนักแห่งจิต ฯลฯ อันประกอบด้วยรูปธาตุและ
อรูปธาตุ เรียกว่า ภวตัณหา
ความกำหนัด ความกำหนัดนัก ฯลฯ ความกำหนัดนักแห่งจิตอันสหรคต
ด้วยอุจเฉททิฏฐิ นี้เรียกว่า วิภวตัณหา
เหล่านี้เรียกว่า ตัณหา ๓



มีคำอธิบายง่ายที่ท่านเจ้าพรหมคุณาภรณ์ได้แสดงไว้ในประมวลศัพท์ธรรม
ตัณหา 3 ความทะยานอยาก
1. กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม, ความอยากได้กามคุณ คือสิ่งสนองความต้องการทางประสาททั้งห้า
2. ภวตัณหา ความทะยานอยากในภพ, ความอยากในภาวะของตัวตนที่จะได้จะเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง อยากเป็น อยากคงอยู่ตลอดไป, ความใคร่อยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ
3. วิภวตัณหา ความทะยานอยากในวิภพ, ความอยากในความพรากพ้นไปแห่งตัวตนจากความเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งอันไม่ปรารถนา อยากทำลาย อยากดับสูญ, ความใคร่อยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ

โดย ธีรวัส บำเพ็ญบุญบารมี (tvb) ดูรายละเอียดสมาชิกคนนี้ [13 พ.ย. 2551 , 15:20:13 น.] ( IP = 58.8.37.90 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org