มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความตายคืออะไร ?








ตอบคำถามโดยพี่ดอกแก้ว


ถาม ความตายคืออะไร ?

ตอบ คำถามนี้เป็นคำถามที่ให้คำตอบกันง่ายๆ โดยทั่วไปบุคคลทั้งหลายก็จะพากันตอบว่า

ความตาย คือการไม่หายใจ

ความตาย คือการดำเนินชีวิตให้เป็นไปตามปกติธรรมดาไม่ได้ทุกอย่าง

คำตอบเช่นนี้ก็มิได้ผิด แต่เป็นการถูกต้องผิวเผินเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง ในสายตาของนักศึกษาเรื่องของชีวิตจากพระอภิธรรมปิฎกที่มีความเข้าใจดี

แม้คำว่า “จุติ” ซึ่งแปลว่าดับหรือตาย ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังเข้าใจผิดไป เพราะไปเข้าใจว่า จุติได้แก่การเกิด บางคนเอาไปตั้งชื่อร้านค้าขายของตนเองว่า “….จุติ”

หรือเมื่อเห็นแสงที่เรียกกันว่าดาวตก จึงได้พากันพูดว่าเทวดาจุติ หมายความว่าเทวดาเกิดในท้องของมารดา แล้วก็สอนกันว่า อย่าได้ไปทักเข้า หาไม่แล้วจะเข้าไปเกิดในท้องสุนัข

ความตายก็ได้แก่ จุติหรือมรณะ มีวจนัตถว่า วจนํ จุติ การเคลื่อนจากภพหนึ่ง (สู่ภพหนึ่ง) ชื่อว่า จุติ

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 13:07:32 น.] ( IP = 125.27.175.106 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



มรณะ หรือ จุติ คือความตายนั้น จำแนกออกไปเป็น ๓ ประเภท คือ

๑. ขณิกมรณะ การดับไปของรูป- นามที่เกิดและดับไปอยู่ตลอดเวลา

๒. สมมติมรณะ คือการดับซึ่งได้แก่ความตายของคนหรือสัตว์ทั้งหลาย

๓. สมุจเฉทมรณะ ได้แก่การปรินิพพานของพระอรหันต์

ขณิกมรณะได้แก่การดับ หรือการสลายตัวเปลี่ยนแปลงไปจนไม่เหมือนเดิม ของบรรดารูปนามทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างกายหรือรูปอื่นใด จะเป็นจิตหรือวิญญาณ ซึ่งในวินาทีหนึ่งย่อมจะผันแปรเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ไม่มีผู้ใดที่จะมาบังคับให้มันหยุดนิ่งได้

ขณิกมรณะนี้ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องชีวิตภายหลังความตายนัก ดังนั้นจึงของดไม่อธิบายในรายละเอียดต่อไปมากนักนะคะ

สมุจเฉทมรณะ เป็นการสิ้นชีวิตของพระอรหันต์ผู้ซึ่งปราศจากกิเลสแล้ว ไม่มีการเกิดมีชีวิตขึ้นมาได้อีกต่อไป เพราะหมดอำนาจของเหตุปัจจัยที่จะมาส่งเสริม ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะชี้แจงในรายละเอียดต่อไปด้วยเหมือนกัน

โดย น้องกิ๊ฟ [19 พ.ย. 2551 , 13:08:03 น.] ( IP = 125.27.175.106 : : )


  สลักธรรม 2



แต่จะได้อธิบายเฉพาะสมมติมรณะซึ่งได้แก่ การดับหรือความตายของคน หรือสัตว์ทั้งหลายเท่านั้น เรื่องของความตายนี้ ถ้าจะว่าโดยปรมัตถธรรมอันเป็นความจริง จริงๆแล้ว “ความตาย” นั้น ไม่มี คนเกิด คนตาย สัตว์เกิดหรือสัตว์ตายก็ไม่มีเหมือนกัน

ทำไมถึงได้ว่าดังนั้น เช่น เมื่อเราตัดต้นไม้มา นั่นก็คือเราตัด “รูป” คือต้นไม้นั้นแล้วมาทำเป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ เมื่อตัดออกแล้วก็สมมุติเรียกกันว่าต้นไม้ตาย รูปซึ่งเป็นต้นไม้นั้น ก็มาเปลี่ยนแปลงเป็นโต๊ะ เก้าอี้ไป

เมื่อโต๊ะ และเก้าอี้ ซึ่งเป็นรูปผุพังลง โต๊ะเก้าอี้ก็หายไปจากสายตา มันก็กลายสภาพเป็นรูปไปอีกแบบหนึ่ง คือ “ดิน” แต่ดินเราก็เรียกว่าเป็น “รูป” เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ เราจะพูดว่าโต๊ะเก้าอี้ตายก็ย่อมได้เหมือนกัน

ดังนั้นต้นไม้ก็คือ รูป โต๊ะเก้าอี้ก็คือ รูป และดินก็คือ รูป แต่รูปเหล่านี้มันไม่เหมือนกัน เราจึงสมมุติตั้งชื่อมันว่า ต้นไม้ โต๊ะเก้าอี้ และดิน เราตั้งชื่อมันเสียใหม่ เพื่อหวังว่าจะได้พูดกันให้รู้เรื่อง

เหมือนกับต้นไม้ตาย ความจริงต้นไม้มิได้ตาย เราจึงสมมุติให้เป็นที่เข้าใจกัน เหมือนกับรถยนต์ตาย ความจริงรถยนต์มิได้ตาย แต่มันแล่นไปไม่ได้เพราะเครื่องมันเสียเท่านั้นเอง เราก็สมมุติเพื่อจะให้รู้เรื่องว่า รถยนต์ตาย

ด้วยเหตุดังนี้เอง รูปคือร่างกายของสัตว์ทำการงานไปตามปกติมิได้แล้ว จิตใจหรือวิญญาณมิได้เกิดขึ้นมาได้แล้ว เราจึงได้สมมุติพูดกันว่า คนตายหรือสัตว์ตาย แท้ที่จริง รูปคือร่างกายของคนหรือสัตว์ที่เกิดดับเปลี่ยนแปลงไปมาในวินาทีหนึ่งตั้งมากมาย

โดย น้องกิ๊ฟ [19 พ.ย. 2551 , 13:08:21 น.] ( IP = 125.27.175.106 : : )


  สลักธรรม 3



แม้จิตใจหรือวิญญาณของคนหรือสัตว์ก็เหมือนกัน ก็ย่อมจะเกิดดับเปลี่ยนแปลงไปมาในวินาทีหนึ่งนับไม่ไหว ทั้งรูปและนามเกิดดับตลอดชั่วชีวิตหนึ่งนั้นนับคำนวณไม่ได้เลย

มีที่แปลกอยู่ตรงที่ว่า เมื่อชีวิตเกิดขึ้นมาใหม่ ในภพชาติใหม่นั้น มีรูปกายแปลกออกไป และจิตใจเมื่อไปได้สิ่งแวดล้อมใหม่เข้าแล้ว ก็อาจจะผิดไปบ้างนิดๆหน่อยๆ และค่อยๆผิดไปทีละน้อยๆ ตามแต่เหตุปัจจัยที่มาผันแปร ถ้าจะว่าไปก็เปรียบเหมือนต้นไม้เมื่อก่อน แต่เดี๋ยวนี้มาเปลี่ยนเป็นโต๊ะเป็นเก้าอี้ไปเสียแล้ว และต่อมาก็เป็นดินไปอีก

แม้จะได้อธิบายถึงปรมัตถธรรมว่า ไม่มีคนตาย ไม่มีสัตว์ตายก็จริง แต่ก็จำต้องอธิบายเรื่องความตายให้ท่านฟัง โดยเอาคำที่สมสุติกันว่าตายออกมาใช้หาได้แล้วจะอธิบายได้อย่างไร

ขอให้ทำความเข้าใจเอาไว้แต่เพียงว่า คนตาย หรือสัตว์ตายนั้น มิได้มีจริงๆ ทั้งรูปทั้งนามก็ย่อมจะผันแปรเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย

เวลานี้มีรูปมีนามอยู่ที่นี่ เผลอไปอีกวินาทีหนึ่ง รูปนามนี้ก็อาจจะสืบต่อไปอยู่ในท้องของมารดา เป็นเพียงจุดเล็กๆจุดหนึ่งของมารดาอีกคนหนึ่งเสียก็ได้ แล้วต่อไปอีกไม่นานสักเท่าใดก็เป็นไปอีกรูปแบบหนึ่ง เพราะได้เกิดเป็นเปรต อสุรกาย หรือเกิดเป็นเทวดา

ว่าโดยปรมัตถ์ คนหรือสัตว์คือทั้งรูปทั้งนาม ก็แตกดับไปแล้วก็เกิดทดแทนขึ้นมาใหม่อยู่ตลอดเวลาที่มีชีวิตอยู่ ซึ่งก็คือได้ตายไปอยู่ทุกวินาที

โดย น้องกิ๊ฟ [19 พ.ย. 2551 , 13:08:39 น.] ( IP = 125.27.175.106 : : )


  สลักธรรม 4



สมมติมรณะ คือความตายของคนหรือสัตว์ทั้งหลาย คืออะไร?

ถ้าจะว่าโดยย่อแล้ว ความตายของคนหรือสัตว์ทั้งหลายก็ได้แก่ ความสิ้นสุดของรูปชีวิตและความสิ้นสุดของนามชีวิตในภพชาติหนึ่ง หรือจะพูดว่า ความตายก็คือจิต, เจตสิก และกรรมชรูปดับลงในภพชาติหนึ่ง (ในปัญจโวการภูมิ) ประสาทตา ประสาทหู และหทัยวัตถุ เป็นต้น

เป็นรูปที่เกิดมาด้วยอำนาจของกรรมแล้วมี “ชีวิตรูป” ควบคุมให้รูปเหล่านี้ดำเนินการไปได้ ชีวิตรูปมิได้เกิดขึ้นมาใหม่ในภพชาตินั้น ซึ่งก็คือหมดอำนาจลงไม่สามารถควบคุมรูปเหล่านี้ได้อีกต่อไป

จิตกับเจตสิกเกิดขึ้นมาแต่ละครั้ง ก็ย่อมจะมี “ชีวิตนาม” ควบคุมให้จิต เจตสิก ดำเนินการงานไปได้ แต่เมื่อชีวิตนามดับลงเป็นครั้งสุดท้าย มิได้มีเกิดขึ้นมาอีกในชาตินั้นหมดเหตุ หมดปัจจัยที่จะสนับสนุนให้เกิดขึ้นมาได้ จิต เจตสิกจึงมิได้เกิดขึ้นมาอีกต่อไป การสืบต่อเฉพาะในชาตินั้นขาดสะบั้นลง เราจึงได้เรียกผู้นั้นว่า คนตาย หรือสัตว์ตาย

อย่างไรก็ดี ทั้งรูปและนามก็จะต้องสืบต่อไปอีกในภพชาติใหม่ตราบใดที่กิเลสตันหายังมิได้สูญหายไปจากจิตใจอย่างแน่นอน แต่กรรมชรูปที่มีชีวิตรูปควบคุม และนามคือจิต , เจตสิก ที่มีชีวิตนามควบคุมเอาไว้ให้ดำเนินการไปได้



โดย น้องกิ๊ฟ [19 พ.ย. 2551 , 13:08:58 น.] ( IP = 125.27.175.106 : : )


  สลักธรรม 5

เย็นนี้ได้ชมถ่ายทอดพิธีทรงเชิญพระสรีรางคาร “พระพี่นางฯ” ลงถ้ำศิลา ณ สุสานหลวงฯ จบลงเป็นวันสุดท้าย ด้วยความรู้สึกสลดใจมากมายครับ และคิดได้ในหลายๆอย่างมากเลย

พอได้มาอ่านกระทู้นี้ก็ได้ข้อเตือนใจอีกมากเช่น ความตายของคนหรือสัตว์ทั้งหลายก็ได้แก่ ความสิ้นสุดของรูปชีวิตและความสิ้นสุดของนามชีวิตในภพชาติหนึ่ง

เห็นความเป็นไปของชีวิตได้อย่างชัดเจนทั้งตัวอย่างที่ได้ติดตามดู และได้จากคำอธิบายนี้ครับ ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนเลยนะครับ สลดใจจังครับ

ขอบคุณน้องกิ้ฟมากเลยครับ ที่นำประโยชน์มาให้อ่านเสมอๆครับ

โดย พี่เณร [19 พ.ย. 2551 , 17:43:39 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : )


  สลักธรรม 6


ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะที่นำเนื้อหาสาระที่มีประโยชน์มาให้ได้อ่านเป็นประจำ

อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [19 พ.ย. 2551 , 19:27:00 น.] ( IP = 124.121.179.158 : : )


  สลักธรรม 7

เรียน พี่ดอกแก้ว
ลูกสาววัย 15 ปี เสียชีวิตขณะนอนหลับ (17/10/51) จิตที่อยู่ในขณะหลับแบบนี้เขาจะไปอยู่ในภพภูมิไหนคะ ขอความเมตตาพี่ดอกแก้วให้ความรู้ด้วยนะคะ แม่เป็นห่วงเขา
ขอให้คุณพระและความดีของพี่แก้วคุ้มครองกายและใจของพี่ดอกแก้วค่ะ
แม่น้องขิม

โดย แม่น้องขิม - [20 พ.ย. 2551 , 10:06:45 น.] ( IP = 58.8.88.244 : : )


  สลักธรรม 8

สวัสดีค่ะคุณแม่น้องขิม

ขอนุญาตมาตอบก่อนพี่ดอกแก้วนะคะว่า คงระบุไม่ได้ว่าเป็นภพภูมิไหน เพราะเราไม่ทราบเลยว่าน้องเขารู้สึกนึกคิดอย่างไรในขณะนั้นและมีอารมณ์อะไรมาปรากฏ

แต่ถ้าหากมองในแง่ดีแล้ว ..การจากไปอย่างสงบไม่ทุรนทุรายนับว่าเป็นสถานการณ์ที่ดีมากๆ ผู้ปฏิบัติธรรมหลายๆ ท่านเลยที่ต้องการลักษณะอย่างนั้นในขณะสิ้นชีวิต

และเพื่อความสบายใจ..ก็ขอให้อย่าไปคิดเลยค่ะว่าจะไปเกิดที่ไหน เพราะตอนนี้น้องเขาก็เกิดไปแล้ว เปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรไม่ได้ ทางที่ดีก็ควรตั้งใจทำกุศลแล้วอุทิศไปให้น้องเขาจะดีกว่านะคะ


และขอยกคำอธิบายเกี่ยวกับอารมณ์ใกล้ตายที่ท่านอาจารย์บุญมีได้กล่าวไว้มาให้พิจารณานะคะ

โดย น้องกิ๊ฟ [20 พ.ย. 2551 , 14:49:22 น.] ( IP = 125.27.175.36 : : )


  สลักธรรม 9

ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วว่า จิตนั้นเป็นธรรมชาติที่รับอารมณ์ มีอารมณ์อยู่เสมอ และอารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นก็ด้วยเหตุต่างๆ กัน

แต่สำหรับคนที่ใกล้จะตาย อารมณ์ที่เกิดขึ้นในขณะใกล้ตาย เรียกว่า กรรมอารมณ์ กรรมนิมิตอารมณ์ คตินิมิตอารมณ์

๑. ผู้ใดทำกรรมอะไรไว้ ไม่ว่าจะดีหรือชั่วก็ตาม เมื่อทำไว้มากๆ กรรมเหล่านั้นก็มักจะกระทบกับจิตทำให้เกิดอารมณ์ขึ้น คือทำให้จิตได้สร้างเป็นมโนภาวะโดยอาศัยอานุภาพของกรรมในอดีตให้เป็นไปต่างๆ นานา เป็นต้นว่า ฆ่าสัตว์มากๆ ก็มักจะเห็นการฆ่าสัตว์ เช่น ยิงนก ตกปลา ...ถ้าทำบุญให้ทานมาก ๆ ก็มักจะเห็นการทำบุญให้ทานนั้น หรือการรักษาศีลเจริญภาวนา อารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็น กรรมอารมณ์

๒. บุคคลผู้ใดใกล้จะตายเห็นนิมิตต่างๆ อาจจะเป็นทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจก็ดี เช่นเห็นอุปกรณ์การทำกุศลหรืออกุศลที่ตนได้เคยกระทำมา เห็นธงทิว เครื่องตบแต่ง หรือขบวนแห่บวชนาค ทอดกฐินซึ่งเป็นกุศล ..ทางฝ่ายอกุศลก็เห็นแห อวน มีด ไม้ เครื่องดักหรือจับสัตว์ เห็นเครื่องมือการพนันหรือคิดอะไรทำอะไรก็มองเห็นเป็นเลขท้าย ๓ ตัว อารมณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเรียกว่า กรรมนิมิตอารมณ์

๓. บุคคลที่ใกล้จะตาย เกิดเห็นถ้ำ เห็นเหว เห็นปล่อง เห็นการทรมานสัตว์ก็ดี หรือเห็นปราสาทราชวังที่ทำด้วยทอง เห็นราชรถอันวิจิตร บางทีก็ไม่มีในเมืองมนุษย์ก็ดี อารมณ์ที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า คตินิมิตอารมณ์

สัตว์ทั้งหลายขณะที่ใกล้จะจุติ คือ ตาย จะต้องเกิดอารมณ์ขึ้น ไม่กรรม ก็กรรมนิมิต หรือคตินิมิต อันใดอันหนึ่ง สัตว์ที่จะตายจะไม่เกิดอารมณ์ขึ้นนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้

ทั้งนี้เพราะอารมณ์กรรมนั้นๆ ย่อมเป็นกำลังงานอันสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดการปฏิสนธิขึ้น กรรม, กรรมนิมิต, คตินิมิตนั้นเป็นอารมณ์ครั้งสุดท้ายในชาตินั้นๆ ที่ทรงอิทธินำให้มีภพชาติสืบต่อไป

อารมณ์ที่เกิดขึ้นครั้งสุดท้ายนี้ เป็นที่หมายได้แน่นอนว่า จะต้องไปเกิดตามที่ตนได้เห็น เหมือนเราทำแบบแปลนแผนผังไว้แล้ว ปลูกสร้างที่อยู่อาศัยตามแบบแปลนนั้นๆ เช่น

ผู้ที่จะไปเกิดเป็นมนุษย์ย่อมเห็นครรภ์มารดา
ผู้ที่จะเกิดยังเทวภูมิย่อมเห็นเทพยดานางฟ้าหรือวิมาน
ผู้ที่จะเกิดในนรกก็ย่อมเห็นการเผาผลาญสัตว์ เห็นเปลวไฟ
ผู้ที่จะไปเกิดเป็นเปรต ก็เห็นปล่องหุบเขาอันตกอยู่ในความมืดมิด
ผู้ที่จะเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็ย่อมจะเห็นสัตว์หรือเห็นเชิงเขา ชายน้ำ เป็นต้น

ทุกคนมีจุดหมายปลายทาง คือความตาย ไม่ว่าพระราชาหรือยาจก ไม่ว่าเทวดาหรือสัตว์นรก ไม่เลือกว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เป็นหัวเลี้ยวหัวต่ออันสำคัญ
สำหรับผู้ที่ฉลาดในเรื่องของชีวิต ควรจะต้องศึกษาให้รู้

โดย น้องกิ๊ฟ [20 พ.ย. 2551 , 14:52:50 น.] ( IP = 125.27.175.36 : : )


  สลักธรรม 10

เมื่อเป็นเช่นนี้ศึกษาเรื่องความตายจึงเป็นการสำคัญอย่างยิ่ง
จะได้ชื่อว่าไม่ตกอยู่ในความประมาท เพราะการศึกษาเล่าเรียนเรื่องความตายเสียให้เข้าใจดีแล้ว
ก็ย่อมมีหวังอยู่เป็นอันมากที่จะไปเกิดในสุคติภูมิ
การมองดูคนไข้ที่ใกล้จะตาย จะแสดงกิริยาอาการต่างๆ

แม้จะทายที่ไปของผู้นั้นไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์ก็จริง แต่ก็มีส่วนถูกเป็นอันมาก

ด้วยการที่คนไข้เกิดอารมณ์ขึ้นเหมือนความฝัน ภาพนั้นย่อมชัดเจนแจ่มใสมาก จิตของคนไข้จะมีความยินดีหรือตกใจแล้ว ก็ย่อมจะมองเห็นจากการแสดงกิริยาอาการต่างๆ เช่น

…..ถ้าคนไข้เห็นนายนิรบาลถือหอกโตเท่าลำตาล กำลังเงือดเงื้อจะพุ่งลงมายังทรวงอก …..หรือเห็นน้ำทองแดงกำลังเดือดพล่านจะไหลเข้าในปาก …..หรือเห็นแร้ง กาตัวโต มีปากเป็นเหล็กกำลังจะฉีกเนื้อของตัวกิน …..หรือเห็นอสุรกายใหญ่ตัวโตราวภูเขาดำทมิฬกำลังย่างเข้ามาทำร้าย

เมื่อคนไข้ได้เห็นเช่นนี้ก็จะมีความตกใจ ก็จะร้องโอดครวญด้วยเสียงอันดัง และจะแสดงอาการหวาดหวั่นสะดุ้งกลัวอย่างน่าสงสาร หรือแลบลิ้นปลิ้นตาร้องโวยวายให้คนช่วย เช่นนี้อบายภูมิก็มีหวังได้

ถ้าคนไข้เห็นนิมิตที่มาปรากฏนั้นเป็นพระ เป็นเณร
เห็นปราสาทราชวัง เห็นอาภรณ์อันประณีต เห็นคนรักษาศีล คนให้ทาน และคนไข้ก็ยิ้มแย้มผ่องใส หน้าตาอิ่มเอิบ หรือหัวเราะ เช่นนี้สุคติก็มีที่หวังได้

เมื่อเราเอื้อมมือไปจะหยิบอะไรอย่างหนึ่ง บนโต๊ะ ที่อยู่ข้างหน้า ตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มเคลื่อนมือไป จิตย่อมจะสั่งการโดยตลอด เหตุนี้เอง .... ถ้าหากมือที่เอื้อมออกไปนั้นยังไม่ถึงสิ่งที่ต้องการ เกิดมีเสียงเอะอะขึ้น จิตก็จะสั่งให้หันไปดูที่เสียงนั้น มือที่เอื้อมก็จะค้างอยู่ คือเกร็ง (spasm)

โดยทำนองเดียวกันนี้ คนที่ใกล้จะตาย เมื่อเกิดอารมณ์ขึ้นครั้งสุดท้าย จะเป็นยินดีหรือตกใจก็ตาม ก็ย่อมจะแสดงกิริยาหรือท่าน่ากลัว หรือยิ้มแย้มทันที
จุติ (ตาย) ก็เกิดขึ้น

ซากศพของผู้นั้นก็ปรากฏอาการค้างอยู่ ซึ่งทำให้เราพอทายได้ว่าจะไปสู่สุคติ หรือทุคติได้เป็นส่วนมาก


โดย น้องกิ๊ฟ [20 พ.ย. 2551 , 14:55:24 น.] ( IP = 125.27.175.36 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org