มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อยากให้ท่านได้อ่าน




อย่าหนีนะ เจ้าเด็กขี้ขโมย เสียงผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งตะโกนลั่น พร้อมกับมีเด็กคนหนึ่งกับผู้หญิงอีกคนหนึ่งวิ่งผ่าน ฉันกับแม่ที่กำลังซื้อเนื้อหมูในตลาดไปอย่างรวดเร็ว ทั้งแม่และฉันหันไปดูทันเห็นหน้าผู้หญิงคนนั้น แค่แวบเดียว แม่ถามฉันว่า ...' อ้าวนั่นป้าร้านขายของไม่ใช่เหรอ ' .... ใช่จ้ะแม่ แกวิ่งไล่ใครกันละ '

'ป้าคนนั้นชื่อว่า ' ป้าหนอม ' เป็นแม่ค้าขายของชำสารพัดอย่างในตัวตลาดในอำเภอที่ฉันอยู่มีฐานะ จัดว่าดีกว่าแม่ค้าคนอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน และเป็นที่รู้จักกันว่าแกเป็นคนที่ขี้เหนียวอย่างร้ายกาจ แถมปากจัดที่สุดในตลาดอีกด้วย ใครต่อ ร าคาของมากเกินไปหรือถามราคาแล้วไม่ซื้อป้าแกจะโวยวาย ชนิดต้องรีบเผ่นออกจากร้านแทบไม่ทันทีเดียว

เสียงเอะอะดังมากขึ้นฉันหันไปมองป้าหนอมจับข้อมือ เด็กผู้ชายคนหนึ่งอายุประมาณ 12-13 ขวบไล่เลี่ยกับฉัน ซึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ และป้าแกกำลังจะลงไม้ลงมือ แม่จึงเดินเข้าไปถาม ' พี่หนอม มีไรหรอคะ '

' ก็คุณเด็กเวรนี่นะสิ มันมา ทำทีขอซื้อยาแก้ปวดกับยาธาตุ พอฉันหยิบส่งให้ มันก็วิ่งหนีมาเลย เงินก็ไม่จ่าย ' พูดจบป้าหนอมก็ตบหัวเด็กคนนั้นอย่างแรงหนึ่งที และคงจะมีตามมาอีกหลายทีแน่ถ้าแม่ฉันไม่ห้ามไว้

' ตายแล้วพี่หนอม อย่าถึงกับลงไม้ลงมือกันเลยนะ แล้วนี่จะทำไงต่อ ' แม่รีบตัดบทเพราะเห็นว่าเรื่องราวชักจะไปกันใหญ่

' เรียกตำรวจมาเอามันไปเข้าคุกนะสิ เสียนิสัย พ่อแม่ไม่สั่งสอนยังเด็กตัวแค่นี้ก็รึจะเป็นขโมยซะแล้ว ต่อไปก็คงต้องปล้นเขากินหละ '

ฉันสะกิดแม่ทันทีพร้อมกับมองพลางส่ายหัวน้อยๆ ทำนองว่าอย่าไปยุ่งดีกว่าแม่มองฉันแล้วมองเด็กคนนั้น ซึ่งท่าทางเหมือนกำลังจะร้องไห้แม่นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหันไปพูดกับป้าหนอมว่า

' อย่าให้ถึงอย่างนั้นเลยนะพี่หนอมเด็กมันคงอยากซื้อยา แต่ไม่มีเงินนะ เอาเป็นว่าฉันจ่ายให้ละกันนะกี่บาทกันละ '

ในที่สุดเรื่องก็จบลงโดยการที่แม่ยอมจ่ายเงินค่ายา แก้ปวดกับยาธาตุแล้วแม่ก็จูงเด็กคนนั้นออกมาจากตลาด แต่ป้าหนอมยังไม่วายเตือนแม่ ..ใจดีกับเด็กขี้ขโมยแบบนี้ ระวังจะเสียใจทีหลังนะเธอ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 08:19:17 น.] ( IP = 58.9.141.110 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

แม่ไม่ได้ตอบอะไรแต่พอเดินห่างจากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอผมก็เลยต้องทำแบบนี้

แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยืนผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็ก คนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า ' ทีหลังอย่าขโมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เองถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้า แทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไปฝากคุณแม่ซิคนป่วยนะต้อง กินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย '

แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรับส้ม พร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป

หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที ' ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ แม่ยิ้มแล้วตอบฉันว่า ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอกแม่ซื้อขนม แกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง '

แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่ ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า

แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆกับลูก จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบรู้คุณค่าของเงินทุกบาท ทุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหนและคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น

ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า

ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร

แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอบ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือน บ้านป้าหนอมเขานะแม่

ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนักแต่การที่ได้ช่วยเหลือคน
ที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุขแล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 08:27:42 น.] ( IP = 58.9.141.110 : : )


  สลักธรรม 2

แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า .. จำไว้นะลูก คนเรานะต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมออย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะ รักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้

แล้วแม่ก็พูดต่อว่า ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งทีผิด ใช่...แม่ไม่เถียงแต่บางครั้ง คนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆบ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ

หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆกันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้ี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตา ว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ

หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏ แห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้าเพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้าง หลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่

ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายเริ่มจาก ปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆไม่กี่วันก็หายหลังจากนั้นก็เริ่ม เป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอแล้วฉันก็พาแม่ ไปหาหมอในเมืองหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไปหมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ

หลังจากกินยาตามที่หมอสั่งอาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีกคราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย

ฉันกังวลใจมากพอถามหมอหมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัด

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 08:35:00 น.] ( IP = 58.9.141.110 : : )


  สลักธรรม 3

หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งหลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่า มีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรง ถึงขั้นเสียชีวิต

ฉันตกใจมากของให้หมอผ่าตัดให้ทันทีแต่หมอบอกว่า โรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอก ในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง

หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจ อยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่และจากคำพูดของหมอ ที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้

หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัด จะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมอง ค่อนข้างสูงเป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายาระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท

ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หายส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง

หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลงเป็นโชคดีของแม่ทีการผ่าตัดประส บ ผลสำเร็จและไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรงพยาบาล บอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้

ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฏว่า เป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาทเป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น

ฉันแปลกใจมากจึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่า คุณหมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้ บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัว ไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ ผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉัน พร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาล ในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 08:43:14 น.] ( IP = 58.9.141.110 : : )


  สลักธรรม 4

เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้

ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์ ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้

ค่าผ่าตัด 0 บาท
ค่ายาทั้งหมด 0 บาท
ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท

รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท

ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวดยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า

นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร

ได้รับข้อมูลนี้มาจากการ FW.เมล์ครับ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 08:48:59 น.] ( IP = 58.9.141.110 : : )


  สลักธรรม 5

เมื่อเช้าเปิดเมล์ดูก็พบเรื่องนี้ที่น้องโด่ง fw. มาให้ครับ อ่านแล้วอดที่จะนำมาลงในลานธรรมนี้ไม่ได้ครับ เพื่อจะให้ท่านทั้งหลายได้มีโอกาสอ่านเรื่องดีๆเช่นนี้ร่วมกันครับ

ซึ่งใจกับคุณน้าสมพรมากครับ ที่มีจิตเมตตาในขณะที่เด็กคนนั้นกำลังตกทุกข์ได้ยากจริงๆ (ทุขิตสัตว) ความเมตตาที่เกิดขึ้นนั้นเอื้ออำนวยผล คือปลดเปลื้องทุกข์ให้แก่เด็กคนนั้นได้ทันทีเลยนะครับ

มาถึงการสนทนากับลูกชายที่ซักถาม จะเห็นได้ว่า น้ำใจที่งามของคุณน้าสมพรนั้น มีเจือจารไปทั่วและยังมีคำแนะนำแก่บุตรตนเองให้มองโลกในแง่ดีที่ถูกต้องด้วย นับว่าเป็นการอบรมสั่งสอนที่มีคุณค่ายิ่ง

ตอนนี้ก็มาถึงคุณหมอแล้ว พูดไม่ออกครับ เพียงขอใช้คำว่า ขอแสดงความนับถือในคุณธรรมอย่างยิ่งครับ

การที่เราได้พบได้อ่านอะไรๆที่ดีๆมีคุณค่าเช่นนี้ นับว่าเป็นโชคดีนะครับ เพราะในขณะที่ช่วงชีวิตคนเรานี้ยากที่จะพบเรื่องราวดีๆจากเมล์นะครับ จึงขอนำมาฝากทุกท่านด้วยความปรารถนาดีครับ เพราะผมอ่านแล้วรู้สึกดีมากๆๆเลยครับผม.

โดย พี่เณร [13 พ.ย. 2551 , 09:05:51 น.] ( IP = 58.9.141.110 : : )


  สลักธรรม 6

แม้ว่าจะเคยอ่านมาแล้ว แต่พอมาอ่านอีก ก็น้ำตาซึมไปเลย ซึ้งใจในความรู้มีเมตตากรุณาของน้าสมพร และความกตัญญูกตเวทิตาของเด็กน้อยผู้นั้นค่ะ

ขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำเรื่องดีๆมาฝากค่ะ

โดย พี่ดา [13 พ.ย. 2551 , 09:29:14 น.] ( IP = 124.121.177.106 : : )


  สลักธรรม 7

ขอบพระคุณค่ะพี่เณร โด่งได้รับเมลนี้ฟอร์เวิร์ดต่อมาจากพี่เอ๋อีกที (ขอบคุณพี่เอ๋ด้วยค่ะ) อ่านแล้วน้ำตาซึมเลยอดฟอร์เวิร์ดต่อไปให้พี่เณรได้ร่วมกันซาบซึ้งไม่ได้

ได้อ่านที่พี่เณรช่วยเอาเนื้อหาของการกระทำในแต่ละตอนมาขยายความต่อ ทำให้เห็นภาพของจิตอันเป็นกุศลชัดเจนขึ้นมากเลยค่ะ อยากเห็นเมืองไทยมีคนแบบคุณน้าสมพรและคุณหมอเยอะๆจังเลยนะคะ เห็นแต่ข่าวร้ายๆของคนที่ไร้เมตตาต่อกัน ไม่ให้อภัยและไม่ให้โอกาสซึ่งกันและกันแล้ว จิตมันไม่สดชื่นเท่าไหร่เลยค่ะ

โดย โด่ง [13 พ.ย. 2551 , 11:17:05 น.] ( IP = 203.219.90.99 : : )


  สลักธรรม 8

ความมีเมตตาและกรุณาก่อให้เกิดเรื่องราวที่น่าประทับใจเสมอ โดยเฉพาะการช่วยเหลือที่ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ

คนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก เมื่อมีใครมายื่นมือช่วยเหลือก็จะรู้สึกประทับใจอย่างรุนแรงเหมือนกับคำโบราณที่กล่าวว่า เหมือนพระมาโปรด แล้วก็จะประทับพระคุณนั้นไว้อย่างแนบแน่น เมื่อใดที่มีโอกาสตอบแทน ก็จะพยายามตอบแทนอย่างถึงที่สุด

แม้สิ่งที่นำไปตอบแทนนั้นจะด้อยค่าในความรู้สึกของผู้รับแต่ก็เปี่ยมไปด้วยเจตนาที่ตั้งใจให้อย่างมากของผู้ให้ด้วยความกตัญญู

แม้ผู้ที่รับการตอบแทนจะไม่ใส่ใจในค่าของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้ แต่ก็จะสัมผัสชัดถึงคือความกตัญญูที่มาพร้อมสิ่งของ

นึกถึงตรงนี้แล้วก็คิดนอกเรื่องไปถึงเรื่องในสมัยพุทธกาล.. มหาทุคตะที่ต้องการทำบุญร่วมกับเศรษฐี แต่มหาทุคตะถูกมองข้ามจากคนจดบัญชีเพราะมหาทุคตะนั้นยากจน ก็เลยไม่ได้เป็นเจ้าภาพพระภิกษุรูปใดเลย

แต่พระพุทธองค์มองผ่านความยากจนนั้นไปเพราะได้เล็งเห็นถึงอุปนิสัยและเจตนาอันแรงกล้าของมหาทุคตะ จึงเสด็จไปฉันภัตตาหารที่บ้านมหาทุคตะตามพระพุทธประสงค์

แต่สำหรับในเรื่องนี้ สิ่งที่ผู้กตัญญูนำมาตอบแทนแก่ผู้ที่เคยให้ความสงเคราะห์มิใช่สิ่งที่เล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นสิ่งที่ผู้ที่เคยให้ความช่วยเหลือขาดแคลนอย่างมาก จึงเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากไม่ว่าจะอ่านกี่ครั้ง

ทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างกุศลทานอย่างไม่ประมาท ทั้งอามิสทานและอภัยทานได้เป็นอย่างดี

โดย น้องกิ๊ฟ [13 พ.ย. 2551 , 12:32:54 น.] ( IP = 125.27.174.183 : : )


  สลักธรรม 9

อ่านแล้วน้ำตาซึม ซาบซึ้งในความดีของทั้งสองฝ่าย

กราบขอบพระคุณ และกราบอนุโมทนาทุกๆท่านค่ะที่ทำให้ได้อ่านเรื่องดีๆอย่างนี้

โดย abctoy - [13 พ.ย. 2551 , 14:52:49 น.] ( IP = 203.172.175.9 : : 192.168.1.66 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org