มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สังโยชน์ ๑๐




สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสศึกษาธรรมะเรื่องสังโยชน์ ที่มูลนิธิแห่งนี้ เมื่อพิจารณาไปตามหัวข้อธรรมและเนื้อหาสาระที่ได้รับฟังแล้วก็รู้สึกว่า ในแต่ละวันชีวิตของเราทุกคนต่างก็ตกอยู่ในการร้อยรัดของสังโยชน์อย่างดิ้นไม่หลุด เรียกได้ว่า เกือบทุกอารมณ์ที่ผ่านเข้ามานั้นล้วนเป็นการเพิ่มเครื่องพันธนาการผูกมัดชีวิตของเราให้แนบแน่นเข้ากับสังสารวัฏมากยิ่งขึ้น อย่างเช่น ในขณะจิตใดที่คิดว่า[fontcolor=ff0099] ชีวิตนี้เป็นของเรา [/font] [font color="0000ee"]..ความคิดเช่นนี้เป็นความเห็นผิดที่เรียกว่า “ทิฎฐิ” เพราะแท้จริงแล้วสิ่งที่เรียกว่า “ชีวิต” นั้น มีสภาพตามความเป็นจริงอยู่สองประการ คือ สิ่งที่เป็น”รูป” กับสิ่งที่เป็น”นาม” หรือเมื่อกระจายไปตามสภาพธรรมแล้วก็คือ ขันธ์ 5 อันได้แก่ รุป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ …..ไม่มีสิ่งใดเลยที่เรียกว่า “เรา” และเมื่อมีความคิดว่าเป็น”เรา”เช่นนี้อยู่เรื่อยๆ ก็เท่ากับเป็นการไปเพิ่มพูนความเห็นผิดหรือทิฏฐิให้หนักแน่นยิ่งขึ้น [/font]

เมื่อได้เรียนรู้เช่นนี้แล้วก็ทำให้เห็นถึงหน้าตาและความร้ายกาจ ตลอดจนรู้สึกถึงความน่ากลัวของสังโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะการที่มาศึกษาธรรมะอยู่ทุกวันนี้ก็เพื่อต้องการ”การไม่เกิด” หรือมีพระนิพพานเป็นเป้าหมาย แต่เท่าที่ผ่านมานั้นกลับกลายเป็นว่า เรายังยินยอมปล่อยชีวิตให้สังโยชน์ร้อยรัดไว้อย่างไม่ยอมดิ้นรนออกมา [font color="cc00cc"]..การศึกษาในช่วงสองสัปดาห์นี้จึงเป็นการเข้าไปทำความรู้จักกับศัตรูอย่างใกล้ชิด และคิดว่าผู้ใดก็ตามที่สามารถศึกษาเรื่องสังโยชน์จนเกิดความรู้ความเข้าใจได้ ก็จะมีโอกาสปลดเปลื้องทุกข์ได้มากกว่าคนทั่วไป เพราะการศึกษาเรื่องสังโยชน์นั้นเป็นการเข้าไปทำความรู้จักกับต้นตอของปัญหาชีวิตในทุกแง่ทุกมุมนั่นเอง[/font] [font color="ff6600"]สังโยชน์ หมายถึง ธรรมชาติที่ผูกสัตว์ทั้งหลายไว้ไม่ให้ออกไปจากวัฏฏะสงสาร มีอยู่ ๑๐ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส กามราคะ ปฏิฆะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา [/font]

โดย ทวีพร พันธุ์พาณิชย์ [16 มิ.ย. 2545 , 22:11:26 น.] ( IP = 203.149.40.120 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



.. .1. สักกายทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นผิด ความเข้าใจผิดในเรื่องขันธ์ 5 ซึ่งความเข้าใจผิดนี้เองทำให้เวียนว่ายตายเกิด ดังนั้นผู้ที่ต้องการพ้นจากกิเลสและกองทุกข์คือขันธ์ 5 จึงจำเป็นต้องศึกษาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ

แล้วทำอย่างไรจึงจะละสักกายทิฏฐิได้ ต้องปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเท่านั้น เพราะในหลักของการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นการกำหนดรู้สภาพธรรมตามความเป็นจริง ว่าเป็นรูปหรือเป็นนามเท่านั้น ไม่มีความเป็นตัวตนคนสัตว์

สักกายทิฏฐิเปรียบเสมือนศาสตราวุธที่ทิ่มแทงชีวิต เหมือนหอกปักหัวใจ จึงเป็นสิ่งที่ต้องรีบดึงออกให้ได้โดยเร็ว เปรียบเหมือนมีไฟลุกอยู่บนหัว ต้องรีบดับโดยเร็ว แล้วยังเปรียบเหมือนยักษ์ที่คอยกินชีวิต และทุกวันนี้ที่เรามีชีวิตที่ไม่สงบสุขก็เพราะมีสักกายทิฏฐินั่นเอง

ผลของการละสักกายทิฏฐิมี 10 ประการคือ
1. ไม่ไปอบาย

2. ทำให้การเกิด การตายลดลง

3. ได้อยู่ในชีวิตที่บำเพ็ญไตรสิกขา

4. ได้กระทำการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติบูชา ซึ่งถือว่าเป็นยอดของการบูชา

5. ได้เผยแผ่พระสัทธรรมทั้ง 3 คือ ปริยัติ ปฏิบัติ และ ปฏิเวธ

6. ได้เป็นตัวอย่างอันดีงามแก่ปัจฉิมชน คือชนรุ่นหลังได้ศึกษาประวัติ

7. เป็นผู้ไม่ประมาท

8. ได้ปฏิบัติตามพระพุทธโอวาทอย่างถูกต้องและถูกตรง

9. ได้รับความสุขในภพนี้และภพหน้า

10. มีอมตมหานิพพานเป็นที่สุดรอบ คืออีกไม่เกิน 7 ชาติ
..........



โดย ทวีพร [17 มิ.ย. 2545 , 03:19:50 น.] ( IP = 203.170.159.243 : : )


  สลักธรรม 2



. .2. วิจิกิจฉา แปลว่า ความสงสัย ลังเลใจ หมายความว่า ตัดสินใจไม่ได้ วิจิกิจฉา เป็นได้ทั้งจิต (วิจิกิจฉาสัมปยุตจิต) และเจตสิก ไม่ใช่ทั้งโลภะและโทสะ จัดเป็นธรรมฝ่ายอกุศล วิจิกิจฉามี 2 อย่าง คือ

1. นิวรณภูตวิจิกิจฉา ได้แก่ ความสงสัยที่จัดเป็นนิวรณ์ เป็นสังโยชน์เครื่องร้อยรัดชีวิต

2. ปฏิรูปกวิจิกิจฉา ได้แก่ ความสงสัยเทียม ไม่จัดเป็นนิวรณ์ ไม่เป็นเครื่องร้อยรัดชีวิต
ความสงสัยที่จัดเป็นนิวรณ์หรือสังโยชน์ ได้แก่ ความสงสัย 8 อย่าง คือ

1. ความสงสัยในพระพุทธ 5. ความสงสัยขันธ์ในอดีต
2. ความสงสัยในพระธรรม 6. ความสงสัยขันธ์ในอนาคต
3. ความสงสัยในพระสงฆ์ 7. ความสงสัยขันธ์ทั้งในอดีตและอนาคต
4. ความสงสัยในไตรสิกขา 8. ความสงสัยในปฏิจจสมุปบาท
.


..ความสงสัยเหล่านี้ทำให้เกิดโทษ คือ

1. ทำให้การศึกษาและการปฏิบัติธรรมไม่ก้าวหน้า

2. ทำให้ขาดจากศีล สมาธิ และปัญญา (การงานชอบ)

3. ทำให้เสื่อมจากมหากุศล

4. ทำให้คุณธรรมอื่นๆที่สำคัญเสื่อมไป ได้แก่ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา

5. ทำให้กิเลส คือ โลภะ โทสะ โมหะ เป็นต้น ได้โอกาสแทรกแซงเกิดขึ้นได้ง่าย

6. ทำให้ขาดจากประโยชน์ในภพนี้ ประโยชน์ในภพหน้า และประโยชน์อย่างยิ่ง คือพระนิพพาน


. ......วิจิกิจฉาสามารถละได้ด้วยคุณธรรม 7 ประการ คือ

1. เป็นผู้ฟังมาก อ่านมาก ศึกษามาก มี 3ระดับคือ

- ขั้นปริยัติ เป็นผู้คงแก่เรียน มีการศึกษาเล่าเรียนมาเป็นอย่างดี

- ขั้นปฏิบัติ ได้ยิน ได้ฟังมากทั้ง คันธะธุระและวิปัสสนาธุระ

ขั้นปฏิเวธ ได้รู้แจ้ง แทงตลอดด้วยผลของการปฏิบัติ

2. เป็นผู้หมั่นสอบถามจากท่านผู้รู้ ก็จะสามารถบรรเทาความสงสัยได้

3. เป็นผู้ชำนาญในพระวินัยธรรม ได้แก่สังวรวินัย 5 และปหานวินัย 5

สังวรวินัย 5 ได้แก่ ศีลสังวร ญาณสังวร สติสังวร ขันติสังวร และวิริยะสังวร

ปหานวินัย 5 ได้แก่ ตทังคปหาน วิกขัมภนปหาน สมุจเฉทปหาน ปฏิปัสสัทธิ
ปหาน และนิสสรณปหาน

4. เป็นผู้มีความเชื่อมั่นในทางที่ดี เช่น ทำดีต้องได้ดี มีความเชื่อที่ฝังดิ่งในพระรัตนตรัย เชื่อต่อการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นต้น

5. มีการคบหาสมาคมแต่กับคนดี คือกัลยาณมิตร ซึ่งมีความถึงพร้อมด้วย ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา รวมถึงสัปปุริสธรรมทั้ง 7 ด้วย

6. สนทนากันแต่ในเรื่องของธรรมะที่เป็นเรื่องสบาย คือ โพธิปักขิยธรรม

7. สนใจโดยอุบายแยบคายในกุศลต่างๆ คือทานกุศล ศีลกุศลและภาวนากุศล
......





โดย ทวีพร [17 มิ.ย. 2545 , 03:27:41 น.] ( IP = 203.170.159.243 : : )


  สลักธรรม 3



..3. สีลัพพตปรามาส แปลว่า ความเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยเข้าใจเอาเองว่าการกระทำ ศีล พรต แบบนี้ มีอำนาจ

หมายความว่า การปฏิบัติที่ผิดไปจากความเป็นจริง ทางที่ผิด การยึดถือในข้อปฏิบัติที่ผิด

การปฏิบัติที่ผิดเกิดขึ้นเพราะการเข้าใจผิด เป็นการปฏิบัติที่ไม่ประกอบไปด้วย มรรค 8 และคิดว่าการปฏิบัติของตนนั้น เป็นทาง มรรค 8และทำให้พ้นทุกข์ได้

การปฏิบัติผิดที่เข้าใจว่าถูกนี้ คิดว่าจะสามารถทำลาย อกุศล บาปเก่าๆได้ และเมื่อตายแล้วทำให้เกิดชาติหน้าดี มีความสุข

เช่น ลัทธิที่เชื่อว่ามีพระเจ้าสร้างขึ้นมา การแสดงความเคารพ นับถือด้วยการกราบไหว้วิงวอน หรือการบูชาเทพยดา พระภูมิ เจ้าที่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเจตนา

ความมุ่งหมาย ในการบูชานั้น ถ้าทำเพื่อการอุทิศส่วนกุศลและเป็นการระลึกถึงคุณก็ไม่จัดว่าเป็น สีลัพพตปรามาส

องค์ธรรมของสีลัพพตปรามาส คือ ทิฏฐิเจตสิกที่ประกอบในโลภมูลจิต ทิฏฐิคตสัมปยุตจิต 4 ดวง

การจะละสีลัพพตปรามาสให้ได้โดยเด็ดขาดจะต้องปฏิบัติวิปัสสนาจนได้โสดาปัตติมรรคญาณ

.



โดย ทวีพร [17 มิ.ย. 2545 , 03:35:06 น.] ( IP = 203.170.159.243 : : )


  สลักธรรม 4

.4. กามราคะสังโยชน์

กาม คือ ความใคร่ในกิเลสกามและวัตถุกาม

ราคะ คือ ความกำหนัด ชอบใจ พอใจในกามคุณ 5

สังโยชน์ คือ เครื่องผูก เครื่องร้อยรัดสัตว์ให้หลงติดอยู่ในภพน้อย ใหญ่

กามราคะสังโยชน์แบ่งเป็น 2 อย่าง คือ

ชนิดที่นำไปสู่อบาย และไม่นำไปสู่อบาย

4.1 ชนิดที่นำไปสู่อบาย มีกามคุณ 5 มากระทบทวารทั้ง 5 เกิดความพอใจเป็นอย่างมาก จนสามารถล่วงอกุศลกรรมบทได้

4.2 ชนิดที่ไม่นำไปสู่อบาย แบ่งเป็นอย่างหยาบและอย่างประณีต โดยอย่างหยาบคือความพอใจในกามคุณทั้ง 5 แต่ไม่รุนแรง เป็นความยินดี ตามมีตามได้ ไม่มีอำนาจทำให้ล่วงกรรมบท ส่วนอย่างประณีต เมื่อกามคุณ 5 กระทบทวาร 5 ก็ไม่อาจทำให้เกิดความยินดีในอารมณ์นั้นได้ เพราะอำนาจโยนิโสมนสิการกำหนดเสียก่อนว่าเป็นนาม เป็นรูป

พระโสดาบัน สามารถละกามราคะสังโยชน์ชนิดที่นำไปสู่อบายได้โดยเด็ดขาด

พระสกทาคามี สามารถละกามราคะสังโยชน์ชนิดที่ไม่นำไปสู่อบายอย่างหยาบได้

พระอนาคามี สามารถละกามราคะสังโยชน์ชนิดที่ไม่นำไปสู่อบายอย่างประณีตได้

องค์ธรรมของกามราคะสังโยชน์ ได้แก่ โลภะเจตสิกที่ประกอบในโลภะมูลจิต 8
.


โดย ทวีพร [17 มิ.ย. 2545 , 06:56:53 น.] ( IP = 203.170.174.34 : : )


  สลักธรรม 5

. 5. ปฏิฆะสังโยชน์ ปฏิฆะ แปลว่า กระทบอารมณ์ เบียดเบียนอารมณ์

หมายความว่า ความไม่พอใจในอารมณ์ทั้งหลายที่มากระทบ ได้แก่โทสะ หมายถึงความคิดประทุษร้าย เรียกอีกอย่างว่า โกธะ


ปฏิฆะสังโยชน์แบ่งเป็น 2 อย่าง คือ ชนิดที่นำไปสู่อบาย และไม่นำไปสู่อบาย

5.1ชนิดที่นำไปสู่อบาย มีกามคุณ 5 มากระทบทวารทั้ง 5 เกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก จนสามารถล่วงอกุศลกรรมบทได้


5.2 ชนิดที่ไม่นำไปสู่อบาย แบ่งเป็นอย่างหยาบและอย่างประณีต โดยอย่างหยาบคือความไม่พอใจในกามคุณทั้ง 5 แต่ไม่รุนแรง

เป็นความไม่พอใจที่ปรากฎอยู่ภายใน ไม่ปรากฎออกมาทางกายและวาจา

ส่วนอย่างประณีต เมื่อกระทบอารมณ์ 5 ก็ไม่อาจทำให้เกิดความไม่ยินดีในอารมณ์นั้นได้ เพราะอำนาจโยนิโสมนสิการกำหนดเสียก่อนว่าเป็นนาม เป็นรูป
พระอนาคามี สามารถละปฏิฆะสังโยชน์ได้โดยเด็ดขาด
.


. องค์ธรรมของปฏิฆะสังโยชน์ ได้แก่

โทสะเจตสิกที่ประกอบในโทสะมูลจิต 2

โทษของความโกรธ มี 7 คือ

1. ทำให้ประพฤติชั่วทางกาย เช่นฆ่ากัน เบียดเบียนกัน

2. ทำให้ประพฤติชั่วทางวาจา เช่น ด่ากัน

3. ทำให้ประพฤติชั่วทางใจ เช่น คิดพยาบาท อาฆาต จองเวร

4. ทำลายประโยชน์ตนและผู้อื่นให้เสียไป

5. ทำลายประโยชน์ในภพนี้และภพหน้า

6. ทำให้อายุสั้น ผิวพรรณ วรรณะไม่งาม

7. เมื่อตาย มีอบายเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
.


. .การบรรเทาความโกรธ

1. ต้องมีโยนิโสมนสิการ คือการกระทำใจไว้ด้วยอุบายอันแยบคาย

2. ต้องเป็นผู้มากด้วยเมตตาคือเจริญเมตตาจนได้ฌาน

3. ด้วยเจโตวิมุติ คือเจริญเมตตาจนใจหลุดพ้นจากความโกรธ

4. ด้วยการแผ่เมตตาอยู่เสมอๆบ่อยๆ

5. หมั่นแผ่เมตตาก่อนนอนทุกๆวันโดยแผ่ให้ตนเองก่อน

6. ด้วยการพิจารณาว่าเป็นกรรมของตน

7. ด้วยการพิจารณาว่าเป็นกรรมของตนและผู้อื่นให้มากๆ

8. คบแต่คนดี ไม่คบคนชั่ว

9. สนทนาแต่ถ้อยคำที่สบายๆ
..


โดย ทวีพร [17 มิ.ย. 2545 , 07:04:28 น.] ( IP = 203.170.174.34 : : )


  สลักธรรม 6

. .6. รูปราคะสังโยชน์ หมายความว่า ความพอใจยินดีในรูปภพ รูปฌาน

โดยที่ ความพอใจยินดีในรูปภพ หมายถึงมีความพอใจในการปฏิบัติสมถกรรมฐาน

ส่วนความพอใจยินดีในรูปฌาน มุ่งหมายว่าเมื่อละจากโลกนี้ไปแล้วจะได้ไปเกิดเป็นรูปพรหม

องค์ธรรม คือ โลภะเจตสิกที่ประกอบในทิฏฐิคตวิปยุตจิต 4

พระอรหันต์เท่านั้นจึงจะละรูปราคะสังโยชน์ได้โดยเด็ดขาด

จึงเป็นผู้เดียวเท่านั้นที่ไม่ปฏิบัติสมถกรรมฐานอีกแล้ว โดยสมถกรรมฐานที่อยู่ใน ศีล สมาธิ ปัญญา นั้นจะต้องมีความมุ่งหมายในการปฏิบัติเพื่อให้เป็นบาทของวิปัสสนาปัญญาต่อไป
..


โดย ทวีพร [17 มิ.ย. 2545 , 07:08:37 น.] ( IP = 203.170.174.34 : : )


  สลักธรรม 7

. .7. อรูปราคะสังโยชน์ หมายความว่า ความพอใจยินดีในอรูปภพ อรูปฌาน

โดยที่ ความพอใจยินดีในอรูปภพ หมายถึงมีความพอใจในการปฏิบัติสมถกรรมฐาน

ส่วนความพอใจยินดีในอรูปฌาน มุ่งหมายว่าเมื่อละจากโลกนี้ไปแล้วจะได้ไปเกิดเป็นอรูปพรหม

องค์ธรรม คือ โลภะเจตสิกที่ประกอบในทิฏฐิคตวิปยุตจิต 4

พระอรหันต์เท่านั้นจึงจะละอรูปราคะสังโยชน์ได้โดยเด็ดขาด
.


โดย ทวีพร [17 มิ.ย. 2545 , 07:12:09 น.] ( IP = 203.170.174.34 : : )


  สลักธรรม 8

. .8. มานะ หมายความว่า ความถือตัว

คือถือว่ารูปนาม ขันธ์5เป็นเรา

องค์ธรรม คือ มานะเจตสิกที่ประกอบในทิฏฐิคตวิปยุตจิต 4 ดวง

มานะมีมากแบ่งได้หลายหมวด คือ

มานะ มี 1 ได้แก่ มีความฟูขึ้นแห่งจิต

มานะ มี 2 ได้แก่ การยกตน และ การข่มท่าน

มานะ มี 3 ได้แก่ เราประเสริฐกว่าเขา เราเสมอเขา เราต่ำกว่าเขา

มานะ มี 4 ได้แก่ มานะที่เกิดจาก ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข

มานะ มี 5 ได้แก่ มานะที่เกิดจาก รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพารมณ์

มานะ มี 6 ได้แก่ มานะที่เกิดขึ้นทางทวาร 6

มานะ มี 7 ได้แก่ ความถือตัว การดูหมิ่นท่าน การถือตัวและดูหมิ่นท่าน มานะต่ำ มานะอย่างยิ่ง
มานะที่ถือขันธ์5 มานะเพราะเห็นผิด

มานะ มี 8 ได้แก่ มานะที่เกิดจากโลกธรรม 8

มานะ มี 9 ได้แก่ ตัวประเสริฐกว่า ถือว่า ตัวประเสริฐกว่าเขา
ตัวประเสริฐกว่า ถือว่า ตัวเสมอเขา
ตัวประเสริฐกว่า ถือว่า ตัวเลวกว่าเขา
ตัวเสมอเขา ถือว่า ตัวประเสริฐกว่าเขา
ตัวเสมอเขา ถือว่า ตัวเสมอเขา
ตัวเสมอเขา ถือว่า ตัวเลวกว่าเขา
ตัวเลวกว่าเขา ถือว่า ตัวประเสริฐกว่าเขา
ตัวเลวกว่าเขา ถือว่า ตัวเสมอเขา
ตัวเลวกว่าเขา ถือว่า ตัวเลวกว่าเขา

มานะ มี 12 ได้แก่ มานะที่เกิดขึ้นเพราะ ชาติ โคตร บุตรของตระกูล ทรัพย์ การศึกษา การงาน ศิลปะ วิชา สุตะ ปฏิภาณไหวพริบ วัตถุอย่างใดอย่างหนึ่ง ความเมาในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง
.


. .มานะกล่าวโดยย่อมี 2 อย่างคือ
1. อยาถาวมานะ คือความถือตัวที่ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง ซึ่งมานะเช่นนี้ พระโสดาบันละได้โดยเด็ดขาด

2. ยาถาวมานะ คือความถือตัวตามความเป็นจริง มานะเช่นนี้ พระอรหันต์ละได้โดยเด็ดขาด
.


..โดยมานะที่ ตัวประเสริฐกว่า แล้วถือว่า ตัวประเสริฐกว่า
ตัวเสมอเขา แล้วถือว่า ตัวเสมอเขา
ตัวเลวกว่าเขา แล้วถือว่า ตัวเลวกว่าเขา
มานะ 3 อย่างดังกล่าวนี้ จัดเป็น ยาถาวมานะ
.


..ส่วนมานะที่ ตัวประเสริฐกว่า แล้วถือว่า ตัวเสมอเขา
ตัวประเสริฐกว่า แล้วถือว่า ตัวเลวกว่าเขา
ตัวเสมอเขา แล้วถือว่า ตัวประเสริฐกว่าเขา
ตัวเสมอเขา แล้วถือว่า ตัวเลวกว่าเขา
ตัวเลวกว่าเขา แล้วถือว่า ตัวประเสริฐกว่าเขา
ตัวเลวกว่าเขา แล้วถือว่า ตัวเสมอเขา
มานะทั้ง 6 อย่างนี้ จัดเป็น อยาถาวมานะ
.


โดย ทวีพร [17 มิ.ย. 2545 , 08:01:42 น.] ( IP = 203.170.174.34 : : )


  สลักธรรม 9

. .9. อุทธัจจะสังโยชน์ อุทธัจจะ แปลว่า เจตสิกที่ฟุ้งซ่านไปในอารมณ์

ซึ่งหมายความว่า ไม่สามารถตั้งอยู่ในอารมณ์เดียวได้นาน จับอารมณ์ไม่มั่น จับอารมณ์ได้ไม่แน่นอน

อุทธัจจะเป็นเจตสิกในอกุศลเจตสิก 14 ดวง

ไม่เป็นโลภะ ไม่เป็นโทสะ จัดเป็นธรรมฝ่ายบาป อยู่ในธรรมหมวด5 ประเภท นิวรณ์ธรรม

อุทธัจจะเปรียบเหมือนที่กรองน้ำ หมายถึงกรองใจ กั้นใจไม่ให้เกิดมหากุศล ไม่ให้เกิดความสงบ ตั้งมั่น ปีติและสุข

ไม่ให้เกิดอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา

ทำให้ใจฟุ้งซ่านออกไปข้างนอก

ทำให้ไม่อยู่ในอารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน กั้นไม่ให้เกิดฌาน

ทำให้บุคคลเหินห่างจากพระสัทธรรม 3 อย่างคือ มรรค ผล นิพพาน ผูกสัตว์ไว้ในวัฏฏะสงสาร
..


....คุณธรรม 7 ประการที่สามารถละอุทธัจจะได้

1. โยนิโสมนสิการ ใส่ใจโดยอุบายแยบคายด้วยสมาธิเพื่อปัญญา ฝึกใจให้เข้มแข็งไม่หวั่นไหว

2. เป็นพหูสูต ได้ฟังมากจึงรู้ผลแห่งความเสื่อมและความเจริญของอุทธัจจะ

3. หมั่นสอบถามผู้รู้บ่อยๆ เช่นตรวจสอบอารมณ์ทุกวัน

4. ชำนาญในสังวรวินัย 5 และ ปหานวินัย 5

5. คบหาสมาคมกับพระมหาเถระผู้ฉลาดในปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

6. คบมิตรที่ดี ที่ฉลาดในพระธรรมวินัย

7. สนทนาแต่ถ้อยคำที่สบายและมีประโยชน์
อุทธัจจะสังโยชน์สามารถละได้โดยเด็ดขาดด้วยอรหัตตมรรค
.




โดย ทวีพร [17 มิ.ย. 2545 , 09:09:59 น.] ( IP = 202.183.238.161 : : )


  สลักธรรม 10

. 10. อวิชชาสังโยชน์
คำแปลของอวิชชา

1. รู้สิ่งไม่ควรรู้ หมายความว่า รู้ทุจริต 3

2. ไม่รู้สิ่งที่ควรรู้ หมายความว่า ไม่รู้สุจริต 3

3. กระทำอรรถะ หมายความว่า ไม่เข้าใจคำว่าขันธ์ 5

4. กระทำอรรถะของทุกขสัจจ์เป็นต้นไม่ให้ปรากฎ หมายความว่า ปิดบังไม่ให้เห็นอริยสัจจ์4

5. ยังสรรพสัตว์ให้แล่นไปในวัฏฏะอันหาที่สุดไม่ได้ ทำให้สัตว์น้อยใหญ่เวียนว่ายตายเกิด สิ้นกาลนานอันยืดยาว

6. แล่นไปในดงบัญญัติ มีหญิงชาย เป็นต้น หมายความว่าพากันหลงติดอยู่ในบัญญัติ ซึ่งว่าโดยปรมัตถ์แล้วไม่มี

7. ไม่แล่นไปในวิปัสสนาภูมิ6 ได้แก่ปรมัตถธรรมอันเป็นของมีอยู่
..


.อวิชชา มีมาก แบ่งเป็น
อวิชชา มี 1 ได้แก่ ความไม่รู้ ความหลงงมงาย

อวิชชา มี 2 ได้แก่ ไม่ปฏิบัติ และ ปฏิบัติผิด

อวิชชา มี 3 ได้แก่ อวิชชาที่ประกอบกับเวทนา 3

อวิชชา มี 4 ได้แก่ ความไม่รู้แจ้งแทงตลอดในอริยสัจจ์4

อวิชชา มี 5 ได้แก่ การปกปิดไม่ให้รู้ในคติ 5 คือ นรก เปรต เดรัจฉาน มนุษย์ เทวดา

อวิชชา มี 6 ได้แก่ อวิชชาที่เป็นไปตามทวาร 6 อารมณ์ 6

อวิชชา มี 8 ได้แก่ ความไม่รู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อดีต อนาคต อดีตและอนาคต ปฏิจจสมุปบาท
รวมเป็นความไม่รู้ 29 ชนิด

อวิชชาสังโยชน์สามารถละได้โดยเด็ดขาดด้วยอรหัตตมรรค .


. อวิชชาเป็นรากเหง้าของบาปอกุศลทั้งปวง ดังพระบาลีที่ว่า สัพพากุสล มูลานํ มูลํ...




โดย ทวีพร [17 มิ.ย. 2545 , 09:16:49 น.] ( IP = 202.183.238.161 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org