มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สมาธิ สุข หรือ ทุกข์ (๑๓)




สมาธิ
สุข หรือ ทุกข์ ?



ตอนที่ผ่านมา

อุปาทานขันธ์ ๕ หมายความว่า ขันธ์ที่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ๕ ที่เป็นไปในภูมิ ๓ ได้แก่ กามโลก รูปโลก อรูปโลก ในที่มีตัณหามาก ๆ เช่น กามโลก อย่างมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายหรือเป็นไปในรูปพรหมและอรูปพรหม

โลกนับว่ามี ๖ โลกะคือความพินาศมี ๖ อย่าง ได้แก่ อัจฉสุ อัชชติเกสุ อายตเนสุ คือ อายตนะภายใน ๖ อีกนัยหนึ่งเรียกว่า นิยสนียธาตุ ๖ ที่ว่าอายตนะภายใน ๖ ก็คือ ประสาทตา หู จมูก ลิ้น กาย และหทยวัตถุ รวมเป็น ๖ และทั้ง ๖ นี้มีอำนาจที่เรียกว่าโลกทำให้ผันแปรเปลี่ยนแปลง ประสาทตาก็ดีหรือเราจะเรียกว่านิตยธาตุก็ได้

โลกนับว่ามี ๗ (ข้อความขาดหายไปเนื่องจากเปลี่ยนเทปม้วนใหม่)

โลกนับว่ามี ๑๒ ได้แก่ อายตนะ ๑๒ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ รวมเป็น ๑๒

โลกนับว่ามี ๑๘ ได้แก่อะไรบ้าง เช่น ประสาทตา ประสาทหู อายตนะภายในมี ๖ ตัวที่มากระทบเป็นอายตนะภายนอกก็มี ๖ แล้วจัดเป็นธาตุ คือ จักขุวิญญาณธาตุ โสตวิญญาณธาตุ และอื่น ๆ อีก ๖ รวมกันเป็น ๑๘ ยกตัวอย่างเช่น คลื่นแสงที่มากระทบตา เมื่อกระทบเสร็จแล้วก็เป็นจักขุวิญญาณธาตุ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 พ.ย. 2551 , 06:56:32 น.] ( IP = 58.9.143.180 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



ข. สัตวโลก หมายถึงบุคคล เราใช้คำว่าบุคคลก็ได้ สัตว์ก็ได้ แต่คนไม่ชอบเขาหาว่าไปว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน บุคคลทั้งหมดมี ๑๒ คือ ปุถุชน ๔ และอริยบุคคล ๘

ค.โอกาสโลก หมายถึงภูมิอันเป็นที่ตั้งแห่งสังขารธรรม เป็นที่อาศัยเกิดอาศัยอยู่ของสัตว์มี ๓๑ ภูมิ รู้ว่ากามภูมิอยู่ที่ไหนบ้าง ใครเกิดอย่างไร เป็นอย่างไร รูปภูมิอรูปภูมิมิรู้หมด

โลกวิทู ที่ว่าพระพุทธองค์ทรงรู้โลกอย่างแจ่มแจ้งโดยสรุปก็คือ

แจ้งสังขารโลก คือ รู้ตัวการที่มาปรุงแต่งทั้งหมด
แจ้งสัตวโลก คือ รู้สัตว์ทั้งหมด ๑๒ บุคคล
แจ้งโอกาสโลก คือ ที่เกิดของสัตว์ใน ๓๑ ภูมิ ไม่มีที่พระองค์จะไม่รู้

ข้อ ๖ อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ แปลว่า ทรงสามารถฝึกอบรมสั่งสอนแนะนำผู้ที่ถูกฝึก เช่น เราฝึกใครแนะนำใคร เราก็คิดแล้วเราก็ฝึก บางทีไม่ตรงกับอัธยาศัยใจคอ พูดแล้วเขาไม่ค่อยเข้าใจ หรือเขาเข้าใจดีกว่าเราเกินไปก็อาจเป็นได้ เพราะฉะนั้นการฝึกไปอย่างนั้น ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้หมด ทรงรู้จิตของบุคคลที่เข้ามาฝึกว่าควรจะใช้แนวไหน ในสมัยพุทธกาลจึงมีผู้สำเร็จมรรคผลมาก พอเวลามาหาพระพุทธจ้าก็ทรงรู้ทีเดียว บุคคลนี้ฝึกธรรมดาไม่ได้ ต้องพูดอย่างนี้ต้องแสดงอย่างนี้ ท่านอ่านพระสูตรแล้วก็จะพบว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมต่าง ๆ กันไป แต่ละบุคคลที่มารับการฝึกก็บรรลุมรรคผลกันมาก ทั้งนี้ก็เพราะทรงทราบอัธยาศัยของสัตว์นั้น ๆ

ข้อ ๗ สตฺถา เทวมนุสฺสานํ แปลว่า ทรงเป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีศาสดาใดจะเทียบเท่า เพราะทรงนำสัตว์ทั้งหลายให้พ้นจากองทุกข์ได้ ผู้อื่นจะสอนดีอย่างไร สอนให้คนมีความสุข สอนให้ประพฤติปฏิบัติศีลธรรม สอนให้เป็นคนดีสารพัด แต่ไม่มีใครในโลกนี้จะสอนให้คนพ้นทุกข์ คือพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด มีแต่พระสัมมาสัมพุทธจ้าพระองค์เดียว

ข้อ ๘ พุทฺโธ แปลว่า ทรงเป็นผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ทรงรู้ทุกอย่าง คือสัพพัญญูนั่นเอง ทรงเห็นทุกอย่าง ทรงเบิกบาน ทรงตื่นด้วยธรรม แปลว่าจิตเศร้าหมองเข้าไม่ได้ เพราะอกุศลไม่มีแล้ว ทรงตื่นอยู่ตลอดเวลา ตื่นในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ได้จำวัด แต่แปลว่าไม่มีการเผลอตัว ของเราเดี๋ยวก็เผลอตัวออกไปผิด ๆ ถูก ๆ แต่ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นไม่มี

ข้อ ๙ ภควา แปลว่า ทรงเป็นผู้มีบุญที่ประเสริฐสุด ทรงสามารถจำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ตามควรแก่อัตภาพของสัตว์นั้น ในข้อนี้หมายความ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแตกต่างจากบรรดาคนทั้งหลาย เพราะคนทั้งหลายสามารถ จำแนกธรรมสอนให้สัตว์ได้ตามอัตภาพของสัตว์นั้นเหมือนกัน แต่ว่าความรู้ของคนทั้งหลายไม่ลึกซึ้ง ทำได้เพียงตื้น ๆ เผิน ๆ แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้คำว่า "ภควา" เป็นผู้มีบุญที่ประเสริฐสุด เพราะสามารถจำแนกพระธรรมคำสั่งสอนให้เหมาะกับสภาพของบุคคลนั้น ท่านจะพบว่าพระธรรมคำสั่งสอนมีมากเหลือเกิน ตลอดชีวิตของเราคงศึกษาได้ไม่หมด แต่เมื่อศึกษาไปได้แค่ไหนก็ได้ผลมาก จนเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจของผู้ศึกษา ด้วยเหตุนี้เองท่านก็จะเห็นว่า ผู้ที่เข้าถึงความจริงของพระอภิธรรมปิฎกยิ่งลึกซึ้งมากเท่าไรก็จะยิ่งพบความน่าอัศจรรย์มากยิ่งขึ้นเท่านั้น

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 พ.ย. 2551 , 07:04:45 น.] ( IP = 58.9.143.180 : : )


  สลักธรรม 2



ผมขอทบทวนเรื่องอนุสติ แปลว่า ระลึกเนือง ๆ หรือระลึกอยู่เสมอ หมายความว่า มีสติสำนึกรู้สึกตัวอยู่บ่อย ๆ

ตามหลักการแล้ว การระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นกุศล ถือเป็นบุญ เพราะว่าถ้าผู้ใดระลึกโดยมีใจพิจารณาให้ดีก็เป็นสมาธิ เป็นกุศลอันเกิดจากการทำสมาธิ เมื่อผู้ใดทำอนุสสติบ่อย ๆ สมาธิก็จะมากขึ้น เราได้เรียนพุทธานุสติจบไปแล้ว คือ การระลึกถึงพระพุทธคุณนั่นเอง ถ้าระลึกไปในทางที่ไม่ดี ไม่ถูกต้อง เช่น ระลึกว่าพระพุทธเป็นพระที่ศักดิ์สิทธิ์เหมือนกับพระก็ตั้งจิตอธิษฐานว่าขอให้ถูกล็อตเตอรี่ หรือระลึกถึงอภินิหารต่าง ๆ การระลึกอย่างนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ระลึกไม่มีความรู้ เพราะพุทธเจ้าไม่ได้เป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครจะดลบันดาลให้ใครเป็นอะไรตามชอบใจ เมื่อระลึกถึงพระพุทธไม่ถูกต้อง สมาธิที่จะเกิดขึ้นก็อาจไม่ใช่สัมมาสมาธิก็เป็นได้

ดังนี้ ผู้ที่จะปฏิบัติสมาธิโดยการระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าจึงต้องศึกษาคุณของพระพุทธเจ้าเสียก่อน

สำหรับวันนี้ก็จะได้เรียนเรื่อง ๒. ธัมมานุสติ

พระธรรมในที่นี้หมายถึง มรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ และปริยัติธรรม รวมเป็น ๑๐ ประการด้วยกัน คุณธรรม ๑๐ ประการ นี้เมื่อกล่าวโดยย่อแล้วมี ๖ อย่าง คือ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 พ.ย. 2551 , 07:08:54 น.] ( IP = 58.9.143.180 : : )


  สลักธรรม 3



๑. สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม เป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว สมบูรณ์ทั้งอรรถและพยัญชนะ ดีพร้อมทั้งเบื้องต้นและท่ามกลาง และที่สุด คุณธรรมข้อนี้หมายถึงปริยัติธรรม

๒. สนฺทิฏฺฐิโก เป็นธรรมที่ผู้ปฏิบัติเห็นด้วยด้วยตนเอง คุณธรรมข้อนี้หมายถึงโลกุตตรธรรม ๙

๓. อกาลิโก เป็นธรรมที่พึงปฏิบัติได้ และให้ผลทันทีในลำดับนั้นเลยทีเดียว ไม่ประกอบด้วยกาลคือไม่ต้องรอเวลาหรือมีเวลาระหว่างคั่นแต่อย่างใด คุณธรรมข้อนี้หมายถึงมรรคจิต ๔

๔. เอหิปสฺสิโก เป็นธรรมที่ให้ผลอย่างแท้จริงจนสามารถที่จะท้าให้พิสูจน์ได้ คุณธรรมข้อนี้หมายถึงโลกุตตรธรรม ๙

๕. โอปนยิโก เป็นธรรมที่ควรน้อมนำมาให้บังเกิดแก่ตนและทำให้แจ้งแก่ตน หมายความว่าควรบำเพ็ญให้เกิดมรรคจิต ผลจิต ที่จะแจ้งซึงพระนิพพาน คุณธรรมข้อนี้หมายถึงโลกุตตรธรรมทั้ง ๙

๖. ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ เป็นธรรมที่ผู้รู้พึงรู้ได้เฉพาะตน ผู้อื่นหารู้ด้วยไม่ว่า มรรคเราเจริญ ผลเราบรรลุ นิโรธเราได้แจ้งแล้ว เป็นการรู้ด้วยการประจักษ์แจ้งอย่างที่เรียกว่าประจักษ์สิทธิ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 พ.ย. 2551 , 07:13:05 น.] ( IP = 58.9.143.180 : : )


  สลักธรรม 4



ผมได้แสดงมาแล้วว่าในการทำสมาธิจิตจะต้องตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว เช่น เพ่งดิน หรือเพ่งสีขาวเป็นวงกลม หรือเพ่งน้ำ เพ่งไฟฯ อารมณ์จะไม่ซัดส่ายไปมา จิตจึงมีความแน่วแน่มั่นคงมาก ทำให้มีสมาธิดี เมื่อมีสมาธิดี อำนาจของสมาธิก็จะช่วยให้มีความสามารถต่าง ๆ กันแล้วแต่ผู้ใดจะเอาไปใช้ทางไหน

ส่วนพุทธานุสติกับธัมมานุสติหาได้เพ่งอันใดอันหนึ่งไม่ เป็นการเพ่งหลายอย่าง ความมั่นคงของจิตจึงไม่มี มียากและช้า เช่น ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า จะต้องระลึกว่าท่านมีคุณธรรมอะไร มีปัญญาบารมีสอนอะไรได้ สำเร็จหมดกิเลสแล้วอย่างไร ระลึกถึงพระธรรมก็หลายข้ออีก เช่น ระลึกว่ามีปริยัติ ๑ มีมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑ จิตระทึกไประทึกมาปนเปกันหลายเรื่อง ความมั่นคงของจิตจึงมีน้อย เพราะซัดส่ายไปในอารมณ์ต่าง ๆ แต่ว่าถึงจะไปในอารมณ์ต่าง ๆ ก็จริงแต่อยู่ในขอบเขตที่กำหนด ก็อยู่ในฐานะมีสมาธิได้ มีปัญญาอยู่ในนั้นด้วย เพียงแต่ไม่มีอำนาจพิเศษเกิดอิทธิฤทธิ์ได้ ทำฌานได้ยากและขึ้นถึงฌานสูงก็ไม่ได้

๓. สังฆานุสติ สงฆ์ในที่นี้หมายถึง พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่เรียกว่าพระอริยสงฆ์ คือผู้ที่บรรลุมรรคผลคุณของพระอริยสงฆ์มี ๙ ประการ ได้แก่

๑. สุปฏิปนฺโน ภควโต สาวกสงฺโฆ เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ปฏิบัติดีแล้ว ชอบแล้ว สมบูรณ์ด้วยไตรสิกขา คือ อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ในข้อนี้หมายถึงให้ระลึกถึงคุณของผู้ที่ได้มรรคผล เริ่มตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ รวมเรียกอริยบุคคล รวมเรียกอริยบุคคล ๘

เพราะฉะนั้น เมื่อจะระลึกถึงพระอริยสงฆ์ก็ต้องระลึกถึงศีลของท่านว่าผู้ที่ได้เป็นอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันเป็นต้นไปย่อมจะมีศีลบริสุทธิ์ ศีลคือการระแวดระวังกายวาจาไม่ให้เป็นไปในทางอกุศล เช่น ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ เหล่านี้เป็นต้น เพราะว่าคนธรรมดาปุถุชนนั้นพลาดพลั้งพูดเท็จไปบ้าง แต่พวกอริยบุคคลไม่พูดเลย

เมื่อสมัยก่อนนานมาแล้วผู้ที่เป็นฆราวาสบางท่านก็เคยประกาศตัวเองว่าไปสอบอารมณ์กับอาจารย์ แล้วอาจารย์ว่าได้โสดาก็คิดว่าตัวเองเป็นโสดา ผมก็ถกเถียงกับเขาว่าโสดาของคุณอย่างไร เขาก็เล่าว่ารักษาศีล มีสมาธิ มีปัญญา

ต่อมาอีก ๒ ปีมีชีคนหนึ่งเขาบอกเขาได้โสดา ผมก็เถียงว่าคุณไม่ได้ เขาก็ว่าผมว่าทำไมมาเถียงโสดา คุณไม่ได้เป็นจะรู้ได้อย่างไรว่าฉันไม่ได้เป็นโสดา ผมก็บอกว่าผมรู้เพราะที่คุณพูดมันไม่ตรงหลักวิชา

ต่อมาอีก ๒ ปีผมไปราชบุรีก็ไปเจอกันอีก พอเจอก็รีบเข้ามาหาผมเลยแล้วสารภาพว่า ที่เถียงกันเมื่อก่อนว่าฉันได้โสดานั้นความจริงไม่ได้หรอก ผมก็ถามว่าคุณรู้ได้อย่างไรเมื่อตอนนั้นเถียงอย่างแข่งขัน เขาก็บอกว่าง่ายนิดเดียว เพราะว่าตอนที่ออกมาจากกรรมฐานใหม่ ๆ ความระวังตัวมันมีอยู่ มันก็แสดงออกเหมือนโสดา คือพูดอะไรไม่ผิดเลย ไม่บกพร่อง แต่เดี๋ยวนี้โสดามันเก่าเข้ามันก็เลยเผลอพูดเท็จออกไป เรียนพระอภิธรรมถึงเชื่อ ถ้าชีคนนี้ไม่ได้เรียนพระอภิธรรม เขาก็คงหลงว่าเขาได้โสดาอยู่นั่นเอง โสดาบางคนยังกินเหล้าอยู่ ต้องไม่กินเหล้าเลย ผิดศีลไม่ได้ และชีคนที่ว่านี้เขาบอกว่า ฉันเผลอพูดเท็จออกไป แล้วถามว่าทำไมถึงรู้ว่าตัวเองเผลอพูดเท็จ เขาบอกว่าธรรมดานั้นตามสภาวะของโสดาเป็นต้นไป

ต้องมีศีลบริสุทธิ์ ไม่ใช่จะตั้งใจรักษาถึงรักษา มันรักษาโดยอัตโนมัติ เช่น ไม่มีความจงใจพูดเท็จเลย เผลอก็ไม่เผลอ เขาบอกเขาเผลอพูดเท็จออกไปแล้วนึกขึ้นมาได้ว่าเราเป็นโสดาทำไมพูดเท็จออกไปได้ ก็เลยรู้ว่าเรายังไม่ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 พ.ย. 2551 , 07:21:56 น.] ( IP = 58.9.143.180 : : )


  สลักธรรม 5



ด้วยเหตุนี้ท่านนักศึกษาก็จะเห็นได้ว่า ไก่มันรู้จักกินขิงไหมครับ ไก่ไม่กิน แล้วลิงมันกินกะปิหรือเปล่า มันไม่กินเพราะไปสอนให้มันไม่กินใช่ไหม เปล่าเลยไม่ต้องสอน ไก่กี่ตัว ๆ เอาขิงให้กินมันจะไม่กินเลย เพราะธรรมชาติของมันไม่กิน

ธรรมชาติของโสดาก็เหมือนกัน ไม่ต้องมีใครมาอบรม ไม่ต้องมีใครมาสอนว่าจะไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ มันเป็นไปโดยอัตโนมัติ ไม่เผลอทำ เพราะอะไร เพราะผู้ใดได้โสดาแล้วย่อมจะเชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม เชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด เชื่อเรื่องตายแล้วไปเกิดเป็นผีสางเทวดาได้ ตกทุกข์ได้ยากหรือไปได้ดีมีความสุขได้ เชื่อในสิ่งเหล่านี้เป็นปัญญาที่หนักแน่นมั่นคง ไม่มีความสงสัยในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์

ด้วยเหตุนี้เมื่อผู้ใดเป็นพระโสดาบันบุคคลแล้วผู้นั้นจะไม่มีการเปลี่ยนใจ จะมีความมั่นคงเพราะว่ามิจฉาทิฏฐิถูกทำลายไปแล้ว แม้นจะเกิดใหม่ชาติหน้า เขาก็ต้องมีความเห็นถูก เพราะกิเลสที่ถูกฆ่าไปแล้วไม่อาจจะกลับคืนมาอีกได้ แปลว่าฆ่าแล้วก็แล้วกันไปเป็นสมุจเฉทะ เด็ดขาดสิ้นเชิงในเรื่องของความเห็นไม่ถูกต้อง ปัญญาที่เกิดจึงเป็นอธิปัญญาที่มีกำลังกล้า

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 พ.ย. 2551 , 07:25:46 น.] ( IP = 58.9.143.180 : : )


  สลักธรรม 6


มาศึกษาต่อค่ะ ได้เรียนรู้ถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ จะติดตามพระสังฆคุณต่อค่ะ

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [12 พ.ย. 2551 , 09:35:23 น.] ( IP = 124.121.175.28 : : )


  สลักธรรม 7

ตลกดีกับพระโสดาปลอม ..ท่านอาจารย์ช่างยกตัวอย่างได้อย่างไม่อ้อมค้อมเลย และก็เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังสำหรับผู้ที่เพิ่งออกจากกรรมฐานใหม่ๆ ด้วย ที่ชอบคิดว่าตนเองได้นั่นได้นี่

กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาที่นำมาให้อ่านค่ะพี่เณร

โดย น้องกิ๊ฟ [12 พ.ย. 2551 , 13:21:49 น.] ( IP = 125.27.172.205 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org