มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความหลัง (๕)




ความหลัง
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ




ตอนที่ผ่านมา

๕. กัลยาณมิตร

ภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้เหลาะแหละโลเลและโลภในปัจจัย ๔ ละทิ้งวัตรปฏิบัติที่จะพึงมีต่ออุปัชฌายะ อาจารย์ของตน เข้าไปในนครสาวัตถีแต่เช้า แม้จะได้ดื่มข้าวยาคู (ข้าวต้ม) ที่มีกับหลายอย่างแล้ว ฉันข้าวสาลี ข้าวสุกและเนื้อซึ่งมีรสเลิศต่าง ๆ ที่เรือนของนางวิสาขาแล้ว ก็ยังหาพอใจไม่ ยังไปเรือนของท่านจุลลอนาถปิณฑิกะ มหาอนาถปิณฑิกะและพระเจ้าปเสนทิโกศลอีก ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอ กินมาก นอนมาก เที่ยวมาก ปากกล้า

วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายในเชตวันวิหาร สนทนากันถึงเรื่องของภิกษุรูปนั้น ณ ธรรมสภา พระศาสดาเสด็จมาทรงทราบเรื่องที่ภิกษุทั้งหลายกำลังสนทนากันอยู่แล้ว ตรัสว่าแม้ในกาลก่อนภิกษุรูปนี้ก็เคยเหลาะแหละมาแล้ว เป็นผู้โลภในปัจจัย มีอาหารเป็นต้นมาแล้วเช่นกัน ทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่าดังนี้

ในอดีตกาล กาตัวหนึ่งเที่ยวกินซากศพ มีศพช้างเป็นต้น ไม่อิ่มไม่พอใจด้วยศพเหล่านั้น จึงไปเที่ยวกินปลาที่แม่น้ำคงคาอยู่ ๒-๓ วัน แล้วบินไปหิมวันตประเทศ กินผลไม้น้อยใหญ่นานาชนิด ไปยังสระบัวใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีปลาและเต่ามาก เห็นนกจักพราก (จักกวากะ) ๒ ตัว มีสีสวยดังทอง กำลังกินสาหร่ายอยู่ในสระ กาคิดว่า นกจักพราก ๒ ตัวนี้สีสวยเหลือเกิน มันคงต้องกินอาหารที่ดี ประณีต ใคร่รู้ถึงอาหารของนกจักพรากเพื่อจะได้กินอย่างเขาบ้าง จึงถามขึ้นว่า...

"สีของท่านดูงามเหมือนผ้าย้อมด้วยน้ำฝาด (สีเหลืองหม่น) ดูท่าทางท่านทั้งสองร่าเริงยิ่งนัก ข้าพเจ้าอยากทราบว่า นกทั้งหลายสรรเสริญนกอะไรว่ารูปงามนัก"

นกจักพรากตอบว่า..

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 18:19:42 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11



สังขพราหมณ์ได้ใช้ทรัพย์สินซึ่งได้มาด้วยบุญเหล่านั้นบริโภคใช้สอย และทำทานตามอัธยาศัยของตนจนตลอดชีวิต ทรัพย์นั้นก็มิได้หมดสิ้นไป ครั้นสิ้นชีพแล้วสังขพราหมณ์และบริวารก็ไปเกิดเป็นเทวดาในเทพยนคร ด้วยประการฉะนี้

ดูก่อนภราดา สังขพราหมณ์ได้กัลยาณมิตร คือพระปัจเจกพุทธเจ้า ส่วนคนรับใช้ได้สังขพราหมณ์เป็นกัลยาณมิตร จึงพ้นจากทุกข์ ประสบสุขอันไพบูลย์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ดูก่อนภราดา การทำบุญกุศลจะให้ผลเร็ว ให้มีผลดี มีอานิสงส์มาก ถ้าทานนั้นประกอบด้วยสัมปทา (ความพร้อม) ๔ ประการ คือ

๑. วัตถุสัมปทา ถึงพร้อมด้วยวัตถุ หมายถึงบุคคลผู้จะรับทานเป็นผู้มีศีลดี มีธรรมงามอย่างสูง หมายถึงทักขิไณยบุคคลที่เป็นพระอรหันต์ หรือพระอนาคามี พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๒. ปัจจัยสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัจจัย คือสิ่งที่ได้มานั้น ได้มาโดยชอบธรรม โดยบริสุทธิ์ ไม่ได้คดโกงฉ้อฉลมา

๓. เจตนาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยเจตนา คือมีเจตนาดีเต็มใจให้ ให้ด้วยศรัทธา มีใจโสมนัสประกอบด้วยปัญญาครบทั้ง ๓ กาล คือ ก่อนให้ กำลังให้และให้แล้ว

๔. คุณาติเรกสัมปทา ถึงพร้อมด้วยคุณพิเศษของท่านผู้รับหมายถึงท่านผู้รับทานออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ ๆ

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 19:27:50 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : )


  สลักธรรม 12



"ท่านผู้เจริญ ขอท่านได้โปรดกล่าวโดยย่อ ซึ่งนิโรธสมาบัติและการเข้านิโรธสมาบัติ" ภิกษุผู้ฟังถามขึ้นเพื่อความรู้ยิ่งขึ้นไป

ดูก่อนผู้บำเพ็ญพรต นิโรธสมาบัติคือการเข้านิโรธเรียกเต็มว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ หมายถึง ดับสัญญาและเวทนา

ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธย่อมไม่มีความรู้สึกใด ๆ เลย ไม่หายใจ เป็นเหมือนคนตาย เป็นการเข้าไปพักผ่อนของพระอริยบุคคล ตั้งแต่พระอนาคามีขึ้นไป และต้องเป็นพระอนาคามี หรือพระอรหันต์ที่ได้ฌานอย่างน้อยฌาน ๔ ด้วย

สำหรับปุถุชน พระโสดาบัน พระสกทาคามี แม้ได้ฌาน ๔ หรือฌาน ๘ ก็ไม่อาจเข้านิโรธสมาบัติได้ ท่านว่ากำลังสมาธิไม่เพียงพอเพราะยังละกามราคะไม่ได้ พระอริยบุคคลที่เข้านิโรธสมาบัตินั้นท่านเข้า ๗ วันบ้าง ๑๕ วันบ้าง ระหว่างนั้น ร่างกายไม่ได้อาหารอะไรเลย เมื่อออกจากสมาบัติแล้วจึงหิวมาก ใครถวายอาหารแก่ท่านจะได้รับอานิสงส์มากในวันนั้น

พระสาวกผู้มีความกรุณาเช่นพระมหากัสสปะเและพระสารีบุตร เมื่อออกจากนิโรธสมาบัติ จึงมักพิจารณาคนที่ท่านไปโปรดในวันนั้น เลือกที่เป็นคนดีแต่ยังลำบากยากจนอยู่

พระศาสดา ทรงเล่าเรื่องสังขพราหมณ์ในอดีตให้อุบาสกผู้นั้นฟัง เมื่อจบเรื่องสังขพราหมณ์ อุบาสกผู้นั้นได้บรรลุโสดาปัตติผล อันถือเป็นลาภอันใหญ่หลวงของชีวิต

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 19:33:39 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : )


  สลักธรรม 13



ดูก่อนภราดา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้มิใช่หรือว่า

"โสดาปัตติผลประเสริฐกว่าความเป็นเอกราชในแผ่นดิน ประเสริฐกว่าการได้ไปสวรรค์ หรือความเป็นใหญ่ในโลกนี้ทั้งปวง"

เหตุผลในพระพุทธพจน์นี้ก็คือ ผู้เป็นโสดาบันแล้วเป็นผู้เข้าสู่กระแสแห่งพระนิพพานแล้ว เป็นผู้มั่นคงแน่นอนไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา คือสภาพชีวิตจะไม่เลวลงไปกว่าสภาพมนุษย์ เป็นผู้จะต้องได้บรรลุธรรมสูงสุด เป็นพระอรหันต์แน่นอนอย่างเร็วอีกชาติเดียวและอย่างช้าเพียง ๗ ชาติเท่านั้น เป็นผู้มีคุณธรรมไม่กลับกลอก

ส่วนปุถุชนคนธรรมดานั้นมีคติไม่แน่นอน บางชาติเกิดในสวรรค์เป็นเทวดา บางชาติเป็นมนุษย์ เป็นพระราชา เศรษฐี หรือจักรพรรดิ แต่บางชาติอาจไปเกิดในนรกหรือเปรต อสูรกาย และสัตว์ดิรัจฉานได้ สุดแล้วแต่กรรมจะส่งผลในชาตินั้น ๆ

อนึ่ง การเกิดเป็นเทวดา หรือมนุษย์ที่มั่งคั่งร่ำรวย หรือมีอำนาจวาสนาใหญ่โตจะไม่มีทุกข์ก็หาไม่ ที่แท้อาจมีทุกข์มากกว่าคนธรรมดาสามัญเสียอีก ต้องมีภาระมาก ไม่มีเวลาสงบสำหรับตนเองเลย เป็นที่เกาะของผู้อื่นนุงนังไปหมด

อนึ่ง คนธรรมดาทั้งหลายมุ่งเอาทรัพย์ ยศ เกียรติ เป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต แต่บัณฑิตทั้งหลาย ทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคตมุ่งเอาคุณธรรมหรือคุณงามความดีอันสูงยิ่ง ๆ ขึ้นไปเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิต ถือเอาความสำเร็จในเรื่องคุณธรรมเป็นความสำเร็จในชีวิต ไม่ใช่ทรัพย์ ยศ หรือเกียรติอันเป็นสิ่งสมบัติชั่วคราว ดังเรื่องของท่านกัณหดาบส ที่พระศาสดาทรงเล่าไว้เป็นตัวอย่าง

โปรดติดตามตอนต่อไป



โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [19 พ.ย. 2551 , 19:37:27 น.] ( IP = 58.9.152.84 : : )


  สลักธรรม 14

อ่านวันนี้รู้สึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่พระพุทธองค์ได้ทรงบำเพ็ญบารมีมาอย่างยิ่งยวด เมื่อแสดงพระธรรมเทศนาครั้งใด ก็มีผู้สำเร็จมรรคผลนิพพานมากมาย ท่านจึงเป็นกัลยาณมิตรของเหล่าสัตวโลก

และเมื่อชีวิตยังต้องเวียนว่ายตายเกิด ก็ขอให้บุญกุศลจงคุ้มครองให้ข้าพเจ้ามีกัลยาณมิตรมีครูอาจารย์ที่จะเป็นแสงสว่างในการดำเนินชีวิตสู่หนทางอันประเสริฐ

กราบขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ ที่ได้นำมาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [19 พ.ย. 2551 , 22:57:19 น.] ( IP = 58.8.51.187 : : )


  สลักธรรม 15


กฏธรรมดาของโลก ก็คือ กฏแห่งกรรม นั่นเอง ใครเล่าจะหลีกหนีพ้น

ได้เห็นอันตรายของสัตว์ทั้งหลายที่ตกอยู่ในความประมาท แม้ตนเองอยู่ใกล้ชิดกับกัลยาณมิตรที่คอยพร่ำสอนอยู่ ก็หารู้ไม่ จึงไม่นำพาเอาคำสอนนั้นไปคิดไปปรับปรุงตน แต่กลับเที่ยวเสาะแสวงหาในที่อื่นอีก

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทพธรรมมากค่ะที่นำความหลังที่ทรงคุณค่ายิ่งมาให้ได้อ่าน วิเคราะห์ และนำไปใช้ปรับปรุงตนได้เป็นอย่างดี

กราบอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [20 พ.ย. 2551 , 09:50:49 น.] ( IP = 124.121.176.121 : : )


  สลักธรรม 16

วันนี้ได้อ่านบุพกรรมของบุคคลตั้งหลายเรื่องและเกี่ยวเนื่องมาถึงการมีกัลยาณมิตรเป็นที่พึ่งด้วย ..รู้สึกสนุกและสุขใจเหมือนได้อยู่ร่วมฟังพระเทศนา จะต่างกันก็เพียงแต่ว่า ยังไม่มีดวงตาเห็นธรรมอะไรเลยแม้จะได้ฟังเรื่องเดียวกับท่านที่บรรลุมรรคผลเหล่านั้น ทำให้ย้อนนึกถึงหนังสือที่อ่านเมื่อคืนก่อน ท่านแจกแจงถึงปัญญาของบุคคลที่เปรียบเหมือนบัวสี่เหล่าไว้อย่างชัดเจนเลย

กราบขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่าน

โดย น้องกิ๊ฟ [20 พ.ย. 2551 , 14:34:42 น.] ( IP = 125.27.175.36 : : )


  สลักธรรม 17

ได้อ่านเรื่องราวหลากหลายในอดีตที่นำมาเป็นอุทาหรณ์
ทำให้เห็นความสำคัญของการมีกัลยาณมิตร ซึ่งจะนำพาชีวิตให้ประสบกับความเจริญทั้งในทางโลกและทางธรรม

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทพธรรมที่นำมาให้อ่านค่ะ

โดย ธัญธร [30 พ.ย. 2551 , 13:24:22 น.] ( IP = 118.173.39.183 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org