| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
สมาธิ สุข หรือ ทุกข์ (๑๗)
สมาธิ
สุข หรือ ทุกข์ ?![]()
ตอนที่ผ่านมา
ทีนี้เมื่อตัดตัณหาแล้วต้องตัดมานะอีก มานะคืออะไร
มานะคือความยกตัว ถือตัว อวดดี คนโดยมากแปลมานะว่าขยันหมั่นเพียร แปลไม่ถูก บางคนถึงชื่อมานะเพราะพ่อแม่เขาคงคิดว่าลูกเขาจะได้ขยัน ความจริงไปตั้งชื่อลูกให้ยกตัว อวดดีเป็นบาปอกุศลเสียด้วย ไม่ใช่บุญเลย
ความมีมานะคืออย่างไร ความมีมานะคือยากอวดว่าเราทำบุญมาก ให้ใคร ๆ เห็นว่าเราเป็นผู้มีใจเสียสละฐานะดีสามารถทำบุญได้มาก
เช่น คนบางคนทำบุญตั้งหมื่นตั้งแสนไม่ประกาศไม่ได้นะ ต้องประกาศ ยิ่งประกาศมากเท่าไรยิ่งมีการแสดงโอ้อวดเพื่อให้ตัวเองนั้นเด่น เป็นที่เสียสละมาก เพราะฉะนั้นควรจะได้บุญมาก กลับบุญตกทันที เพราะมานะเจตสิกเข้าไปพัวพัน แปลว่าบุญเกิดเป็นแถวเหมือนกันแต่บาปมันเกิดสลับซับซ้อนเพราะความปรารถนายกตัวอดตัวมาสลับกัน
ด้วยเหตุนี้ท่านนักศึกษาหลายท่านที่มาเรียนพระอภิธรรมที่นี่พูดว่าอย่าประกาศดีไหมว่าใครทำบุญเท่าไร ผมก็ว่าดีเหมือนกัน ..แล้วบอกว่าประกาศดีไหม ผมก็ว่าดีเหมือนกัน มันดีทั้งสองอย่างประกาศก็ดี ไม่ประกาศก็ดี มันอยู่ที่ท่านนักศึกษาเองต่างหาก
ประกาศออกไปนั้นดี แต่ถ้าประกาศออกไปแล้วท่านนักศึกษาไม่เข้าใจก็ไม่ดี ถ้าประกาศว่าทำบุญ ๕๐๐ บาท แหม อิ่มอกอิ่มใจว่าที่ประชุมรับรู้ว่าเราฐานะดีคนหนึ่งถึงได้ทำบุญตั้งแยะ ถ้าระลึกอย่างนี้หน่อยเดียวมานะเข้าแล้ว ความยกตัวอวดตัว ถือตัวว่ารวยว่าเก่งขึ้นมาทำให้กุศลผลบุญนั้นตกทันที
แต่ถ้ามีความอิ่มเอิบปลื้มใจว่า บรรดานักศึกษาทั้งหลายจะได้ชื่นชมยินดี เราก็ชื่นชมยินดีกับบุญที่ทำ กุศลก็เกิดอีก การระลึกในทางที่ดีที่ถูกต้องกุศลก็เพิ่มพูน เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่แต่ละคนจะรักษาจิตของตนไว้อย่างไร
การที่จะรักษาไม่ให้โอ้อวยเลยนั้นยากอยู่ ถ้าไม่หัดก็ไม่ได้ อย่าว่าแต่มนุษย์เลย สัตว์เดรัจฉานก็โอ้อวด เวลาไก่มันตีชนะ มันจะต้องขึ้นไปที่สูง ๆ แล้วขันอวดว่าชนะแล้ว
แม้แต่โสดาบันยังมานะเข้า สกทาคา อนาคามีก็ยังอยู่ ไปตัดตอนเป็นพระอรหันต์โน้น พระอรหันต์ใครจะชมไม่มีเผลอตัว เพราะอะไรเพราะมานะเจตสิกไม่มี อริยบุคคลต่ำจากนี้มายังอยู่ทั้งนั้น มานะตัดยากที่สุดแล้วเกิดง่ายมากด้วยเพราะถือตัวว่าเก่ง ว่าดี ว่ารวยโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ย. 2551 , 08:30:48 น.] ( IP = 58.9.138.88 : : )
สลักธรรม 1![]()
เราจะเห็นได้ว่าแต่ละคนหาทางที่จะอวดตัวกันทั้งนั้น บางทีอวดมากไปหน่อยก็มี ถ้าแต่ละคนถือตัวเหมือน ๆ กันก็ไม่มีใครว่าเท่าไร
แต่ถ้าพวกนักธรรมะไปยืนดูไปพิจารณาแล้วเอามานะเจตสิกเข้าไปประกอบการพิจารณาด้วยก็จะเห็นว่า คนเรานี้น่ากลัวจริง ๆ บางคนไม่มีเงินเลยอุตส่าห์ซื้อสายสร้อยปลอมมาใส่ ที่วงเวียนใหญ่ผู้ร้ายกระตุกสร้อยคนที่ไปจ่ายกับข้าว ข้าวของกระจัดกระจาย แม่ครัวเมื่อโดนกระตุกสร้อยไปแล้วก็ก้มเก็บกับข้าวที่ตกกระจัดกระจายเฉย ๆ เพราะรู้ว่าราคาสิบกว่าบาทเท่านั้น พอเก็บเสร็จแล้วเดินเลยไปหน่อย ผู้ร้ายไปคอยจ้องอยู่ที่นั่น พอแม่ครัวเดินไปถึงมันก็ตบใหญ่เลยหาว่าอยากอวดรวยเอาสร้อยเก๊มาใส่ทำให้ต้องวิ่งเหนื่อย
ท่านนักศึกษาก็จะพบว่าแต่ละคนอยากอวดกันทั้งนั้น นักธรรมะก็เหมือนกัน อวดเพราะมานะมันอยู่ในใจ แต่ว่ามันเบาหน่อยเท่านั้น เพราะเรียนแล้วรู้ว่ามานะกำลังเกิดก็ไม่กล้าพูดมาก ดังนั้น ถ้าหากทำบุญไม่ดีหน่อยเดียวมานะก็เข้าแล้ว เมื่อมานะเข้าความปรารถนาที่จะให้บริสุทธิ์ก็หายไป ต้องตัดตัณหาแล้วต้องตัดมานะให้ได้ด้วย พยายามให้มากและทำอยู่เสมอ ๆ มานะก็จะถูกทำลายไปเองโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ย. 2551 , 08:34:26 น.] ( IP = 58.9.138.88 : : )
สลักธรรม 2![]()
ทีนี้มาถึงทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด เห็นว่าตายแล้วไม่เกิด เห็นว่าบุญบาปที่ทำไปแล้วให้ผลไม่ได้ เห็นว่าชีวิตนี้เกิดขึ้นมาได้เพราะพ่อแม่สมสู่อยู่ด้วยกันอย่างเดียว ไม่มีเหตุในอดีตเข้าร่วม
ความเห็นผิดดังกล่าวนี้ ถ้าทำบุญลงไปแล้วมีความเห็นผิดเข้าคือมิจฉาทิฎฐิ กุศลนั้นก็ไม่บริสุทธิ์ ด้วยเหตุนี้เมื่อเวลาทำกุศลต้องตั้งใจนิดหนึ่งให้เป็นบุญที่ประกอบด้วยปัญญา คือสัตว์ทั้งหลายเวียนว่ายตายเกิดให้ระลึกรู้อย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายนี้ไม่เที่ยงแท้ ต้องเปลี่ยนแปลงสภาพชีวิตอยู่เรื่อย อย่างน้อยความเห็นถูกต้องจะเข้ามา
ผู้ใดก็ตามชอบคำยกย่องชมเชย คนอื่นพูดอย่างโน้นอย่างนี้เราก็อาจตามเขาได้เพราะความชอบ เช่น คนอื่นบอกว่าบวชนาคทำไมไม่มีลิเกสักโรง ก็ทำตามที่เขาบอก ซึ่งกลายเป็นทำให้เกิดความสนุกสนาน เพิ่มโลภะเข้าไปอีก
ธรรมดาคนเรานี้ทำอะไรมักชอบอวดอยู่แล้ว ยิ่งอวดให้มากขึ้น การบวชนาคลูกต้องหาอาหารการกินให้บริบูรณ์ที่สุด ใคร ๆ เขาจะได้ร่ำลือว่า เรามีฐานะดีเลี้ยงไม่อั้น บางทีก็แถมสุราเข้าไปด้วย เพราะฉะนั้น ท่านนักศึกษาก็จะเห็นว่า เรื่องทั้งหลายเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไม่มีสาระ
มีผู้หญิงคนหนึ่งเคยมาเรียนธรรมะนานมาแล้ว มีฐานะรวยมาก ทำกุศลที่มูลนิธิก็มาก ทำที่สำนักปฏิบัติอ้อมน้อยก็มาก ตอนที่ผมย้ายมาจากพุทธสมาคมตอนนั้นไม่มีเงินเลย ผมไม่ได้ตั้งใจบอกให้แกรู้ ผมคุยกับกรรมการ คุณพัฒน์ นีลวัฒนานนท์ก็อยู่ด้วย คุณพัฒน์พูดว่า เราต้องย้ายโรงเรียนจากพุทธสมาคมมาอยู่ที่นี่ (ศาลาโพธิ์ลังกา) มูลนิธิไม่มีเงินเลย เราจะต้องทำอะไรอีกหลายอย่าง เช่น อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบรรยายธรรมะต้องมี สำนักงานก็จะต้องตั้ง ที่มีอยู่แล้วเพราะพระท่านให้ท่านผู้นี้เดินผ่านมาได้ยินเราพูดกันก็จัดแจงกลับบ้านไปเอาเงินมาทำบุญด้วย ๘,๐๐๐ บาททันทีทันใด
มูลนิธิก็มีบุญมาก เราก็ได้จัดแจงเครื่องมือในการบรรยายโดยไม่ต้องคอย พอนัดนักศึกษาอาทิตย์หน้า อาทิตย์หน้าก็พร้อมที่จะทำงานได้ ประชาชนก็มาพร้อมกันตอนนั้น และยังมีอีกหลายครั้งหลายคราว มีจิตเป็นกุศลแน่นอน ท่านผู้นี้รวยมาก ท่องเที่ยวเก่ง เมืองไทยเที่ยวหมดแล้ว เวลานี้เที่ยวยุโรป อเมริกา ข้อหนึ่งไม่ต้องพูดเลยครับทรัพย์ได้มาโดยชอบธรรม ข้อสองนี่ก็อีกข้อหนึ่ง ท่านนักศึกษาต้องพิจารณาให้ดี เพราะว่าคนบางคนจะทำกุศลแต่กาลไม่ดีทั้ง ๓ กาล
เช่น ก่อนจะทำกุศลคิดนึกในเรื่องการทำกุศลด้วยกำลังแรงของเจตนาดีบ้างไม่ดีบ้างปนกัน อย่างเช่น ควรทำไหมดีไหมหรือไม่ดี ก็ตั้งใจไม่มากเท่าไร ในขณะที่กำลังทำก็เหมือนกันกำลังบริจาคอยู่ขณะนั้นเจตนาตั้งไว้ดีหรือไม่ ผู้หญิงคนหนึ่งหยิบแบ๊งค์ห้าบาทมาติดกัณฑ์เทศน์ แต่เห็นเพื่อนหยิบมาก่อนสิบบาทก็คิดในใจว่า เราก็ไม่ยากจนอะไร คนที่ติดกัณฑ์เทศน์สิบบาทก็มีฐานะพอ ๆ กับเรา เพราะฉะนั้นก็เอาแบ๊งค์ห้าเก็บ หยิบแบ๊งค์สิบมาติดเท่า ๆ กัน เรื่องอะไรจะให้เพื่อนล้ำหน้าเรา
เพราะฉะนั้นที่หยิบเพิ่มนั้นเพราะมานะเข้า อยากอวด ในขณะทำกุศลมานะเข้าได้เหมือนกัน ติดกัณฑ์เทศน์ให้มาก ๆ ใคร ๆ เห็นจะได้เล่าลือว่าเราฐานะดี ดังนั้น ก่อนจะทำก็ตาม ในขณะกำลังทำก็ตามต้องรักษาใจ ทีนี้ข้อสุดท้ายรักษายากที่สุด หรือทำยากที่สุดคืออปรเจตนา
ที่ว่ายากคืออย่างไร การระลึกถึงกุศลที่ได้ทำไปแล้วและมีความยินดี ท่านนักศึกษา ถ้าระลึกขึ้นมาได้แล้วเกิดความยินดีจะมีบ่อยได้ไหม ให้ขอทานไปสลึงหนึ่งระลึกแล้วระลึกอีกด้วยความยินดี ระลึกเท่าไร ๆ ก็ระลึกไม่ได้ ยิ่งระลึกมากมันยิ่งแกล้งระลึกเพื่อจะเอาบุญ กลายเป็นโลภะไปเสียแล้ว
ท่านนักศึกษาทำบุญใส่บาตรไปเมื่อเช้านี้แล้วเราก็ระลึกว่า ยินดีมาก ใส่บาตรพระไป ๒ องค์ ยินดีมากเหลือเกิน คิดแล้วคิดอีก ถ้าขืนแกล้งยินดีโลภะเข้าเสียอีกแล้วโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ย. 2551 , 08:44:33 น.] ( IP = 58.9.138.88 : : )
สลักธรรม 3![]()
ทีนี้จะทำอย่างไรให้เกิดความยินดีภายหลังจากการทำ วันก่อนผมได้พูดไปแล้วขอพูดซ้ำอีกทีหนึ่ง ผมได้บอกกับท่านนักศึกษาไปว่า ทำบุญครั้งใดก็ตามถ้าเกิดความสะเทือนใจ และความสะเทือนใจนั้นแรงมากเท่าไรก็ยิ่งจะทำให้กุศลเกิดมากขึ้นเท่านั้น
ทีว่าให้เกิดความสะเทือนใจก็เพื่อที่จะให้ก้าวไปถึงอปรเจตนาและบางทีถึงอปราปรเจตนาอีกด้วย แปลว่าแม้ทำไปนาน ๆ แล้วยังนึกได้อยู่
เราจะทำอย่างไรถึงจะระลึกได้เมื่อหลังจากทำ โดยมากคนทำแล้วระลึกไม่ค่อยได้ จำได้ไหมว่าทอดกฐินไปเมื่อไรหรือใส่บาตรไปเมื่อไร ส่วนมากจะลืมไปแล้ว หรือจะระลีกยินดีขึ้นมากำลังก็ไม่พอ ถ้าขืนแกล้งระลึกก็โลภะเข้าเสียแล้วกลายเป็นบาปไปอีก มันจะต้องเป็นไปอย่างจริงใจ
เมื่อคราวก่อนผมได้เสนอแนะวิธีการไว้ว่า ท่านนักศึกษามีรายได้ทุกคน รายได้นี้เราจะสละไว้กี่เปอร์เซนต์ก็ตามใจ แต่ต้องสละทุกเดือน ร้อยละบาท ร้อยละสอง ร้อยละห้าก็แล้วแต่ ให้เก็บเงินส่วนที่เราจะทำบุญให้ทานนี้ไว้ต่างหากไม่ปนกัน เพราะหาไม่แล้วจะกลายเป็นเราไม่สร้างบุพพเจตนา และเราก็จะไม่ได้สร้างอปรเจตนา
ยกตัวอย่างเช่น เราไปเจอขอทาน เราสงสารก็หยิบให้ไปบาทหนึ่ง เราไม่ได้สร้างบุพพเจตนาให้เพียงพอ อปรเจตนาก็ระลึกไม่ได้ ให้บาทเดียวแล้วให้มานึกยินดีมาก ๆ ก็ยากอยู่
ด้วยเหตุนี้ผมจึงเสนอแนะให้ท่านนักศึกษาเก็บเงินไว้ จะมากเท่าไรก็แล้วแต่ เมื่อเก็บไว้แล้วเราจะได้ระลึกเสมอว่า จำนวนที่เก็บไว้นี้สำหรับทำบุญ บุพพเจตนนาก็เกิดขึ้น เพราะเก็บไว้ต่างหากแล้ว หลาย ๆ วันก็ดูสักทีหนึ่งว่ามีเท่าไรแล้ว บุพพเจตนาก็มีกำลังมากเพราะมันฝังอยู่ในใจว่า นี่ครั้งที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ ที่เก็บเอาไว้ เราเตรียมการไว้ก่อนที่จะทำบุญ บุพพเจตนาก็เกิดสมบูรณ์มีกำลังมาก
ทีนี้จะให้มันเกิดภายหลังจากที่ทำไปแล้ว เราก็จะต้องหากุศลที่มีกำลังมาก หมายถึงเมื่อเราทำไปแล้วมีความสะเทือนใจแรง เช่น เราเก็บเงินไว้ ๑๐๐ บาทหลายเดือนมาแล้วแต่ยังไม่พร้อมจะทำบุญอะไรก็รอให้พร้อมเสียก่อน พอมีโอกาสวันใดวันหนึ่งที่เราเห็นสมควรเราก็ทำไปด้วยความตั้งใจจริง เราไปซื้อสัตว์ปล่อย ต้องไปซื้อสัตว์ที่มันจะตาย ปลาก็ดี เต่าก็ดี สัตว์นี้จะต้องตายแล้วเราก็ซื้อปล่อยเสีย ความรู้สึกในใจมีกำลังมากเพราะอะไร เพราะช่วยสัตว์ให้รอดชีวิต ช่วยสัตว์ให้ไม่เสียอิสรภาพ กุศลมีกำลังมาก
หรือมิฉะนั้นไปที่แหล่งสลัม ผู้ใดกำลังอดอยาก ผู้ใดกำลังป่วยเจ็บจะตาย เรารีบเข้าไปช่วย การกระทำนี้ถึงจะไม่ได้ตั้งใจก็อดคิดไม่ได้เพราะกุศลมีกำลังมาก ก่อความสะเทือนใน บางทีเราไปทำแล้วตั้งหลายปียังนึกได้ ได้ทั้งอปรเจตนาและอปราปรเจตนาด้วย
คนที่อยู่โรงพยาบาลก็ทำได้ง่าย ผมเคยไปเยี่ยมคนไข้ที่โรงพยาบาล เห็นคนไข้ร้องครางฮือ ๆ ก็ถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง ตอบว่าแย่ หมอเขาจะฉีดยา เลือดก็ไม่มี ต้องเสียเงิน ไม่มีเงิน ผมก็รีบออกให้ นี่ตั้ง ๒ ปีแล้วผมยังนึกได้เลย ช่วยชีวิตเขาไว้ด้วยกำลังแรงของการกระทำนั้นแหละจะทำให้เราระลึกเอง ไม่ใช่แกล้งระลึกเพื่อหวังจะเอาบุญมาก ๆ บาปมันเข้าแล้วโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ย. 2551 , 08:52:21 น.] ( IP = 58.9.138.88 : : )
สลักธรรม 4![]()
วันหนึ่งผมเดินอยู่แถวที่บ้าน เห็นผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งอายุประมาณกลางคนได้ เขาเรียกผมว่า คุณ ๆ ขอสัก ๒๐ บาท เดือดร้อนเหลือเกิน ผมก็ถามว่าเดือดร้อนเรื่องอะไร เขาก็เล่าเรื่องลูกไม่สบาย เราก็อดคิดไม่ได้ว่าจริงหรือเปล่า ก็มาพูดต่อหน้าโดยที่เราไม่เห็นอะไรเลย ก็เลยให้ไป ๒๐ บาท
พอเดินต่อไปมีคนรู้จักถามว่า ให้เงินคนเมื่อกี้ไปหรือเปล่า ผมก็ตอบว่าให้ เขาก็รีบบอกว่า คนนี้แหละเที่ยวขอไปทั่ว กินเหล้าเก่ง พอบอกกินเหล้าเก่งศรัทธาตกเลย อปรเจตนามีแต่บาปเข้า ไม่ดีเลยให้คนที่กำลังกินเหล้า ให้เงินไปก็เอาไปกินเหล้า
เพราะฉะนั้นเราอดไม่ได้ ถึงจะไม่ดีก็ทำ เราจึงต้องหาทางทำอย่างที่ว่านี้ พยายามให้เป็นบุพพเจตนา มุญจเจตนา อปรเจตนาและอปราปรเจตนา ถ้ากุศลมีกำลังมากจริง ๆ ช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยทุกข์ภัยมาก ๆ ได้ คนบางคนทำไปแล้วกี่ปี ๆ ไม่ลืมตลอดชีวิตก็มี
ท่านนักศึกษาเคยทำมาตั้งหลายปีแล้วยังไม่ลืมเลยไม่มีบ้างหรือ ก็มีทุกคน เพราะอะไร เพราะถึงคราวที่เราจะทำอย่างนั้นมี แต่เราไม่ให้ถึงคราวอย่างนั้น เราทำตามที่เหตุการณ์มันจะมีขึ้นมา มันไม่มีมาต่อหน้า อยู่บ้านทุกวันใครเขาจะมาให้เราทำอปรเจตนาได้ เราต้องหา การที่เราจงใจไปหาเราจะได้กุศลมาก เพราะเราเตรียมเงินที่เก็บไว้จำนวนนี้ไปหาที่ที่เราจะทำให้เกิดกุศลจริง ๆ ให้มีกำลังมาก
ท่านนักศึกษา เมื่อบุคคลมีผู้นี้ได้กระทำบุญและมีกุศลที่เกิดขึ้นทั้งก่อนทำ กำลังทำ ภายหลังทำ และภายหลังแล้วนาน ๆ ผลที่เกิดมากที่สุดก็คืออปราปรเจตนาทำไปผลของกุศลจึงได้มากที่สุดเพราะว่ากุศลชนิดนี้เกิดได้ยาก
ทำผ่านไปแล้วจะให้ระลึกได้มันยากเปรียบเทียบแล้ว ก่อนทำนี่คิดน้อย กำลังทำน้อยกว่เพื่อน อประมากและอปราประมากที่สุด การระลึกได้นั้นต้องมีกำลังแรง
ด้วยเหตุนี้ผลจะเกิดแก่เราคือ เมื่อายุเยาว์วัยตั้งแต่ต้นถึง ๒๕ บุพพเจตนาจะให้ผล มุญจเจตนาจะให้ผลเมื่อตอนอายุ ๒๕-๕๐ อปรเจตนาจะให้ผลในบั้นปลายชีวิตตั้งแต่อายุ ๕๐ ขึ้นไป ส่วนอปราปรเจตนาก็เหมือนกันให้กำลังมากเมื่อ ๕๐ ปีขึ้นไป
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 พ.ย. 2551 , 09:00:30 น.] ( IP = 58.9.138.88 : : )
สลักธรรม 5
มาติดตามศึกษาหาความรู้ต่อค่ะ
การทำบุญควรที่จะพร้อมด้วยเจตนาทั้งสาม และเพียรรักษาจิตให้มั้คง ระวังอย่าให้มีตัณหา มานะเข้าแทรกแซง แต่ทั้งนี้ก็ต้องอาศัยการหมั่นฝึกฝนจิต
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำมาฝากเป็นประจำ ...อนุโมทนาค่ะโดย พี่ดา [18 พ.ย. 2551 , 10:15:33 น.] ( IP = 124.121.171.105 : : )
สลักธรรม 6คำอธิบายของท่านอาจารย์นี้อ่านแล้วก็นึกไปถึงภาพคนชอบโอ้อวดที่มีความสุขอยู่กับคำยกยอ แต่พอมีใครมาขัดคอปุ๊บความขุ่นเคืองก็เกิดขึ้นทันที ...เป็นภาพที่ตลกแต่ก็น่าสงสาร
การแกล้งระลึกเพื่อจะเอาบุญ ...เป็นสิ่งที่น่าระมัดระวังมากเลยนะคะสำหรับนักศึกษาพระอภิธรรม เพราะการที่อยากได้อปราปรเจตนามากๆ ก็อาจกลายเป็นการสร้างบาปขึ้นมาได้เลย
การดูแลเจตนาทั้งสามกาลให้เป็นไปด้วยดีนั้นคงต้องอาศัยกำลังของสติปัญญาอย่างมากๆ เมื่อพิจารณามาถึงตรงนี้แล้ว การทำกุศลแม้จะไม่ใช่วิวัฏฏะกรรมก็ยังต้องมีสติเป็นรากฐานสำคัญด้วย
กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาใหศึกษา
โดย น้องกิ๊ฟ [18 พ.ย. 2551 , 12:09:38 น.] ( IP = 125.27.175.93 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |