มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


อะไรที่ถือกันว่าสำคัญที่สุดในโลก






คำกล่าวปราศรัยในวันเปิดโรงเรียนพระอภิธรรม
ของพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
วันที่ ๘ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๙๖
โดย นายบุญมี เมธางกูร
กรรมการธรรมศึกษา ผู้บรรยายพระอภิธรรม
ของพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์


ถ้าจะมีผู้ถามว่า อะไรที่ถือกันว่าสำคัญที่สุดในโลก คำถามนี้ ข้าพเจ้าขอตอบให้แก่ท่านว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญเท่าชีวิต ถ้าโลกนี้ไร้เสียซึ่งชีวิต โลกนี้ก็จะไม่มีอดีต อนาคต ปัจจุบัน ดอกไม้ใบหญ้า สายลมแสงแดด ก็จะไม่มีความหมายอะไรเลย และสรรพสิ่งทั้งหลายก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพของมันเท่านั้น

ถ้าท่านยอมรับกับข้าพเจ้าว่า ชีวิตสำคัญที่สุดในโลกแล้ว คำถามใหม่ต่อไปก็จะสอดแทรกเข้ามาอีกว่า เมื่อถือว่าชีวิตสำคัญที่สุดในโลกแล้ว อะไรเล่าที่สำคัญมากที่สุดของชีวิต

คำตอบข้อนี้จำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงชีวิตประจำวันของเรา ตั้งแต่ตื่นนอนลืมตาขึ้นมาในเวลาเช้า จนกระทั่งหลับลงในเวลากลางคืน ว่าเราได้ทำอะไรลงไปบ้าง และทำเพื่ออะไรกัน โดยจะใช้คำว่า “ทำไม”

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2551 , 07:25:02 น.] ( IP = 58.9.142.87 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



เมื่อเราตื่นนอนลืมตาขึ้นมาแล้ว เราก็จะต้องหาน้ำมาล้างหน้า อาบน้ำ ชำระฟันแล้วก็แต่งตัว เราทำทำไม ?

เราทำเพื่อให้สะอาด มิให้เป็นที่รังเกียจของผู้อื่น ถูกแล้ว เรากลัวว่าใคร ๆ เขาจะไม่ชอบ ต่อจากนั้นเราก็จะกินอาหาร เรากินทำไม ?

ข้อนี้ไม่ต้องสงสัยเลย เพราะกลัวว่าเราจะหิว มิหนำซ้ำเรายังต้องปรุงอาหารนั้นให้อร่อยถูกปาก จะได้กินได้มาก ๆ เรากลัวว่าจะไม่มีรสอร่อย กลัวว่าร่างกายของเราจะไม่สมบูรณ์

เมื่อเสร็จแล้วเราจะต้องไปทำงาน เราทำงานทำไมเล่า ?

เราทำไปตามคำสั่งของเจ้านาย เจ้านายของเรามีถึง ๕ คน คอยบัญชาการอย่างผู้มีอำนาจสูงสุดอยู่เบื้องหลัง ตัวเราเป็นแต่เพียงตัวหุ่นให้เจ้านายทั้ง ๕ เชิดเล่น เราจะต้องดิ้นรนขวนขวาย อาบเหงื่อต่างน้ำทำงานหาให้ได้มาซึ่งเงินตรา เราจะต้องหาสิ่งต่าง ๆ มาบำรุงบำเรอปรนเปรอเจ้านายทั้ง ๕ นี้

ถ้าเขาต้องการจะดูจะเห็นสิ่งที่ดี ๆ ที่เขาชอบใจ เราก็ต้องพาเขาไป เขาต้องการฟังเสียงไพเราะ ต้องการหายใจอากาศที่บริสุทธิ์ ต้องการลิ้มรสของอร่อย ๆ และต้องการสัมผัสอันอ่อนนุ่มนิ่มยียวนใจ เราก็ต้องงก ๆ ไปหามาทูลเกล้าถวายจนได้ เราจึงได้ชื่อว่าเป็นทาสคนหนึ่ง

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2551 , 07:25:50 น.] ( IP = 58.9.142.87 : : )


  สลักธรรม 2



แน่นอน ! ไม่มีใครโต้เถียงได้ว่า ตลอดเวลาเกือบ ๒๔ ชั่วโมงเหล่านั้น เราได้พยายามเปลี่ยนอารมณ์ของเราอยู่เรื่อย ๆ เราต้องเปลี่ยนทำไม !

เราเกิดขุ่นมัวใจขึ้นมา จึงต้องไปดูหนังดูละคร ไปกินเหล้าเมายา เพราะเราเมื่อย และทนไม่ไหว เราจึงต้องยืนบ้าง เดินบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง เพราะเราร้อนกระวนกระวายไม่สบายใจ เราจึงต้องหาหนทางให้ได้มาซึ่งกามารมณ์ เราจำเป็นต้องเปลี่ยนอารมณ์จากอย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่ง เป็นต่อ ๆ ไป และต่อ ๆ ไป ไม่สิ้นสุด วันแล้วันเล่า ไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต

มีคำถามว่าเหตุใดเราจึงต้องเปลี่ยนอารมณ์อยู่เสมอ เลิกไม่ได้งั้นหรือ ?

คำตอบก็ง่ายดายแล้ว ท่านจะเห็นได้ว่า ตลอดเวลาเกือบวันยังค่ำ เราดิ้นรนเปลี่ยนอารมณ์อยู่เสมอ ก็เพราะเราจะแก้ทุกข์ของเรานั่นเอง เพราะเรามีความกลัว เรากลัวเหลือเกินว่าเราจะไม่ได้อารมณ์ที่ดี อารมณ์ที่เราพึงปรารถนา เราจึงสอดส่ายแสวงหาอารมณ์อยู่เรื่อย ๆ แม้ถึงดังนั้นมันก็หาได้เป็นไปตามใจเราไม่

การที่ข้าพเจ้านำท่านมาไกลเสียเช่นนี้ ก็ด้วยความประสงค์เพียงประการเดียวเพื่อให้ท่านสังเกตว่า ชีวิตทุกชีวิตในโลกนี้ ตั้งอยู่บนความกลัว ไม่มีชีวิตของใครเลยที่เป็นปุถุชนอันจะพ้นไปเสียจากความกลัวได้ จะกลัวมากกลัวน้อยก็ตาม ก็กลัวอยู่ตลอดเวลา ทั้งตลอดชีวิต และความกลัวนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกล คือความทุกข์อย่างหนึ่งนั่นเอง

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2551 , 07:26:23 น.] ( IP = 58.9.142.87 : : )


  สลักธรรม 3



พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า มีชีวิตขึ้นที่ไหน ทุกข์ก็จะอยู่ในที่นั้น ชีวิตอยู่ในที่ใด ทุกข์ก็จะอยู่ที่นั่นชีวิตเป็นสิ่งมีค่าสูงสุด เป็นที่รักใคร่หวงแหนของสัตว์ทั้งหลาย เหตุฉะนั้นจะมีวิทยาการใดอีกเล่าที่เราควรจะศึกษาไปยิ่งกว่าวิทยาการที่ว่าด้วยชีวิต จะมีความประเสริฐใดเล่า จะล้ำเลิศประเสริฐกว่าการเรียนรู้เรื่องของทุกข์ แล้วพบวิธีขุดรากเหง้าถอนโคนตัวทุกข์ออกเสียให้สิ้นเชิง

พระอภิธรรมหรือปรมัตถธรรมนั้น แท้จริงก็เป็นบทเรียนที่ว่าด้วยเรื่องของชีวิต ซึ่งถ้าท่านได้ศึกษาแล้ว ก็จะเห็นความพิสดารมากมาย มีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอันไปสู่ที่หมายปลายทางที่ทุก ๆ ท่านปรารถนา คือพ้นจากทุกข์เสียได้โดยเด็ดขาด และมฤตยูอันเราหวาดหวั่นกลัวกันนักหนา แล้วติดตามเรามานับชาติไม่ถ้วน ก็จะได้ค้นหาตัวเราไม่พบอีกต่อไป

บุคคลผู้ซึ่งได้ศึกษาพระอภิธรรมมาพอสมควร บุคคลผู้ซึ่งได้ศึกษาเรื่องของชีวิตตามหลักการของพระพุทธศาสนาในขั้นละเอียดมาดีพอใช้ เพียงให้เข้าใจดีเท่านั้น ยังไม่ต้องถึงลงมือปฏิบัติ เมื่อได้ประจักษ์ชัดในความจริงของชีวิตแล้ว ก็จะบังเกิดความเปลี่ยนแปลงไปหลาย ๆ อย่าง คือจิตใจก็จะผ่องใส ใจคอเยือกเย็น ความยึดมั่นในสิ่งต่าง ๆ จะน้อยเข้า ความทุกข์ทั้งหลายก็จะเหินห่างออกไปมากขึ้น ความวุ่นวายพะว้าพะวังก็จะเบาบางลง ความพิลาปร่ำไห้รำพันอย่างยิ่งยวดก็จะสะดุดหยุดลงได้โดยเด็ดขาด

อย่างไรก็ดีพระอภิธรรมหรือปรมัตถธรรมนั้น เป็นธรรมะชั้นสูงที่สุด ประเสริฐที่สุด เป็นธรรมชั้นยอดที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงมอบให้แก่เรา เป็นธรรมะที่อวิปริต คือไม่แปรผันกลับกลอกไม่ว่าในกาลใด ทนทานและท้าทายให้มนุษย์พิสูจน์ ไม่ว่าจะเอาไปพิสูจน์กันที่ไหน เป็นธรรมะชั้นตัดสินธรรมะทั้งหลายให้ลงรอยยุติลงได้ ไม่ว่าที่แล้วมาจะเรียนรู้มาผิด ๆ หรือปฏิบัติมาผิด ๆ อย่างไร เป็นธรรมะที่เป็นเสมือนผู้พิพากษาเรียนวิชาตัดสินคดีจากตัวบทกฎหมาย

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2551 , 07:27:00 น.] ( IP = 58.9.142.87 : : )


  สลักธรรม 4



ท่านผู้ฟังทั้งหลายคงจะกระหายใคร่ทราบว่า พระอภิธรรมหรือปรมัตถธรรมนั้นคืออะไร เราจะศึกษากันถึงเรื่องอะไรบ้าง เรื่องเหล่านั้นได้แฝงคุณภาพวิเศษสักปานไหน และเรียนไปแล้วจะได้ประโยชน์อะไรจริงหรือ

พระอภิธรรมนั้น เป็นชื่อคัมภีร์ เป็นปิฎกหนึ่งใน ๓ ปิฎก ซึ่งมีอยู่ ๗ คัมภีร์ด้วยกัน เป็นคัมภีร์ที่ประชาชนคนไทยใช้สวดในงานศพ

คำว่าปรมัตถธรรมนั้น ก็คือเนื้อความอันยิ่งใหญ่ หรือเรื่องราวในคัมภีร์พระอภิธรรมนั้นจะศึกษากันถึงเรื่องอะไร และได้ประโยชน์อะไร

ถ้าจะว่าถึงสภาวะโดยย่อแล้ว เรื่องที่จะศึกษากันก็มีอยู่ ๔ อย่าง คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน ถ้าท่านเป็นคนชอบคิดเรื่องของชีวิต เป็นนักคิดนักตรองความถึงเรื่องอะไรแปลก ๆ หรือเป็นผู้ที่หนักแน่นไม่คลอนแคลนในเหตุผลอันเป็นของตนเองอย่างลึกซึ้งละเอียดลออ ขอให้ท่านเข้ามาเถิด พระอภิธรรมนั้นยิ่งใหญ่ด้วยเหตุรอคอยท่านอยู่แล้ว ทั้งท่านจะได้ผลิตผลพลอยได้ต่าง ๆ อันเป็นปัญหาโลกแตกเป็นอย่างมาก

เช่นว่า คนตายไปแล้วไปเกิดได้ มีความจริงหรือไม่ ถ้าไปเกิด เกิดได้อย่างไร จิตหรือวิญญาณ คืออะไร อุปนิสัย สัญชาตญาณ วาสนา บารมี คืออะไร มีความจริงหรือไม่ที่ว่า คนทำดีแล้วไม่ได้ดี แต่คนทำชั่วกลับได้ดี เหตุใดคนจึงอายุยืน อายุสั้น คนร่ำรวย ยากจน เจ็บป่วยมาก เจ็บป่วยน้อย รูปร่างผิวพรรณงามและทราม คนมีปัญญาดี คนมีปัญญาอ่อน คนที่มีตัวเป็นชาย แต่ใจกลับเป็นหญิง คนที่มีตัวเป็นหญิง แต่ใจกลับเป็นผู้ชาย และคนที่เป็นกะเทย เหล่านี้ว่ามันเกิดขึ้นมาได้และเป็นไปอย่างไร

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2551 , 07:27:28 น.] ( IP = 58.9.142.87 : : )


  สลักธรรม 5



ตลอดจนท่านจะทราบว่า นรก สวรรค์ ผี เปรต เทวดา อินทร์ พรหม การเข้าฌาน การสะกดจิต ความฝัน ผีที่มาหลอกคน การอยู่ยงคงกระพัน การทรงเจ้าเข้าผี เครื่องรางของขลังต่าง ๆ ฯลฯ ความรู้เหล่านี้จะเป็นผลพลอยได้ติดตามมาด้วย

คำว่า เหตุ นั้น มีอยู่หลายเหตุ คือมีทั้งเหตุใกล้ อันได้แก่เหตุที่เกิดขึ้นในชาตินี้ และเหตุไกล อันเป็นเหตุในชาติก่อน ๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะทรงทราบเหตุนี้แล้วนำมาสั่งสอน เช่น ชีวิตคืออะไร ชีวิตมาจากไหน ชีวิตจะไปไหน เหตุใดชีวิตจึงได้มีขึ้นมา เหล่านี้ พระอภิธรรมจะแสดงให้เราเข้าใจได้

การศึกษาพระอภิธรรมเป็นการศึกษาในเรื่องที่เป็นสภาวะ คือธรรมชาติอันเปลี่ยนแปลงไปมา (รูป , นาม) เท่านั้น ไม่มีบุคคล ไม่มีสัตว์ ไม่มีสิ่งของ ไม่มีผู้หญิง ไม่มีผู้ชาย ไม่มีคนเกิดหรือคนตาย แต่การที่พระอภิธรรมต้องกล่าวถึงคน สัตว์ สิ่งของ ผู้หญิง ผู้ชาย เกิดหรือตายนั้น ก็เพื่อจะได้เป็นบันไดให้ท่านก้าวขึ้นไปสู่ความจริงแท้ ใช้ความจริงที่สมมุติกันขึ้นเป็นพื้นฐานรองรับ มิฉะนั้นก็จะไม่มีใครที่สามารถเข้าถึงสภาวะหรือธรรมชาติอันเป็นความจริงแท้ได้

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2551 , 07:27:57 น.] ( IP = 58.9.142.87 : : )


  สลักธรรม 6



ความจริงชั้นธรรมดากับความจริงแท้นั้นห่างไกลกันมาก ความจริงชั้นธรรมดานั้นเห็นว่า เมื่อเราไปเที่ยวเตร่ดูหนังดูละครสนุกสนานเฮฮา นั่นแหละคือความสุข แต่ปรมัตถธรรมว่า นั่นคือความสุขที่สมมุติ เป็นสุขที่จอมปลอม ความสุขโดยแท้จริงในโลกนี้หาไม่มีเลย

สามัญชนทั้งหลายพากันเข้าใจว่า คนเราตายไป วิญญาณก็ล่องลอยไปเกิด แต่ปรมัตถธรรมว่า คนตายแล้ววิญญาณมิได้ล่องลอยไปเกิดได้ตามชอบใจ

สามัญชนทั้งหลายยึดมั่นว่ามีตัวตน ปรมัตถธรรมว่า ไม่มีตัวตนอันจะพึงยึดเอาเป็นที่พึ่งได้ มีแต่การสลายตัวอยู่ทุกวินาที

บุคคลทั้งหลายพากันปลาบปลื้มยินดีที่เด็กได้คลอดออกมาใหม่อีกคนหนึ่ง แต่ตามหลักปรมัตถธรรมถือว่า เราทั้งหลายต่างก็พากันยินดีต่อความทุกข์ที่เด็กได้รับแม้ในขณะแรกเกิด เพราะความเจ็บปวดรวดร้าวที่เด็กต้องคลอดออกมาจากครรภ์ของมารดานั้น เจ็บปวดทรมานยิ่งนัก เหมือนเอาช้างตัวโต ๆ มารีดให้เป็นแผ่นก็ปานกัน

ตามที่ข้าพเจ้า(อ.บุญมี เมธางกูร)กล่าวมาทั้งหมดนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้กล่าวไว้เฉย ๆ หากแต่มีหลักฐาน มีเหตุผลข้อเท็จจริงไว้พร้อมกับบทพิสูจน์ให้ด้วย ท่านจะพิสูจน์ได้กับตัวของท่านเอง

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2551 , 07:28:33 น.] ( IP = 58.9.142.87 : : )


  สลักธรรม 7



พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนมิให้ใครเชื่ออะไรงมงายโดยปราศจากเหตุผล ไม่ให้เชื่อเทวดา อินทร์ พรหม ยม นาค ไม่ให้เชื่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือเชื่อว่ามีผู้ยิ่งใหญ่ มีสิ่งกายสิทธิ์อันใดมาบันดาลให้เกิดโลก เกิดมนุษย์และสัตว์ ไม่ให้เชื่อคำบนบานศาลกล่าวอ้อนวอนขอให้ช่วยให้รอด แต่ให้เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม ซึ่งเป็นการกระทำทั้งในอดีตและปัจจุบัน ให้เชื่อเหตุเชื่อผลอันยืนยงคงทนต่อการพิสูจน์

ผู้ใดที่ได้ศึกษาวิทยาการทางโลกสมัยใหม่มามาก ๆ ก็มักจะกล่าวคำตำหนินักศึกษาพุทธศาสนา หาว่าเชื่ออะไรงมงายโดยปราศจากเหตุผล นักศึกษาพระอภิธรรมก็ว่าพวกนักศึกษาทางโลกว่าขาดเหตุผลเหมือนกันที่ขาดโยนิโสมนสิการ คือทำใจไม่แยบคาย จึงพิจารณาไม่ลึกซึ้ง จึงไม่เชื่อบาป บุญ และกรรม

เมื่อท่านศึกษาพระอภิธรรมไปพอสมควร ท่านก็จะตัดสินของท่านได้เองว่า คู่กรณีที่ได้กล่าวมาแล้วแต่ต้นนั้น ฝ่ายใดผิด ฝ่ายใดถูก

วิทยาศาสตร์มีอุดมคติที่สอนให้เรารู้ความจริงของธรรมชาติทั้งหลายในโลกตามความจริง แต่ทางวิทยาศาสตร์นั้น เน้นหนักไปในเรื่องวัตถุ ธรรมะเฉพาะอย่างยิ่งพระอภิธรรมปิฎกก็เป็นวิทยาศาสตร์ มีอุดมคติที่จะสอนให้เรารู้ความจริงของธรรมชาติตามความจริงแท้ ปราศจากการสมมุติเช่นเดียวกัน

แต่ธรรมะนั้นเน้นหนักไปในทางจิตใจมาก ทางวัตถุนั้นรองลงมา วิทยาศาสตร์ก็ได้นำเอาความลับดำมืดของธรรมชาติออกตีแผ่ แล้วยักย้ายถ่ายเท เปลี่ยนแปลง หรือพลิกแพลงธรรมชาติให้เป็นสิ่งประดิษฐ์แปลก ๆ ใหม่ ๆ มาบำรุงบำเรอให้แก่เราทางร่างกายภายนอก แต่เราไม่รู้ความจริงของธรรมะเราก็จะหลงเตลิดเพลิดเพลินไปกับวัตถุอันไม่มีขอบเขตจำกัดมากขึ้น ๆ ในที่สุดก็ติดจมกับโลกกับวัตถุ

โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2551 , 07:29:11 น.] ( IP = 58.9.142.87 : : )


  สลักธรรม 8



ธรรมะสอนให้รู้ความจริงของธรรมชาติ แสดงให้เห็นความจริงของโลกของวัตถุว่าเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีสาระแก่นสาร เมื่อมีความไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไร้สาระแก่นสารอันจะบังคับได้แล้ว ก็ย่อมเอาเป็นที่พึ่งมิได้ ก็ย่อมเป็นทุกข์โทษภัยอันมหาศาล

ความปรารถนาโลก ปรารถนาวัตถุนั้น เป็นปัจจัยที่จะนำเราให้ต้องเกิดแล้วเกิดอีก ทุกข์แล้วทุกข์อีก ตายแล้วตายอีกต่อ ๆ ไป เพื่อรับความทุกข์ทนหม่นหมอง และความตายอยู่ไม่รู้จักจบสิ้น

การที่ข้าพเจ้า(อ.บุญมี เมธางกูร)ได้ปรารภมาเป็นเวลานานก็เพื่อจะนำให้ท่านได้เกิดความสนใจกับวิทยาการอันในประเทศไทยเกือบจะถือว่าเป็นของใหม่ เพราะมีผู้ศึกษาเล่าเรียนกันน้อยที่สุด ทั้ง ๆ ที่พระอภิธรรมก็ได้ใช้สวดในงานศพอยู่เสมอ นั่นประการหนึ่ง

ส่วนอีกประการหนึ่งนั้น เพื่อเป็นการแสดงให้ท่านได้เห็นรูปร่างหน้าตาของพระอภิธรรมพอเป็นเค้าโครงหยาบ ๆ จะได้ทราบว่าศึกษากันถึงเรื่องอะไร แล้วจะได้ประโยชน์อย่างไรบ้าง เมื่อท่านได้ติดตามต่อไปแล้ว จะได้รับประโยชน์คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปหรือหาไม่

บุญมี เมธางกูร


โดย ศาลาธรรม [20 พ.ย. 2551 , 07:29:52 น.] ( IP = 58.9.142.87 : : )


  สลักธรรม 9

กราบบูชาความมุ่งมั่น
ที่ประกอบด้วยเมตตากรุณา
ของท่านอาจารย์ครับ

โดย พี่เณร [20 พ.ย. 2551 , 09:14:39 น.] ( IP = 58.9.142.87 : : )


  สลักธรรม 10



กราบระลึกถึงพระคุณท่าน

ด้วยความเคารพและศรัทธายิ่งค่ะ


โดย พี่ดา [20 พ.ย. 2551 , 10:03:21 น.] ( IP = 124.121.176.121 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org