มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


สมาธิ สุข หรือ ทุกข์ (๑๙)




สมาธิ
สุข หรือ ทุกข์ ?



ตอนที่ผ่านมา

อสุภกรรมฐาน

คำว่า อสุภะ แปลว่า ไม่งาม การเพ่งอสุภะเป็นกรรมฐานย่อมทำให้อุคคหนิมิต ปฏิภาคนิมิต อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิเกิดขึ้นได้เพียงปฐมฌานเท่านั้น อสุภะมีลักษณะอย่างเดียวคือ ความเป็นสิ่งปฏิกูล มี ๑๐ อย่างคือ

๑. อุทธุมาตกอสุภะ คือ ศพที่กำลังขึ้นพอง พองไปด้วยลมตายใหม่ ๆ ระหว่างวันหนึ่งถึงสองวัน

๒. วินิลกอสุภะ คือ ซากศพที่มีสีต่าง ๆ ที่ไหนมีเนื่อมากที่นั้นก็มีสีแดง ที่ไหนมีหนองมากที่นั้นก็มีสีขาว แต่ถ้าโดยทั่ว ๆ ไปแล้วจะมีสีเขียว นิลกะคือสีเขียว ซากศพที่มีสีเขียวเพ่งเป็นอารมณ์ได้

๓. วิปุพพกอสุภะ คือ ศพที่น้ำเหลืองไหลออกตามช่องทวารต่าง ๆ ระหว่าง ๕-๖ วัน เลยสีเขียวมาแล้ว เราเอามาเป็นเครื่องเพ่งได้

๔. วิฉิททกอสุภะ คือ ศพที่ถูกตัดเป็นสองท่อน เอาท่อนใดท่อนหนึ่งเพ่งก็ได้

๕. วิกขายิตกอสุภะ คือ ศพที่สัตว์กำลังกินอยู่ เช่น สุนัขธรรมดา สุนัขจิ้งจอก หรือสัตว์อื่น ๆ

๖. วิกขิตตกอสุภะ คือ ศพที่คนทิ้งเรียราด มืออยู่ข้างหนึ่ง เท้าอยู่ข้างหนึ่ง ศีรษะอยู่ข้างหนึ่ง มันขาดไปหมดแล้ว เอาอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเครื่องเพ่งได้

๗. หตวิกขิตตกอสุภะ คือ ศพที่ถูกศัตรูฟันเป็นริ้วรอยยับเยิน

๘. โลหิตกอสุภะ คือ ศพที่มีโลหิตไหลเปื้อนทั้งหมด เอามาเพ่งได้

๙. ปุฬุวกอสุภะ คือ ศพที่เต็มไปด้วยหนอน เอามาเพ่งได้

๑๐. อัฏฐิกอสุภะ คือ ศพที่เหลือแต่กระดูกกระจัดกระจาย เอากระดูกมาเพ่งได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 พ.ย. 2551 , 07:05:40 น.] ( IP = 58.9.142.87 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



การเจริญอสุภกรรมฐานมีรายละเอียดอยู่ไม่น้อย เช่น จะต้องรู้ว่าศพอยู่ที่ไหน ทิศใด ตายเมื่อใด เพราะถ้าตายใหม่ ๆ ก็ไม่ให้พิจารณา ด้วยว่าอาจจะเกิดราคะขึ้นมาได้

ก่อนไปก็ให้บอกเล่าเก้าสิบกับสหธรรมิกด้วยกันเพื่อเป็นหลักฐาน โดยจดจำทางและเครื่องหมายระหว่างทางให้แม่นยำ

ไปถึงก็ให้สังเกตศพว่าอยู่ตรงไหน ใกล้อะไรที่พอจะสังเกตได้ สมัยก่อนเขาทิ้งศพไว้ตามป่าข้า ท่านมักจะสอนไม่ให้ไปคนเดียว เพราะว่าบางทีอาจตกใจกลัวขึ้นมาก็ได้ หรือบางทีเดินป่าลัดป่าไปอาจหลงทางก็ได้ จะได้จำทางได้ แล้วก็ให้อยู่เหนือลมเพื่อว่าจะไม่ได้กลิ่นเวลาที่พิจารณาศพ และให้อยู่ตรงกลางศพ พิจารณากำหนดโดยสี ว่าศพนั้นเป็นคนขาวหรือดำ วัยแก่หรือหนุ่ม โดยสัณฐานรู้ว่าที่ศีรษะ ที่ท้อง ที่เท้า ตามตัวมีลักษณะอย่างไร

ท่านนักศึกษาทำไมถึงดูอย่างนี้ คนเรานั้นแม้ว่าจะตายเป็นศพไปแล้วก็ดี แต่เมื่อเวลาไปพิจารณาบางทีก็ไม่อาจทำได้ เพราะว่าใจของแต่ละคนมีกิเลส มีตัณหาแผงประทับอยู่อย่างแน่นหนา ด้วยเหตุนี้เมื่อเวลาเห็นศพแล้วก็อาจพิจารณาเห็นเป็นเนื้อเป็นหนัง เห็นเป็นคน มโนภาพก็เกิดขึ้น เห็นเป็นสวยงามไปก็ได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 พ.ย. 2551 , 07:08:56 น.] ( IP = 58.9.142.87 : : )


  สลักธรรม 2



ผมจะเล่าให้ท่านนักศึกษาฟังว่า มีวัดอยู่วัดหนึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำ มีศพลอยมาติดที่ศาลาท่าน้ำ เมื่อคนในวัดไปบอกสมภาร สมภารเป็นนักกรรมฐานก็พูดว่า เอาขึ้นไว้บนนี้เถอะ แล้วก็แจ้งแก่เจ้าหน้า

ที่นี่เป็นวัดบ้านนอก จังหวัดฉะเชิงเทรา ก็เอาศพนั้นขึ้นมาบนบกแล้วก็ระดมพระทั้งหมดในวัด ให้ไปพิจารณาศพ ความจริงการพิจารณานั้นก็เพื่อทำลายโลภะ เพราะคนเราชอบคิดแต่เรื่องที่เป็นโลภะ เดี๋ยวโลภะเรื่องกิน เดี๋ยวโลภะเรื่องเห็น เดี๋ยวโลภะเรื่องทางเพศ โลภะเกิดวันยังค่ำสารพัดอย่าง

เพราะฉะนั้นการไปพิจารณาศพเพื่อให้ปลงเสีย ให้เห็นว่าในที่สุดมีความปรารถนาอยากได้อารมณ์สารพัดอย่าง มันก็แค่นี้เอง ในที่สุดก็เหม็น แล้วก็ตายไป ไม่ได้อะไรขึ้นมา ไม่เห็นมีอะไรติดตัวมา ก็ได้แค่แก้ปัญหาไปชั่วคราว ๆ หนึ่ง ให้พิจารณาเพื่อให้เห็นว่าน่าเกลียดน่ากลัว ไม่น่ารัก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 พ.ย. 2551 , 07:11:47 น.] ( IP = 58.9.142.87 : : )


  สลักธรรม 3



พระองค์ที่ท่านไปพิจารณาสารภาพให้ผมฟังว่า ท่านเข้าไปพิจารณาเหมือนกับพระทั้งหลาย ทีแรกท่านบอกว่า ท่านก็พิจารณาดีอยู่ เพราะศพนั้นขึ้นแล้วลอยน้ำมา ศพนั้นเป็นผู้หญิงเสียด้วย อายุไม่เต็ม ๒๐

พระท่านพิจารณาไปพิจารณามา ก็ผ้าผ่อนไม่ปิดเต็มเท่าไร ตรงนั้นตรงนี้แหว่งเว้าไปมาก ๆ แม้ร่างกายจะอวบอูมมันก็ดูว่าอ้วนไปหน่อยแค่นั้นแหละ ท่านดูไปดูมาท่านก็บอกว่า จิตของเรามันไม่เห็นเป็นซากศพเสียแล้ว ใจมันคิดไปถึงเรื่องของผู้หญิงที่เป็น ๆ

ท่านบอกว่าต้องตั้งใจใหม่ต้องเปลี่ยนใหม่ แต่อย่างนั้นยังข่มแทบตาย มันคอยจะไถลคิดไปตามเรื่องของใจที่มีโลภะหนุนหลัง

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าอำนาจของความยินดีชอบใจมันคอยออกมา ทั้ง ๆ ที่ไปพิจาณาศพนั่นแหละและศพก็ขึ้นอีดด้วย ยังคิดเห็นเป็นคนเป็น ๆ เสียอีกเพราะว่าเป็นพระอยู่ในผ้าเหลืองมานานแล้ว ครั้นมาเห็นศพเข้า ถึงแม้จะเป็นศพแต่ว่าเสื้อผ้าไม่สมบูรณ์แบบนี้ รูปร่างก็ขาวผ่องด้วย จิตใจก็หันเหออกมาทางโลก แม้ศพยังพิจารณาไม่ใช่ศพไปได้

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 พ.ย. 2551 , 07:14:57 น.] ( IP = 58.9.142.87 : : )


  สลักธรรม 4



ด้วยเหตุนี้ เวลาพิจารณาศพท่านจึงให้พิจารณาว่าศพนี่ขาวหรือดำ พระองค์นี้ไม่เข้าใจวิธีดู ท่านคงไม่ได้รับคำสอนถึงการพิจารณาศพ เพราะไม่มีศพจะพิจารณา อยู่ ๆ ก็มาดูศพขึ้นจากท่าน้ำ แล้วพิจารณาไม่เป็น คือ...

มองไปมองมาว่านี่มันศพนะ พิจารณาอย่างนี้มันหยาบ หยาบแล้วจิตมันมีกิเลสเข้าไปพัวพัน มันก็หนุนหลังให้แสดงความคิดให้เป็นคนไปจนได้ จึงมีหลักการวางไว้ว่า พิจารณาให้เห็นเป็นขาวหรือดำ เป็นแก่หรือหนุ่มสาว เรียกว่าพิจารณาโดยสี พิจารณาโดยวัย พิจารณาโดยสัณฐาน ว่าสัณฐานเป็นอย่างไรบ้าง ที่ศีรษะผมหงอกไหม ผมดำไหม ผมยาวไหม ที่เท้าที่ท้องเป็นอย่างไร พิจารณาโดยทิศตั้งแต่สะดือขึ้นมาเป็นทิศเบื้องบน ตั้งแต่สะดือลงไปเป็นทิศเบื้องล่าง พิจารณาโดยที่ตั้ง หมายความว่าเราอยู่ที่ตรงไหน โดยส่วนต่าง ๆ มีแขนขาลำตัว นี่พิจารณาทีละส่วน ๆ แขนขาเอวมันต่อกันอย่างไร โดยช่อง เช่น ช่องปาก ช่องจมูก ช่องหู ให้เห็นว่ามันเป็นช่องทางให้ได้ยิน ช่องทางเห็นมันคนละส่วนกัน

โดยที่ลุ่ม เช่น บ่อตา บ่อคอ บ่อท้อง เวลามองดูจะเห็นเป็นบ่อลงไป โดยที่ดอน เช่น หน้าผาก โหนก ขึ้นมาเห็นเป็นที่สูง หน้าอกก็เห็นเป็นที่สูงเหมือนกัน อย่าเห็นเป็นหน้าอกจริง ๆ ของผู้หญิงเข้า สะโพกก็เหมือนกัน ดูแล้วให้เห็นเป็นที่สูง หน้าอกก็เห็นเป็นที่สูงเหมือนกัน อย่าเห็นเป็นหน้าอกจริง ๆ ของผู้หญิงเข้า สะโพกก็เหมือนกัน ดูแล้วให้เห็นเป็นที่สูง

เพราะฉะนั้นเมื่อพิจารณาไปพิจารณามามันจะค่อย ๆ หายไปทีละอย่างจนกระทั่งอันใดอันหนึ่งที่เป็นนิมิตแน่วแน่ปรากฏขึ้น เช่น สีขาว สีแดง หรือส่วนใดส่วนหนึ่งที่เราพิจารณาขึ้นมาเป็นนิมิตแล้วเราก็จับนิมิตนั้นเอามาเป็นอารมณ์อีกที

เนื่องจากสภาพของบ้านเมือง สิ่งแวดล้อมทั้งหลายแตกต่างกับความเป็นอยู่ในสมัยก่อนโน้นมากมาย แม้แต่ในชนบทก็หาอสุภะเพ่งได้ยากเต็มที จึงของดไม่อธิบาย

ในที่นี้จะกล่าวอย่างรวบรัดว่า การเจริญอสุภกรรมฐานเป็นไปทำนองเดียวกับกสิณกรรมฐานนั่นเอง พอได้นิมิตแล้วเราก็เอานิมิตนั้นเป็นกรรมฐานอีกทีหนึ่ง เพื่อจะทำให้ได้ถึงฌาน

อสุภกรรมฐานนี้เจริญได้เพียงปฐมฌานเท่านั้น ท่านนักศึกษาจำไว้ด้วยว่า ทุติยฌานไม่ได้ เพราะเอาอารมณ์หลายอย่างมารวมกันกำลังมันจึงน้อย และอสุภะเป็นอารมณ์ที่ไม่สวยงามนั่นก็เป็นอีกข้อหนึ่งเพ่งซากศพเป็นอารมณ์ที่ไม่น่าดู ไม่สวยไม่งามเช่นเพ่งสี ภาวนาจิตของผู้เจริญอสุภกรรมฐานจะตั้งมั่นอยู่ได้ต้องอาศัยวิตกเป็นหลัก ตัวอื่นช่วยไม่ได้เลย เช่น โสมนัส ปีติ อะไรเหล่านี้เกิดไม่ได้ทั้งนั้น จึงได้แค่ปฐมฌานเท่านั้น

จบเรื่องสมาธิสุข หรือ ทุกข์ แล้วครับ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [20 พ.ย. 2551 , 07:21:40 น.] ( IP = 58.9.142.87 : : )


  สลักธรรม 5

จำได้ว่าสมัยที่ยังต้องไปสอบนั้น ท่องชื่ออสุภะพวกนี้ตอนกลางคืนจนเกิดจินตนาการกว้างไกลกลัวผีไปตั้งหลายวัน แล้วก็คิดว่าถ้าจะต้องใช้ทำกรรมฐานก็คงไม่ไหว

มาอ่านตอนกลางวันอย่างนี้..ไม่กลัวแระ กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำมาฝาก

โดย น้องกิ๊ฟ [20 พ.ย. 2551 , 14:17:37 น.] ( IP = 125.27.170.65 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org