| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
อยากให้ท่านได้อ่าน
สลักธรรม 1แม่ไม่ได้ตอบอะไรแต่พอเดินห่างจากร้านพอสมควรแล้วก็ถามว่า ทำไมหนูขโมยของป้าเขาละ เด็กคนนั้นเงยหน้าที่เต็มไปด้วยน้ำตาขึ้นมองแม่ แล้วตอบสะอึกสะอื้นว่า แม่ผมปวดท้องมากเลยครับ แล้วแม่ก็ไม่มีเงินไปหาหมอผมก็เลยต้องทำแบบนี้
แม่มองหน้าเด็กคนนั้นอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยืนผลไม้ที่ซื้อมาให้เด็ก คนนั้นถุงหนึ่ง แล้วบอกว่า ' ทีหลังอย่าขโมยของใครนะ ถ้าไม่มีเงินมาขอเงินน้าไปซื้อก็ได้นะ น้าชื่อสมพรเปิดร้านเย็บผ้าอยู่ใกล้ๆ นี่เองถามคนแถวนี้ก็ได้ รู้จักน้า แทบทุกคนเลยแหละ เอ้า...เอา ส้มไปฝากคุณแม่ซิคนป่วยนะต้อง กินผลไม้มากๆ จะได้หายไวๆ รู้มั้ย '
แม่เสริมพร้อมกับยิ้ม เด็กคนนั้นอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะรับส้ม พร้อมกับพูดขอบคุณแม่แล้วเดินจากไป
หลังจากนั้นพอกลับมาถึงบ้าน ฉันก็ถามแม่ทันที ' ทำไมแม่ต้องช่วยเด็กคนนันด้วยละ รู้จักกันหรอจ้ะ แม่ยิ้มแล้วตอบฉันว่า ไม่รู้จักหรอก แต่แม่เห็นเด็กคนนั้นรับจ้างหาบขนมขายอยู่แถวบ้านเราน่ะลูก แต่แกคงจำแม่ไม่ได้หรอกแม่ซื้อขนม แกอยู่ไม่กี่ครั้งเอง '
แต่นั้นก็ไม่ใช่เหตุผลที่จะต้องช่วยเหลือเขาถ้าเขาเป็นขโมยนี่แม่ ฉันถามต่อ แม่มองหน้าฉันแล้วพูดว่า
แม่เชื่อว่าเด็กที่เคยหาเงินด้วยตัวเองมาก่อนตั้งแต่อายุเท่าๆกับลูก จะต้องเป็นเด็กที่มีความรับผิดชอบรู้คุณค่าของเงินทุกบาท ทุกสตางค์ว่ากว่าจะได้มามันเหนื่อยยากขนาดไหนและคนที่มีความรับผิดชอบนะ จะไม่มีทางขโมยของใครนอกจากจะจำเป็นจริงๆ เมื่อเขาไม่มีทางอื่นให้เลือกแล้วเท่านั้น
ฉันฟังแล้วก็ถามแม่ต่อว่า แล้วต่อไปถ้าเขามาขอเงินแม่ไปซื้อยาอีก แม่จะให้เขารึเปล่า
ให้สิลูกถ้ามันไม่มากไม่มายอะไร
แล้วแม่ไม่เสียดายเงินหรอบ้านเราก็ไม่ได้ร่ำรวยเหมือน บ้านป้าหนอมเขานะแม่
ถึงแม่จะไม่มีเงินทองมากนักแต่การที่ได้ช่วยเหลือคน
ที่กำลังลำบากน่ะ มันทำให้แม่มีความสุขแล้วยังได้บุญอีกด้วยนะ แค่นี้แม่ก็พอใจแล้ว ไม่อยากได้อะไรตอบแทนหรอกโดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 08:27:42 น.] ( IP = 58.9.141.110 : : )
สลักธรรม 2แล้วแม่ก็พูดต่ออีกว่า .. จำไว้นะลูก คนเรานะต้องรู้จักให้อภัยและให้โอกาสคนอื่นแก้ตัวเสมออย่างเด็กคนนั้น..แม่มั่นใจว่าแกทำไปเพราะ รักคุณแม่ของแกจริงๆ แม่ถึงช่วยแกเอาไว้
แล้วแม่ก็พูดต่อว่า ลูกอาจจะบอกว่าขโมยเป็นสิ่งทีผิด ใช่...แม่ไม่เถียงแต่บางครั้ง คนเราก็ต้องมองด้านอื่นๆบ้าง อย่าคิดแต่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง ตอนนี้ลูกอาจจะยังฟังไม่เข้าใจ แต่แม่เชื่อว่าสักวันลูกจะเข้าใจเองแหละ
หลังจากนั้น ฉันกับแม่ก็หันไปคุยเรื่องอื่นๆกันต่อ ฉันเองไม่เคยคิดเรื่องนี้ี้อีกเลย จนเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้น ทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาคิดถึงเรื่องนี้อีกครั้งทั้งน้ำตา ว่าคำพูดของแม่ในครั้งนี้ถูกต้องที่สุดจริงๆ
หลังจากนั้นฉันเรียนจบระดับปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏ แห่งหนึ่งในตัวจังหวัด แล้วฉันก็ได้งานทำในโรงงานในตัวจังหวัดนั้นเอง เงินเดือนก็พอประมาณ สามารถเลี้ยงดูแม่ได้โดยไม่ขัดสนนัก ฉันก็เลยขอร้องให้แม่หยุดรับจ้างเย็บผ้าเพราะอยากให้แม่พักผ่อนบ้าง หลังจากทำงานหนักมาเกือบ 20 ปีเพื่อส่งฉันเรียน แม่ยอมปิดร้าน แต่ก็ยังรับงานเล็กๆ น้อยๆ ของเพื่อนบ้านมาทำบ้างโดยไม่คิดเงิน แม่บอกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเลยจะรู้สึกเบื่อ ฉันก็เลยต้องยอมตามใจแม่
ฉันทำงานอยู่ประมาณ 2-3 ปี แม่ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายเริ่มจาก ปวดหัวบ่อยขึ้น ช่วงแรกๆไม่กี่วันก็หายหลังจากนั้นก็เริ่ม เป็นนานขึ้นเรื่อยๆ ฉันบอกให้แม่ไปหาหมอแล้วฉันก็พาแม่ ไปหาหมอในเมืองหมอบอกว่าไม่เป็นอะไรมาก แค่ทำงานหนักมากเกินไปหมอให้ยามาชุดหนึ่งพร้อมกำชับให้พักผ่อนมากๆ จะได้หายเร็วๆ
หลังจากกินยาตามที่หมอสั่งอาการปวดหัวของแม่ก็หายไป ฉันเริ่มสบายใจขึ้น แต่หลังจากไปหาหมอได้ประมาณหนึ่งเดือน แม่ก็เริ่มกลับมาปวดหัวอีกคราวนี้เป็นหนักมากกว่าครั้งที่แล้ว ยาที่เคยกินแล้วได้ผลมาก่อนก็ไม่ได้ผลเลย
ฉันกังวลใจมากพอถามหมอหมอก็บอกว่าต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพราะว่าเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่าโรงพยาบาลต่างจังหวัดโดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 08:35:00 น.] ( IP = 58.9.141.110 : : )
สลักธรรม 3หลังจากนั้นฉันรีบพาแม่ไปกรุงเทพฯทันที ไปยังโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งหลังจากหมอตรวจแล้วบอกว่า มีเนื้องอกในสมองต้องผ่าตัดโดยด่วน หากปล่อยทิ้งไว้อาจไปทับเส้นประสาททำให้เป็นอัมพาตได้ หรือถ้าผ่าตัดไม่ทันก็อาจร้ายแรง ถึงขั้นเสียชีวิต
ฉันตกใจมากของให้หมอผ่าตัดให้ทันทีแต่หมอบอกว่า โรงพยาบาลที่มีหมอผ่าตัดสมองที่มีความพร้อมที่จะผ่าตัดเนื้องอก ในสมองเป็นอีกโรงพยาบาลหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงมากกว่า ดังนั้นหมอจึงต้องส่งตัวคนไข้ไปยังโรงพยาบาลนั้น ฉันก็ตกลง
หลังจากถูกส่งตัวมายังโรงพยาบาลดังกล่าวแล้ว แม่ก็ถูกส่งตัวเข้าห้องผ่าตัดทันที ขณะที่ฉันรออย่างกังวลใจ อยู่ด้านนอก ทั้งเรื่องอาการป่วยของแม่และจากคำพูดของหมอ ที่ทิ้งท้ายไว้ก่อนส่งตัวแม่มาที่โรงพยาบาลแห่งนี้
หมอบอกให้ทำใจไว้บ้าง เพราะการผ่าตัดสมองเป็นการผ่าตัดที่เสี่ยงมาก โอกาสที่คนไข้จะเสียชีวิตมีมาก แม้การผ่าตัด จะประสบความสำเร็จก็ตาม อีกเรื่องก็คือค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสมอง ค่อนข้างสูงเป็นหลักแสนบาท เมื่อรวมกับค่ายาระหว่างพักฟื้น คิดแล้วน่าจะต้องใช้เงินราวๆ ห้าแสนบาท
ฉันได้ยินแล้วแทบลมจับ ฉันจะไปหาเงินห้าแสนบาทมาจากไหน ลำพังเงินเก็บของฉันกับแม่ยังมีไม่ถึงห้าหมื่นบาทเลย แต่ยังไงฉันก็ต้องรักษาแม่ให้หายส่วนเรื่องเงินไว้คิดทีหลัง
หลังการผ่าตัดเสร็จสิ้นลงเป็นโชคดีของแม่ทีการผ่าตัดประส บ ผลสำเร็จและไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ ทางโรงพยาบาล บอกให้พักฟื้นประมาณหนึ่งเดือนก็สามารถไปพักฟื้นที่บ้านได้
ทางโรงพยาบาลแจ้งรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน ปรากฏว่า เป็นเงินจำนวนไม่ถึงหนึ่งพันบาทเป็นค่าติดต่อประสานงานเท่านั้น
ฉันแปลกใจมากจึงสอบถามกับนางพยาบาล นางพยาบาลบอกว่า คุณหมอที่เป็นคนผ่าตัดและเป็นเจ้าของไข้ บอกไม่ให้คิดเงินกับฉันและแม่ โดยที่ทางโรงพยาบาลก็ไม่ทราบสาเหตุ ฉันจึงขอพบคุณหมอคนนั้นเพื่อขอบคุณ นางพยาบาลบอกว่าหลังจากเสร็จคุณหมอก็ถูกส่งตัว ไปต่างประเทศทันทีเพื่อศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ ผ่าตัดสมองที่อเมริกา แต่คุณหมอได้ฝากจดหมายไว้ให้ฉันกับแม่ โดยกำชับกับทางโรงพยาบาลให้ฝากให้ฉัน พร้อมกับใบเสร็จค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของทางโรงพยาบาล ในวันที่แม่สามารถออกจากโรงพยาบาลได้
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 08:43:14 น.] ( IP = 58.9.141.110 : : )
สลักธรรม 4เมื่อกลับถึงบ้าน ฉันกับแม่ก็เปิดอ่านจดหมายของคุณหมอคนนั้น เมื่ออ่านจบทั้งฉันและแม่ก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกัน เนื้อความในจดหมายมีดังนี้
ข้าพเจ้านายแพทย์เดชา ทองวิจิตร แพทย์ผู้ผ่าตัด นางสมพร ภู่จันทร์ ขอสรุปค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดทั้งหมดดังนี้
ค่าผ่าตัด 0 บาท ค่ายาทั้งหมด 0 บาท ค่าใช้จ่ายอื่นที่เหลือ 0 บาท
รวมเป็นเงินทั้งหมด 0 บาท
ป.ล. ค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับแล้ว เมื่อยี่สิบปีก่อนด้วยยาแก้ปวดยาธาตุ ส้มหนึ่งถุง ขอให้สุขภาพแข็งแรงไปอีกนานๆ นะครับคุณน้า
นายแพทย์เดชา ทองวิจิตร
ได้รับข้อมูลนี้มาจากการ FW.เมล์ครับ![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 08:48:59 น.] ( IP = 58.9.141.110 : : )
สลักธรรม 5
เมื่อเช้าเปิดเมล์ดูก็พบเรื่องนี้ที่น้องโด่ง fw. มาให้ครับ อ่านแล้วอดที่จะนำมาลงในลานธรรมนี้ไม่ได้ครับ เพื่อจะให้ท่านทั้งหลายได้มีโอกาสอ่านเรื่องดีๆเช่นนี้ร่วมกันครับ
ซึ่งใจกับคุณน้าสมพรมากครับ ที่มีจิตเมตตาในขณะที่เด็กคนนั้นกำลังตกทุกข์ได้ยากจริงๆ (ทุขิตสัตว) ความเมตตาที่เกิดขึ้นนั้นเอื้ออำนวยผล คือปลดเปลื้องทุกข์ให้แก่เด็กคนนั้นได้ทันทีเลยนะครับ
มาถึงการสนทนากับลูกชายที่ซักถาม จะเห็นได้ว่า น้ำใจที่งามของคุณน้าสมพรนั้น มีเจือจารไปทั่วและยังมีคำแนะนำแก่บุตรตนเองให้มองโลกในแง่ดีที่ถูกต้องด้วย นับว่าเป็นการอบรมสั่งสอนที่มีคุณค่ายิ่ง
ตอนนี้ก็มาถึงคุณหมอแล้ว พูดไม่ออกครับ เพียงขอใช้คำว่า ขอแสดงความนับถือในคุณธรรมอย่างยิ่งครับ
การที่เราได้พบได้อ่านอะไรๆที่ดีๆมีคุณค่าเช่นนี้ นับว่าเป็นโชคดีนะครับ เพราะในขณะที่ช่วงชีวิตคนเรานี้ยากที่จะพบเรื่องราวดีๆจากเมล์นะครับ จึงขอนำมาฝากทุกท่านด้วยความปรารถนาดีครับ เพราะผมอ่านแล้วรู้สึกดีมากๆๆเลยครับผม.
![]()
โดย พี่เณร [13 พ.ย. 2551 , 09:05:51 น.] ( IP = 58.9.141.110 : : )
สลักธรรม 6แม้ว่าจะเคยอ่านมาแล้ว แต่พอมาอ่านอีก ก็น้ำตาซึมไปเลย ซึ้งใจในความรู้มีเมตตากรุณาของน้าสมพร และความกตัญญูกตเวทิตาของเด็กน้อยผู้นั้นค่ะ
ขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำเรื่องดีๆมาฝากค่ะโดย พี่ดา [13 พ.ย. 2551 , 09:29:14 น.] ( IP = 124.121.177.106 : : )
สลักธรรม 7ขอบพระคุณค่ะพี่เณร โด่งได้รับเมลนี้ฟอร์เวิร์ดต่อมาจากพี่เอ๋อีกที (ขอบคุณพี่เอ๋ด้วยค่ะ) อ่านแล้วน้ำตาซึมเลยอดฟอร์เวิร์ดต่อไปให้พี่เณรได้ร่วมกันซาบซึ้งไม่ได้
ได้อ่านที่พี่เณรช่วยเอาเนื้อหาของการกระทำในแต่ละตอนมาขยายความต่อ ทำให้เห็นภาพของจิตอันเป็นกุศลชัดเจนขึ้นมากเลยค่ะ อยากเห็นเมืองไทยมีคนแบบคุณน้าสมพรและคุณหมอเยอะๆจังเลยนะคะ เห็นแต่ข่าวร้ายๆของคนที่ไร้เมตตาต่อกัน ไม่ให้อภัยและไม่ให้โอกาสซึ่งกันและกันแล้ว จิตมันไม่สดชื่นเท่าไหร่เลยค่ะโดย โด่ง [13 พ.ย. 2551 , 11:17:05 น.] ( IP = 203.219.90.99 : : )
สลักธรรม 8
ความมีเมตตาและกรุณาก่อให้เกิดเรื่องราวที่น่าประทับใจเสมอ โดยเฉพาะการช่วยเหลือที่ไม่หวังผลตอบแทนใดๆ
คนที่กำลังตกทุกข์ได้ยาก เมื่อมีใครมายื่นมือช่วยเหลือก็จะรู้สึกประทับใจอย่างรุนแรงเหมือนกับคำโบราณที่กล่าวว่า เหมือนพระมาโปรด แล้วก็จะประทับพระคุณนั้นไว้อย่างแนบแน่น เมื่อใดที่มีโอกาสตอบแทน ก็จะพยายามตอบแทนอย่างถึงที่สุด
แม้สิ่งที่นำไปตอบแทนนั้นจะด้อยค่าในความรู้สึกของผู้รับแต่ก็เปี่ยมไปด้วยเจตนาที่ตั้งใจให้อย่างมากของผู้ให้ด้วยความกตัญญู
แม้ผู้ที่รับการตอบแทนจะไม่ใส่ใจในค่าของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ได้ แต่ก็จะสัมผัสชัดถึงคือความกตัญญูที่มาพร้อมสิ่งของ
นึกถึงตรงนี้แล้วก็คิดนอกเรื่องไปถึงเรื่องในสมัยพุทธกาล.. มหาทุคตะที่ต้องการทำบุญร่วมกับเศรษฐี แต่มหาทุคตะถูกมองข้ามจากคนจดบัญชีเพราะมหาทุคตะนั้นยากจน ก็เลยไม่ได้เป็นเจ้าภาพพระภิกษุรูปใดเลย
แต่พระพุทธองค์มองผ่านความยากจนนั้นไปเพราะได้เล็งเห็นถึงอุปนิสัยและเจตนาอันแรงกล้าของมหาทุคตะ จึงเสด็จไปฉันภัตตาหารที่บ้านมหาทุคตะตามพระพุทธประสงค์
แต่สำหรับในเรื่องนี้ สิ่งที่ผู้กตัญญูนำมาตอบแทนแก่ผู้ที่เคยให้ความสงเคราะห์มิใช่สิ่งที่เล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นสิ่งที่ผู้ที่เคยให้ความช่วยเหลือขาดแคลนอย่างมาก จึงเป็นเรื่องที่น่าประทับใจมากไม่ว่าจะอ่านกี่ครั้ง
ทั้งยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการสร้างกุศลทานอย่างไม่ประมาท ทั้งอามิสทานและอภัยทานได้เป็นอย่างดี
โดย น้องกิ๊ฟ [13 พ.ย. 2551 , 12:32:54 น.] ( IP = 125.27.174.183 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |