| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
มัชฌิมาอยู่ตรงไหน (๕)
สลักธรรม 1
แต่จะขึ้นต้นด้วยทุกขังก็ได้ หรืออนัตตาก็ได้ หรืออนิจจังก็ได้ ไตรลักษณ์ต้องผ่านหมด สมบูรณ์ด้วยวิชาทั้งสาม วิชาในการเรียนอย่างหนึ่ง แต่ในการปฏิบัติคือสำเร็จ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ประจักษ์ด้วยตนเองขึ้นมา สำเร็จเป็นพระอรหันต์ สิ้นสุดจากการเรียนแล้ว
ทั้งสามอย่างนี้ขาดจากกันไม่ได้ เป็นชื่อของลักษณะต่างๆกัน เมื่อเราบอกว่าทนอยู่ไม่ได้ อำนาจนั้นก็สร้างความรู้สึกว่า เพราะว่ามันไม่เที่ยงจึงทนไม่ได้ มันทนไม่ได้แล้วยังไม่เที่ยง เพราะว่าเราบังคับไม่ได้ มันเกิดขึ้นต่อๆกัน แต่อะไรมาปรากฏก็ได้ ตรงนี้สำคัญ แต่ต้องมีทุกอัน ไม่ใช่เป็นพระโสดาเห็นทุกขังแล้ว ไม่มีอนัตตาเข้ามา ไม่มีอนิจจังเข้ามา ต้องมีอนัตตามาด้วย อนิจจังมาด้วย ประจักษ์แก่ใจเกิดขึ้น สำเร็จด้วยอะไร แต่จบทั้งสาม เห็นความชั่วร้ายทั้งสามอันในชีวิตที่ซ่อนอยู่ในรูปนาม จึงอยู่ด้วยความจบแล้ว เป็นพระอรหันต์ ครองกาย วาจา ใจ ตนเอง มิยุ่งข้องอยู่ด้วยความประมาท เพราะเห็นทุกข์แท้ปรากฏขึ้น ครองชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาท จบตรงนี้ก่อนนะ คนละเรื่องกัน
พ่อสอนทุกวันว่า จงทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ อย่าทำเพื่อแก้อยาก เป็นพุทธวิธีที่พ่อให้ หัวใจคือ ลดโลภะ คนเรามีของพะรุงพะรังถือหมดไหม มีอยู่ ๒ นิ้ว เกี่ยว ๑๐ นิ้ว ตัวนิดเดียว พระโสดาไม่บ้าหอบ จำไว้ จงหาเพื่อแก้ทุกข์ ไม่หาเพื่อแก้อยาก ตัวก็เล็ก พุงก็ใหญ่ หิ้วแล้ว เห็นแล้ว อยากจะไปช่วย สงสาร
การปฏิบัติที่พ่อให้คือ จงทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ อย่าทำเพื่อแก้อยาก นั่นคือหน้าที่ของลูกที่จะเดินทางไปเป็นพระโสดาบัน เมื่อใครเป็นพระโสดาบัน แล้วจึงจะรู้ว่าทำอย่างไร หรืออีกอย่างหนึ่งในการปฏิบัติ ให้ลูกเบาจากโลภะ เป็นตัวอนุเคราะห์การปฏิบัติได้ เมื่อปฏิบัติได้ญาณปัญญา นามรูปปริจเฉทญาณ ปัจจยปริคหญาณ สัมมสนญาณ จนการทั่งถึงอุทยัพพยญาณแล้ว จะปฏิเสธคำหลวงพ่อเสือทันทีว่า ที่หลวงพ่อสอนมานั้นไม่จริง เพื่อแก้ไขทุกข์ได้ ไม่จริง พ่อบอกเลยว่าไม่จริง แต่พ่อไม่ได้บอกว่ามันจะแก้ทุกข์ได้ พ่อบอกว่าเป็นการลดโลภะ จงกินเพื่อแก้ทุกข์ อย่ากินเพื่อแก้อยาก เพราะการอยากนั้นเป็นตัณหา จึงสอนทางออกจากตัณหาให้เพื่อแผ่วเบา แต่เมื่อได้อุทยัพพยญาณแล้ว จะรู้สึกได้ อาจจะรู้สึกมาถึงพ่อนะว่า เอ๊ะ หลวงพ่อสอนว่ากินเพื่อแก้ทุกข์ อย่ากินเพื่อแก้อยาก ไม่มีทางแก้ไขทุกข์ได้เลย ยิ่งกินยิ่งทุกข์ ยิ่งอ้าปากยิ่งทุกข์ ใครต้องทำเป็นทุกข์
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [11 พ.ย. 2551 , 19:34:03 น.] ( IP = 118.173.39.59 : : )
สลักธรรม 2
ยกตัวอย่างเช่น ลูกสาวพ่อได้อารมณ์นี้เกิดขึ้นมา แต่วันนี้มิได้มา คือลูกสาวที่แสนดีของพ่อคนหนึ่งได้อารมณ์นี้เกิดขึ้นมา พ่อเคยสอนว่าลูกกินข้าวนะ กินอะไรก็ได้ อย่ากินเพื่อแก้อยาก จงกินเพื่อแก้ทุกข์ เขาปฏิบัติเช่นนี้ตลอด เอาข้าวมาจานหนึ่ง ตักกับ รวมๆกัน กินอย่างนี้มาเป็นเวลา ๒ ปีแล้ว ในขณะปฏิบัติที่อ้อมน้อย ก็กินอาหารเช่นเดียวกัน คือเจริญสติกิน อำนาจสติที่พ่อเคยสอนฝึกฝนจนมีอารมณ์นี้ขึ้น สติมีกำลังแรงขึ้น ไวขึ้น สติกลับมารักษาตัวเขาแล้วตอนนี้ ขณะที่ตักข้าวเข้าปากรู้สึกเคี้ยว รู้สึกกลืน สตินี้ไวขึ้น จะรู้สึกว่า การกลืนนั้นไม่ได้ผ่านแค่ลำคอไป จิตนี้จะต้องสั่งให้ลำไส้นั้นบิดท่าเดียว อาการเจ็บของการบิดจะรู้สึกทันที นามมันเจ็บอยู่ตลอดเวลา
เช่นเดียวกันที่ตั้งคำถามมาสู่พ่อวิชิตว่า ทำไมเป็นอย่างนี้ อาจารย์วิชิตอธิบายถูกต้องว่า รูปของคนเรากระทบอะไรมันก็เจ็บ จริงๆแล้วนั่งให้พัดลมเป่านี่เจ็บจะตาย ร่างกายของเรามีประสาทใช่ไหมลูก กายประสาทรับรู้อารมณ์ พอบอกว่าหยิกนี่เจ็บ พ่อขอประทานโทษเถิด แล้วที่สัมผัสรัดกอดกันมิเจ็บหรือ มีการกระแทกกันยิ่งกว่าเจ็บอีก แต่ที่เราไม่รู้สึกเพราะมันกร้านชีวิต มันกร้านมาไม่รู้เท่าไรแล้วในชาติที่แล้วๆๆมา แล้วอุปาทานว่า ถ้าทำอย่างนี้จูบกันกอดคอกันเรียกว่าสุข แท้ที่จริงเจ็บ
ลมพัดเย็นๆ มิได้เย็น รูปมันเย็น แต่นามต้องเจ็บ แต่เพราะความกร้านชีวิตเหลือเกินของปุถุชนจึงไม่รู้ แล้วอุปาทานหลงว่าสุขว่าดี
ไม่ต้องอะไร เอาทรายละเอียดมานิดเดียวมาวางบนผิว เรารู้สึก ถ้าเผื่อเราไม่ชอบจึงไม่พอใจ พอใจจึงชอบ โลภะมันเข้า แต่ถ้าเอาโลภะโทสะออกแล้ว การสัมผัสรูปนั้นจะต้องรู้สึก แต่อาจจะไม่เป็นทุกข์ก็ได้ เป็นนามรู้
ฉะนั้น การบิดข้าวลงไปในไส้ นามรู้แล้วเกิดอาการเจ็บ ทำไมจึงเจ็บ ร่างกายของคนเราอวัยวะทั้ง ๓๒ กรรมชรูปสร้างมาสมบูรณ์ดีแล้ว มีอะไรแปลกปลอมเข้าไปปุ๊ป ต้องระคายเคือง เหมือนผงเข้าตาระคายเคืองไหม ข้าวที่เรากินเข้าไปคำโตๆนี่ กลืนเข้าไปต้องระคายเคืองกับลำไส้แน่นอน รู้สึกเกิดความกลัวขึ้นมา จนอารมณ์นี้ผ่านไปหนึ่งวัน เจ้าหน้าที่อ้อมน้อยหิ้วปิ่นโตมาเกิดกลัวภัย กิน เดี๋ยวก็เจ็บอีก แต่ไม่กินไม่ได้ จึงจำเป็นต้องกิน ด้วยความไม่รู้สึกยินดีและยินร้ายในขณะนั้น หนีไม่พ้น เป็นผู้วางใจได้แยบคาย คือเจริญสติกิน จำใจกินเพื่อเลี้ยงชีวิตตนเอง มิได้มีความอยากเข้าไปร่วมด้วย ตัดเหตุแห่งตัณหาจนหมดสิ้น เป็นผู้รู้เหตุ รู้ผล รู้อดีต และรู้อนาคตขึ้นมาในทันที ไม่ใช่ในสมาธิ คือ ปิ่นโตที่เขาเอามาวางไว้ให้โดยยังไม่กินเลย แต่รู้ว่าอาการจะเป็นอย่างไร รู้อนาคตแล้ว
ทำไมรู้อนาคตได้ เพราะเหตุอดีตมาเป็นผู้ยืนอยู่กับปัจจุบัน รู้ทั้งอดีตและอนาคต ตรงนี้ไม่ใช่ว่าผู้ได้ญาณแล้วรู้ว่าชาติที่แล้วฉันเป็นไอ้นั่นมานะ ชาติหน้าฉันเป็นไอ้นั่น เป็นสัญญาน้ำเน่า ผู้รู้จักอดีต อนาคต คือขณะปัจจุบันรู้ทั้งอดีตและอนาคตเข้ามาครองใจ
ก็ได้เล่าถึงอารมณ์ลูกสาวที่ปรารถนาให้เขาได้ดี แล้วเขาก็ปฏิบัติตนเองได้ดีที่สุด ซึ่งเป็นตัวอย่างต่อๆไปว่า ใครทำ ใครได้ พ่อสอนพร้อมกันหมด พูดก็ไม่ได้เจาะจงสอนใคร แต่ใครเจาะจงรับไป พ่อก็ขออนุโมทนา เมื่อลูกทำลูกจะได้เช่นเดียวกัน พ่อบอกแล้วพ่อไม่สามารถเอาของเลวร้ายมาให้ลูกของพ่อได้ พ่อจะมีอัญมณีอันมีค่าให้แก่ลูกของพ่อ แต่ถ้าเผื่อลูกรับไม่ได้ พ่อก็ช่วยไม่ได้ พ่อเอาอาหารมาให้ถึงปาก ลูกมีหน้าที่หยิบใส่ปากเคี้ยวกลืนเองแล้วจะอิ่ม หัดไปเถิด เจริญสติสัมปชัญญะ สิ่งที่พ่อต้องการคือ ให้ลูกของพ่อเป็นพระอรหันต์ นั่นคือจุดสุดยอด ไม่มีอะไรมากกว่านี้
ในอดีตชาติตอนยังมีชีวิต สมญานามว่า หลวงพ่อเสือแห่งวัดไผ่สามกอ พ่อมีความปีติเช่นนี้เกิดขึ้น ชาติที่แล้วสอนคนได้ดีคนเดียว ชาติแห่งความเป็นอยู่บนเทวภูมิตั้งแต่เริ่มเข้าทรง คงไม่มีคนเดียว คงมีลูกพ่อหลายๆคนเช่นนี้
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [11 พ.ย. 2551 , 19:42:32 น.] ( IP = 118.173.39.59 : : )
สลักธรรม 3
คำถาม ปฏิบัติมาก่อนปริยัติใช่หรือไม่
คำตอบ ต้องปริยัติ เอาหัวใจของการศึกษานะ เนื่องจากชีวิตมันเป็นทุกข์แล้ว ต้องหาเหตุที่ทำให้ทุกข์ใช่ไหม เพราะของจริงในอริสัจธรรมทั้ง ๔ เมื่อเกิดมามีแล้ว ๒ อัน คือ ทุกข์กับสมุทัย ใช่ไหม เมื่อเรารู้ว่าอะไรคือทุกข์ รู้อะไรคือเหตุแห่งการเกิดทุกข์ เราจะต้องแก้ที่เหตุ แล้วปฏิบัติให้สิ้นสุดทุกข์ไปเลย หาอีก ๒ ตัวใช่ไหม คือการดำเนินทางและสิ้นสุด คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ต้องมีความเข้าใจก่อน ต้องหาทุกข์ให้เจอ นี่เรียกว่า ปริยัติ แล้วแก้คือ ปฏิบัติ ผลคือ ปฏิเวธ
แต่ละบุคคล ผู้ใดรู้จักตัวเองมากที่สุด ผู้นั้นรู้พระไตรปิฎกมาก พระไตรปิฎกก็คือสระและพยัญชนะรวมกันเข้าเพื่ออ่านให้เกิดความเข้าใจ แต่เมื่อเกิดความเข้าใจ การปฏิบัติไม่ใช่อยู่ในตัวสระพยัญชนะ ต้องปฏิบัติที่ตัว ดังนั้นจะให้หลักไป ๓ ข้อว่า
๑ ศึกษาเรื่องจิตของตัวเองให้ถ่องแท้ว่า จิตของเรานั้นมีอะไรมาปรุงแต่ง มีความโลภ มีความโกรธ ความหลงหรือไม่ จงรู้จักจิต นั่นเองนะ ซึ่งอยู่ใกล้กับตัวเรามากที่สุด แต่เราก็ยังไม่ค่อยรู้จัก
๒ จงฝึกอบรมจิต อบรมจิตซึ่งบังคับบัญชายากนะ เพราะตัวปรุงแต่งมันทำให้หยาบกระด้าง มันไวเพราะเราเคยฝึกมันมา ดังนั้นเราจะต้องอบรมใหม่ คือจงฝึกอบรมจิตซึ่งบังคับบัญชาได้ยาก และดื้อด้านมาก แต่ก็ยังอาจปรับปรุงได้
๓ จงปลดเปลื้องจิต จากเครื่องพันธนาการเครื่องร้อยรัด คือกิเลสตัณหา ซึ่งเที่ยวไปผูกพันกับสิ่งต่างๆอยู่ตลอดเวลา ก็เป็นของเรานั่นเอง แต่ก็อาจเป็นอิสระได้ในที่สุด
สามหลักธรรมะของพ่อ ย่น ย่อ ยาก ง่าย
ย่นมาให้เหลือแต่หัวใจและหลักการปฏิบัติที่มุ่งตรงต่อพระนิพพาน
ย่อจากคำที่เยิ่นเย้อยืดยาวให้เหลือความกะทัดรัด แล้วฟังเข้าใจง่าย
ยากแห่งการรื้อสัญญาออก และละสังโยชน์
เมื่อเราทำของยากแล้ว มันก็ง่ายแก่การถึงมรรคผลนั่นเอง
คือ ย่น ย่อ ยาก ง่าย ทุกอย่างมันยากหมดนะ ในการปฏิบัติตรงกันข้าม เช่นเราถนัดมือขวา เมื่อใช้มือซ้ายก็เก้ๆกังๆ แต่เราก็พัฒนาให้เกิดความเคยชินได้ เมื่อนั้นยากก็จะลดน้อยลงเอง เข้าใจไหมลูก
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [11 พ.ย. 2551 , 19:54:33 น.] ( IP = 118.173.39.59 : : )
สลักธรรม 4
คำถาม ข้างๆบ้านมีการสร้างพระพุทธรูป แล้วอธิษฐานว่าชาติหน้าเกิดมาให้มีปัญญา จะถูกหรือไม่ การสร้างพระผลจะให้เกิดปัญญาได้หรือไม่
คำตอบ อยู่ที่ว่าตอนทำมีปัญญาทำหรือไม่ ถ้ามีปัญญาก็ได้ ไม่ใช่ว่าขาดปัญญาขณะทำ เช่น เขามาบอกว่าสร้างพระแล้ว เออ ดีจะได้มีชื่อ อันนี้สร้างเหตุให้มีปัญญาหรือยัง ต้องมีเหตุสอดคล้อง คือขณะทำเพื่อชำระล้างกิเลสตัณหา เพื่อทำกุศลผลบุญ แล้วอธิษฐาน ขอให้ผลของกุศลนี้เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดชาติหน้าให้มีปัญญา นั่นคือ ต้องสร้างเหตุให้สอดคล้อง เช่น แม่บ้านอยากไปทำบุญ พ่อบ้านเห็นดีด้วย แล้วแม่บ้านก็ไปช่วยงานบุญทั้งวัน ในขณะที่พ่อบ้านนั่งกินเหล้า ก็ได้ช่วงขณะที่เห็นดีด้วย แต่ตอนกินเหล้าก็ได้อกุศล มันจะต้องเป็นเหตุปัจจัยเดียวกัน
ฉะนั้น การทำบุญให้ได้ปัญญา ตอนให้ต้องมีสติให้ จะสอนธรรมะ หรือพูดธรรมะให้แก่ใคร เป็นเรื่องปัญญา จะต้องมีสติ แต่ถ้ากำลังพูดธรรมะนี่ มีโมโห สติจะเข้าไม่ได้
ดังนั้นการศึกษาอะไรก็แล้วแต่ ไม่ใช่ยอมรับโดยทฤษฎี เช่น รับคำว่า อนัตตา เข้ามาเป็นความเชื่ออย่างเดียวไม่ได้ ต้องปฏิบัติตามให้เห็นความไม่มีตัวไม่มีตน มิฉะนั้นจะเรียกว่ายังไม่สมบูรณ์ อะไรที่เห็นว่าดีแล้วเก็บไปดำเนิน รู้ว่าชั่วต้องเก็บไปละ ให้เอาสติกับปัญญามาพิจารณา การจะดีต้องดีที่ตน
หลักของพ่อทุกอย่างได้มาจากการค้นคว้าในพระไตรปิฎกทั้งสิ้น และมุ่งหมายสืบสวนมาในลักษณะกลาง คือ มัชฌิมา ในศีล สมาธิ ปัญญา ตรงกลางได้แก่ สมาธิ จึงมีความสำคัญมาก เพราะสมาธิก็คือมีสติอยู่กับปัจจุบัน ถ้าไม่มีสมาธิ สติก็เกิดไม่ได้ และถ้าไม่มีสมาธิ คือจิตไม่ตั้งมั่นแล้ว ศีลก็เกิดไม่ได้ ถ้าเผื่อจิตไม่ตั้งมั่น ปัญญาก็เข้าไม่ได้ ความสงบนิ่งในกายตนจึงเป็นสิ่งสำคัญ
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [11 พ.ย. 2551 , 20:10:42 น.] ( IP = 118.173.39.59 : : )
สลักธรรม 5
คำถาม ศีลถ้าไม่บริสุทธิ์แล้วสมาธิจะตั้งมั่นได้หรือไม่
คำตอบ ศีลเป็นรากฐานให้จิตบริสุทธิ์ และทั้งศีลบริสุทธิ์และจิตบริสุทธิ์เป็นรากฐานให้กับทิฏฐิ ผู้ที่มีศีลก็มีโอกาสมีสมาธิเป็นขณะๆ เพราะศีลรักษาได้เป็นขณะๆ ขณะใดที่จิตมีศีลอยู่ก็คือ การกระทำทางกาย วาจา สงบ จิตก็สงบ ขณะใดกาย วาจา ไม่สงบ จิตก็ไม่สงบ ถ้าไม่พูดไม่เรียน ไม่ทำ ก็ได้โมหะ ถ้าพ่อสอนไปแล้วขยะแขยง ไม่อยากทำเป็นโทสะ แทนที่จะพิจารณาว่าชีวิตนั้นเป็นทุกข์ ถ้าเราไม่รีบสร้างทางไว้ เรามีโอกาสเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ หรือทำทานให้ขอทาน เพื่อให้คนอื่นเขาเห็นว่าเราดี มีใจเมตตา อันนี้โลภะทำ แต่ถ้ามีปัญญาทำ ก็รู้ว่าการบริจาคอันนั้นมุ่งหมายชำระจิตของตนให้หมดจดจากกิเลสเครื่องเศร้าหมอง ให้จิตเป็นกุศลจะต้องประกอบไปด้วยปัญญา
คำถาม จะรู้ได้อย่างไรว่าเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อแก้ทุกข์
คำตอบ ในการปฏิบัติ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอิริยาบถใดๆทั้งสิ้น เพราะว่าถ้าเผื่อเปลี่ยนโดยไม่จำเป็น ตัณหาจะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยน ฉะนั้น หลักในการปฏิบัติ ต้องกำหนดทุกข์ก่อนเสมอไป แล้วค่อยเปลี่ยน จะรู้ว่าเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ ตรงที่ลูกรู้ว่าทุกข์มันเกิดแล้วลูกเปลี่ยนนั่นแหละ ไม่ใช่แก้อยากเอง มันแก้ทุกข์ มันเป็นผลเพราะว่ากำหนดทุกข์แล้วเราจึงเปลี่ยน มันจึงไม่ได้เปลี่ยนเพื่อแก้อยาก เพราะทุกข์มันเกิดมันจึงเป็นตัวผลักดันให้เกิดการเปลี่ยน ตรงนั้นแหละจะเป็นการเปลี่ยนเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่แก้อยาก
โปรดติดตามคำถาม-คำตอบต่อไปค่ะ
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [11 พ.ย. 2551 , 20:19:14 น.] ( IP = 118.173.39.59 : : )
สลักธรรม 6มาศึกษาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับมัชฌิมาต่อ
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [12 พ.ย. 2551 , 09:39:43 น.] ( IP = 124.121.175.28 : : )
สลักธรรม 7
ขอบพระคุณมากค่ะพี่ธัญธรโดย น้องกิ๊ฟ [12 พ.ย. 2551 , 13:45:45 น.] ( IP = 125.27.172.205 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |