มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


หลักในการดำรงชีวิต




ธรรมบรรยาย
เรื่อง หลักในการดำรงชีวิต
ของ หลวงพ่อเสือ


เรียนธรรมะแล้วมีประโยชน์อะไรบ้าง ในพระธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า วางหลักเกณฑ์ใหญ่ๆไว้ ๓ ประการ ให้ปฏิบัติที่ตน คือ

๑. ให้เว้นจากทุจริต เว้นจากทุจริตหมายถึงอะไร คือเว้นจากการประพฤติความชั่ว ด้วยกาย วาจา และใจ นี่คือข้อแรก

๒. นอกจากเว้นทุจริตแล้ว ให้ประกอบสุจริต คือ ประพฤติชอบ ด้วยกาย วาจา และใจ เมื่อมีทั้งการเว้นและการทำแล้ว ก็ต้องมีอันดับสาม

๓. การทำที่ตนเอง คือทำใจของตนเองให้หมดจด หมดจดในที่นี้หมายถึงอะไร หมดจดจากเครื่องเศร้าหมอง การที่จะหมดจดจากเครื่องเศร้าหมองได้ จะต้องเว้นโลภ เว้นโกรธ และเว้นหลง

ในหลักปฏิบัติให้เว้นโลภ เว้นโกรธ เว้นหลงนั้น เพื่อจะได้หมดจดเป็นวิสุทธิ ในการบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสก็คือ การดำเนินตาม ศีล สมาธิ และปัญญา ดังนั้น เราจะมีหลักเกณฑ์อะไรบ้างที่จะได้ศึกษาและไม่ไขว้เขวว่า การศึกษานั้นตรงต่อความจริง คือที่พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 พ.ย. 2551 , 14:04:24 น.] ( IP = 118.173.39.183 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1


คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงเป็นไปเพื่ออะไรบ้าง เราจะได้มีการศึกษาเล่าเรียนและเปรียบเทียบได้ถูกว่า อันนี้ ใช่พุทธพจน์หรือไม่ ในการสั่งสอนของพระองค์ทรงสั่งสอนไปเพื่อ

ข้อที่ ๑ ก็คือ เป็นไปเพื่อคลายความกำหนัด
ข้อที่ ๒ เป็นไปเพื่อปราศจากความความทุกข์
ข้อที่ ๓ เป็นไปเพื่อความไม่สะสมกองกิเลส
ข้อที่ ๔ เป็นไปเพื่อความมักน้อย
ข้อที่ ๕ เป็นไปเพื่อความสันโดษ
ข้อที่ ๖ เป็นไปเพื่อความสงัดสงบจากหมู่คณะ
ข้อที่ ๗ เป็นไปเพื่อความเพียร ได้แก่ วิริยะ
ข้อที่ ๘ สุดท้ายคือ เป็นไปเพื่อความเลี้ยงชีพง่าย

ดังนั้น เมื่อเรารู้หลักแล้วว่า คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลักการดำเนินชีวิต เพื่อจะได้เอาธรรมะอันนั้นย้อนเข้าหาตัวได้ มีหลักเปรียบเทียบได้ว่า อันนี้ถูกต้องหรือไม่

ถ้าเผื่อเป็นไปเพื่อความกำหนัด ใช่ไหม...ไม่ใช่

ถ้าเป็นไปเพื่อความทุกข์ ทุกอย่างถ้าทำแล้วเกิดทุกข์ ก็ไม่ใช่คำสั่งสอนที่เป็นสัจธรรม และไม่สะสมกองกิเลส

ถ้าอะไรที่เรียนมาแล้ว เป็นการที่จะต้องออกไปหาเพื่อสะสมกองกิเลส ก็ไม่ใช่

ถ้าเผื่อเป็นคนมักมาก มีการปฏิบัติแล้วอยากได้มา คือไม่มักน้อย ก็ไม่ใช่

ต่อไปก็คือ เมื่อเราศึกษาธรรมะแล้วยังมีหมู่คณะ หาความสันโดษไม่ได้ พึ่งตัวเองไม่ได้ ก็ไม่ใช่

อันต่อไปคือ มีความเพียร การเรียนธรรมะแล้ว เราจะรู้ว่าชีวิตเรานั้น ยังมีสิ่งที่ไม่รู้อีกมาก จึงต้องมีการศึกษาเล่าเรียน ปฏิบัติประกอบไปด้วยความเพียร ถ้าปราศจากความเพียร สอนให้อยู่เฉยๆ อยู่ไปช่างมัน ตามสบาย แก้ไขทุกข์ก็ซังกะตาย นี่ก็ไม่ใช่คำสอน

แล้วการเลี้ยงชีพง่าย ถ้าเผื่อการเรียนธรรมะแล้ว จะต้องมีอุปสรรค คือกิเลสเข้ามาขวางกั้นมากขึ้น ก็ไม่ใช่ทางที่ถูกต้อง

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 พ.ย. 2551 , 14:14:44 น.] ( IP = 118.173.39.183 : : )


  สลักธรรม 2


ดังนั้น จะทวนอีกครั้งหนึ่งว่า คำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นไปเพื่อ

๑ คลายความกำหนัด
๒ ปราศจากความทุกข์
๓ ไม่สะสมกองกิเลส
๔ จะเป็นคนมักน้อย
๕ จะเป็นคนสันโดษ
๖ สงัดสงบจากหมู่คณะ
๗ มีความเพียรสม่ำเสมอ
และ ๘ เป็นคนเลี้ยงตนเองด้วยความง่าย

อะไรก็ได้ กินแก้ทุกข์ ไม่ใช่กินแก้อยาก
อยู่แก้ทุกข์ ไม่ใช่อยู่แก้อยาก
ทำเพื่อแก้ทุกข์ ไม่ใช่ทำเพื่อแก้อยาก
นี่คือหลักการวางไว้ ในการที่เราจะพิสูจน์ว่า ไปที่ไหน มาที่ไหน ถูกต้องหรือไม่ อันนี้คือคำตอบ

เมื่อเรามีการเรียน การศึกษาที่ถูกต้องแล้วว่า ชีวิตเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เราจะมีการกระทำ จะต้องศึกษาหลักของพระอภิธรรม เพราะการศึกษาพระอภิธรรม คือการศึกษาเรื่องราวของชีวิต ก็จะสามารถทำให้ตนมีคุณธรรม เป็นคนประกอบไปด้วยคุณธรรม และเป็นที่พึ่งของตนเองได้ โดยไม่สั่นไหวเคลื่อนคลอนต่อสิ่งที่มากระทบทั้งดีและชั่ว

การขอ ขอให้ตนมีที่พึ่ง การพึ่งก็จะต้องพึ่งความจริง พึ่งอะไรก็แล้วแต่ ถ้าพึ่งความจริงแล้ว ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือ การพึ่งความจริงในการศึกษาปรมัตถ์ เพราะปฏิเสธความเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นสิ่งของ มีแต่สภาวะความเป็นจริง ไม่มีการวิปริตผันแปร

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 พ.ย. 2551 , 14:23:48 น.] ( IP = 118.173.39.183 : : )


  สลักธรรม 3


คนจะมีระเบียบวินัย การที่มีระเบียบวินัยนั้นก็เพราะ ประกอบไปด้วยกุศลจิต ด้วยการปฏิบัติตนให้ประกอบไปด้วยความเข้าใจอันถูกต้อง ความเข้าใจอันถูกต้องในการประกอบตนนั้น ก็คือ เราจะต้องมีการกระทำอันถูกต้อง ด้วยการปฏิบัติตนประกอบด้วย นาถกรณธรรม ๑๐ ประการ คือ ธรรมที่ทำให้ตนเป็นที่พึ่งของตนได้ ได้แก่

๑. ศีล สำคัญมากในการกระทำตน การกระทำตนเป็นผู้มีศีลก็คือ ความประพฤติดีงาม สุจริต รักษาระเบียบ แล้วก็มีอาชีพที่ถูกต้อง นี่คือความปกติแห่งศีล

๒. พาหุสัจจะ คือความเป็นผู้ได้สดับตรับฟังมาก คือเป็นคนที่ได้ฟังมา แล้วประกอบไปด้วยการคิด พิจารณา ใคร่ครวญ ทบทวนตามอยู่เสมอ

๓. กัลยาณมิตตตา คือความป็นผู้รู้จักเลือกคบบุคคลที่ควรเคารพ และเลือกคบในสิ่งที่จะนำชีวิตตัวเองไปสู่สันติสุขได้ คือ รู้จักเลือกคบคนดี และรู้จักว่าผู้แนะนำสั่งสอนนั้น คนไหนแนะนำไปในทางดี คนไหนแนะนำไปในทางชั่ว ก็มีการเลือกและคิดพิจารณาอยู่เสมอ

๔. โสวจัสสตา คือเป็นคนที่รู้จักรับฟังเหตุผลของผู้อื่น เป็นคนเคารพด้วยเหตุ ด้วยผล

๕. กิงกรณีเยสุ ทักขตา คือความเอาใจใส่ ขยันหมั่นเพียรต่อกิจการ การงานที่อยู่ที่หน้าและที่อื่น คือ ทั้งของตัวเองและหมู่คณะ เพราะการรู้จักพิจารณาไตร่ตรองในการกระทำให้สำเร็จผลไป ผลก็คือความสงบและสบายเกิดขึ้น

๖. ธัมมกามตา คือ ความใคร่ในธรรมที่ชอบ คือ มีความพอใจในสิ่งที่ตัวเองนั้น ได้ประสบพบเห็นในความจริง

๗. วิริยารัมภะ มีความเพียรเพื่อจะละความชั่วและประพฤติดี ความเพียรในที่นี้หมายถึง สัมมัปปธาน ๔

๘. สันตุฏฐี มีความสันโดษ เมื่อเรารักษา กาย วาจา ใจ ให้สงบด้วยความมีศีล และมีการประกอบไปด้วยความเพียร และมีการประพฤติทั้งทำทั้งละแล้ว ก็จะเป็นคนที่มีความรู้สึกว่า ตัวเองนั้นสงบและสงัดจากหมู่คณะ เรียกว่า มีความสันโดษ มีความยินดี มีความสุข และมีความพอใจในทรัพย์สมบัติที่ตนหามาได้โดยสุจริตธรรม คือ รู้จักมีความพอดี ไม่ใช่ดีแล้วจึงพอ

๙. สติ คือความระลึกได้รอบคอบด้วยความไม่ประมาท ประมาท แปลว่า กล้าเสี่ยง

๑๐. ปัญญา เมื่อมีสติแล้ว ก็มีโอกาสให้ปัญญาเข้ามารู้แจ้งเห็นจริง

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 พ.ย. 2551 , 14:39:24 น.] ( IP = 118.173.39.183 : : )


  สลักธรรม 4


เมื่อมีโมหะ ปัญญาก็เกิดไม่ได้ วิธีทำลายโมหะนั้น ไม่ต้องมานั่งทำลายโมหะ เพียงแต่ทำปัญญาให้เกิด เพราะโมหะ คือความมืดมิดบอดสนิท ส่วนปัญญาคือ ความสว่างชัดเจนในสิ่งที่เป็นจริง คือมีความรอบรู้ในกองสังขารที่เป็นจริงว่า ตัวเรานั้นประกอบไปด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ หาความสุขจริงไม่ได้ ไม่มีความเที่ยง และบังคับบัญชาไม่ได้

ดังนั้นทั้ง ๑๐ ข้อนี้ จึงเป็นธรรมที่อุดหนุนในกิจการงานทุกๆกรณี ถ้าผู้ใดก็แล้วแต่ ที่มีธรรมถึง ๑๐ ประการนี้อยู่ในตน ตนเองจะเป็นผู้สงบและสงัดจากหมู่คณะ ด้วยความสง่างามอยู่เสมอ

และในการพึ่งตนเองนั้น มนุษย์ก็ย่อมจะต้องมี ต้องใช้ปัจจัย ใช่ไหม คือทรัพย์สิน ถ้าขาดปัจจัย เลี้ยงชีพได้ไหม เพราะฉะนั้น พ่อไม่เคยสอนให้ใครหนีไปบวช หนีไปเรียน ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด แล้วหยุดแค่นั้น คือจะมีอาชีพอะไรก็แล้วแต่ ทำให้สม่ำเสมอ ทำด้วยความเพียร มีความตั้งใจ ด้วยการประกอบหน้าที่ที่สุจริต ได้เงินมาก็พอ มีความเพียงพอ นี่คือหน้าที่ที่ควรกระทำ ถ้าขาดทรัพย์ ขาดเงิน ขาดทองไป ก็ไม่สามารถจะเลี้ยงชีพได้ ทรัพย์คือปัจจัยนี่ แบ่งออกเป็น ๒ อย่าง คือ

๑. ทรัพย์ภายใน อริยทรัพย์
๒. ทรัพย์ภายนอก โภคทรัพย์

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 พ.ย. 2551 , 14:46:16 น.] ( IP = 118.173.39.183 : : )


  สลักธรรม 5


คำว่า “ทรัพย์” มี ๒ ลักษณะคือ ทรัพย์ภายในและทรัพย์ภายนอก เมื่อเราเรียนทั้ง ๑๐ ข้อนั้นแล้ว เราจะรู้ว่า เราจะหาทรัพย์ทั้ง ๒ อย่างนั้นได้อย่างไร

ทรัพย์ภายนอกได้แก่อะไร ทรัพย์ภายนอกก็ได้แก่ แก้ว แหวน เงิน ทอง เรือก นา ไร่ สวน ต่างๆ ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ บังคับบัญชาไม่ได้ เรียกว่า โภคทรัพย์

ส่วนทรัพย์ภายในนี้ เป็นทรัพย์ที่สำคัญมาก เรียกว่า อริยทรัพย์ เป็นคุณสมบัติของความดี เป็นคุณสมบัติของความตรง เป็นคุณสมบัติของการมีกุศลที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจ คือฝังแน่นอยู่ในขันธสันดาน นับเป็นทรัพย์ที่ประเสริฐที่สุด ไม่วิปริตผันแปร

ทรัพย์ภายนอกเป็นทรัพย์ที่ไม่ปลอดภัย เช่น มีเงินมีทอง ก็อาจจะถูกปล้น ถูกจี้ได้ มีทองก็อาจถูกเขากระตุกไป มีความวิบัติ เปลี่ยนแปลงได้เสมอจากภัยต่างๆ ส่วนทรัพย์ภายในซึ่งเป็นอริยทรัพย์นี้ เป็นทรัพย์ที่ปลอดภัย ไม่ต้องมีการกังวลว่าจะวิบัติ

และผู้ที่มีทรัพย์ภายใน คือมีคุณธรรม ประกอบไปด้วยการกระทำที่มีกุศลเสมอ ก็ย่อมจะหาทรัพย์ภายนอกได้ด้วยความปลอดภัย เพราะว่าถ้าเผื่อมีจิตเป็นกุศล ซึ่งตรงต่อตนเองและผู้อื่น การหาทรัพย์ภายนอกก็เป็นไปด้วยความสุจริต ไม่ต้องกลัวภัยว่าใครจะมาตามเอาคืน ใครจะมาอ้างว่าเป็นของของเขา การมีทรัพย์ภายใน คืออริทรัพย์แล้ว ย่อมหาทรัพย์ภายนอกได้โดยปลอดภัย

ส่วนผู้ที่มีแต่ทรัพย์ภายนอก ไม่มีทรัพย์ภายใน โอกาสที่จะมีตัณหาเข้าประกอบกับทรัพย์ภายนอก ทำให้เกิดอกุศลทุจริตได้อยู่เสมอ

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 พ.ย. 2551 , 14:52:19 น.] ( IP = 118.173.39.183 : : )


  สลักธรรม 6


เมื่อเรารู้แล้วว่ามีทรัพย์อยู่ ๒ อย่าง มาดูว่า อะไรบ้างที่เป็นอริยทรัพย์ ทุกคนมีการสั่งสมได้ เพราะจิตเป็นตัวรู้ อารมณ์เป็นตัวถูกรู้ จิตจะสามารถสั่งสมของดีเข้าไปในสัญญาได้ การหาทรัพย์ภายใน อริยทรัพย์ มี ๗ อย่าง คือ

๑. ศรัทธา คือ ความเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ เชื่ออย่างมีเหตุ อย่างมีผล

๒. ศีล คือการรักษากายกับวาจาให้ปกติ เรียบร้อย เป็นสุจริต

๓. หิริ คือการละอายต่อบาปทุจริต ละอายในการกระทำความชั่ว

๔. โอตตัปปะ คือความสะดุ้งกลัวต่อบาป เกรงกลัวต่อบาป

๕. พาหุสัจจะ ความเป็นคนได้ฟัง ได้ยินมาก คือ รู้ธรรมมาก รู้ความจริงมาก

๖. จาคะ แปลว่า ความเสียสละ ให้ปันสิ่งที่เป็นประโยชน์ และรอบรู้เหตุผลว่า ดีหรือชั่ว เช่น ถ้าให้อาวุธผู้อื่น คนเขาบอกว่าฉันจะไปฆ่า เสียสละเอาปืนให้เขา อย่างนี้เรียกว่า จาคะ ได้ไหม... ไม่ได้ ต้องเสียสละสิ่งที่เป็นประโยชน์ และรู้ด้วยว่า ดีหรือชั่ว การเสียสละอาวุธเพื่อให้คนอื่นเขาเอาไปทำร้าย ไม่ใช่เรียกว่า อริยทรัพย์ เช่น เสียสละเงินทอง เพราะเขาไม่มีข้าวกิน ให้เงินเขาไปซื้อข้าวกิน เพื่อจะเป็นประโยชน์ต่อชีวิตของเขา นี่เรียกว่า อริยทรัพย์ เช่น ปล้นได้แบ่งปันให้เขา อย่างนี้เรียกว่า อริยทรัพย์ไหม... ไม่ใช่ เพราะไม่เป็นประโยชน์

๗. ปัญญา คือความเข้าใจถ่องแท้ในเหตุ ในผล ว่าดี ว่าชั่ว ว่าถูก ว่าผิด ว่ามีคุณ หรือมีโทษ มีประโยชน์ หรือไม่มีประโยชน์

นี่คืออริยทรัพย์ ๗ ประการ ทุกคนปลูกฝังเป็นสมบัติของตนโดยปลอดภัยได้ จำได้ไหมมีอะไรบ้าง ทวนอีกที มีศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ จาคะ ปัญญา หากันนะ สอนแล้ว หากันนะลูกนะ อย่าไปหาวิปลาสใส่ตัวเลย มองศูนย์ๆๆๆๆ(หมายถึงสมุดบัญชีเงินฝากของธนาคาร)

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 พ.ย. 2551 , 15:03:27 น.] ( IP = 118.173.39.183 : : )


  สลักธรรม 7


ในเมื่อมีความเพียรอันถูกต้อง ทุกอย่างต้องมีเป้าหมาย สอนไปแล้วว่า จะไป ไปเพื่ออะไร จะไปเอาอะไรที่นั่น ตั้งเป้าแล้วไปเอามา เช่น จะไปทำกุศลในวัด ตั้งเป้าว่า ฉันจะไปทำกุศล ก็ไปทำกุศลตามสิ่งที่ตัวเองเจตนาไว้ เรื่องอกุศลต้องเป็นปัจจัยไหม ไม่ต้อง เพราะไม่อยู่ในเป้าหมาย เช่นมาทำบุญ ทำบุญของเราไป คือตั้งเป้าแล้ว สิ่งที่ไม่เป็นบุญ ไม่ต้องไปสนใจ เพราะไม่อยู่ในเป้าหมาย ใครทำอย่างไร ได้อย่างนั้น ความเพียรที่มีหลักเกณฑ์ต้องมี คือวางเป้าหมายให้ถูกต้อง หรือเป้าหมายนั้นจะต้องมีหลักความเพียรอันถูกต้อง ๔ ประการ

๔ ประการอันนี้คืออะไรบ้าง


๑. สังวรปธาน ประธานแปลว่าอะไร ผู้นำ ใช่ไหมลูก ผู้นำ ผู้เริ่มต้น ประธาน ทางธรรมะแปลว่า เป็นหลัก เป็นข้อปฏิบัติ หลักการปฏิบัติ สังวรปธานจะต้องอยู่ในฝ่ายเพียร ก็คือเพียรระวังมิให้อกุศลเกิดขึ้นในกาย วาจา และใจของตน สังวรปธานก็คือ ความเพียร ปิดและกั้นอกุศลจิต และอกุศลต่างๆ ปิดกั้นความชั่วที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น มิให้มาเกิดขึ้นในกายตน

ปิดกั้นได้อย่างไร เช่น คนหมู่มาก ไปที่ไหน ย่อมมีเยอะ เพราะไปที่นั่น มีร้อยพ่อพันแม่ จะให้ดีเหมือนเราหรือดีเหมือนเขา เป็นไปไม่ได้ เพราะการสะสมมาแต่ละคน ต่างกัน สะสมมาในกองกิเลสที่หนาแน่นในอนุสัยกิเลสต่างๆกัน เช่น เมื่อเราไปเห็นคนทำไม่ดีในที่ที่เราต้องนั่งอยู่

หนึ่ง ต้องมีขันติ

สอง ต้องมีสังวรปธานเข้าไปทันทีว่า “ฉันจะไม่ให้สิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นในตัวฉันเด็ดขาด” ไม่ต้องไปแก้ที่เขา แก้ที่ตนนั้นเอง เช่น ลูกเจอใครก็แล้วแต่ พูดจาไม่เพราะ พูดจาไม่มีสัมมาคารวะ ทั้งๆที่ที่ประชุมในห้องใดห้องหนึ่งนั้นมีแต่ความสงบ เกิดมาพูดไม่เพราะ เราจะต้องมีขันติ อดกลั้น แล้วในเมื่อสิ่งนั้นเราไม่ชอบ ก็จะต้องมีสังวรปธานเข้าอยู่ในจิตใจ ฉันจะไม่ทำวาจาอย่างนี้เกิดขึ้นที่ใดเลย และไม่ให้เกิดขึ้นในกายตน นี่คือการกระทำที่ให้กับตนเองได้อย่างดีที่สุด

๒. ปหานปธาน ปหาน (อ่าน ปะหานะ) ก็คือ เพียรละ เพราะเมื่อกี้คือเพียรระวัง ได้แก่ ระวังอกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้นไม่ให้เกิด และเมื่อถึงระวังแล้วก็ต้องละด้วย ของเก่าก็ต้องสลัด เมื่อไม่ให้ของใหม่เข้าแล้ว ของเก่าก็ต้องหยิบสลัดออก คือ เพียรละบาปที่เคยเกิดขึ้นแล้ว เช่น เคยฆ่าสัตว์เล็กๆน้อยๆมา ก็จะต้องเพียรละบาปอันนั้น หรือกำจัดบาป กำจัดอกุศลที่เคยเกิดขึ้นแล้ว ให้หมดไปจากตนเอง มีทั้งป้องกัน รักษา พัฒนา ปรับปรุง ให้ไปแล้ว ๒ อัน เมื่อกี้ระวังข้อแรก แล้วรักษา ต่อไปพัฒนา พัฒนาอะไร

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 พ.ย. 2551 , 15:18:06 น.] ( IP = 118.173.39.183 : : )


  สลักธรรม 8


๓. ภาวนาปธาน ภาวนา แปลว่า ทำให้เจริญ หลักการทำให้เจริญก็คือ เมื่อมีการระวังบาปที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น ไม่ให้เกิดขึ้น แล้วก็กำจัดบาปเก่า เมื่อกำจัดบาปเก่าแล้ว ก็ต้องเพียรเติมเข้าไป เมื่อเอาของไม่ดีออก ก็ต้องเอาของดีมาเติม คือ เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในตนเองมากยิ่งขึ้น คือ เพียรพยายามเจริญกุศล สร้างกุศลให้เสมอ พยายามปลูกฝังกุศล หรือคุณธรรมความดีที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในกายตน ให้มีเกิดขึ้นในกายตนให้ได้ เช่น ไม่เคยเจริญสติ ก็รีบเจริญเสีย เพราะบาปที่ยังไม่เคยเกิดขึ้น ก็ต้องพยายามไม่ให้เกิด กุศลที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นชนิดนี้ ต้องให้เกิด ทั้งกำจัดและกระทำ เมื่อภาวนาปธานเกิดขึ้นแล้ว ก็จะต้องมี

๔. อนุรักขนาปธาน คือรักษานั่นเอง รักษาเอาไว้ก็คือ เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นในกายตนแล้ว ไม่ให้เสื่อมไป ให้มีความตั้งมั่นกับกุศลยิ่งๆขึ้นไป ในภาวนาปธาน

สี่อัน จำได้ไหม อันที่หนึ่ง สังวรปธาน คือระวังไม่ให้บาปที่ยังไม่เคยเกิดมา ที่ยังไม่เคยมีในตนนั้น ไม่ให้เกิดแก่ตน

อันที่สอง ปหานปธาน ละกิเลสเก่า เป็นความโลภก็ดี เป็นความโกรธก็ดี ให้หมดไปจากตน

อันที่สาม ภาวนาปธาน คือทำกุศลนั้นให้เจริญขึ้น สิ่งที่เราคิดว่าเป็นประโยชน์แก่ตนเอง และยังไม่เคยมีมาก่อน เช่น การเจริญสตินั้น ก็ให้รีบเจริญให้เกิดมีขึ้นในกายตน เมื่อมีการภาวนาแล้วก็ดี

อันที่สี่ อนุรักขนาปธาน ก็คือรักษากุศลนั้นไม่ให้เสื่อมไป

การทำ ๔ ข้อนี้ได้ เป็นหลักที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะทำ จะพูดอะไรก็แล้วแต่ ย่อมเป็นไปในทางสร้างสรรค์เสมอ การสร้างสรรค์ของลูก เช่น วิวัฒนาการ ถ้าประกอบไปด้วยสัมมัปปธานแล้ว การสร้างสรรค์นั้นก็จะให้ความสงบสุข แล้วก็จะทำให้ตนเองนั้นเป็นตัวของตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งใคร และตัวเองจะมีชีวิตอันมั่นคง มีความสะอาด ประกอบไปด้วยกุศล และเกิดความสงบสุขในกายตน ในจิตตนอย่างมั่นคง

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [30 พ.ย. 2551 , 15:31:17 น.] ( IP = 118.173.39.183 : : )


  สลักธรรม 9

อนุโมทนาสาธุครับคุณธัญธร ที่นำหลักการดำรงชีวิตมาฝากให้อ่านกัน ด้วยเหตุการณ์ของบ้านเมืองเราในเวลานี้ ควรอย่างยิ่งที่จะมีหลักดำรงกายดำรงใจอย่างยิ่งจริงๆเลยนะครับ

จะรอติดตามอ่านตอนต่อไปครับผม

โดย พี่เณร [1 ธ.ค. 2551 , 08:59:28 น.] ( IP = 58.9.135.119 : : )


  สลักธรรม 10

ดีจังค่ะ ได้มาอ่านคำสอนที่ทำให้ใจมีความสร้างสรรค์และระมัดระวังไม่ให้กระทำสิ่งที่ผิดพลาดในการดำรงชีวิต

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่าน

โดย น้องกิ๊ฟ [1 ธ.ค. 2551 , 15:21:58 น.] ( IP = 125.27.174.4 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org