| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความหลัง (๕)
ความหลัง
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
![]()
ตอนที่ผ่านมา
๕. กัลยาณมิตร
ภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้เหลาะแหละโลเลและโลภในปัจจัย ๔ ละทิ้งวัตรปฏิบัติที่จะพึงมีต่ออุปัชฌายะ อาจารย์ของตน เข้าไปในนครสาวัตถีแต่เช้า แม้จะได้ดื่มข้าวยาคู (ข้าวต้ม) ที่มีกับหลายอย่างแล้ว ฉันข้าวสาลี ข้าวสุกและเนื้อซึ่งมีรสเลิศต่าง ๆ ที่เรือนของนางวิสาขาแล้ว ก็ยังหาพอใจไม่ ยังไปเรือนของท่านจุลลอนาถปิณฑิกะ มหาอนาถปิณฑิกะและพระเจ้าปเสนทิโกศลอีก ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ กินมาก นอนมาก เที่ยวมาก ปากกล้า
วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในเชตวันวิหาร สนทนากันถึงเรื่องของภิกษุรูปนั้น ณ ธรรมสภา พระศาสดาเสด็จมาทรงทราบเรื่องที่ภิกษุทั้งหลายกำลังสนทนากันอยู่แล้ว ตรัสว่าแม้ในกาลก่อนภิกษุรูปนี้ก็เคยเหลาะแหละมาแล้ว เป็นผู้โลภในปัจจัย มีอาหารเป็นต้นมาแล้วเช่นกัน ทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่าดังนี้
ในอดีตกาล กาตัวหนึ่งเที่ยวกินซากศพ มีศพช้างเป็นต้น ไม่อิ่มไม่พอใจด้วยศพเหล่านั้น จึงไปเที่ยวกินปลาที่แม่น้ำคงคาอยู่ ๒-๓ วัน แล้วบินไปหิมวันตประเทศ กินผลไม้น้อยใหญ่นานาชนิด ไปยังสระบัวใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีปลาและเต่ามาก เห็นนกจักพราก (จักกวากะ) ๒ ตัว มีสีสวยดังทอง กำลังกินสาหร่ายอยู่ในสระ กาคิดว่า นกจักพราก ๒ ตัวนี้สีสวยเหลือเกิน มันคงต้องกินอาหารที่ดี ประณีต ใคร่รู้ถึงอาหารของนกจักพรากเพื่อจะได้กินอย่างเขาบ้าง จึงถามขึ้นว่า...
"สีของท่านดูงามเหมือนผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด (สีเหลืองหม่น) ดูท่าทางท่านทั้งสองร่าเริงยิ่งนัก ข้าพเจ้าอยากทราบว่า นกทั้งหลายสรรเสริญนกอะไรว่ารูปงามนัก"
นกจักพรากตอบว่า..โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 18:19:42 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1![]()
"ดูก่อนท่านผู้นิยมในการเบียดเบียน นกทั้งหลายย่อมสรรเสริญพวกข้าพเจ้าคือ นกจักพรากว่ามีภาวะน่านับถือ เป็นนกดีและมีรูปงาม พวกข้าพเจ้าไม่ยอมทำบาปเพราะเห็นแก่กิน"
ดูก่อนผู้บำเพ็ญตบะ ในโลกของเรานี้ ทั้งมนุษย์และดิรัจฉานต้องทำบาปเพราะปากเพราะท้องหรือเพื่อปากเพื่อท้องอยู่เป็นอันมาก สัตว์ดิรัจฉานต้องห้ำหั่นทำลายกันอยู่ทุกหนทุกแห่ง ธรณีที่ดูจะน่ารื่นรมย์นี้ล้วนมีอันตรายแฝงเร้นอยู่ทุกหนทุกแห่ง ช่างน่าหวาดเสียวจริง ๆ ในหมู่มนุษย์เล่าก็มีการเบียดเบียน เช่น ฆ่าสัตว์อื่นเพื่อเป็นอาหารบ้าง เบียดเบียนฆ่าฟันกันเองเพื่อแย่งชิงผลประโยชน์อันเป็นกามวัตถุบ้าง ทุกหนทุกแห่งทุกวงการ ช่างน่าเบื่อหน่ายเสียจริง ๆ
มนุษย์เป็นสัตวโลกชนิดหนึ่งที่ว่ายาก สอนยาก อวดดี มากไปด้วยมายาสาไถย์ เห็นตนเองทำดีทำถูกไปเสียหมด และเห็นคนอื่นทำผิดทำเลวไปเสียหมดเช่นกัน นิสัยสันดานโดยทั่วไปของมนุษย์เป็นอย่างนี้ ยกเว้นท่านผู้ได้อบรมจิตด้วยดีแล้ว ขัดเกลาตนเองดีแล้วเท่านั้น
กาได้ฟังคำของนกจักพรากแล้วกล่าวถามต่อไปว่า..."ท่านกินผลไม้อะไรที่ห้วงน้ำ ท่านกินเนื้อที่ไหน ท่านกินโภชนาหารอะไรอีก กำลังและผิวพรรณของท่าน จึงไม่เสื่อมทรามงามตายิ่งนัก"
นกจักพรากกล่าวตอบว่า..."ผลไม้ที่ห้วงน้ำก็ไม่มี เนื้อที่นกจักพรากจะกินก็ไม่มี ข้าพเจ้ากินแต่สาหร่ายกับน้ำ จะทำบาปเพราะเห็นแก่กินอย่างพวกท่านก็หาไม่"
กากล่าวว่า...
"ดูก่อนนกจักพราก อาหารของท่านเราไม่ชอบ อาหารที่ท่านกินเป็นอย่างไร ท่านก็ละม้ายคล้ายอาหารนั้น ท่านมีร่างกายสมบูรณ์อย่างยิ่ง เราเองเคยเป็นอย่างนี้เหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้เราเป็นอย่างอื่นเราสงสัยในผิวพรรณของท่านว่าท่านกินอาหารหยาบอย่างนี้ ทำไมสีกายของท่านจึงดูงามนัก
"เราเอง แม้ได้กินเนื้อ ผลไม้ ข้าวและอาหารที่เคล้าด้วยเกลือเจือด้วยน้ำนม เป็นอาหารที่ประณีตและมีรสเลิศสำหรับมนุษย์ด้วยจึงเป็นผู้กล้าหาญเข้าต่อสู้ในสงครามได้ แต่สีกายของเราไม่งามเหมือนของท่านเลย"
นกจักพราก เมื่อจะกล่าวถึงเหตุแห่งความไม่สวยงามแห่งสีกายของกา และเหตุความงามแห่งสีกายของตนจึงกล่าวว่าโดย เทพธรรม..นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 18:27:15 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : )
สลักธรรม 2![]()
"ดูก่อนกา ท่านเป็นผู้มีอาหารไม่บริสุทธิ์ ท่านชอบขโมยเขากิน ตกอยู่ในความประมาทเสมอ ๆ ท่านได้ข้าวและน้ำโดยยาก ผลไม้และเนื้อในป่าช้าท่านก็ไม่ชอบกิน
ดูก่อนกา ผู้ใดทำกรรมอันหยาบช้าสาหัสแล้วจึงได้บริโภค ตกอยู่ในความประมาททุกขณะ ธรรมดาย่อมติเตียนผู้นั้น ผู้อันธรรมดาติเตียนแล้ว ผิวพรรณและกำลังย่อมเสื่อมทรามลง
"ผู้ใดบริโภคอาหารแม้เพียงเล็กน้อย แต่ได้มาโดยชอบธรรมไม่เบียดเบียนผู้อื่น เพราะเหตุแห่งอาหารนั้น กำลังและผิวพรรณของผู้นั้นย่อมดี ผิวพรรณดีจะมีเพราะอาหารอย่างเดียวก็หาไม่ แต่ย่อมมีเพราะเหตุ ๔ ประการคือ อาหาร ความอบอุ่น ความคิด และกิจการที่ทำ"
กาได้ฟังคำติเตียนเช่นนั้น เกิดความเกลียดชังนกจักพรากเป็นอันมาก คิดว่า "เราไม่ต้องการสีอันสวยงามของมัน" ดังนี้แล้วร้องเสียง "กา กา" บินจากไป
เมื่อจบพระธรรมเทศนา ภิกษุผู้เหลาะแหละรูปนั้นได้สำเร็จอนาคามิผลโดย เทพธรรม..นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 18:32:13 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : )
สลักธรรม 3![]()
ดูก่อนผู้บำเพ็ญตบะ คำกล่าวของนกจักพรากตอนสุดท้ายนั้นมีคติน่าสนใจเป็นอย่างมาก เช่น เรื่องผู้มีอาหารไม่บริสุทธิ์ คือลักเขากิน ขโมยเขากิน ต้องทำกรรมที่หยาบข้าแล้วจึงได้กิน ผิวพรรณของผู้นั้นย่อมเศร้าหมองไม่ผ่องใส กฎธรรมดาย่อมติเตียนเขา เขาถูกลงโทษโดยกฎธรรมดานั่นเอง แม้จะยังไม่มีบุคคลใดลงโทษ ผู้ที่กฎธรรมดาลงโทษแล้ว ย่อมได้รับโทษอันสาหัสเฉียบขาดกว่าบุคคลลงโทษเสียอีก
กฎที่บุคคลตั้งขึ้นเพื่อให้รางวัลหรือลงโทษยังพอผ่อนผันอนุโลมกันได้บ้างเป็นครั้งคราว แต่กฎที่ธรรมดา ธรรมชาติตั้งขึ้นหรือเป็นไปตามกฎธรรมดานั้น ย่อมเป็นการให้รางวัลและลงโทษอย่างเฉียบขาด แน่นอนยุติธรรมเสมอ
กฎแห่งกรรมตามหลักพระพุทธศาสนาก็คือ กฎธรรมดานั่นเอง
ในเรื่องอาหารการกินก็มีกฎธรรมดาอยู่ คือถ้ากินแต่พอดี รู้จักกิน กินเป็น กินอาหารที่มีคุณค่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย ร่างกายก็จะเจริญเติบโตแข็งแรง มีสุขภาพดี มีความสุขทางกายพอสมควร นี่คือรางวัลที่กฎธรรมดามอบให้
แต่ถ้ากินไม่พอดีกินไม่เป็น กินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ หรือชอบกินสิ่งที่เป็นพิษเป็นภัยต่อร่างกาย เช่น ชอบเสพของมึนเมา เสพติด ก็จะทำให้ร่างกายทรุดโทรม ผิวพรรณไม่ผ่องใส สุขภาพไม่ดีไม่มีความสุขกาย นี่คือการลงโทษของกฎธรรมดา
ในเรื่องการเสพอารมณ์ของจิตก็เช่นเดียวกัน อารมณ์เป็นอาหารของจิต ถ้าจิตได้อารมณ์ดีอยู่เสมอ ๆ อารมณ์ที่ไม่เป็นพิษแก่จิตอารมณ์นั้นก็จะเข้าไปบำรุงจิตให้เจริญ สงบ สุข สุขภาพจิตดี
แต่ถ้าจิตได้อารมณ์ไม่ดีเป็นของแสลงแก่จิตหรือเป็นพิษแก่จิต ก็จะไปทำให้จิตทรุดโทรมเศร้าหมอง เร่าร้อน กระวนกระวาย สุขภาพจิตจะค่อย ๆ เสื่อมลงไปทีละน้อย ๆ ความเสื่อมสุขภาพจิตเป็นสิ่งน่ากลัว เพราะก่อทุกข์ก่อโทษทั้งแก่ตนและผู้อื่นสุดจะพรรณาได้โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 18:37:49 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : )
สลักธรรม 4![]()
ดูก่อนภราดา ข้อที่นกจักพรากกล่าวถึงอาหารอันได้มาโดยชอบธรรม ทำให้ผิวพรรณดี นอกจากนี้ยังกล่าวถึงเหตุแห่งผิวพรรณดีอีก ๓ ประการคือ ความอบอุ่น ความคิด และกิจการที่ทำนั้น เป็นเรื่องน่าสนใจมากทีเดียว แม้แต่นกก็ยังรู้จักกล่าวคำอันเป็นสุภาษิตให้น่าคิดน่าศึกษา คนที่พูดพล่อย ๆ อยู่เสมอหาสาระอะไรไม่ได้จะไม่ละอายนกบ้างหรือ
ในหมู่มนุษย์ ผู้ตั้งอยู่ในศีลในธรรม ย่อมแสวงหาทรัพย์สินแต่โดยทางสุจริต จะได้มากหรือน้อยก็ตาม แต่ต้องได้มาโดยสุจริต บุคคลเช่นนั้นย่อมมีหน้าตาเอิบอิ่มผ่องใส ไม่ต้องหวาดระแวงว่าใครจะโจทก์ท้วง ฟ้องร้องหรือจับได้ ว่าตนได้ทรัพย์มาโดยทางมิชอบ จะนั่งนอน กินดื่ม หรือใช้สอยทรัพย์สินเหล่านั้นก็ไม่แสลงใจเป็น "ทรัพย์เย็น" ทำให้ตนและครอบครัว หรือบริวารชนอยู่เย็นเป็นสุขไม่ต้อง "อยู่ร้อน นอนทุกข์" เพราะไปละโมภเอา "ทรัพย์ร้อน" มา
การได้ กัลยาณมิตร มีส่วนสำคัญอยู่มิใช่น้อยในการคำรงอยู่ในกุศลจิต ถ้าได้บาปมิตรก็มักจะประคองตนอยู่ในสุจริตไม่ได้ บาปมิตรจะชักจูงไปทางอกุศลและบาปเสียร่ำไป เพราะฉะนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า
"ภิกษุทั้งหลาย สำหรับภิกษุผู้เป็นเสขะ (ยังต้องศึกษาเพื่อบรรลุมรรคผล) ผู้ปรารถนาธรรมอันเกษมจากโยคะอันประเสริฐ เมื่อกล่าวจึงปัจจัยภายนอกแล้ว เรามองไม่เห็นสิ่งอื่นที่จะมีประโยชน์มากเท่าความมีกัลยาณมิตรเลย ภิกษุทั้งหลาย ผู้มีกัลยาณมิตรย่อมละอกุศลเจริญกุศลได้
"ภิกษุทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยอยู่ ย่อมมีแสงอรุณขึ้นมาก่อนเป็นบุพนิมิต ฉันใด ความมีกัลยาณมิตรก็เป็นตัวนำ เป็นบุพนิมิตแห่งการเกิดขึ้นแห่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ แก่ภิกษุฉันนั้น ภิกษุผู้มีกัลยาณมิตรพึงหวังได้ซึ่งสิ่งนี้คือจักเจริญจักทำให้มากซึ่งอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘"โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 18:45:45 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : )
สลักธรรม 5![]()
นอกจากนี้ ยังตรัสแก่พระอานนท์อีกว่า..."อานนท์ ความมีกัลยาณมิตรเท่ากับเป็นพรหมจรรย์ทั้งหมดทีเดียว"
ดูก่อนภราดา พระพุทธภาษิตทำนองนี้มีอยู่เป็นอันมากนำมากล่าวเพียงเล็กน้อยพอเป็นอุทธาหรณ์
"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภิกษุผู้นั่งฟังอยู่นานแล้วถามขึ้น "ข้าพเจ้ายังไม่ค่อยแจ่มแจ้งต่อพระพุทธดำรัสที่ตรัสแก่พระอานนท์ว่า "ความมีกัลยาณมิตรเป็นพรหมจรรย์ทั้งหมด" ขอได้โปรดชี้แจงให้พิสดารอีกสักหน่อย"
"จะเป็นไรไป ภราดา ข้าพเจ้าจะขยายความข้อนี้ให้แจ่มแจ้งเท่าที่สติปัญญาของข้าพเจ้ามี"
คราวหนึ่ง พระอานนท์ออกจากที่หลีกเร้นในเวลาเย็นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าและกราบทูลว่า ท่านคิดว่า ความมีกัลยาณมิตรเป็นครึ่งหนึ่งของพรหมจรรย์ พระศาสดาตรัสว่า ความมีกัลยาณมิตรเป็นพรหมจรรย์ทั้งหมดทีเดียว
ดูก่อนภราดา พรหมจรรย์ คือ ระบอบการครองชีวิตอันประเสริฐที่ทุกข์เข้าถึงได้โดยยากหรือเข้าไม่ถึงเลย นั่นคือการดำเนินชีวิตตามหลักศีล สมาธิ ปัญญา หรือ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ นั่นเอง
ความมีกัลยาณมิตรเป็นบุพนิมิตแห่งการเกิดขึ้นของอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา เพราะฉะนั้นความมีกัลยาณมิตรจึงชื่อว่าเป็นพรหมจรรย์ทั้งหมด
นอกจากนี้ พระพุทธองค์ยังขยายความไว้ด้วยว่า "อาศัยเราเป็นกัลยาณมิตร สัตว์ผู้มีความเกิด แก่ เจ็บ ตาย... เป็นธรรมดา ย่อมพ้นจากเกิด แก่ เจ็บ ตาย และทุกข์โทมนัสต่าง ๆ "
ดูก่อนภราดา ผู้มีกัลยาณมิตรย่อมหวังได้ซึ่งคุณธรรมต่าง ๆ มากมายเช่น จักเป็นผู้มีศีลดีมีธรรมงาม จักได้สดับตรับฟังสิ่งที่ควรได้ยินได้ฟัง อันเป็นไปเพื่อขัดเกลาอุปนิสัยใจคอ และขัดเกลากิเลสจักเป็นผู้มีความพากเพียรพยายามไม่ย่อท้อถอยหลัง มีความบากบั่นมั่นคงไม่ทอดธุระในกุศลธรรม จักเป็นผู้มีปัญญา หยั่งรู้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริงโดย เทพธรรม..นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 18:54:38 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : )
สลักธรรม 6![]()
ท่านผุ้บำเพ็ญตบะ พระศาสดาเคยเล่าให้ภิกษุรูปหนึ่งฟังว่าในอดีตกาล มีดาบสหนุ่มท่านหนึ่งถูกหญิงสาวล่อลวงให้ลุ่มหลงในนางแล้ว ต้องการให้ดาบสไปอยู่ในหมู่มนุษย์ จึงเกลี้ยกล่อมว่า การรักษาศีล บำเพ็ญพรตอยู่ในป่าจะมีผลมากได้อย่างไร เพราะเป็นที่ซึ่งไม่มีสิ่งยั่วยวนคือ กามคุณ ๕ มีรูป เสียง กลิ่น รส เป็นต้นอันน่าใคร่น่าปรารถนา น่าพอใจ การรักษาคือบำเพ็ญพรตให้มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ต้องบำเพ็ญในหมู่มนุษย์ซึ่งเกลื่อนกล่นอยู่ด้วยกามคุณ เพื่อจักได้ทดสอบกำลังใจว่ามี่เพียงใด
ดาบสหนุ่มเชื่อคำของนาง ต้องการไปอยู่ในชุมนุมชน แต่ต้องการลาดาบสผู้เป็นบิดาก่อน ตอนนี้ท่านไปป่ายังไม่กลับ ฝ่ายหญิงสาวคิดว่า ถ้าดาบสผู้เป็นบิดามาเห็นนางเข้า อาจจะดุด่า ทุบตีนางได้ จึงบอกดาบสหนุ่มว่าจะล่วงหน้าไปก่อนให้ดาบสหนุ่มตามไปทีหลัง นางจะทำเครื่องหมายไว้ในหนทางเป็นระยะไป
เมื่อนางจากไปแล้ว ดาบสหนุ่มก็มิเป็นอันทำกิจอื่นเช่นผ่าฟืนหรือตั้งน้ำฉันน้ำใช้ไว้ให้บิดาอย่างที่เคยทำ เอาแต่นั่งซึมเซา รัญจวนถึงนางอยู่อย่างเดียว ดาบสชรามาเห็นอาการของบุตรเช่นนั้น ก็พอเดาเหตุการณ์ได้ด้วยประสบการณ์ จึงถามขึ้นว่า ทำไมจึงมีอาการเช่นนั้น ดาบสหนุ่มจึงเล่าให้บิดาฟังถึงคำพูดของสหายที่ชักชวนให้อยู่ในถิ่นมนุษย์ และตนตั้งใจจะไปด้วย แต่อยากจะทราบเรื่องการคบคน ได้ถามท่านบิดาว่า
"เมื่อลูกออกจากป่าไปอยู่ในถิ่นมนุษย์ ลูกควรคบคนที่มีศีลเช่นไร"
ผู้เป็นบิดาตอบว่า..."ลูกเอย จงจำคำของพ่อไว้ ผู้ใดคุ้นเคยกับเจ้า อดทนต่อความสนิทสนมคุ้นเคยของเจ้า ฟังด้วยดีซึ่งถ้อยคำของเจ้า คือตั้งใจฟังเมื่อเจ้าพูด และอดทนต่อคำล่วงเกินของเจ้าได้ เจ้าจงคบคนเช่นนั้น
"อนึ่ง ผู้ใดไม่ทำชั่วด้วยกาย วาจา ใจ เจ้าจากที่นี้ไปแล้ว จงอย่าคบท่านผู้เช่นนั้น ตั้งตนไว้เหมือนบุตรที่เกิดจากท่านเองทีเดียว ผู้ใดประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรม แม้เมื่อประพฤติอยู่เช่นนั้น ก็ไม่ยกตนว่าเป็นผู้ประพฤติบริสุทธิ์ เป็นผู้มีปัญญา เจ้าจงคบท่านผู้เช่นนั้น
"เจ้าอย่าคบคนที่มีจิตใจกลับกลอกไม่ยั่งยืน ดุจผ้าที่ย้อมด้วยขมิ้น แม้ชมพูทวีปนี้จะไร้มนุษย์เหลือเขาอยู่เพียงผู้เดียว เจ้าก็อย่าคบเขา จงเว้นคนเช่นนั้นให้ห่างไกล ดุจบุคคลเว้นอสรพิษที่ดุร้ายเว้นทางที่เปื้อนด้วยคูถ หรือเหมือนผู้เดินทางด้วยยานเว้นทางขรุขระเสียฉะนั้น
ลูกเอย ความพินาศย่อมมีแก่ผู้คบคนพาล การคบคนพาลเหมือนการอยู่ร่วมกับข้าศึก เจ้าจงเว้นคนพาลเสีย การคบคนพาลให้ทุกข์เป็นนิตย์ทีเดียว ลูกเอย พ่อขอร้องจ้า เจ้าจากที่นี้ไปแล้วจงทำตามคำของพ่อ"โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 19:03:00 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : )
สลักธรรม 7![]()
เมื่อดาบสผู้เป็นบิดาพูดจบ ดาบสหนุ่มนิ่งอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าว
"ข้าแต่ท่านบิดาในถิ่นมนุษย์บุคคลผู้มีคุณสมบัติหรือคุณธรรมอย่างที่ท่านบิดาว่ามานั้นจักมีที่ไหนเล่า ผู้เป็นบัณฑิตเช่นท่านบิดาจะหาได้จากที่ใดเล่า ลูกคิดว่า ลูกจะไม่ไปละ ลูกจะอยู่กับบิดาที่นี่"
ดาบสชรารู้สึกพอใจในคำของลูก บอกกสิณบริกรรมคือการบริกรรมกสิณให้ยิ่งขึ้นไป ต่อมาไม่นานนักดาบสหนุ่มก็ได้อภิญญาและสมาบัติเช่นเดียวกับท่านบิดา สิ้นชีพแล้วบังเกิดในพรหมโลก
เมื่อพระศาสดาตรัสเล่าเรื่องนี้จบลง ภิกษุนั้นได้บรรลุโสดาปัตติผล
ภราดา การได้กัลยาณมิตรเป็นลาภอันประเสริฐของชีวิต แม้จะอยู่ในห้วงแห่งอันตรายก็สามารถพ้นจากอันตรายได้ดังเรื่องต่อไปนี้
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่เชตวันวิหาร นครสาวัตถี มีพราหมณ์คนหนึ่งฟังธรรมของพระตถาคตแล้วมีจิตเลื่อมใส จึงเข้าไปนิมนต์พระศาสดาพร้อมด้วยพระสงฆ์สาวกเพื่อเสวยและฉันในวันรุ่งขึ้น ให้ทำมณฑปที่ประตูเรือนของตน ประดับตกแต่งอย่างดี
วันรุ่งขึ้น เมื่อได้เวลาแล้ว เขาให้คนไปอาราธนาพระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ พระพุทธองค์เสด็จไปยังเรือนของเขา
อุบาสกผู้นั้น พร้อมด้วยบุตรภรรยาและบริวารชนถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ติดต่อกันเป็นเวลา ๗ วัน ในวันที่ ๗ ได้ถวายบริขารทุกอย่าง ได้จัดทำรองเท้าถวายเป็นพิเศษด้วย ถวายทั้งพระศาสดาอัครสาวกและภิกษุทั่วไป พระศาสดาทรงอนุโมทนา เมื่อเสวยเสร็จแล้วและรับไทยธรรมแล้วว่า
"ดูก่อนอุบาสก ท่านได้ถวายอาหารและบริขารทุกอย่างแก่ภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ทานของท่านโอฬารยิ่ง ท่านจงชื่นชมเถิด ทานของท่านมีผลมากมีอานิสงส์มาก
เมื่อก่อนพระพุทธเจ้ายังไม่เกิด มีบุคคลผู้หนึ่งได้ถวายรองเท้าคู่หนึ่ง แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเมื่อเดินทางโดยเรือ เรือแตกในมหาสมุทรซึ่งหาที่พึ่งมิได้ เขายังได้ที่พึ่งเพราะอานิสงส์ที่ถวายรองเท้า ท่านเองได้ถวายบริขารทุกอย่างแก่ภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ทำไมจักไม่เป็นที่ถึงแก่ท่านเล่า" ดังนี้แล้วทรงเล่าเรื่องในอดีตให้อุบาสกผู้นั้นฟังดังต่อไปนี้
ในอดีตกาล เมืองพาราณสีชื่อโมลินี มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อสังขะมั่งคั่งด้วยทรัพย์สิน ข้าวเปลือก วัว ควายมากมาย ให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง (เป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปในการบริจาค) คือที่ประตูเมืองทั้ง ๔ ด้าน ที่กลางเมืองและที่ประตูเรือนของตน สละทรัพย์จำนวนมากบริจาคทานเป็นการใหญ่แก่คนกำพร้าคนเข็ญใจและคนเดินทางเป็นต้นทุกวัน โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 19:08:25 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : )
สลักธรรม 8![]()
วันหนึ่ง เขาคิดว่า ถ้าทรัพย์ของเราหมดสิ้นแล้วก็จะไม่สามารถบริจาคทานได้ แต่ชีวิตของเรามิอาจอยู่ได้โดยการไม่ให้ทาน เพราะฉะนั้น เมื่อทรัพย์ยังไม่ทันหมดนั่นเทียว เราจะไปค้าขายทางสุวรรณภูมิ นำทรัพย์อันเป็นผลกำไรมาแล้วบริจาคทานต่อไป แล้วต่อเรือ บรรทุกสินค้าจนเต็ม
เขาเรียกบุตรและภรรยามาสั่งว่า ให้บริจาคทานทุกวันอย่าให้ขาดอย่างที่เขาเคยบำเพ็ญมา เขาแวดล้อมด้วยทาสและกรรมกร กั้นร่มสวมรองเท้าเดินไปยังท่าเรือในเวลาเที่ยงวัน
ขณะนั้น ที่ภูเขาคันธมาทน์ มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งนั่งพิจารณาบุคคลที่ท่านควรช่วยเหลืออยู่ ได้เห็นสังขพราหมณ์ด้วยทิพจักษุ ท่านได้ทราบด้วยญาณว่าสังขพราหมณ์กำลังเดินทางไปค้าขายเพื่อนำทรัพย์มาทำบุญให้ทาน แต่เรือจะแตกในมหาสมุทร เราะจะต้องช่วยสังขพราหมณ์ให้พ้นภัย เพราะเขาเป็นคนดีมีศีลธรรม
พระปัจเจกพุทธเจ้าเหาะจากภูเขาคันธมาทน์มาลง ณ ที่ไม่ไกลจากพราหมณ์นั้นนัก แล้วเดินด้วยเท้าเปล่าย่ำทรายอันร้อนระอุมาในเวลาเที่ยงวัน
สังขพราหมณ์ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเดินสวนทางมามีจิตเลื่อมใส เกิดความยินดีว่า บุญญเขตของเรามาถึงแล้ว วันนี้เราจะหว่านพืชคือทานลงในเนื้อนาบุญอันนี้ เขาจึง รีบเข้าไปนมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้าและกล่าวว่า
"พระคุณเจ้าได้โปรดแวะพักที่ใต้ร่มไม้สักหน่อยเถิด"
เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าแวะใต้ร่มไม้แล้ว เขาได้พูนทรายขึ้นเอาผ้าห่มปูลาดลง ขอให้พระปัจเจกพุทธเจ้านั่ง ล้างเท้าด้วยน้ำหอมทาเท้าด้วยน้ำมันหอม ถอดรองเท้าที่ตนใส่ออกแล้วเช็ดให้สะอาดด้วยน้ำมันหอม แล้วสวมเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้า ถวายร่มพร้อมกล่าวว่า "ขอพระคุณเจ้าได้โปรดใช้รองเท้าและร่มนี้เถิด"
พระปัจเจกพุทธเจ้าต้องการอนุเคราะห์สังขพราหมณ์ จึงรับร่มและรองเท้าแล้วอนุโมทนา และเพื่อให้ความเลื่อมใสของสังขพราหมณ์เจริญยิ่งขึ้น ท่านจึงเหาะไปยังภูเขาคันมาทน์ขณะที่สังขพราหมณ์แลดูอยู่นั่นเอง
พราหมณ์ได้เห็นดังนี้มีความเลื่อมใสยิ่งขึ้น มีปีติซาบซ่านเอิบอิ่มใจ เดินไปท่าเรือ เรือแล่นไปในมหาสมุทรโดยสะดวกเรียบร้อยเป็นเวลา ๖ วัน พอถึงวันที่ ๗ ท้องเรือทะลุ น้ำเข้ามาก ไม่มีใครสามารถวิดให้แห้งได้ เรือจม คนทั้งหลายกลัวมรณภัย ต่างก็ร้องเสียงระงมและนมัสการเทวดาที่ตนนับถือโดย เทพธรรม..นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 19:14:50 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : )
สลักธรรม 9![]()
ส่วนสังขพราหมณ์โพธิสัตว์กับคนรับใช้คนหนึ่ง ทาตัวด้วยน้ำมัน เคี้ยวน้ำตาลกรวดกับเนยใสพอแก่ความต้องการ แล้วขึ้นบนยอดเสากระโดงเรือ กำหนดทิศทางที่ตั้งเมืองของตนแล้วกระโดดห่างออกไปจากเรือเป็นอันมาก เพื่อหลีกอันตรายจากปลาร้าย ลูกเรือพากันสิ้นชีวิตเป็นอันมาก
สังขพราหมณ์และคนรับใช้พยายามว่ายอยู่ในมหาสมุทรถึง ๗ วัน วันที่ ๗ เป็นวันอุโบสถ พระโพธิสัตว์บ้วนปากด้วยน้ำเค็มนั่นเองแล้วอธิษฐานใจรักษาอุโบสถ
เทพธิดาผู้รักษามหาสมุทรผู้หนึ่ง ได้รับคำสั่งจากเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่ให้ดูแลช่วยเหลือผู้ที่มีศีลมีธรรมซึ่งตกทุกข์เพราะเรือแตกในมหาสมุทร เธอมัวเพลิดเพลินอยู่กับเรื่องอื่นลืมตรวจดูมหาสมุทรเสียตั้ง ๗ วัน นึกได้เอาวันที่ ๗ จึงรีบตรวจดู เห็นสังขารพราหมณ์แล้วเกิดความกรุณาว่ามหาบุรุษผู้นี้ตกทุกข์อยู่ถึง ๗ วันแล้ว ถ้าเขาเป็นอันตรายถึงชีวิต เราถูกติเตียนจากเทพผู้มีศักดิ์ใหญ่เป็นแน่แท้
นางจึงจัดถาดใบหนึ่งให้เต็มด้วยโภชนะอันเป็นทิพย์มีรสเลิศต่าง ๆ นำไปในที่ซึ่งสังขพราหม์กำลังว่ายน้ำอยู่โดยเร็ว ยืนอยู่ในอากาศเบื้องหน้าของสังขพราหมณ์พร้อมกับบอกว่า "พราหมณ์" ท่านอดอาหารมา ๗ วันแล้ว นี่คืออาหารอันมีรสเลิศ ท่านจงบริโภคเถิด"
สังขพราหมณ์มองดูเทพธิดาแล้ว กล่าวขอบคุณแต่มิได้รับอาหาร บอกว่า วันนี้รับอุโบสถไม่บริโภคอาหารในเวลาเย็น ขอให้ท่านนำโภชนะของท่านกลับไปเถิด
คนรับใช้ของสังขพราหมณ์ไม่เห็นเทพธิดา ได้ยินแต่เสียงนายของตนพูด จึงคิดว่า พราหมณ์ผู้เป็นนายของเรานี้เป็นสุขุมาลชาติมาอดอาหารถึง ๗ วัน คงจะเพ้อเพราะกลัวตาย เราควรจะปลอบท่านและให้ท่านระลึกถึงความดีของท่านเอง จึงกล่าวว่า
"ท่านเป็นพหูสูตร เคยได้สดับธรรม ท่านได้เห็นได้คบสมณพราหมณ์ผู้สงบมาก็มาก เหตุไรจึงพร่ำเพ้อในขณะอันไม่สมควร นอกจากข้าพเจ้าแล้วยังมีใครอื่นอีกเล่าที่ท่านเจรจาด้วย"
พราหมณ์คิดว่า ชะรอยคนรับใช้ของเราจะไม่เห็นเทพธิดาเป็นแน่จึงกล่าวเช่นนี้ เราจะให้เขาเข้าใจแจ่มแจ้งจึงกล่าวว่า...โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 19:19:12 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : )
สลักธรรม 10![]()
"สหาย เรามิได้กลัวตาย แต่นางฟ้าหน้างามสวยเลิศประดับด้วยเครื่องประดับทอง ยกถาดทองเต็มด้วยอาหารมาให้เรา ร้องเรียกให้เราบริโภคแต่เราปฏิเสธเพราะรับอุโบสถศีล เรามิได้เพ้อดอก"
คนรับใช้กล่าวกับสังขพราหมณ์ว่า "ธรรมดาบุคคลผู้ปรารถนาสุขได้เห็นบุคคลผู้เช่นนี้แล้ว ควรถามให้รู้แน่ว่าเขาเป็นใคร"
สังขพราหมณ์เห็นด้วยกับข้อเสนอของคนรับใช้ จึงเอ่ยถามเทพธิดาว่า "นางเป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์ และมาช่วยเหลือข้าพเจ้าเพราะอะไร ด้วยบุญอะไรของข้าพเจ้าจึงดลบันดาลให้ท่านมาช่วยเหลือข้าพเจ้าเช่นนี้"
เทพธิดาจึงบอกว่า "นี่เป็นอานิสงส์แห่งการถวายร่มและรองเท้าแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ท่านได้ทำแล้วก่อนลงเรือ บุญกุศลอันนั้นได้มาอำนวยผลอย่างรวดเร็วในวันนี้ทีเดียว ถ้าท่านปรารถนาสิ่งใดเราจะบันดาลให้เกิดขึ้นแก่ท่าน เพราะอานิสงส์แห่งทานอันประเสริฐของท่านนั้น
สังขพราหมณ์มีจิตยินดีอย่างยิ่งที่ทานซึ่งให้แล้วด้วยจิตเลื่อมใสแก่ทักขิไณยบุคคล มาให้ผลอย่างรวดเร็วภายใน ๗ วันทีเดียว จึงกล่าวขึ้นว่า...
"ขอเรือที่ต่อด้วยแผ่นกระดานไม่รั่ว มีใบซึ่งจะแล่นไปสู่เมืองโมลินี จงบังเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า ขอให้ข้าพเจ้าสามารถถึงเมืองโมลินีในวันนี้เถิด"
เทพธิดาดีใจเป็นนักหนาที่พราหมณ์ขอเรือ จึงเนรมิตเรือลำหนึ่งยาวและใหญ่มาก ลึกถึง ๒๐ วา มีเสากระโดง ๓ เสาแล้วด้วยแก้วอินทนิล มีสายระโยงระยางแล้วด้วยทอง ฯลฯ เทพธิดาเอารัตนะ ๗ ประการ บรรทุกให้เต็มเรือแล้วอุ้มพราหมณ์ขึ้นบนเรือ แต่มิได้เหลียวดูคนรับใช้เลย
พราหมณ์ถามว่า เหตุไรจึงไม่ช่วยคนใช้ด้วยเทพธิดาตอบว่า เขาไม่มีบุญพอที่จะขึ้นเรือลำนี้ได้ พราหมณ์จึงแบ่งส่วนบุญที่ทำแล้วให้เขา เทพธิดาจึงช่วยคนรับใช้ให้ขึ้นเรือเช่นเดียวกัน นำเรือไปสู่นครโมลินีโดย เทพธรรม..นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 19:23:57 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |