มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สมาธิ สุข หรือ ทุกข์ (๑๘)




สมาธิ
สุข หรือ ทุกข์ ?



ตอนที่ผ่านมา

การให้ผลแบ่งเป็น ๓ กาล คือ ปฐมวัย มัจฉิมวัย และปัจฉิมวัย ทำไมคนแก่ถึงไม่ค่อยจะดี หาคนแก่ดียาก คนแก่ดีหมายความถึงสุขภาพร่างกายและสิ่งแวดล้อม คนแก่บางคนอด ๆ อยาก ๆ คนแก่บางคนป่วยเจ็บทุพพลภาพ ต้องกินยาสารพัดอย่าง คนแก่บางคนหลายอย่างรุมล้อมทำให้ตกอยู่ในฐานะลำบากตลอดชีวิต

ท่านนักศึกษาอยากให้ชีวิตตอนแก่ดีไหม เพราะคนเราสำคัญตอนแก่ ตอนเล็ก ๆ ยังมีคนคอยอุ้มชู ตอนแก่ใครล่ะจะอุ้มชู โดยมากคนหนุ่มสาวไม่ค่อยจะข้องเกี่ยวกับคนแก่เท่าไร ก็พูดกันคนละสมัย คนแก่ก็พูดแบบสมัยเก่า คนหนุ่มสาวก็พูดเฮฮา เราจะไปเฮฮากับเด็กก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนแก่บางคนจึงว้าเหว่า หาเพื่อนฝูงไม่ได้ลูกหลานก็ห่าง ยิ่งต่างประเทศยิ่งห่างมากกว่าเราอีก ลูก ๆ ต่างไปทำงานกันปีหนึ่งมาเจอกันที

ด้วยเหตุนี้ชีวิตของคนแก่จึงเป็นชีวิตที่ลำบากมาก เด็ก ๆ ไม่เห็นต้องนวดกัน คนที่นวดกันมีอายุกลางคนขึ้นไปจนถึงคนแก่ ปวดเมื่อยเก่ง ท่านก็จะเห็นว่า ไม่ว่าสุขภาพ ไม่ว่าความเป็นอยู่ ไม่ว่าความเป็นไป หาคนแก่ที่บริบูรณ์จริง ๆ ยาก ทำไมเล่า ก็อปรเจตนาไม่ค่อยมี

ผมจึงเสนอแนะท่านนักศึกษาว่า หมั่นทำให้เป็นอปราปรเจตนาให้ได้ เพื่อชีวิตของเราในเวลาข้างหน้า เพราะเราไม่ได้สำเร็จมรรคผลชาตินี้ชาติหน้า ต้องบำเพ็ญบารมีหลายชาติ เราจะได้มีการเดินทางที่ดีกว่าจะไปถึงปลายทาง

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 08:15:27 น.] ( IP = 58.9.145.30 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



เมื่อเราได้ทำกุศลที่ว่านี้แล้ว ยังมีกุศลที่หนักยิ่งกว่านั้นไปอีกช่วยเสริมสร้างบุญกุศลที่เราได้ทำไปแล้วให้มีกำลังยิ่งขึ้น คือทำให้เป็นจาคานุสติ

ผมพูดเรื่องการบริจาคไปแล้ว และทำให้เป็นอย่างไรตลอดจนผลด้วย เดี๋ยวนี้เราจะทำให้ผลยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก โดยเมื่อมีเวลาระลึกถึงบุญ ก็ระลึกไปด้วยความอิ่มเอิบ ด้วยความสุขใจ ว่าได้ช่วยใครหรือได้ทำกุศลชนิดนั้นไป ระลึกด้วยความตั้งใจดี การระลึกเสมอ ๆ นี้กลายเป็นอปรเจตนา เมื่อระลึกถึงของเก่าก็กลายเป็นอปราปรเจตนา ผลจะเกิดขึ้นเมื่อบั้นปลายชีวิตมากที่สุด

การระลึกถึงกุศลที่มีความบริสุทธิ์ที่เราได้ทำไปแล้วด้วยดีเป็นจาคานุสติ เป็นอนุสติมีสมาธิประกอบด้วยปัญญา การระลึกถึงบุญที่ทำไปแล้วในขณะนั้นเองเป็นอปรเจตนา และระลึกถึงบุญที่ทำไว้แล้วเก่า ๆ ก็เป็นอปราปรเจตนา เป็นอนุสติที่ระลึกซ้ำ ๆ ได้มากที่สุด เพราะฉะนั้น ท่านนักศึกษาอย่าทอดทิ้ง ถ้าปรารถนาให้ชีวิตข้างหน้าที่เราจะเดินทางไกลเป็นไปด้วยความเรียบร้อยสมบูรณ์ก็ต้องหาทางเอาอปราปรเจตนามาทำเป็นจาคานุสติ ยิ่งทำบ่อยไม่เสียหายเลย ยิ่งดีหนักเข้าไปอีก

ท่านนักศึกษาเห็นผลไหมครับ ว่าผลที่ผมว่านี้มีกำลังแค่ไหนสมควรแค่ไหน ทำแล้วจะดีอย่างไร ไม่ใช่เล็กน้อย ดังนั้น เรื่องของจาคานุสติผมพูดเป็นชั่วโมง ๆ เพื่อหวังจะให้ท่านนักศึกษาเอาไปใช้

ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปไม่ว่าทำบุญให้ทานอะไรก็ทำกันไปเรื่อย ๆ ให้ทำอย่างไร ให้ระลึกได้ภายหลังจากการทำ เขาก็ไม่เข้าใจระลึกให้เป็นอปราปรเจตนา เขาก็ไม่เข้าใจ ยิ่งมาทำจาคานุสติได้บุญซับซ้อนหลายอย่าง ทั้ง ๆ ที่เสียไปอย่างเดียว ขอเพียงให้รู้วิธีการเท่านั้น เขาก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าได้ผลมาก

คนที่รู้กฎหมายใครถึงโกงยาก แต่ไปโกงคนอื่นง่ายเหมือนกัน รู้กฎหมายดีโกงคนอื่นง่าย แต่คนอื่นมาโกงไม่ค่อยได้ ดังนั้น ผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนธรรมะจึงมีโอกาสทำกุศลให้ตนเองได้เป็นพิเศษ คนไม่ได้ศึกษาก็ไม่มีโอกาสจะได้ มีใครบ้างไหมจะเข้าใจเรื่องอปรเจตนา และมีใครบ้างไหมที่เข้าใจเรื่องการทำจาคานุสติ ชาวบ้านไม่ได้คิดเพราะไม่ได้เรียน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 08:21:48 น.] ( IP = 58.9.145.30 : : )


  สลักธรรม 2



ถ้าท่านนักศึกษามีโอกาสต้องพูดให้บรรดาญาติมิตรฟัง ญาติมิตรที่ชอบพอ พอที่จะแนะนำได้ ว่าทำกุศลมากต้องอย่างนี้ เสียไปแล้วควรจะได้แค่ไหน ควรจะได้ ๑๐๐ ได้เพียง ๕๐ เท่านั้นเอง บางคนได้ไม่ถึง ๕๐ เพราะไปอธิษฐานจะเอาโน่นเอานี่เสียอีก

อธิษฐานขอให้ข้าพเจ้าร่ำรวย ชาติหน้ามีที่อยู่หลับนอนสบาย ทำไปเพื่อจะเอานี่ ตัณหามานะทิฏฐิเข้าทุกที ไม่ว่าใครในประเทศไทย หาคนเข้าใจเรื่องนี้น้อย ล้วนแต่จะเอาทั้งนั้นเพราะแต่ละคนมีตัณหา อยากจะได้ ทำอะไรลงไปก็หวังเพิ่มพูนกำไร ผลก็คือเสียหาย

ทำไปควรจะได้ ๑๐๐ คือทำแบบจาคานุสติ คนทำไม่ดีก็ได้ ๕๐ ทำไม่ดีจริง ๆ ก็ได้ไม่ถึง ๕๐ เช่น ท่านนักศึกษาไปปล่อยสัตว์หนหนึ่ง สัตว์ที่กำลังจะตายแล้วมาทำจาคานุสติตลอดเลย เห็นไหมครับ กำไรมันเยอะ ลงทุนไม่เท่าไร ทำไมเล่า ก็เราจะเอาเรื่องนี้เป็นสมาธิ เราก็ระลึก ๆ ๆ มีความอิ่มเอิบในการทำเห็นภาพเหตุการณ์ว่า เก็บเงินไว้ได้เท่าไรแล้วไปซื้อสัตว์ปล่อยอย่างไร เราเตรียมการไว้หมด วันนี้ก่อนนอนทำพักหนึ่ง พรุ่งนี้ทำอีกก็เห็นอีก ภาพนี้ติดใจไปเลย ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ มาก่อความสะเทือนใจให้เราได้ความยินดี อย่างนี้ตายแล้วจะไปเกิดไม่ดีได้ไหมครับ ตายไปจะลงนรก เป็นเปรต อสุรกายได้ง่ายหรือ ทำจาคานุสติแล้วไปยากที่สุด เพราะมีความสันทัดจัดเจน กุศลที่ทำแล้วไม่รู้จักลืม เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซาก ๆ แบบนี้แล้วต่อไปข้างหน้า ถ้าเราเสียชีวิตลงไปแม้จะตายด้วยอุบัติเหตุ ซึ่งโดยมากอุบัติเหตุมักไม่รอดจากการไปอบายภูมิ ก็ไม่ใช่ว่าจะไปเสมอไป เพราะความชำนาญในบุญเข้ามาแทนที่

คนที่จะตายไม่ใช่เจ็บแล้วตาย มันต้องไปเจ็บก่อน เช่น รถคว่ำ ก่อนที่จะตายจุติจิตจะเกิดมันต้องมีจังหวะที่ไม่เจ็บ เพราะรับอารมณ์เจ็บไม่ได้ ถ้าเราทำชำนาญมาก อารมณ์ดีเข้ามาทันที โอกาสที่จะเพลี่ยงพล้ำไปสู่อบายภูมิจึงยากมาก

ท่านนักศึกษา ต่อไปภายภาคหน้า ในชีวิตนี้ก็ตาม ชีวิตหน้าก็ตาม จะมีอายุยืน จะมีวรรณะผิวพรรณผ่องใส จะมีความสุขจะมีพละกำลัง อย่างที่เราให้พรใคร ๆ ว่า ขอให้มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ จะได้มาจากทานบริจาคและทำจาคานุสติ อายุจะยืนยาวเพราะทำสมาธิอยู่เสมอ จิตสงบ วรรณะผิวพรรณก็จะผ่องใสทั้งในชาตินี่และชาติหน้า ชาติต่อ ๆ ไปอีกด้วย ความเป็นอยู่ของชีวิตดีตั้งแต่เกิด อายุตอนกลางและตอนปลายชีวิตจะมีความสบายมาก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 08:28:36 น.] ( IP = 58.9.145.30 : : )


  สลักธรรม 3



มีคนอยู่คนหนึ่ง ขณะนี้ตายไปแล้ว จะมาเข้าโบสถ์ฟังเทศน์ที่วัดหนึ่งในกรุงเทพนี้ คนจะมองเป็นตาเดียว ผมขาวแต่หน้าตาผ่องใส สุขภาพดี แกบอกว่าไม่เคยนวด อายุ ๘๐ กว่าแล้ว

นาน ๆ จะเจอคนหน้าตาผ่องใส สุขภาพดีสักคนหนึ่ง เพราะอปราปรเจตนายากที่จะเกิด เราจึงเห็นบั้นปลายชีวิตของคนส่วนใหญ่มีแต่ความทุกข์ คนแก่โดยมากป่วยเจ็บด้วยโรคนั้นโรคนี้ ต้องกินยารักษาตัว บางทีอายุ ๘๐ แล้วยังต้องผ่าตัด เพราะอำนาจของการฆ่าสัตว์มาให้ผล หมอยังถามว่าจะผ่าตัดจริงหรือเปล่า ทนได้ไหม คนแก่บางคนก็บอกว่าไม่ต้องผ่าหรอก เกือบ ๙๐ แล้ว บางคนไม่ผ่านก็ไม่ได้จะต้องตาย ทรมานด้วย ต้องผ่าตัดจนได้เพราะอำนาจแห่งการฆ่าเข้าร่วม

เพราะฉะนั้นการทำจาคานุสติอยู่เสมอจะคอยกั้นอกุศล ถ้าไม่แรงจริงจะเข้าไม่ได้ เพราะกุศลชนิดนี้มีกำลังมาก และจะช่วยให้การปฏิบัติธรรมดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย หมายความว่าผู้ที่ทำจาคานุสตินี่เมื่อจะไปทำสมถกรรมฐานวิปัสสนากรรมฐานจะได้ผลดี

จะขอเพิ่มเรื่องจาคานุสติอีกนิดหน่อย ผมได้บรรยายไปเมื่อคราวก่อนก็คือ ตามธรรมดาคนเราย่อมจะชอบสนุก ชอบความเพลิดเพลิน เพราะอำนาจโลภะที่อยู่ในใจหนุนเนื่องให้เกิดขึ้น เช่น มีความปรารถนาจะเที่ยวเตร่ จะสนุกสนาน แม้แต่จะไปทำบุญยังต้องทัศนาจร ไปเที่ยวแล้วไปแสวงบุญจะได้บุญเท่าไร เพราะตั้งใจไปเที่ยวมากกว่า

การที่จะเอาบุญเอากุศลเข้าตัวนั้นทำได้ยาก ความสนุกสนานรื่นเริงเหล่านี้เป็นตัวบั่นทอนบุญที่จะได้ เช่น ทำบุญมีลิเกด้วย บุญก็ได้ สนุกก็เอา โลภะเข้า นอกจากนั้นบรรดาคนทั้งหลายมีความอยากจะได้สิ่งทั้งหลายเข้าตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินเงินทองข้าวของทุกอย่าง แม้ของไม่มีค่าก็เอา

เมื่อ พ.ศ.๒๕๐๐ เขามีงานที่สนามหลวงกึ่งพุทธกาล ผมก็ไปเปิดร้านในนามของอภิธรรมมูลนิธิและบรรยายธรรมะตอนกลางคืน กลางวันก็ขายหนังสือและพิมพ์ใบปลิวไปแจกสองหมื่นแผ่น คนมาขอใบปลิวกันเรื่อย ผมก็ถามว่าคุณมาขออะไรกันบ่อย ๆ เขาก็หัวเราะความจริงไม่ได้เอาไปอ่าน ขอไปเฉย ๆ เดินไปเดินมาก็แวะเข้ามาขอคนเรานิดก็จะเอา หน่อยก็จะเอา เอาท่าเดียว

ท่านนักศึกษาก็จะเห็นว่า ความเห็นแก่ตัวมันมาก ด้วยใจมันอยากแต่จะได้ ๆ ๆ ดังนั้น เวลาจะเสียสละเพื่อบริจาคจึงเป็นไปได้ยาก เสียสละไปด้วยความลำบากใจ เพราะความเด็ดขาดไม่ค่อยมี เพราะฉะนั้นผู้ใดจะบริจาคทานหรือจะทำบุญอะไรก็ตามต้องตัดใจให้ขาด อย่าเสียดายเลย

เมื่อบริจาคแล้วพอถึงเวลาว่างจะเป็นเวลาไหนก็ตาม เวลากลางคืนหรือเวลาก่อนนอนก็ระลึกถึงบุญที่ทำไปแล้ว ให้ขอทานไปแล้ว ถวายพระไปแล้ว ใส่บาตรไปแล้ว ทำบุญอะไรก็ตามให้ระลึกถึงบุญอีก การระลึกถึงอย่างนี้บ่อย ๆ เรียกว่า จาคานุสติ ระลึกถึงกุศลที่ได้ทำไปแล้วเสมอ ๆ ด้วยความยินดี บุญก็เกิดขึ้นเสมอ ๆ ได้บุญมาก ทำให้มีอายุยืน ผิวพรรณวรรณะเปล่งปลั่ง มีความสุข

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 08:36:48 น.] ( IP = 58.9.145.30 : : )


  สลักธรรม 4



มีเรื่องเล่าในครั้งพุทธกาลให้ท่านนักศึกษาฟังว่า เมื่อผู้ใดผู้หนึ่งได้กระทำสาราณียธรรม หมายถึงการระลึกถึงสิ่งที่ทำไปแล้ว แปลว่าเป็นที่ตั้งแห่งการระลึกนั่งเอง

ในครั้งพุทธกาลได้มีทำสาราณียธรรม หรือสาราณียวัตถุ จากการเจริญอนุสติที่บริจาคช่วยการปฏิบัติให้เจริญยิ่งขึ้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ว่า ถ้าภิกษุใดทำสาราณียธรรมอยู่เนือง ๆ หรือตลอดเวลา ๑๒ ปี แล้วทำจาคานุสติร ะลึกถึงสิ่งที่ได้ทำไปแล้วอยู่เสมอ ช่วยให้ได้รับผลทั้ง ๒ ฝ่าย

ทีนี้การปฏิบัติสาราณียธรรมทำอย่างไร นี่เป็นเรื่องที่เราไม่ได้ทำแต่เขาทำในครั้งพุทธกาล ผมยกมาเล่าให้ท่านนักศึกษาฟังเพื่อจะได้เป็นแนวทางอย่างหนึ่ง ผู้ปฏิบัติสาราณียธรรมต้องเป็นพระภิกษุหรือสามเณรก็ได้ ต้องเลือกวัดที่มีพระจำนวนน้อย ถ้ามีจำนวนมากทำไม่ได้ แล้วต้องเลือกดูว่า พระหรือเณรที่อยู่รวมกันนั้นต้องเป็นผู้มีศีลมีธรรมอันบริสุทธิ์ แปลว่าจะเป็นผู้ทำสมถะหรือวิปัสสนาก็ตาม

ทั้งวัดหรือพระภิกษุสามเณรทั้งคณะต้องมีความบริสุทธิ์ใจในการกระทำ ผู้ทำสาราณียธรรมต้องตั้งจิตอธิษฐานเสียก่อนว่า เราจะทำสาราณียธรรมนับแต่วันนี้เป็นต้นไป พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางหลักไว้ว่าต้องทำ ๑๒ ปีติดต่อกันไปไม่ขาดสาย จะทำให้เกิดกำลังอำนาจมาก

อธิษฐานใจเสร็จแล้วก็เดินไปหาพระภิกษุหรือเณรแต่ละกุฏิ ตีเสียว่ามี ๕-๖ องค์ ไปพูดให้ฟังว่า บัดนี้ผมจะทำสาราณียธรรมแล้ว ถ้าพระทั้งหลายไม่เข้าใจก็อธิบายให้เข้าใจ หมายความว่า เมื่อไปบิณฑบาตกลับมาแล้วต้องถวายพระและเณรที่ว่านี้ก่อน ให้เขาเอาไปได้ตามชอบใจ ถ้าเอาไปหมดก็ต้องไปบิณฑบาตใหม่ ต้องไม่ว่า ต้องไม่โกรธ พอบิณฑบาตกลับมาก็ถวาย ๕-๖ องค์นี้ก่อนจนเขาพอ จึงจะเอามาฉันได้ จะแบ่งเอาไว้ส่วนตัวก่อนไม่ได้ ต้องเสียสละจริง ๆ คือบริจาคให้แก่พระหรือเณรในวัดเดียวกันโดยเอาไปถวายพระที่มีพรรษามากก่อน แล้วอายุน้อย ๆ ตามลำดับลงมา หรือมีพระที่อาพาธก็ให้พระที่อาพาธก่อน แล้วผู้พยาบาลต่อลงมาตามลำดับหรือพระที่มาจากถิ่นไกล ไม่รู้จักบ้านช่องที่นี่ ก็ต้องถวายก่อนหรือภิกษุสามเณรที่จะรีบไปธุระด่วน บิณฑบาตไม่ทัน หรือพระบวชใหม่ ครองจีวรไม่ค่อยจะเป็น รวมทั้งหมด ๕ ข้อ

เริ่มจากพระอายุมาก พระอาพาธ พระหรือเณรที่พยาบาล พระอาคันตุกะพระหรือเณรที่บวชใหม่ เมื่อไปบิณฑบาตมาแล้วต้องถวายตามลำดับ ทีนี้วิธีเข้าไปถวายก็คือ เข้าไปถวายให้ทั้งบาตร สมัยก่อนไม่เหมือนสมัยนี้ที่ต้องหิ้วปิ่นโต แล้วยังมีเด็กถือย่ามเดินตามอีก

สมัยก่อนเขาใส่ไว้ในบาตร เมื่อจะถวายก็ส่งให้ทั้งบาตร แล้วแต่เขาจะหยิบอันไหนออกไป ต้องไม่โกรธ ถือว่าสาราณียธรรมเสียหมด ถ้าทำมาแล้ว ๑ ปี เกิดไปว่า เกิดไปโกรธ เกิดไปเสียใจ ต้องตั้งต้นนับ ๑ ใหม่ ต้องตั้งใจเสียสละให้เด็ดขาด คนไม่ใจเด็ดทำไม่ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 08:43:33 น.] ( IP = 58.9.145.30 : : )


  สลักธรรม 5



ที่นี้ถ้าหากผู้ที่ทำสาราณียธรรมส่งให้ ทั้งพระหรือเณร ๕-๖ องค์ใจแคบ เอาไปหมดเลย พระองค์นี้ก็อด ถ้ายังไม่เที่ยงก็ไปบิณฑบาตได้อีกแล้วฉันเองได้ เพราะถวายไปหมดแล้ว ถ้าเลยเที่ยงบิณฑบาตไม่ได้ต้องยอมอดมื้อหนึ่ง วันหนึ่ง

ผู้ที่ทำสาราณียธรรมต้องไม่อิดหนาระอาใจ ต้องพยายามทำเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ เป็นวัน เป็นเดือน เป็นปี มีพระองค์หนึ่งทำสาราณียธรรมมาครบ ๑๒ ปี กลับมาจากบิณฑบาตก็วางไว้ที่หอฉัน ตัวเองก็ลงไปอาบน้ำในบ่อ ขณะนั้นมีพระรูปหนึ่งเห็นบาตรก็จำได้ว่าเป็นของสาราณียธรรมก็เลยเอาของไปหมด เหลือแต่บาตรเปล่า เมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วตั้งใจจะขึ้นมาฉันเห็นเข้าก็เลยโกรธ ก็ทำสาราณียธรรมไปแล้ว วางไว้ครั้งหลังก็ยังเอาไปเสียอีก เราก็ได้ทำให้มาตลอดเวลาอันยาวนานยังมาเอาไปหมดอีก ความประสงค์ที่จะทำให้สำเร็จก็เลยหมดไป ต้องตั้งต้นกันใหม่

ทีนี้มาพูดถึงเรื่องอานิสงส์บ้าง ผู้ที่ได้ทำมาเป็นเวลา ๑๒ ปี ถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็จะให้ผลในชาติปัจจุบันเพราะมีกำลังมากดังนี้

๑. จะไม่มีความลำบากในเรื่องการบริโภค แปลว่าไม่เดือดร้อนในเรื่องอาหารการกิน

๒. การให้ทานไม่รู้จักหมดง่าย หมายความว่า จะมีโอกาสได้ของมาเรื่อย แล้วก็ได้บริจาคเรื่อยไป

๓. เมื่อมีการถวายทาน หรือสลากภัต หรือพิธีอะไรก็ตามที่จับสลากจะต้องได้อันดับหนึ่งเสมอ อำนาจของกุศลกรรมบันดาลให้ได้

๔. ภุมมัฏฐเทวดา เทวดาที่ประจำอยู่ตามสถานที่ต่าง ๆ บนพื้นดิน และรุกขเทวดา เทวดาที่ประจำอยู่ตามต้นไม้ เอาใจใส่ในการใส่บาตรอยู่เสมอ หมายความว่า ผู้ใดทำสาราณียธรรมอย่าว่าแต่มนุษย์จะใส่บาตรง่ายเลย แม้แต่เทวดาก็ใส่บาตรเช่นกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 08:48:19 น.] ( IP = 58.9.145.30 : : )


  สลักธรรม 6



มีเรื่องเล่าว่า พระองค์หนึ่งชื่อ ติสสเถระ สำเร็จการปฏิบัติสาราณียธรรมครบ ๑๒ ปี ก็ลงจากภูเขาไปยังหมู่บ้านเพื่อรับบิณฑบาต

วันหนึ่ง มีพระภิกษุจำนวน ๕๐ รูป เดินทางมาเพื่อไปนมัสการพระเจดีย์แห่งหนึ่ง ได้พักแรมอยู่แถวนั้น มีพระหลายองค์ที่บิณฑบาตไม่ได้ พอสวนทางกับพระติสสเถระซึ่งถามว่าพระคุณเจ้ามาจากไหน ซักถามกันดีแล้วก็ถามต่อว่า...

ในบาตรมีอาหารพอจะฉันหรือยัง พระภิกษุเหล่านั้นตอบว่าไม่มีเลย พระติสสเถระจึงกล่าวว่า ไม่เป็นไร คอยก่อน เดี๋ยวจะไปบิณฑบาตมาให้ พระภิกษุเหล่านั้นก็รับคำ จากนั้นท่านก็ไปในหมู่บ้านเข้าไปที่เรือนหลังหนึ่ง ซึ่งเจ้าของเคยใส่บาตรเป็นประจำ

วันนั้นกำลังทำข้าวต้มนมสด ครั้นเห็นพระติสสเถระไปถึง ก็นำเอาข้าวต้มนมสดที่จัดเตรียมไว้นั้นใส่ลงในบาตรจนเต็ม พระติสสเถระก็ไปยังที่นัดหมายจัดการแบ่งถวายองค์ละหน่อยจนทั่วหมด ๕๐ องค์ องค์ละหน่อยก็ยังดีที่ได้ฉัน

พระภิกษุทั้งหลายเกิดความแปลกใจ คิดว่าพระเถระองค์นี้ต้องมีอิทธิฤทธิ์จึงถามว่า พระคุณเจ้ามีฤทธิ์ใช่ไหม จึงมีอาหารข้าวต้มนมสดจนเต็มบาตร ท่านตอบว่า ไม่ใช่ ท่านไม่ได้แสดงอิทธิฤทธิ์ หากแต่เป็นอานิสงส์ที่เกิดขึ้นมาจากการทำสาราณียธรรม ๑๒ ปี ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจจริง ๆ และตั้งแต่ทำสาราณียธรรมแล้วไม่มีอดอยาก มีคนคอยทำบุญกับเรามากที่สุด คล้าย ๆ อำนาจกรรมที่ทำไว้มาดลใจให้อยากทำกับท่านพระภิกษุเหล่านั้นมีความชื่นชมโสมนัสจึงกล่าวสาธุขึ้นพร้อมกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 08:53:12 น.] ( IP = 58.9.145.30 : : )


  สลักธรรม 7



มีอีกเรื่องหนึ่ง มีงานนมัสการเจดีย์ ในงานนี้มีพระราชาและประชาชนทั้งหลายถวายทาน มีการจับสลาก พระติสสเถระองค์ก็ได้รับนิมนต์ด้วย

เมื่อเดินทางไปถึง ก็ถามประชาชนเหล่านั้นว่า ในบรรดาไทยธรรมทั้งหมด ไทยธรรมไหนที่ดีที่สุด เพราะห่อไว้เลยมองไม่เห็น ชนเหล่านั้นก็บอกว่า กอง ๒๐ ชุดนี้เป็นกองที่ ๑ ชั้นเยี่ยม

พระติสสเถระก็พูดว่า กอง ๒๐ ชุดนี้เป็นกองที่ ๑ ชั้นเยี่ยม พระติสสเถระก็พูดว่า น่ากลัวกองนี้จะตกเป็นของอาตมาภาพเสียแล้ว เผลอพูดออกไป ประชาชนทั้งหลายได้ยินก็โกรธมากพูดกันต่อ ๆ ไปว่า เป็นพระแล้วยังมีความโลภ ความจริงท่านไม่ได้โลภ ท่านเผลอพูดออกไปก็เพราะเคยได้อย่างนี้เสมอ เพราะทำสาราณียธรรมแล้วจับสลากได้อย่างนี้ทุกที ต้องได้ของชั้นเยี่ยม ประชาชนต่างก็ภาวนาขอให้ไม่ได้ ขอให้อด ไม่ได้เลย หรือได้ของเลวที่สุดในกระบวนของทั้งหมด ผ้ากองนั้นขอให้ได้แก่ผู้มีตำแหน่งสูง มีพรรษามาก

พอถึงเวลาจับสลาก ปรากฏว่าพระติสสเถระได้อันหนึ่ง กองผ้า ๒๐ ชุด แล้วท่านก็ได้ถวายทานต่อไปอีก

พระราชาก็ประหลาดใจ ประชาชนเขาภาวนาขออย่าให้ได้พระองค์นี้กลับได้ จึงได้ตรัสถามว่า ท่านมีอิทธิฤทธิ์หรือ

พระติสสเถระตอบว่า ถวายพระพร ดูกรมหาบพิตร อาตมภาพไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์แต่อย่างใดเลย เป็นเพราะอานิสงส์ที่ได้รับจากากรทำสาราณียธรรมครบ ๑๒ ปี เมื่อประกาศออกมาท่ามกลางประชาชนดังนี้ ทั้งพระราชาและประชาชนทั้งหลายต่างพากันชื่นชมโสมนัส กล่าวสาธุด้วยกันทั้งหมด

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 08:58:45 น.] ( IP = 58.9.145.30 : : )


  สลักธรรม 8

วันนี้พี่เณรได้ลงงานนี้ มาถึงตอนนี้ตอนที่ ๑๘ แล้ว ด้วยการที่ต้องใส่สี เว้นบรรทัด เน้นตัวอักษรที่สำคัญ มาเสมอทุกครั้ง มาสองตอนนี้ เรื่องจาคานุสตินี้ พี่เณรได้เห็นถึงอำนาจกุศลอย่างมากมายเลยครับ

ยิ่งไปกว่านั้น จะเห็นได้ถึงความยากลำบากที่คนเราจะนึกปิติในบุญที่ตนทำลงไปแล้ว เพราะการวางใจไม่ถูกนั่นเอง หรือไม่กุศลที่ทำๆไปก็ไม่แรงพอที่จะกระตุ้นเตือนใจ หรือสะเทือนใจให้เกิดโสมนัสได้

มาถึงวันนี้ลงไปอ่านไป ทวนไป เห็นว่าการทำดีนั้นต้องทำนานๆ และต้องมีจิตเลื่อมใสมีใจศรัทธามากๆเช่นกัน เรียกว่า ทั้งของที่จะหว่านและเนื้อนาที่ที่จะลองรับนั้นมีความสำคัญมากๆเลยนะครับ

ตัวอย่างที่ท่านอาจารย์ยกมาเล่าให้ฟัง เรื่องในครั้งพุทธกาลนั้น คือการทำสาราณียธรรมให้ครบ ๑๒ ปี นั้นอ่านแล้วนึกถึงตนเองได้เลยว่า ทำไม่ได้แน่เลยเพราะต้องอาศัยบุญญาธิการมากจริงๆที่สะสมมา และมีจิตที่ฝึกฝนมากมากในการให้เป็นทุนเดิมนะครับ ถึงจะสำเร็จ

แค่จะทำบุญทำทานแต่ละครั้งสำหรับสมัยนี้ คนเราทำได้ยากจริงๆเลยครับ เพราะมัวแต่คิดโน้นคิดนี่ร้อยแปด หรือไม่ก็มีความไม่พร้อมในทรัพย์ ยากนะครับ แต่ถึงจะยากอย่างไร ผมก็ขอตั้งใจทำสุดความสามารถเลยทีเดียว เพื่อสร้างอุปนิสัย สร้างเหตุ สร้างปัจจัยไว้ครับ

วันนี้เองจึงได้มีโอกาสชนะใจตนเองแล้วครับ ด้วยการสงเคราะห์ผู้อื่น คือมีผู้มาตั้งคำถามไว้ ๒ กระทู้ ทั้งๆที่เมื่อก่อนคงไม่อยากตอบเท่าใดนัก แต่วันนี้ก็สามารถเจือจารน้ำใจให้แก่ผู้อื่นได้ โดยสังเกตใจตนเองที่ตอบไปนั้น สงบไม่หงุดหงิด และหวังดีมากเลยครับ

ขอบพระคุณท่านอาจารย์อย่างสูงครับ ในคำสอนคำอธิบายเพื่อสร้างจิตให้ได้ดีมีปัญญาของท่านอาจารย์ที่มีมาเสมอทุกตัวอักษรเลยครับ.

โดย พี่เณร [19 พ.ย. 2551 , 09:30:06 น.] ( IP = 58.9.145.30 : : )


  สลักธรรม 9


เพิ่งจะเข้าใจการกระทำ...จาคานุสติ...นับว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะเป็นการต่อยอดของกุศลที่กระทำไปแล้วให้มีกำลังยิ่งๆ ขึ้น

เพราะน้อยครั้งนักที่จะหวลระลึกถึงกุศลที่ได้กระทำไปแล้ว เว้นเสียแต่ว่ากุศลนั้นๆจะเป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่จริงๆ แต่การฝึกจาคานุสติ นอกจากจะเป็นการสร้างเสริมนิสัยทีดีงามแล้ว ยังช่วยอุดหนุนให้ผลของกุศลนั้นมีกำลังอย่างต่อเนื่องได้อีก

จะเพียรนำมาฝึกให้เป็นนิสัยตามส่งไปทุกภพทุกชาติที่ยังคงต้องเวียนเกิดอยู่ค่ะ

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่เป็นผู้ที่ช่วยเสริมสร้างปัญญาให้น้องๆ เป็นประจำเสมอมาค่ะ

....อนุโมทนาค่ะ....

โดย พี่ดา [19 พ.ย. 2551 , 09:49:14 น.] ( IP = 124.121.176.149 : : )


  สลักธรรม 10

จาคานุสตินี่อ่านแล้วทำให้มีความสุขและมีความหวังมากเลยค่ะ ..เวลาที่นึกถึงสิ่งที่เราเสียสละได้นั้นทำให้เกิดความภาคภูมิใจมาก เพราะนอกจากจะได้ทำสิ่งดีๆ เพื่อผู้อื่นแล้ว ก็ยังมีสิ่งดีที่ทำเพื่อตนเองร่วมอยู่ด้วย นั่นคือการเอาชนะความหวงแหนได้ จึงกลายเป็นความสุขซ้อนกันอยู่อีกหลายชั้นเมื่อมีโอกาสนึกถึง

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณพี่เณรมากนะคะที่นำมาให้อ่านและได้ประโยชน์เสมอ..สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [19 พ.ย. 2551 , 12:39:36 น.] ( IP = 125.27.175.106 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org