| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความหลัง (๒)
ความหลัง
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
![]()
ตอนที่ผ่านมา
๒. มลทินภายใน
เพียงแต่เห็นสตรีแต่งตัวงามเฉิดฉาย ในขณะออกรับบิณฑบาตจากชาวเมือง กิเลสตัวราคะของภิกษุหนุ่มก็กำเริบขึ้น ท่านกระสันใคร่สึกเพื่อเชยชมความงามจากสตรีนั้น สมจริงดังที่พระศาสดาตรัสว่า
"เราตถาคตไม่เห็นรูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะ (สัมผัสทางกาย) ใด จะสามารถครอบงำใจของบุรุษได้เท่ารูปเป็นต้นของสตรี และเราไม่เห็นรูปเสียงเป็นต้นใด จะสามารถครอบงำใจของสตรี ได้มากเท่ารูปเสียงของบุรุษเลย"
กามคุณ ๕ เป็นสิ่งที่คล้องจิต น้อมใจสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่กับโลก ยอมอ่อนน้อมแก่โลก ไม่สามารถเป็นอิสระเหนือโลกได้ สัตว์ทั้งหลายมีอาลัย คือกามคุณเป็นที่ชื่นชมยินดี พอใจในกามคุณ คนส่วนมากถือเอาความสำเร็จตามประสงค์ในกามคุณนั่นเอง เป็นจุดหมายปลายทางของชีวิต
ภิกษุรูปนั้น เมื่อกลับจากบิณฑบาตแล้ว ก็มิได้ใยดีต่อการปฏิบัติสมณธรรม จิตใจของท่านคอยแวะเวียนวนหาซึ่งภาพแห่งสตรีงามผู้นั้น มันเป็นมโนภาพที่เจิดจ้าชัดเจน ภาพแห่งความงามได้เซาะลึกลงไปในห้วงนึก จนท่านไม่สามารถทำอะไรอื่นได้นอกจากนึกถึงเธอแม้จะพยายามสวดมนต์ภาวนา แต่ใบหน้าและกิริยาท่าทางอาการเยื้องกรายแห่งเธอก็ฉาบฉายเข้ามาเป็นภาพสลับอยู่เนือง ๆ ท่านจึงหยุดสวดมนต์ภาวนา นั่งคำนึงถึงเธอแต่เพียงผู้เดียว
"ผู้ใดจิตใจไม่ภินทนาการด้วยเสียงดนตรีอันไพเราะ ดอกไม้งามและอาการเยื้องกรายแห่งสตรีสาวผู้พราวเสน่ห์ลำเพาพักตร์ ผู้นั้นถ้ามิใช่นักพรตก็เป็นดิรัจฉาน"
คัมภีร์โบราณว่าไว้อย่างนี้ ท่านมิใช่เดรัจฉาน ท่านเป็นนักพรต แต่เป็นนักพรตที่ยังไม่ถึงขั้นที่จะไม่หวั่นไหวด้วยการอาการเยื้องกรายแห่งสตรีงาม ท่านยังเป็นผู้ใหม่ในธรรมวินัย คุณธรรมใด ๆ ของพระอริยเจ้าก็ยังมิได้เคยสัมผัสเลยแม้แต่น้อย ท่านยังเป็นเหมือนไม้สดชุ่มด้วยยาง แม้จะวางอยู่บนบกก็ไม่อาจนำมาสีกันให้เกิดไฟได้ ใจของท่านยังเอิบอาบซาบซ่านอยู่ด้วยน้ำมันคือ กามราคะ เมื่อใกล้ไฟ คือ สตรีงาม ก็พลันพลุ่งโพลงขึ้น สุดจะห้ามปรามยับยั้งได้โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 17:21:21 น.] ( IP = 58.9.152.140 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1![]()
วันรุ่งขึ้นท่านออกบิณฑบาตอีก ด้วยหวังว่าอาจจะพบเธอบ้างก็ได้ แต่ก็มิได้พบอย่างที่หวัง ความรัญจวนถึงมีมากล้น ถ้าได้เห็นหน้าเพียงสักแบหนึ่ง หัวใจของท่านคงคลายความกระวนกระวายลงได้บ้าง เสมือนน้ำหยดน้อยสำหรับผู้กระหาย ท่านรู้สึกมืออ่อนเข่าอ่อน ประหนึ่งจะทรุดลง แต่แข็งใจเดินไป
พอถึงต้นไม้ร่มครึ้มท่านนั่งลงเอาบาตรวางไว้บนตัก จิตใจเตลิดไปอย่างไร้ที่เกาะ ดุจนกน้อยโผบินอยู่เหนือมหาสมุทรอันเวิ้งว้างว่างเปล่า มองไม่เห็นสิ่งใดนอกจากน้ำกับฟ้า ซึ่งเป็นสิ่งที่นกน้อยนั้นไม่สามารถเกาะเป็นที่พักพิงได้ ช่างว้าเหว่และไร้หวังเสียนี่กระไร หญิงนั้นเก็บเอาดวงใจของท่านไปไว้ทั้งหมด มันอยู่ที่เธอคนเดียว...คนเดียวจริง ๆ
สายมากแล้ว ความร้อนแห่งสุริยเทพรุนแรงขึ้นทุกที ท่านลุกขึ้น ตั้งใจจะเดินกลับวัด มิได้กังวลถึงอาหารกายแม้แต่น้อย ใจซิร่ำร้องถึงแต่อาหารคือ อารมณ์อันต้องใจ แต่สิ่งนั้นอยู่ที่ใดเล่า มนุษย์หมกมุ่นพัวพันอยู่กับการเสพอารมณ์ทางใจมิได้เว้นว่าง
ขณะที่ท่านออกจากร่มไม้นั่นเอง จักษุของท่านทอดออกไปเห็นอารมณ์อันวิจิตรเคลื่อนใกล้เข้ามา แพรวพราวเฉิดฉาย อ่อนช้อยละมุนละไม ท่านตื่นเต้นเหมือนหัวใจจะกระโดดออกจากตัว มือสั่นน้อย ๆ ดวงตาของท่านจ้องตรงไปจับอยู่ที่ภาพนั้น เสมือนหนึ่งว่าโลกนี้มีสิ่งนั้นอยู่เพียงสิ่งเดียว ท่านตัดสินใจก้าวเข้าไปใกล้ ทักถามด้วยความตื่นเต้น.."น้องหญิง"..
เธอเหลียวมาดูท่านหน่อยหนึ่งแล้วเดินเลยไป มิได้มีแววแห่งความอาลัยใยดีใด ๆ อยู่เลย คงทิ้งกลิ่นหอมละมุนให้อบอวลอยู่บริเวณต้นไม้นั้นอีกนาน
เธอนั้นเอง เธอซึ่งท่านใฝ่ฝันถึง ท่านดำริถึงเธอด้วยความหวัง... หวังว่าอย่างน้อยเธอจะยิ้มแย้มให้สักหน่อยหนึ่ง ถ้าท่านไม่รัญจวนถึงเธออย่างนี้ เธอจะมีความหมายต่อท่านถึงขนาดนี้เชียวหรือ
โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 17:28:24 น.] ( IP = 58.9.152.140 : : )
สลักธรรม 2![]()
"อารมณ์อันวิจิตรสวยงามในโลกนี้มิใช่กาม ความกำหนัดเพราะความดำริต่างหากเล่าเป็นกาม ออกจากความกำหนัดเพราะความดำริเสียได้แล้ว สิ่งสวยงามทั้งหลายก็คงดำรงอยู่ในโลกอย่างนั้นเอง มันคงอยู่อย่างนั้นเอง มิได้มีความหมายอะไร"
ความข้อนี้ ช่างเป็นความจริงเสียนี่กระไร !
ท่านเดินกลับวัดด้วยดวงใจที่เศร้าหมอง เชตวนารามอันรื่นรมย์นั้น ปรากฏแก่ท่านประหนึ่งป่าช้า ท่านปล่อยเนื้อปล่อยตัวจนผมยาวเล็บยาว หนวดเครายาวผิดปกติ จนเป็นที่สังเกตเห็นของภิกษุทั้งหลายอื่น
อุปัชฌายะอาจารย์เรียกไปแนะนำตักเตือนก็มิได้สนใจฟัง ภิกษุทั้งหลายจึงนำเธอไปเฝ้าพระศาสดาทรงทอดพระเนตรภิกษุนั้นด้วยลักษณะแห่งผู้ปลงธรรมสังเวช แต่ตรัสด้วยพระเมตตาว่า
"ภิกษุ เธอกระสันใคร่สึกเพราะเห็นสตรีงาม จริงหรือ?"
"จริงพระเจ้าข้า" ภิกษุรูปนั้นทูลรับ
"ดูก่อนภิกษุ การสำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สมควรแก่เธอมิใช่หรือ?"
"สมควรอย่างนั้นพระเจ้าข้า"
"ดูก่อนภิกษุ ในอดีตกาล ผู้ไม่สำรวมจักษุเป็นต้น ตกเป็นเหยื่อของนางยักษ์ ผู้ปลอมแปลงมาในรูปของเทพธิดา ส่วนผู้สำรวจจักษุได้รอดพ้นจากอำนาจของนางยักษ์ เดินทางโดยปลอดภัย ต่อมาภายหลังได้ครองราชสมบัติในเมืองตักกศิลา มองดูสิริราชสมบัติแล้วเปล่งอุทานด้วยความเบิกบานพระทัยว่า..โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 17:34:28 น.] ( IP = 58.9.152.140 : : )
สลักธรรม 3![]()
"เราไม่ตกอยู่ในอำนาจของนางยักษ์ เพราะเราตั้งมั่นอยู่ในคำแนะนำของท่านผู้รู้ ผู้ฉลาด และเพราะเรากลัวภัยจึงรอดพ้นจากภัยใหญ่นั้นได้ อนึ่ง ขึ้นชื่อว่าความเพียร อันสัตว์ทั้งหลายควรทำโดยแท้ทีเดียว"
"ดูก่อนภิกษุ เพราะเหตุไรเธอจึงยอมตนให้อยู่ในอำนาจของกิเลสถึงปานนี้ ธรรมดากิเลสเป็นเครื่องเผาใจให้เร่าร้อนทุรนทุรายอย่างที่เธอประสบอยู่นี้ กิเลสมิได้ให้ความแช่มชื่นเบิกบาน มันเป็นสิ่งกำจัดคุณงามความดี ทำให้ตกต่อในชีวิตนี้ ทำให้ต้องตกนรกในโลกหน้า
"ดูก่อนภิกษุ แต่ตถาคตก็เห็นใจเธอ เพราะกิเลสตัวนี้มีอำนาจรุนแรงนัก แม้ผู้เป็นมหาบุรุษวิสุทธิชาติ ได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ดำเนินตามรอยพระโพธิญาณ แต่ก็ต้องเคยพ่ายแพ้แก่กิเลสชนิดนี้"
ภิกษุนั้นเงยหน้าขึ้นมองพระศาสดา มีอาการแช่มชื่นขึ้น
"ดูก่อนภิกษุ เราจะเล่าเรื่องนั้นให้เธอฟัง อาจเป็นประโยชน์แก่เธออย่างมาก อาจทำให้เธอสังเวชสลดใจ...."
พระตถาคตเจ้าได้เล่าเรื่องอดีตให้ภิกษุนั้นฟัง ดังต่อไปนี้โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 17:38:33 น.] ( IP = 58.9.152.140 : : )
สลักธรรม 4![]()
นานมาแล้ว หนุ่มน้อยผู้หนึ่งถือกำเนิดในตระกูลพราหมณ์ ผิวพรรณเหลืองอร่ามดั่งทอง จึงได้รับการขนานนามว่า หริตกุมาร ตระกูลของเขาร่ำรวยมหาศาล จะกินจะใช้อย่างปกติสักเท่าใดก็หาหมดไม่ เพราะสะสมกันมาหลายชั่วอายุคน เมื่อเจริญวัยแล้วได้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งเมืองตักกศิลา
"ดูก่อนภิกษุ ผู้เกิดในตระกูลพราหมณ์ ย่อมยึดมั่นว่า คนจะชื่อว่าเป็นพราหมณ์ด้วยคุณสมบัติ ๕ อย่าง คือ
๑. รูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส
๒. เกิดดีแล้วจากสองฝ่ายคือ ทั้งฝ่ายมารดาและฝ่ายบิดา
๓. จำมนต์ได้ คือเชี่ยวชาญในไตรเพท ได้แก่ คัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของพราหมณ์ทั้ง ๓ คัมภีร์
๔. มีศีล
๕. มีปัญญา
"ดูก่อนภิกษุแต่เราตถาคตเห็นว่า ๓ ประการแรกนั้นหาสำคัญไม่ สองประการสุดท้ายต่างหากเล่าที่สำคัญอย่างแยกกันไม่ออก คือศีลและปัญญา หมายถึงความประพฤติดีและความรู้ดี
"ดูก่อนภิกษุ คุณทั้งสองอย่างนี้ย่อมอาศัยกันและกัน ทำชีวิตให้บริสุทธิ์ เหมือนบุคคลอาศัยมือล้างมือ อาศัยเท้าล้างเท้าฉะนั้น
เมื่อหนุ่มน้อยผู้นั้นศึกษาสำเร็จแล้ว มาครองทรัพย์สินทำการงานสนองพระคุณมารดาบิดา เมื่อท่านทั้งสองล่วงลับไปแล้ว เขาตรวจดูทรัพย์สินทั้งหมดซึ่งมีอยู่มากมายนั้น ได้ความคิดว่า..
ทรัพย์สินเหล่านี้ยังปรากฏอยู่และถ่ายทอดกันต่อไป แต่ผู้ทำให้ทรัพย์สินเกิดขึ้นหาปรากฏอยู่ไม่ ต่างล้มหายตายจากกันไปหมด แม้ตัวเราเองก็จะครองทรัพย์สินไปได้นานสักเท่าใด ในที่สุดเราก็ต้องเข้าไปสู่ปากแห่งความตาย ทิ้งทรัพย์สินสมบัติเหล่านี้ไว้ให้ผู้อื่นต่อไป ทรัพย์เหล่านี้หามีสาระอันใดไม่ ติดตามผู้ตายไปไม่ได้เลยแม้หน่อยเดียว
เขาคิดดังนี้แล้ว กลัวมรณภัย จึงทำบุญให้ทานเป็นอันมาก เพื่อว่าบุญจักเป็นที่พึ่งของตนในภายหน้าโดย เทพธรรม..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 17:53:13 น.] ( IP = 58.9.152.140 : : )
สลักธรรม 5![]()
"ดูก่อนภิกษุ เคยมีบัณฑิตผู้หนึ่งมากกล่าวกับเราว่า.."ชีวิตและอายุถูกน้อมเข้าไปหาความแก่ เมื่อถูกน้อมเข้าไปแล้ว ย่อมไม่มีอะไรต้านทานได้ บัณฑิตเห็นสิ่งนี้ว่าเป็นภัยใน เพราะจะต้องตาย ควรรีบทำบุญอันเป็นเหตุนำสุขมาให้"
"เราเห็นด้วยกับคำกล่าวของเขา แต่ขอเพิ่มเติมให้สูงขึ้นเล็กน้อยว่า
"บัณฑิตเห็นสิ่งนี้ว่าเป็นภัยในเพราะจะต้องตาย มุ่งสันติสุขจึงควรละโลกามิสเสีย"
"ดูก่อนภิกษุ โลกกามิส คือเหยื่อของโลก ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รสและโผฏฐัพพะอันน่าใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจ ลาภ ยศ สรรเสริญ และสุขอันเจือด้วยกามคุณ เป็นเครื่องผูกมัดใจของสัตว์ทั้งหลายให้ติดอยู่ สยบหมกมุ่นอยู่ในโลก เปรียบเหมือนเหยื่อที่พรานเบ็ดเกี่ยวไว้ เพื่อล่อปลาให้ติดเบ็ด มีปลาน้อยตัวนักที่ฉลาดกินแต่เหยื่อโดยไม่ติดเบ็ด
"ดูก่อนภิกษุ การทำบุญนั้นเป็นของดี แต่ถ้าติดอยู่เพียงบุญอันเป็นวัฏฏคามีกุศล ส่งผลเพียงให้ท่องเที่ยวหลงใหลอยู่ในวัฏฏสงสารแล้ว เรากล่าวว่า ไม่อาจพ้นจากทุกข์ได้ จึงควรรีบขวนขวายละโลกามิส เพื่อสันติสุขอันถาวร ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย อันเป็นทุกข์ที่ซับซ้อนวนเวียนอีกต่อไป"
หริตกุมาร ละทิ้งทรัพย์สินอันไพศาลนั้นแล้ว เข้าสู่ป่าหิมวันต์หรือหิมาลัยบรรพต บวชเป็นฤๅษี ทำฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้นในระยะเวลาเพียง ๗ วันเท่านั้นเอง อาศัยเผือกมันและผลไม้เป็นอาหาร มีความสุขพอสมควรแก่อัตภาพ
ต่อมาปรารถนาจะลิ้มรส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม จากอาหารที่ปรุงแต่งบ้าง จึงลงจากหิมาลัยบรรพต มุ่งสู่บ้านเมืองอันเป็นแหล่งชุมชน พักอยู่ในสวนหลวงแห่งหนึ่ง วันรุ่งขึ้นออกภิกขาจาร ลุถึงพระลานหลวง พระราชาทอดพระเนตรแล้วเกิดความเลื่อมใส รับสั่งให้อาราธนาให้นั่งบนราชบัลลังก์ ภายใต้เศวตฉัตร ถวายอาหารที่มีรสเลิศต่าง ๆ
ดาบสฉันเสร็จแล้วก็อนุโมทนา
"มหาบพิตร ขอให้พระองค์ทรงมีความสุขอันประกอบด้วยธรรมเถิด ราชัน ตามความสังเกตของอาตมภาพ ความสุขนั้นมี ๒ อย่าง คือ ความสุขที่เจือด้วยอามิส คือ กามคุณ ๕ อย่างหนึ่ง และความสุขที่ไม่เจือด้วยอามิสอย่างหนึ่ง อย่างหลังหมายถึงความสุขที่เกิดจากความสงบแห่งใจ เกิดจากการบำเพ็ญคุณงามความดี การบำเพ็ญประโยชน์ หรือความสุขเกิดจากปัญญา
"สามิสสุข คือ สุขที่เจือด้วยอามิสนั้น เจืออยู่ด้วยทุกข์ มีทุกข์ปะปน คละเคล้าอยู่ด้วยเสมอ หรืออาจเปลี่ยนแปลงเป็นทุกข์ได้โดยง่าย ส่วนนิรามิสสุข คือ สุขที่ไม่เจือด้วยอามิสนั้น พลอยไม่เจือด้วยทุกข์ไปด้วย เป็นสุขอันบริสุทธิ์ผ่องใส ทำให้จิตใจสูงขึ้นเจริญขึ้นด้วยคุณธรรม มหาบพิตร ขอพระองค์ทรงมีความสุขอันชอบธรรมทุกประการ"โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 18:06:00 น.] ( IP = 58.9.152.140 : : )
สลักธรรม 6![]()
พระราชาทรงสดับอนุโมทนากถาของท่านดาบสแล้วเลื่อมใสยิ่งขึ้น ตรัสถามถึงที่พัก เมื่อดาบสถวายพระพรว่า กำลังแสวงหาที่จำพรรษาอยู่ พระราชามีพระประสงค์จะถวายอุปถัมภ์ เมื่อเสวยอาหารเช้าแล้ว ก็ทรงนำดาบสไปยังพระราชอุทยาน รับสั่งให้ราชบริพารทำอาศรมพร้อมทั้งที่พักกลางคืนและกลางวันอันน่ารื่นรมย์ถวายท่านดาบส ให้คนรักษาพระราชอุทยานคอยปรนนิบัติรับใช้ด้วยดีมิให้ขาดตกบกพร่องแต่ประการใด ก่อนเสด็จกลับได้ทรงทราบประวัติการสละทรัพย์ออกบวชของท่านดาบสด้วยแล้วทรงเลื่อมใสยิ่งขึ้น ทรงมั่นพระทัยในคุณธรรมของดาบสเป็นอันมาก ตั้งแต่บัดนั้นมาท่านดาบสก็ได้ไปฉันที่พระราชมณเฑียรทุกวัน เป็นเวลานานถึง ๑๒ ปี
"ดูก่อนภิกษุ การติดที่อยู่ และการติดรสเป็นโทษอันร้ายแรงอย่างหนึ่งของนักบวช เป็นหนทางนำไปสู่ความเสื่อมอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งเราจะได้เห็นจากเรื่องต่อไปนี้"
วันหนึ่ง พระราชาเสด็จ ไปปราบพวกก่อกบฏ ณ จังหวัดชายแดน ทรงมอบหมายการปฏิบัติบำรุงท่านดาบสแก่พระราชเทวีว่าให้ปรนนิบัติท่านดาบสเหมือนอย่างที่พระองค์เคยทรงกระทำมาทุกประการ แล้วเสด็จไปชนบทชายแดน
ตั้งแต่นั้นมา พระราชเทวีทรงปรนนิบัติบำรุงท่านดาบสอังคาส (เลี้ยงดู) ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ความสนิทสนมระหว่างพระราชเทวีและท่านดาบสมีมากขึ้น
วันหนึ่ง พระนางรับสั่งให้แต่งตั้ง โภชนะสำหรับท่านดาบสไว้เรียบร้อยแล้ว คอยการมาของท่านอยู่ เมื่อเห็นว่าท่านมาช้ากว่าปกติ พระนางจึงเสด็จเข้าห้องสรงสนานพระวรกายด้วยน้ำหอม แต่งพระองค์เรียบร้อยด้วยผ้าเนื้อบางเลี่ยนละเอียดอ่อน ประพรมด้วยของหอมอย่างดีเลิศ แล้วรับสั่งให้เผยสีหบัญชร ประทับบนเตียงน้อยให้ลมพัดพระวรกายอยู่
ท่านดาบสนุ่งห่มผ้าคากรองเรียบร้อยแล้ว ถือภาชนะสำหรับใส่อาหารเหาะมาทางอากาศ ถึงสีหบัญชี พระราชเทวีได้สดับเสียงหญ้าคากรองแหวกอากาศมา ก็เสด็จลุกขึ้นโดยเร็ว พระภูษาหลุดหล่นลง เผยให้เห็นพระมังสาบางส่วนอันละเอียดอ่อน นุ่มเนียน วิสภาคารมณ์ คือารมณ์อันก่อให้เกิดความกำหนัดยินดี ได้กระทบจักษุของท่านดาบส กิเลสอันเป็นอนุสัยหมักดองอยู่ในสันดาน ซึ่งสงบอยู่ด้วยอำนาจฌานสมาบัติก็พลันพลุ่งโพลงขึ้น ประดุจอสรพิษร้ายขดกายอยู่ในที่จำกัด เช่นในห้องเป็นต้น เมื่อถูกรบกวนก็แสดงฤทธิ์ตามวิสัยแห่งสัตว์มีพิษซึ่งยังมิได้ถูกกำจัด
ฌานสมาบัติเสื่อมลงทันที กามราคะกิเลสฟูขึ้นอย่างรุนแรงจนท่านดาบสไม่อาจดำรงสติไว้ได้ เข้าไปจับพระหัตถ์ของพระราชเทวี แสดงอาการแห่งผู้มึนเมาด้วยกิเลส พระราชเทวีเล่าก็มิได้ปฏิเสธคงยอมให้ท่านดาบสสัมผัสลูบไล้ตามประสงค์ ความคุ้นเคย ความนับถือและความเกรงใจ ทำให้พระนางมิอาจปฏิเสธได้ ทั้งสองปล่อยให้เวลาผ่านไปด้วยความรื่นรมย์ในโลกียสุขจนถึงที่สุด ท่านดาบสฉันอาหารแล้วเดินไปในราชอุทยาน ตั้งแต่วันนั้นมา ทั้งสองก็ประพฤติอย่างนั้นอยู่เป็นประจำทุกวันโดย เทพธรรม..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 18:13:13 น.] ( IP = 58.9.152.140 : : )
สลักธรรม 7![]()
"ดูก่อนภิกษุ เราเคยกล่าวสอนอยู่เสมอว่า สำหรับบรรพชิตแล้ว เมื่อยังไม่ถึงความสิ้นอาสวะก็ไม่ควรประมาทหรือไว้วางใจว่าจิตของตนจะไม่ปรวนแปร ธรรมชาติของจิตเป็นของแปรปรวนเร็ว หวั่นไหวง่าย รักษายาก ห้ามยาก ผู้มีปัญญาจึงควรพยายามทำจิตให้ตรง เหมือนช่างศรดัดลูกศรให้ตรง จิตนี้ เมื่อเราพยายามยกขึ้นจากอาลัยคือ กามคุณ ๕ เพื่อให้ละบ่วงมาร คือ กามคุณ ๕ ย่อมดิ้นรนเหมือนปลาที่พรานเบ็ดยกขึ้นจากน้ำ ย่อมพยายามดิ้นรนจะลงไปในน้ำอีก
"ดูก่อนภิกษุ สุขโสมนัสอันใดเกิดจากกามคุณ นั่นคือคุณของกาม ส่วนทุกข์โทมนัสอันใดเกิดจากกามคุณ นั่นคือโทษของกาม แต่เรากล่าวว่า กามทั้งหลายมีสุขน้อย มีโทษมาก มีทุกข์มาก แต่สัตว์ทั้งหลายก็ยังพอใจในกาม อาลัยในกามอันมีสุขน้อยนั้น เพราะยังไม่ได้สุขอื่นที่ยิ่งกว่าสุขจากกาม"
พระศาสดาทรงดุษณีอยู่ครู่หนึ่ง ทรงสังเกตอาการของภิกษุรูปนั้น ท่านยังคงก้มหน้านิ่งอยู่ เชตวนารามยังคงเงียบสงบ ไม่มีสำเนียกใด ๆ อันแสดงว่าเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนองกาย วาจา มีอยู่บ้างแต่ก็แต่เสียงนกร้องอันเป็นเสมือนดนตรีธรรมชาติ..พระตถาคตเจ้าตรัสต่อไปว่า
"ดูก่อนภิกษุ ก่อนแต่เราจะได้ตรัสรู้ ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องกามคุณ ๕ ได้เกิดขึ้นแก่เราว่า กามคุณ ๕ ที่เป็นอดีต ซึ่งเราได้เคยสัมผัสมาได้ดับแล้ว เพราะสิ่งทั้งหลายมีความแปรปรวนเป็นธรรมก็จริง แต่โดยมาก จิตของเราเมื่อจะแล่นไป ก็แล่นไปสู่กามคุณที่เป็นอดีตนั้น น้อยนักที่จะแล่นไปสู่กามคุณที่เป็นปัจจุบันหรืออนาคต เราจึงตกลงใจได้ว่า เราผู้ซึ่งหวังประโยชน์แก่ตน พึงทำความไม่ประมาทและสติเป็นเครื่องป้องกันจิตของตนเกี่ยวกับกามคุณ ๕ อันเป็นอดีตนั้น
"ดูก่อนภิกษุ แม้เธอและภิกษุอื่น ๆ ก็เช่นกัน จิตของเธอเมื่อจะแล่นไป ก็คงแล่นไปในกามคุณ ๕ อันเป็นอดีตที่เธอได้เคยสัมผัสมา และดับไปแล้วเพราะความแปรปรวน น้อยนักที่จะแล่นไปสู่กามคุณที่เป็นปัจจุบันหรืออนาคต เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ ความไม่ประมาทและสติเป็นสิ่งที่พวกเธอผู้หวังประโยชน์แก่ตน พึงทำให้เป็นเครื่องป้องกันจิต.โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 18:19:35 น.] ( IP = 58.9.152.140 : : )
สลักธรรม 8![]()
เรื่องพระราชเทวีและหริตดาบสเสพโลกียสุขกันทุกวันนั้น เป็นข่าวกระซิบกระซาบกันภายในวังก่อน แล้วค่อย ๆ แพร่สะพัดออกไปทั่วพระนคร อำมาตย์มนตรีทั้งหลายได้ส่งข่าวนั้นทูลให้พระราชาทรงทราบ แต่มิได้ทรงเชื่อ ทรงดำริว่า คนพวกนั้นต้องการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับดาบส เมื่อทรงปราบปรามผู้กำเริบเรียบร้อยแล้วเสด็จกลับพระนคร ทรงกระทำประทักษิณนครแล้ว เสด็จไปสู่สำนักพระราชเทวี ตรัสถามเรื่องนั้น พระราชเทวีทูลรับว่าเป็นความจริงก็ไม่ทรงเชื่อ เสด็จไปตรัสถามท่านดาบสที่พระราชอุทยาน ตรัสถามนำเป็นทำนองว่า ข่าวลือเรื่องท่านดาบสกับพระราชเทวีคงไม่เป็นความจริงกระมัง พระองค์ทรงหวังได้รับคำตอบทำนองปฏิเสธจากท่านดาบส แต่ทรงผิดหวัง เพราะท่านดาบสรับว่าเป็นความจริง โดยยึดมั่นอยู่ในสัจจะ และเห็นว่าที่พึ่งอย่างอื่นจะยิ่งกว่าสัจจะย่อมไม่มี อนึ่งเล่า ผู้ละทิ้งความสัตย์เสียแล้ว ย่อมไม่สามารถนั่ง ณ โพธิบัลลังก์บรรลุโพธิญาณได้ จริงอยู่ พระโพธิสัตว์อาจล่วงละเมิดศีลข้อปาณาติบาตบ้าง อทินนาทานบ้าง กาเมสุมิจฉาจารบ้าง และดื่มสุราเมรัยบ้าง แต่จะไม่กล่าวมุสาวาทอันเป็นการทำลายประโยชน์ผู้อื่นเป็นอันขาด นี่คือวิสัยของพระโพธิสัตว์และย้ำว่า
"มหาบพิตร ถ้อยคำใดที่พระองค์ทรงสดับมาแล้วเกี่ยวกับพระราชเทวีและอาตมภาพ ถ้อยคำนั้นเป็นความจริง อาตมภาพหมกมุ่นในอารมณ์อันชักจูงให้ลุ่มหลงดำเนินไปในทางที่ผิดเสียแล้ว"
"ท่านดาบส ปัญญาที่ละเอียดอ่อน ความคิดที่ดีของท่านมีไว้เพื่อประโยชน์อันใดเล่า ใจของท่านเป็นอย่างไรจึงไม่อาจบรรเทาราคะที่เกิดขึ้นแล้วได้ อนึ่ง ธรรมดาว่าเภสัชย่อมมีไว้เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนกระหาย ปัญญาที่ละเอียดอ่อนมีไว้เพื่อคิดสิ่งที่เป็นประโยชน์และเพื่อบรรเทาราคะ เพราะเหตุไรท่านจึงไม่ใช้ปัญญานั้นบรรเทาราคะเล่า"
เมื่อจะแสดงกำลังของกิเลส ท่านดาบสจึงทูลว่า ...
"มหาบพิตร กิเลส ๔ อย่างนี้ คือ ราคะ โทสะ โมหะและความมัวเมา (มทะ) มีกำลังกล้ายิ่งนัก เป็นของหยาบในโลก บุคคลเมื่อถูกิเลสรัดรึงห่อหุ้มแล้ว ปัญญาก็หยั่งไม่ถึง ผู้นั้นเป็นเหมือนคนตกลงไปในห้วงน้ำใหญ่ ย่อมไม่ได้ปัญญาเป็นที่พึ่ง"
"ข้าแต่ท่านดาบส ข้าพเจ้ามีใจยกย่องท่านอยู่เสมอว่า เป็นบัณฑิตมีปัญญา สมบูรณ์ด้วยศีล ยกย่องท่านว่าเป็นพระอรหันต์ของข้าพเจ้า นึกไม่ถึงว่า ท่านดาบสจะทำอย่างนี้ได้"
หริตดาบสนั่งอยู่ครู่หนึ่ง แสดงอาการสลดใจแล้วทูลตอบว่า
"มหาบพิตร ความตรึกอันต่ำช้า ตามเห็นอารมณ์ว่างามประกอบด้วยราคะความกำหนัดในกาม ย่อมเบียดเบียนบุคคลแม้เป็นผู้มีปัญญา ยินดีในคุณธรรมของฤๅษี"โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 18:26:11 น.] ( IP = 58.9.152.140 : : )
สลักธรรม 9![]()
เพื่อให้ท่านดาบสสลดใจ และเกิดอุตสาหะในการละกิเลส พระราชาจึงตรัสว่า
"ความกำหนัดเกิดในกาย ครั้นเกิดแล้วก็ทำลายผิวพรรณของท่าน รวมทั้งคุณความดีของท่านด้วย ขอท่านจงละความกำหนัดนั้นเสียเถิด ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ตัวท่านนั้น อันคนเป็นอันมากยกย่องแล้วว่าเป็นบัณฑิตและเป็นปราชญ์"
หริตดาบสฟังดังนั้นเกิดสังเวชสลดใจยิ่งขึ้น ได้สติกำหนดโทษของกาม แล้วทูลพระราชาเพื่อให้ทรงเบาพระทัยว่า
"มหาบพิตร อาตมภาพทราบว่า กามทั้งหลายทำให้คนมืดมนมีทุกข์มาก มีโทษมาก อาตมภาพจักค้นหาข้อมูลรากของกามนั้นแล้วตัดความกำหนัดพร้อมทั้งเครื่องผูกพันเสีย"
"ดูก่อนภิกษุ" พระศาสดาตรัส "เมื่อเราตรัสรู้ใหม่ ๆ เราได้ทักกามว่า
"ดูก่อนเจ้ากามเราได้เห็นต้นเค้า หรือรากเหง้าของเจ้าแล้ว เจ้าเกิดแต่ความดำรินั่นเอง เราจักไม่ดำริถึงเจ้าอีก ด้วยอาการอย่างนี้ เจ้าจะมีอีกไม่ได้"
ท่านดาบสผู้สังเวชสลดใจเป็นที่ยิ่งแล้ว ทูลพระราชาว่า ขอได้โปรดพระราชทานโอกาสแก่อาตมาภาพสักหน่อยเถิด ดังนี้แล้วเข้าสู่บรรณศาลาพิจารณาดวงกสิณ ทำฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้น แล้วออกจากบรรณศาลานั่งคู้บัลลังก์ในอากาศ ถวายพระธรรมเทศนาแด่พระราชาแล้วทูลว่า
"มหาบพิตร อาตมภาพถูกติเตียนท่ามกลางมหาชน เพราะอาตมภาพพำนักอยู่ในที่อันไม่สมควรแก่บรรพชิต ขอพระองค์จงเป็นผู้ครองราชย์โดยไม่ประมาทเถิด ส่วนอาตมภาพจะกลับไปยังหิมาลัยบรรพต ให้ห่างจากกลิ่นของสตรี"โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 18:31:17 น.] ( IP = 58.9.152.140 : : )
สลักธรรม 10![]()
ขณะที่พระราชาทรงเศร้าโศกอยู่ เพราะระลึกถึงท่านดาบสนั่นเอง ท่านได้กลับไปยังหิมวันต์ประเทศ ไม่เสื่อมจากฌานและอภิญญา มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
"ดูก่อนภิกษุ เมื่อจะกล่าวโดยชอบ มลทินภายใน ศัตรูภายใน ผู้ฆ่าภายใน มิใช่อะไรอื่น มันคือ ความโลภ ความโกรธและความหลงนั่นเอง
ผู้ละความโลภเสียได้ ไม่โลภแม้ในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความโลภ ความโลภย่อมตกไปจากผู้นั้น เหมือนหยาดน้ำกลิ้งตกจากใบบัว ส่วนโทสะเล่าก่อให้เกิดโทษนานาประการ โมหะก็เช่นเดียวกัน เมื่อใดบุคคลถูกโลภะ โทสะ และโมหะ ครอบงำ เขาย่อมมืดมนเมื่อนั้น เขาย่อมไม่รู้ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ ไม่เห็นธรรม แต่เมื่อละโมหะโทสะได้แล้ว ย่อมสว่างรุ่งเรืองเหมือนดวงอาทิตย์อุทัยกำจัดความมืดฉะนั้น"
พระศาสดาตรัสดังนี้แล้ว ทรงประกาศอริยสัจ กล่าวคือทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และทางปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
เมื่อจบพระธรรมเทศนา ภิกษุผู้กระสันใคร่สึก ได้บรรลุอรหัตตผลได้รับความสุขอันสุขมเยือกเย็น จึงไม่ดิ้นรนหาความสุขที่เจือด้วยความเร่าร้อนดิ้นรนอีกไปต่อ
เตชวาปิ หิ นโร วิจกฺขโณ
สกฺกโต พหุชนสฺส บูชิโต
นารีนํ วสงฺคโต น โรจติ (น โสภติ)
นรชนแม้มีเดชมีปัญญาวิจักษณ์เป็นที่สักการะบูชาของคนมาก ถ้าตกอยู่ในอำนาจสตรีแล้ว ย่อมไม่รุ่งเรือง.
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [13 พ.ย. 2551 , 18:37:00 น.] ( IP = 58.9.152.140 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |