| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สมาธิ สุข หรือ ทุกข์ (๑๒)
สมาธิ
สุข หรือ ทุกข์ ?![]()
ตอนที่ผ่านมา
อนุสติ
๑. พุทธานุสติ แปลว่า ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า การระลึกถึงคุณของพระพุทธจ้าก็เป็นสติกำหนดอย่างหนึ่งที่จะทำให้จิตเป็นสมาธิ เมื่อจิตมีสมาธิ มีความตั้งมั่น ผลหลายอย่างหลายประการก็เกิดขึ้นตามที่เรียนไปแล้ว เมื่อบุคคลพิจารณาคุณของพระพุทธเจ้าก็จำเป็นจะต้องรู้ว่าคุณคืออะไร
ข้อ ๑ อรหํ เป็นพระอรหันต์ ผู้ไกลจากกิเลส
ข้อ ๒ สมฺมาสมฺพุทฺโธ แปลว่า ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ตรัสรู้ชอบอะไรบ้างก็ได้เรียนไปแล้ว
ข้อ ๓. วิชาจรณสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ มีวิชา ๓ วิชา ๘ จรณะมี ๑๕ อะไรบ้างก็ได้เรียนไปแล้ว
ที่เราเรียนไปแล้วนั้นไม่ใช่เรียนเรื่องราวเฉย ๆ ไม่ใช่เป็นการเรียนให้รู้เฉย ๆ แต่เป็นการเรียนเพื่อเอามาใช้งาน เพื่อฝึกให้จิตตั้งอยู่ในอารมณ์ การทำสมาธิมีตั้งหลาย ๑๐ อย่าง และอย่างหนึ่งที่เรียนนี้คือพุทธานุสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเนือง ๆ ในขณะที่ระลึกนั้นจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ผลอันเกิดขึ้นจากการทำสมาธิก็มีมาก เพราะจะทำให้จิตเป็นกุศล และบางทีก็กลายเป็นมหากุศลญาณสัมปยุต คือมีกุศลที่ประกอบไปด้วยปัญญา
ดังนั้นก็จะเห็นได้ว่า การศึกษาเรื่องคุณของพระพุทธเจ้าเป็นการศึกษาเพื่อหวังว่าจะให้รู้ ให้ใจของเรารู้คุณของพระพุทธเจ้าแล้วจะได้เอามาพิจารณา เมื่อเอามาพิจารณาแล้วจิตก็จะได้เป็นสมาธิ การที่เราสวดมนต์ก็เป็นสมาธิเหมือนกัน เพราะการสอดมนต์ก็ช่วยทำให้จิตตั้งมั่น แล้วจิตก็เป็นสมาธิ แต่การระลึกถึงคุณนี้มีคุณภาพคนละอย่าง เพราะทำให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องคุณของพระพุทธเจ้าว่ามีอะไรอยู่ในนั้น ไม่ใช่สวดมนต์เฉย ๆ บางทีเราไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร คุณของพระพุทธเจ้าเราได้เรียนไปแล้ว ๓ หัวข้อ
วันนี้จะได้เรียน ข้อ ๔ สุคโต เสด็จไปดีแล้ว ข้อ ๕ โกวิทู พระพุทธองค์ทรงรู้โลกอย่างแจ่มแจ้งด้วยประการทั้งปวง คือ ทรงรู้จักโลก รู้จักเหตุเกิดของโลก รู้จักทางที่ดับของโลก และรู้จักทางปฏิบัติให้ถึงธรรมที่ดับของโลก อีกนัยหนึ่ง หมายถึงการแจ้งโลกทั้ง ๓ คือ สังขารโลก สัตวโลก และโอกาสโลกโดย พี่เณร...นำมาฝาก [11 พ.ย. 2551 , 06:43:49 น.] ( IP = 58.9.141.76 : : )
สลักธรรม 1![]()
สังขารโลก หมายถึง สังขารธรรม คือ รูป นาม ได้แก่ จิตและเจตสิก รูปทั้งหมดเกิดด้วยเหตุปัจจัย ด้วยการปรุงแต่ง ทำให้หมุนเวียนไปในสังสารวัฏ จำแนกโลกได้เป็นหลายนัย
เช่น โลกนับว่ามีหนึ่ง ได้แก่ สัพเพสัตตา อาหารัฏฐิติกา สัตว์ทั้งหลายย่อมอยู่ได้ต้องอาศัยอาหารเหมือนกันหมด โลกนับว่ามีสองได้แก่ นาเมจะ รูเปนะ คือนามหนึ่ง รูปหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่งได้แก่อุปาทินกสังขาร โลกนับว่ามี ๓ ได้แก่ เวทนา ๓ มีสุขเวทนา ทุกขเวทนา และอุเบกขาเวทนา
มีคนเป็นจำนวนมากไม่ศึกษาพระธรรมคำสั่งสอนที่ลึกซึ้งของพระพุทธเจ้า แต่ชอบอ่านธรรมะ ชอบตีความ และตีความตามแต่ใจของตัวด้วย ด้วยเหตุนี้จะพบอยู่เสมอ ๆ ว่า หลายคนเขียนธรรมะออกมาว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเข้าสู่ป่าเพื่อไปนั่งคิดนั่งค้นทางวิชาการดังที่มีในพระสูตร วิชาการก็หมายถึงอย่างที่เราไปนั่งในที่สงบแล้วก็เปิดตำรานั่งคิดนั่งค้น ไปคิดว่าอย่างนั้น
ความจริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปนั่งคิดนั่งค้นดังนั้นหรือ ถ้าเข้าใจเช่นนั้นก็ไม่ถูกต้อง เพราะไปคิดว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเหมือนคนทั้งหลาย อยากจะรู้อะไรก็ไปนั่งคิดนั่งค้นเอา ความจริงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญบารมีมามายมาย และอำนาจแห่งบารมีนั้น เมื่อเวลาพระองค์จะตรัสรู้ ตรัสรู้ขึ้นมาโดยฉับพลัน ไม่เหมือนการนั่งคิดนั่งค้น เพราะตัวเองต้องคิดต้องค้นถึงจะได้ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ต้องนั่งคิดนั่งค้น ความรู้ที่เป็นโลกวิทูคือทรงรู้แจ้งโลก ถ้านั่งคิดนั่งค้นจะรู้แจ้งโลกได้ไหม รู้หมดทุกอย่างได้หรือ
ผู้ใดเขียนหนังสือว่าพระองค์นั่งคิดนั่งค้นก็เป็นความเข้าใจผิดทั้งนั้น เพราะไม่เข้าใจเรื่องของพระพุทธศาสนาในส่วนที่ลึกซึ้ง เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพิจารณาขันธ์ ๕ รูปนามเป็นวิปัสสนาแล้วทำฌานกลับไปกลับมาหลายครั้ง แล้วก็พิจารณาวิปัสสนา พอวิปัสสนาญาณเกิด ได้มรรคผลเป็นพระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์เท่านั้น
พระองค์ก็ถึงซึ่งความตรัสรู้ แปลว่า ความตรัสรู้นี้เกิดขึ้นทันใดพร้อมกันหมดไม่ก่อนไม่หลัง ด้วยเหตุนี้จึงใช้คำว่าโลกวิทู ผู้แจ้งโลก แจ้งหมดทุกอย่าง โลกไหน ๆ รู้หมด นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่า ผู้รู้แจ้งโลกนั้นมีแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียว
ด้วยเหตุนี้ก็จะเห็นได้ว่า คนที่ไม่ได้เรียนพระพุทธศาสนาในชั้นละเอียดชอบพูด แล้วเขียนเป็นตัวหนังสือออกมาเป็นเล่มก็มี การที่ท่านมาเรียนพระอภิธรรม มีตัวเลขควบคุม เป็นวิทยาการที่ลึกซึ้ง ไม่อย่างนั้นก็ไม่มีชื่อว่า อภิธรรม ซึ่งแปลว่า พระธรรมอันประเสริฐสูงสุด หลักตัดสินก็มีพร้อม จะกล่าวถึงธรรมะตัวไหน ๆ จะกล่าวขึ้นมาตามชอบใจไม่ได้ทั้งนั้น จะต้องมีตัวเลยควบคุมเอาไว้หมด
ที่ผมพูดแวดล้อมไปก็เพื่อจะนำท่านนักศึกษามาสู่คำว่า โลกวิทู เพื่อท่านะได้เห็นว่า ที่ว่ารู่แจ้งโลกคือ อำนาจแห่งความไม่รู้ของคนทั้งหลายเกิดขึ้นแม้กับความพินาศของตนเอง คือทั้งรูปทั้งนามที่ตนมีอยู่ ชีวิตของเรามีแต่รูปแต่นามและชีวิตของเราก็ตกอยู่ในความพินาศ แต่เราไม่รู้ นี่พระองค์รู้แจ้งโลก ไม่ว่ารูปและนามอะไร รู้หมด รู้เหตุเกิดของโลกและความพินาศนั้น รู้ว่าเหตุนั้นมันมาจากไหน ทำไมความพินาศจึงมา เช่นรูปมันสลายตัวย่อยยับไปได้เพราะอำนาจความเย็นความร้อนหรือว่าจิตใจมันสลายตัวเปลี่ยนแปลงไปอยู่ตลอดเวลาเพราะอะไร หรือว่าชีวิตของสัตว์ทั้งหลายต้องผันแปรเปลี่ยนแปลงไปด้วยเรื่องอะไรบ้าง รู้เหตุของธรรมชาติที่เกิดความพินาศ รู้จักที่ดับ แปลว่าดับได้อย่างไร ความพินาศนี้จะดับได้อย่างไรก็รู้ด้วย รู้ที่ดับของโลกด้วย แปลว่าธรรมที่ดับของโลกว่าจะดับความพินาศได้อย่างไรแล้วรู้จักปฏิบัติให้ถึงด้วย แปลว่า รู้หนทางเดินไปถึงที่สุด คือความดับให้มันมีความพินาศก็จะเห็นว่า โลกวิทู รู้ถึงอย่างนี้ ไม่ได้รู้เล็กน้อยเลย ทีนี้เขาก็แยกออกไปอีกนัยหนึ่ง ทรงแจ้งโลก ๓ โลกทั้ง ๓ คือ สังขารโลก สัตวโลกและโอกาสโลก รวมหมด ๓ อย่าง คือ สังขารโลก สัตวโลกและโอกาสโลก รวมหมด ๓ อย่าง
คราวนี้ก็แยกย่อยออกไปอีก ผมจะไม่อธิบายละเอียด เพราะว่าถ้าอธิบายละเอียดก็จะทำให้ท่านต้องเรียนมากไป เพราะเราจะเรียนรู้เป็นคุณเท่านั้น รู้หยาบ ๆโดย พี่เณร...นำมาฝาก [11 พ.ย. 2551 , 06:53:30 น.] ( IP = 58.9.141.76 : : )
สลักธรรม 2![]()
ก.สังขารโลก หมายถึง สังขารธรรม คือธรรมที่ถูกปรุงแต่งหรือสังขารธรรม คือ ธรรมชาติที่มีอำนาจทำให้มันผันแปร ถ้าธรรมชาติใดถูกอำนาจให้มันผันแปรได้เพราะเราเรียกว่าสังขตธรรมหรือสังขารธรรม เช่น คนผันแปรได้เพราะอะไร จิตผันแปรได้เพราะอะไร
รูปคือสสารและพลังงานผันแปรได้เพราะอะไร มีอะไรในโลกนี้บ้างไหมที่ไม่เป็นสังขตธรรม ผันแปรไม่ได้ ท่านก็หาไม่พบเพราะในโลกนี้ไม่มี มีแต่ธรรมชาติที่ถูกผันแปรทั้งนั้น เราก็ตั้งคำถามขึ้นมาว่า อะไรไปผันแปรเล่า และตัวที่ถูกผันแปรคือตัวไหนบ้าง อยากอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ เป็นอย่างโน้นต่อ ๆ ไป มันไม่หยุดนิ่ง การที่เปลี่ยนไปเรียกว่าปรุงแต่ง หรือเรียกว่าผันแปร เช่น มีบ้านหลังหนึ่งปลูกขึ้นมาใหม่เอี่ยม ทันทีนั้นมันก็เก่า แต่มันเก่าทีละน้อย ๆ ๓ ปีมันก็เก่ามาก แต่ว่า ๑ นาทีที่ผ่านไปก็เก่าแล้ว เพราะรูปที่มาประชุมกันเป็นบ้านมันผันแปร มันถูกอำนาจให้เคลื่อนที่ ถ้าไม่มีอำนาจไปทำให้เคลื่อนที่มันจะผันแปรไปได้อย่างไร
สังขตธรรมที่ถูกปรุงแต่งมีรูปกับนาม นามก็ได้แก่จิตและเจตสิก รูปได้แก่รูปทั้งหมด จิตมี ๘๙ เจตสิกมี ๕๒ รูปมี ๒๘ ถูกผันแปรทั้งนั้นด้วยอำนาจของกรรม เพราะทำกรรมไว้ กรรมก็ทำให้คิดอย่างโน้น ทำให้ได้รับผลอย่างนั้น ถูกผันแปรด้วยอำนาจจิต เช่น ยกมือมาแค่นี้เคลื่อนที่ไปได้เพราะอำนาจจิตทำให้รูปนี้ผันแปรไปได้ อุตุคือความร้อน ความร้อนก็เกิดพลังงานให้ผันแปร อาหารที่กินเข้าไปก็ทำให้ผันแปร รวมหมดผันแปรได้ด้วยกรรม จิต อุตุ อาหาร ๔ อย่าง เป็นตัวการใหญ่ที่ทำให้ผันแปร
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงการผันแปรนี้ด้วยเหตุปัจจัยไม่ได้เกิดผันแปรได้ด้วยตนเอง แต่ถูกอำนาจของกรรม จิต อุตุ และอาหาร ทำให้รูปและนามผันแปร เป็นการทำให้หมุนเวียนในสังสารวัฏ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหมุนเวียนอยู่เรื่อย ๆ ไม่จบสิ้น เดี๋ยวก็เกิดมาเป็นคน เป็นสัตว์ เปรต อสุรกาย เป็นอะไรต่อ ๆ กันไป
ทีว่าโลกนับได้มี ๑ ได้แก่ สัพเพ สัตตา อาหารัฏฐิติกา สัตว์ทั้งหลายย่อมอยู่ได้ต้องอาศัยอาหารเหมือนกันหมด ถ้าว่าหนึ่งก็หมายความว่า สัตว์ทั้งหลายต้องกินอาหาร ไม่กินอาหารไม่มี แต่อาหารนี้อาจไม่ใช่ข้าว ไม่ใช่น้ำก็ได้ เช่น พรหมก็มีอาหารอย่างหนึ่ง เราเรียกว่าปีติเป็นอาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร อาหารมีหลายอย่าง ถ้าเรียนแล้วละเอียดมาก สัตว์ทั้งหลายกินอาหารเหมือนกันหมด
โลกนับได้ว่ามี ๒ คือ นาม ๑ รูป ๑ หรืออีกนัยหนึ่งคืออุปทินกสังขาร ๒ ตัวการที่ถูกผันแปร หรือเราจะนับได้ว่า สิ่งที่มีวิญญาณครอบ หรือไม่มีวิญญาณครองก็ได้
โลกนับว่ามี ๓ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมเวทนา สุขสบาย ทุกข์ไม่สบาย และอุเบกขาเวทนาก็คือใจเป็นกลาวง เฉย ๆ นี่เรียกว่าถูกผันแปรไปด้วยอำนาจเพราะเวทนาถูกผันแปร เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวเฉย ๆ เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาใน ๓ อารมณ์นี้เรื่อยไป
โลกนับว่า ๔ ได้แก่ จตูสุอาหาเรสุ คือ อาหาร ๔ มี กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร
คำว่าอาหาร ใคร ๆ ก็แปลว่าสิ่งที่เรากินเข้าไปในปากและเคี้ยวเข้าไป เช่น ข้าวก็ดี กับข้าวก็ดี แต่ความจริงจะว่าไม่ใช่ก็ได้ เพราะในพระพุทธศาสนาไม่ได้หมายความเพียงเท่านั้น
คำว่าอาหาร แปลว่า นำมาซึ่งผลของตน นำให้เราเวียนว่ายตายเกิด ต้องผันแปรเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวเกิดเดี๋ยวตายอยู่ตลอดเวลา อาหารแบ่งออกเป็น ๔ อย่าง เช่น ผัสสาหาร นำมาซึ่งเวทนา เช่น รูปกระทบตา เสียงกระทบหู ก็ทำให้เกิดเวทนา ชอบใจก็เป็นตัณหา ตัณหาทำให้เราเกิดในชาติหน้า หรือมโนสัญเจตนาหาร เพราะเจตนาเป็นกรรม ทำลงไปแล้วก็เป็นวิบากคือผล กรรมที่ทำลงไปแล้วทำให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิดเพราะเป็นตัวการทำให้เราปฏิสนธิหรือวิญญาณาหาร คือวิญญาณนำให้เกิดจิต เจตสิก กับกรรมชรูป ทำให้เรามีทั้งเจตสิกและรูปขึ้นมา เพราะอำนาจของวิญญาณจึงใช้คำว่าวิญญาณาหาร วิญญาณทำให้ผลเกิดขึ้นคือเวียนว่ายตายเกิด ทีนี้กวฬิงการาหารก็นำมาให้ชีวิตเจริญ กินอาหารเข้าไปเป็นคำ ๆ
หรืออีกนัยหนึ่ง เรื่องสติปัฏฐาน ๔ เช่น พิจารณารูป พิจารณาเวทนา พิจารณาจิต พิจารณาธรรม พิจารณาให้เป็นวิปัสสนากรรมฐานโดย พี่เณร...นำมาฝาก [11 พ.ย. 2551 , 07:02:00 น.] ( IP = 58.9.141.76 : : )
สลักธรรม 3
![]()
รักษาศีล อดอาหารเพื่ออะไร เราต้องวางหลักการไว้อย่างหนึ่งว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพิจารณาสัตว์ทั้งหลายแล้ว ตัวการใหญ่และสำคัญที่สุดของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอยู่ที่ความโลภ
คนเรามีความโลภจึงมีการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ สารพัดที่จะทำบาป เมื่อรักษาศีล ๕ ได้แล้ว จิตใจเข้มแข็ง ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ฯ คราวนี้จะก้าวหน้าขึ้นไปอีก ให้ดียิ่งไปอีก ให้จิตตั้งอยู่ในอารมณ์ที่ดียิ่งขึ้นจะได้ก้าวหน้าไปสู่พระนิพพาน จึงเพิ่มศีล ๘ ขึ้นมาตัดโลภะ เพราะโลภะตัวนี้ทำให้เราทำอะไรได้สารพัดอย่างและต้องเวียนว่ายตายเกิด ดังนั้น จึงเพิ่มไม่ให้กินข้าวมื้อเย็น เพราะอะไร เพราะคนเราตกเป็นทาสของอารมณ์
ความจริงการฉันอาหารนั้น พระบางองค์ฉันมื้อเดียวก็มี พวกชีก็ ๒ มื้อ เขาก็อยู่ได้สบาย เพียงแค่นี้ก็พอแล้ว แต่ความโลภมันไม่พอ ยิ่งคนรวยไม่ได้กิน ๓ เวลา แถมเวลากลางคืนอีก แล้วทางที่จะพ้นทุกข์ก็ถูกดึงด้วยอำนาจของความโลภนั้น นอนก็ที่นอนสวย ๆ เตียงสูง ๆ ที่นอนใหญ่ ๆ นอนสบาย ความโลภเข้าแล้วให้นอนลำบากบ้างจึ้งให้ถือศีล
คนบางคนกินอาหารเพียง ๒ มื้อไม่ได้ เมื่อตั้งใจจะรักษาศีลเรื่องอดข้าวเย็นเรายกออกเสีย มันอยู่ที่ใจเราว่าจะเอาแค่ไหน ถ้าหมดเขาว่าเราเป็นโรคขาดอาหาร เราไปอดข้าวเย็นก็ยิ่งแย่ เพราะการย่อยไม่ดีก็เป็นโรคขาดอาหารเหมือนกัน อาหารที่กินเข้าไปมันย่อยไม่พอ ถ้าไม่พอต้องแถมตอนเย็นอีก หรือกลางคืนอีกก็ได้
การที่เอาดอกไม้ธูปเทียนมาบูชาพระ เราปรารถนาบูชาผู้มีพระคุณ เราจึงเอาของที่เราเห็นว่าดีอย่างดอกไม้สวยงาม ธูปเทียนมาบูชาพระ จึงเป็นเจตนาที่ประกอบไปด้วยความศรัทธาและมีความมุ่งมั่นจริง ๆ ในการที่จะคารวะ ส่วนโลภะจะเกิดขึ้นบ้างเล็กน้อย เช่น ดอกไม้นี้สวยงามดี อันนี้ไม่ถึงกับติดใจมาก เพราะเราจะเอาไปเพื่อบูชาพระ ไม่ได้เกี่ยวกับโลภะ แต่ว่าใจเราเลือกสรรที่ดี ๆ ที่ประณีต เมื่อเราบูชาพระด้วยสิ่งที่ประณีต ผลก็ประณีต จิตของเราก็ประณีตโดย พี่เณร...นำมาฝาก [11 พ.ย. 2551 , 07:07:47 น.] ( IP = 58.9.141.76 : : )
สลักธรรม 4![]()
โลกนับได้ว่ามี ๕ ได้แก่ ปัญจสุ อุปาทนขันเธสุ คืออุปาทานขันธ์ ๕ อีกนัยหนึ่งได้แก่อินทรีย์ ๕ อุปาทานความจริงมี ๔ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพัตตุปาทาน และอัตวาทุปาทาน แต่ในที่นี้มี ๕ จะได้อธิบายต่อไป
กามุปาทาน ความยึดเหนียวแน่นติดอยู่ในอารมณ์ที่ชอบ เช่น เห็นรูปก็ชอบ ติดใจในรูปนั้นจนเป็นเหตุทำให้ดิ้นรน กระสับกระส่ายหารูปนั้นให้ได้มา หรืออร่อยก็ติดใจในรสอร่อยจะเอาให้ได้
ทิฏฐุปาทาน ยึดเหนียวแน่นติดอยู่ในความเห็นผิด ยึดเหนียวแน่นมั่นคงว่าตายแล้วสูญ เหนียวแน่นว่าจิตใจไม่เกิดไม่ดับ ชาติหน้ามีวิญญาณออกไปเกิดได้
สีลัพพัตตุปาทาน ได้แก่ ยึดการปฏิบัติหนทางที่ผิดว่าไปสู่ความพ้นทุกข์ได้ เช่น ยึดว่าปฏิบัติอย่างนั้น ทำตัวอย่างนี้ที่ไม่ถูกต้อง แต่คิดว่าถูกต้อง ไปสู่ความพ้นทุกข์ได้
อัตวาทุปาทาน ยัดตัวตนมั่นคงว่าตัวเราตัวเขา
รวมหมดอุปาทานมี ๔ แต่อุปาทานในที่นี้มี ๕ เพราะมันเกิดที่ขันธ์ ๕ คือเกิดที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย เกิดทุกอารมณ์ทุกทวาร ยกตัวอย่างว่า ยึดติดในอารมณ์ทางตา แล้วก็ยึดติดในทิฏฐุปาทาน ทุกอย่างเกิดที่ขันธ์ ๕ เพราะฉะนั้น จึงใช้คำว่าปัญจสุ
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [11 พ.ย. 2551 , 07:12:46 น.] ( IP = 58.9.141.76 : : )
สลักธรรม 5กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ โดย พี่ดา [11 พ.ย. 2551 , 09:40:14 น.] ( IP = 124.121.176.109 : : )
สลักธรรม 6ประโยคที่ว่า "ตัวการใหญ่และสำคัญที่สุดของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายอยู่ที่ความโลภ" ..หากไม่มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เราก็คงจะสิ้นสุดไปจากทุกข์ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าตัวการใหญ่คือใคร และไปชักใยอยู่ที่ไหนบ้าง
อ่านไปพิจารณาไปก็พบวงจรที่เข้าใจได้ไม่ยากแต่ยากจะสะบัดให้หลุดไปจากชีวิตได้
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะพี่เณรโดย น้องกิ๊ฟ [11 พ.ย. 2551 , 13:00:38 น.] ( IP = 125.27.174.232 : : )
สลักธรรม 7มาติดตามศีกษาหาความรู้ต่อค่ะ...กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ
โดย เซิ่น [11 พ.ย. 2551 , 22:47:31 น.] ( IP = 58.8.53.132 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |