| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หลักในการดำรงชีวิต (๒)
ธรรมบรรยาย
เรื่อง หลักในการดำรงชีวิต
ของ หลวงพ่อเสือ
ตอนที่ผ่านมา
ในความเพียรกุศลอันถูกต้อง เราจะต้องมีหลักอันถูกต้อง คือองค์ประธานทั้ง ๔ อันบอกเมื่อกี้นี้แล้ว เป็นปัจจัยให้เกิดความสำเร็จ ความประสงค์ ที่เราตั้งเป้าหมายไว้ ด้วยความเพียรอันถูกต้อง เพราะจะมีกำลังคอยผลักดันให้แรงของกุศลนั้นมีอำนาจมากยิ่งขึ้น เมื่อสัมมัปปธานมีอำนาจมากยิ่งขึ้น อิทธิบาท คือกำลังเหนือก็จะตามมา กำลังเหนืออันนี้ก็คือ เมื่อเราประกอบไปด้วย
สังวรปธาน
ปหานปธาน
ภาวนาปธาน
และอนุรักขนาปธาน ในสัมมัปปธาน ๔ แล้ว ก็จะทำให้ผู้นั้นมีกำลังใน ฉันทะ
ฉันทะ ก็คือความพอใจ เมื่อมีหลักถูกต้องก็เกิดความพอใจที่จะกระทำสิ่งนั้นให้มั่นคง ด้วยความเต็มใจ ไม่เกิดความเบื่อหน่าย ที่เบื่อหน่ายแปลว่าอะไร สัมมัปปธานมันยังไม่แน่น ฉันทะจะไม่มีความเบื่อหน่ายด้วย
เมื่อมีหลักถูกต้อง มีความเพียรด้วยความพอใจอัน ไม่เบื่อหน่าย แล้ว
วิริยะ ก็เป็นกำลังส่งต่อให้ฉันทะ ก็คือ มีความเพียรประกอบสิ่งนั้นด้วยความขยันหมั่นเพียร ด้วยความพยายามเข้มแข็ง ไม่ท้อถอย เมื่อกี้ว่าอะไร ไม่เบื่อหน่าย และไม่ท้อถอย เมื่อไม่ท้อถอยแล้ว
จิตตะ ก็มีอำนาจมากขึ้นที่จะเอาใจใส่ต่อสิ่งนั้น ในการกระทำด้วยความจริงใจ ตรงต่อความสำเร็จ ไม่จับจด
เอ้า ข้อแรกอะไร ไม่เบื่อหน่าย ไม่ท้อถอย จิตก็จะไม่จับจด สามแล้วนะ ปฏิเสธหมด เมื่อจิตมีความไม่จับจด มั่นคงต่อการกระทำที่พอใจ ด้วยกำลังความเพียรแล้ว วิมังสาก็ย่อมจะเกิดขึ้น
วิมังสา ก็คือความหมั่นตรึกตรอง พิจารณาเหตุ พิจารณาผลในสิ่งนั้น ในการกระทำนั้น คือ เมื่อทำสิ่งใดไป ก็จะต้องมีการคิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสินโดยไม่ขาดสติ อันสุดท้าย
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [1 ธ.ค. 2551 , 17:33:31 น.] ( IP = 118.173.41.224 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1
เก่งนะลูก ทำให้ได้ รับรองเลย กระแสพระนิพพานอยู่ใกล้ ได้ไหม
๑. ไม่เบื่อหน่าย
๒. ไม่ท้อถอย
๓. ไม่จับจด
๔. ไม่ขาดสติ
นี่คือความไม่ ที่จะเป็นบันไดให้ถึงพระนิพพานได้
ทวนให้ฟังว่า ไม่ต้องการให้เราต่างคนต่างเรียน แล้วไม่มีการกระทำ ต้องรู้ความหมายว่า ธรรมะเกิดขึ้นที่ตน มีอยู่ในตน จะแจ้งต้องแจ้งที่ตน ไม่ใช่เขา จึงมีการอบรมสั่งสอนให้มี หลักในการดำรงชีวิต มากขึ้น
ชีวิตทุกชีวิตต้องมีการไขว่คว้าตะเกียกตะกาย เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการ แต่เราจะต้องมีความเห็นเสียก่อนว่า สิ่งที่เราได้มานั้น สมควรหรือไม่ ดีหรือชั่ว ให้ผลอย่างไร อันนี้จึงจะถูกต้อง และไขว่คว้าสมดังปรารถนาได้
หลักในการดำรงชีวิต ตามสภาวธรรมมี ๒ อย่าง
๑. ธรรม คือ มีการกระทำที่อยู่ในศีล คนมีธรรมก็คือ ปกติ
๒. อธรรม คือ มีการกระทำที่ไม่มีศีล คนไม่มีธรรมก็คือ ไม่ปกติ
อานุภาพของธรรมและอธรรม
คำว่า อธรรม ย่อมมีผลไปในทางชั่ว ทางเสื่อม ทางไม่เจริญ
ส่วนคำว่า ธรรม ย่อมมีผลไปในทางที่ดี ทางเจริญ ทางก้าวหน้า แล้ว ใครทำ ใครได้ เพราะผลของธรรมก็ย่อมเป็นวิบากธรรม ผลของอธรรมก็ย่อมเป็นวิบากอธรรม หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ผู้มีหลักธรรมประจำใจ ธรรมก็จะต้องรักษาให้ผู้นั้นมีความร่มเย็น มีความสุข ส่งเสริมชีวิตไปในทางดี ในทางถูกต้อง และตามความสมควร เราจะพูดถึงเรื่องธรรมอย่างเดียว อธรรมจะไม่สอน
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [1 ธ.ค. 2551 , 17:44:30 น.] ( IP = 118.173.41.224 : : )
สลักธรรม 2
ธรรมที่มีอุปการะ อุปการะ แปลว่า เอื้อเฟื้อสนับสนุน
ธรรมที่มีอุปการะ คือ มีความอุดหนุนมาก ก็ได้แก่
๑. มีสติ
๒. มีสัมปชัญญะ
๓. มีขันติ
๔. มีโสรัจจะ
ธรรมที่มีอุปการะมาก แยกเป็น ๒ ได้แก่
๑. สติ คือ ความระลึกได้
๒. สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัว
ผู้ใดมีธรรม ๒ อย่างนี้ ได้แก่ สติ สัมปชัญญะ ย่อมจะเป็นคนรอบคอบ และไม่ประมาท
ส่วนธรรมที่ช่วยให้เกิดความสง่างาม นอกจากอุปการะแล้ว ยังส่งเสริมให้ผู้นั้นเพียบพร้อมไปด้วยความมีคุณสมบัติผู้ดี คือ
๑. ขันติ แปลว่า ความอดกลั้น
๒. โสรัจจะ แปลว่า ความสงบเสงี่ยม
ขันติกับโสรัจจะ ส่งเสริมให้เป็นผู้มีความสง่า มีบุคลิกลักษณะเป็นคนหนักแน่น มั่นคง สุภาพ เรียบร้อย น่านับถือ
ใครประกอบไปด้วย สติ สัมปชัญญะ ขันติ โสรัจจะ ก็จะเป็นผู้ไม่ประมาท ประกอบไปด้วยความสง่างามแห่งบุคลิกของผู้ดี
ธรรมที่มีความอุปการะมากมี ๒ ข้อที่ให้ผลแรง คือ สติกับสัมปชัญญะ เมื่อมีสติสัมปชัญญะแล้ว ธรรม ๒ ข้อ อุดหนุนให้เกิดความสง่างาม ได้แก่ ขันติกับโสรัจจะ
ผู้ที่มีขันติ และโสรัจจะ เป็นบุคคลที่มีน้ำใจงาม น้ำใจดี มีกิริยาวาจาสุภาพ ไม่ทะเลาะวิวาทกับใคร เพราะได้ยิน ได้ฟัง ได้พบ ได้เห็นนั้น มีขันติ อดกลั้น มีความสง่า สงบ เป็นผู้ดีอยู่เสมอ ดั้งนั้น การที่จะไปทะเลาะวิวาทกับผู้อื่นนั้น ย่อมไม่เกิดขึ้นกับผู้ที่มีขันติและโสรัจจะ
สติ สัมปชัญญะ ขันติ โสรัจจะ จะอยู่ที่ตนเอง แล้วจะเป็นผู้สง่างามในทุกๆสถานที่ บุคลิกก็ดี ไม่ลุกลี้ลุกลน วาจาก็ไม่สับสนวุ่นวาย ใจก็ไม่ฝืดเคืองด้วย
ความจำยอมก็ไม่เกิดที่ตน ย่อมมีผลให้เกิดสติ จะดำริอะไรก็ชอบ ประกอบไปด้วยความเพียร เล่าเรียนทุกขณะด้วยจิต นิมิตด้วยปัญญา ตัณหาก็หมด
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [1 ธ.ค. 2551 , 17:56:00 น.] ( IP = 118.173.41.224 : : )
สลักธรรม 3
นะลูก จงเป็นให้หมดนะ เมื่อเป็นหมดแล้ว จะได้เป็นสัตบุรุษ ต้องมี ๔ ข้อนี้ก่อน แล้วลูกจะเป็นผู้ที่เป็นสัตบุรุษ ประกอบไปด้วยธรรม ๗ ประการ หาดูได้ทุกคน ไม่ต้องดูแต่เขา เพราะเราก็ฝึกได้
ธรรมของสัตบุรุษ คือ ธรรมที่ทำให้คนเป็นคนดี ทำให้เป็นคนน่านับถือ เพราะเป็นธรรมของผู้ที่รู้แล้ว ตื่นแล้ว ใกล้จะเบิกบาน ได้แก่
๑. ธัมมัญญุตา แปลว่า ความเป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักเหตุที่ก่อให้เกิดผล รู้ว่าอะไรเป็นเหตุทุกข์ อะไรเป็นเหตุสุข รู้ที่เหตุ รู้ต้นเหตุที่ก่อให้เกิดผล
๒. อัตถัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักผล ตะกี้รู้จักเหตุแล้ว อันนี้รู้ผลว่าเกิดจากเหตุอะไร เช่น ความสุข เหตุมาจากอะไร เป็นผลมาจากเหตุอะไร คือ เหตุกับผลอยู่คนละอัน
๓. อัตตัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักตน รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตนจึงเกิดขึ้น รู้จักตนหมายความว่า รู้จักตนเองว่า ตนมีอะไรบ้างในชีวิตตามความเป็นจริง ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และสมควรแก่การเป็นอยู่อย่างไร เช่น การกิน การหา คือ รู้จักว่า ตัวเองอยู่ในอัตภาพอะไร มีเงินเท่าไร จะซื้อได้ไหม มีความรู้จักตนเอง รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน
๔. มัตตัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักประมาณ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณจึงเกิดขึ้น รู้จักประมาณก็คือ รู้จักความพอดี ความพอควรในการแสวงหาเครื่องใช้ไม้สอย และการเลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ รู้จักประมาณในการบริโภคแต่พอควร เช่น มีรายได้เท่านี้ ควรจับจ่ายแค่ไหน รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ
๕. กาลัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักกาลเทศะ จากการรู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณแล้ว ก็ยังรู้จักว่า เวลาอันสมควรประกอบกิจใดๆ รู้จักกาลเทศะ เช่น เวลาที่กำลังฟังคนอื่นเขาพูด ไปที่ไหนก็แล้วแต่ การฟังมี ๒ ลักษณะ คือ นั่งฟัง กับ ยืนฟัง ไม่นอนฟังเด็ดขาด นอนฟังไม่มีเลยในลักษณะการฟัง การฟังจะมีอยู่ ๒ ที่จริงมีอันเดียวคือนั่งฟัง แต่อันนี้อนุโลมให้นั่งฟังกับยืนฟัง เหมือนกับดูทีวีก็ต้องนั่งดู หรือไม่ก็ยืนดูถ้าที่ไม่พอ ไม่จำเป็นไม่ต้องนอนดู เพราะนอนนั้นต้องการพักผ่อน ไม่จำเป็นต้องใช้สายตาอีกแล้ว รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาลเวลา
๖. ปริสัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักชุมชน รู้จักอย่างไร รู้จักชุมชนว่า ควรหรือไม่ ชุมชนกลุ่มนี้เป็นคณะใด นอกจากรู้จักชุมชนแล้ว กิริยาที่ควรประพฤติในชุมชนนั้นๆ เช่น ไปสัมมนา หรือไปประชุมในที่ที่มีแขกเหรื่อมาก ไม่จำเป็นไม่ต้องเอาเล็บเท้าขึ้นมาตัด ไม่สมควรอีกแล้ว เพราะต่อหน้าชุมชน มานั่งตัดแก็กๆ หรือเกาแขย็กๆ หาค้นสมบัติ อย่างนี้ไม่จำเป็น อันนี้ธรรมของสัตบุรุษ ธรรมที่ทำให้คนเป็นผู้ดี ทวน รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน
๗. ปุคคลปโรปรัญญุตา คือ ความเป็นผู้รู้จักเลือกคบบุคคลที่ควรหรือไม่ควร
รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน รู้จักเลือกคบคน ใครได้ ตนได้หมด ทำนะลูกนะ แล้วเป็นของตน
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [1 ธ.ค. 2551 , 18:08:58 น.] ( IP = 118.173.41.224 : : )
สลักธรรม 4
ธรรมพวกนี้ กับ ๔ ข้อเมื่อกี้ คือ สติ สัมปชัญญะ ขันติ โสรัจจะ ให้คุณภาพแห่งคน ในการที่จะชำระล้างขันธสันดานของปุถุชนให้ลดน้อยลง
ปุถุชน แปลว่า ผู้หนาแน่นด้วยกิเลส เพราะในการเกิด เรียกว่า สังสารวัฏฏ์ คำว่าสังสารวัฏฏ์ วัฏฏะ แปลว่า การหมุนเวียน สังสาระก็ได้แก่รูปนาม ขันธ์ ๕
ดังนั้น สังสารวัฏฏ์ ก็หมายถึง การหมุนเวียนของรูปนาม ขันธ์๕
ที่หมุนวียนได้ก็คือ มีการหมุน เวียนตายเวียนเกิด อยู่ทุกขณะจิต เวียนเอากำเนิดอยู่เรื่อยๆไปใน ๓๑ ภูมิ เรียกว่า สังสารวัฏฏ์ หรือสังสารธรรม ธรรมที่ให้เกิดอาการหมุนเวียน ทำไมถึงเป็นการหมุนเวียนได้ ก็มีองค์ธรรมอยู่ ๓ ประการ คือ
๑. กิเลสวัฏฏ์
๒. กัมมวัฏฏ์
๓. วิบากวัฏฏ์
ก็คือ กิเลส กรรม วิบาก วงกลม ๓ เปลาะที่ไม่เคยขาดจากกัน องค์ธรรมทั้ง ๓ ประการนี้ ทำให้มีการหมุนเวียนอยู่ โดยที่ไม่รู้ว่าจะจบลงได้เมื่อไร และยังต้องหมุนเวียนอยู่ตราบใด ตราบนั้นก็ต้องเป็นทุกข์อยู่ร่ำไป เพราะการหมุนเวียนของกิเลส ของกรรม ของวิบาก
กิเลสวัฏฏ์ ก็คือ การหมุนเวียนของกิเลส
กัมมวัฏฏ์ ก็คือ การหมุนเวียนของกรรม
วิบากวัฏฏ์ ก็คือ การหมุนเวียนของวิบาก
องค์ธรรมทั้ง ๓ ประการนี้ ทำให้มีการหมุนเวียนโดยไม่รู้ว่าจะจบลงได้เมื่อไร และยังต้องหมุนเวียนอยู่ตราบใด ตราบนั้นก็เป็นทุกข์อยู่ร่ำไป โดยไม่สามารถลุล่วงไปจากสังสารวัฏฏ์ได้ นี่คือคำว่า สังสารวัฏฏ์
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [1 ธ.ค. 2551 , 18:21:01 น.] ( IP = 118.173.41.224 : : )
สลักธรรม 5
เรามาดูกันว่า อะไรบ้างที่ทำให้กิเลส กรรม วิบากนั้น มีผลอยู่เรื่อยๆ ก็จะแยกไปทีละตัว ตัวแรกก่อน กิเลส
กิเลส หมายถึง สภาพที่ทำให้เศร้าหมอง หรือสภาวะที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง หรือเป็นสิ่งที่ทำให้ไม่ถึงความบริสุทธิ์ได้ คือ ความสะอาด
เรามาดูว่าทุกอันมีลักษณะ ๓ คือ มีลักษณะ มีกิจ มีเครื่องปรากฏ
กิเลส มีองค์ธรรมถึง ๑๐ ประการ คือ
๑. โลภะ คือ สภาวะที่อยากได้
๒. โทสะ คือ สภาวะที่ดุร้าย หยาบกระด้าง หรือโกรธ
๓. โมหะ คือ สภาวะที่หลง ไม่รู้ตามความเป็นจริง
๔. มานะ คือ สภาวะที่ทำให้เกิดความถือตัว
๕. ทิฏฐิ คือ สภาวะที่มีความเห็นผิด
๖. วิจิกิจฉา คือ สภาวะที่มีความสงสัยในอารมณ์
๗. ถีนะ คือ สภาวะที่ทำให้จิตใจหดหู่ เศร้าหมอง
๘. อุทธัจจะ คือ สภาวะที่ทำให้จิตใจฟุ้งซ่าน รำคาญใจ
๙. อหิริกะ คือ สภาวะที่ไม่มีความละอายต่อบาป
๑๐. อโนตตัปปะ คือ สภาวะที่ไม่กลัวต่อผลของการกระทำบาป
สิบตัวเป็นกิเลสวัฏฏ์ ลักษณะของกิเลส เมื่อเกิดลักษณะขึ้น มันก็ขึ้นมาทำงาน และมีเครื่องปรากฏเกิดขึ้นมา
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [1 ธ.ค. 2551 , 18:29:37 น.] ( IP = 118.173.41.224 : : )
สลักธรรม 6
๑ โลภะ
มีความปรารถนายินดีในอารมณ์ เป็นลักษณะ เมื่อโลภเกิดขึ้น คือ ความอยากได้ นี่คือ ลักษณะของโลภะ โลภะเกิดขึ้น ก็มีความยินดีอยากได้ในอารมณ์เป็นลักษณะ จะสังเกตได้อย่างไร ถ้าเผื่อมีความยินดีพอใจเกิดขึ้นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง หรือปรารถนาในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ที่เราเกิดความพอใจ ต้องการขึ้นมา ลักษณะอันนี้เรียกว่า โลภะ เช่น ติดใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นโลภะ โลภะอันนี้ไม่มีรูปร่างหน้าตา แต่ก็สามารถรู้ได้เมื่อมันเกิดขึ้นในจิตใจของตน เรียกว่า โลภะ
เมื่อเห็นลักษณะแล้ว ก็มีการข้องติดอยู่ในอารมณ์ เป็นกิจ เมื่อลักษณะพอใจเกิดขึ้น ก็มีความติดใจ เป็นกิจ
นอกจากมีกิจแล้ว ก็มีความไม่พอใจ เป็นเครื่องปรากฏ
มีลักษณะเกิดขึ้น มีกิจมาทำงาน และมีความไม่พอใจเป็นเครื่องปรากฏ เรียกว่า ความไม่รู้จักพอใจในอารมณ์ เป็นเครื่องปรากฏ เราจะรู้ได้ว่า โลภะเกิดขึ้นแล้ว กิเลสเกิดขึ้นแล้วในตน ด้วยการค้นคว้าลักษณะอันนี้ ไม่พอใจนี้ หมายถึงอะไร กลัวจะพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก ความไม่ต้องการให้ของของฉันต้องหลุดไป เป็นเครื่องปรากฏ กลัวจะเสื่อม กลัวจะหมด ไม่มีความพอใจในสิ่งนั้นเลย ความกลัว คือ ความไม่พอใจ ไม่ต้องการ
๒ โทสะ
มีความดุ โหดร้าย มีความขาดเมตตา กรุณา เป็นลักษณะ
มีความขุ่นมัว ไม่แช่มชื่น หรือเผาผลาญจิตใจให้เกิดร้อนในตนเอง และผู้อื่น เป็นกิจ นี่เป็นกิจการงานของโทสะ โทสะไม่ใช่คน ไม่ใช่เรา ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล แต่เป็นลักษณะของสภาวธรรม คือ เป็นธรรมชนิหนึ่ง ซึ่งจัดอยู่ในอกุศล คือ ในฝ่ายบาป
ตามความเป็นจริงไม่มีคนมาโกรธ มีแต่จิตโกรธ แล้วก็ไม่มีคนหรือสัตว์มาเป็นผู้ดุร้ายหรือขุ่นมัว เป็นเพียงลักษณะของโทสะเท่านั้น ลักษณะของมันก็คือ ความดุร้าย ความหยาบกระด้าง เกิดขึ้นมาทางจิต ตามความหนักเบาเท่านั้นเอง
เมื่อมีลักษณะ มีกิจแล้ว ก็มีโทสะ คือมีการประทุษร้าย เป็นเครื่องปรากฏ เช่น ประทุษร้ายตนเอง คือ มีการฆ่าตัวตาย มีการตบอกชกหัว เอามีดกรีดเนื้อตัวเอง เป็นเครื่องปรากฏ
มีการประทุษร้ายที่ตัวเองและผู้อื่น อย่างตัวเองนี่คืออะไร เมื่อรักเขาแล้ว เขาไม่รัก ก็เกิดโกรธ เมื่อเกิดอำนาจโกรธแล้ว ก็มีจิตขึ้นมาทำ แล้วมาเฉือนตัวเอง นี้คือลักษณะเป็นเครื่องปรากฏ มีการทุบอกชกหัวตัวเอง หรือมีการประทุษร้ายบุคคลอื่น เช่น ตีคนอื่น ด่าคนอื่น ฆ่าคนอื่น เป็นต้น นี้คือความปรากฏขึ้นมาจากกิจการงาน และลักษณะของโทสะ ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [1 ธ.ค. 2551 , 18:38:21 น.] ( IP = 118.173.41.224 : : )
สลักธรรม 7
๓ โมหะ
มีการกระทำให้มืดบอดในสภาวะแห่งความเป็นจริง ได้แก่ สัจธรรม เป็นลักษณะ
โมหะ กับ อวิชชา เป็นตัวเดียวกันหรือไม่
อวิชชา ก็คือความไม่รู้อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ ดังนั้น โมหะมีการกระทำ คือ เป็นผลของอวิชชา อวิชชาเป็นเหตุ โมหะก็ทำหน้าที่เป็นผล มาปิดบังไว้ซึ่งสภาวะสัจธรรมตามความเป็นจริง เป็นลักษณะ เพราะฉะนั้น คนที่ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ หรือไม่รู้ว่า ชาติ คือ การเกิดเป็นทุกข์ นี่คือโมหะ ลักษณะธรรมชาติของโมหะ
เมื่อมีโมหะเกิดขึ้น ทำให้เกิดความไม่รู้แจ้งเห็นจริงตามสภาวะของอารมณ์ เป็นกิจ เมื่อมีความปิดบัง ก็ไม่รู้แจ้ง เป็นกิจ มันปิดหมด ทำให้เกิดความหลงว่าเป็นคน เป็นสัตว์ บุคคล ต่างๆไป เช่น คนนั้นเป็นน้อง คนนี้เป็นแม่ คนนั้นเป็นลูก ความรัก ความชังก็ย่อมเกิดขึ้นมา เนื่องจากมีโมหะปิดบังว่า นี่ลูกฉัน นี่แม่ฉัน นี่ศัตรูฉัน
เมื่อมีของฉันขึ้นมา ความรัก ความชัง ก็ย่อมเกิดขึ้นมา เป็นเครื่องปรากฏ เพราะโมหะตัวเดียว นี่แม่ฉัน นี่คนของฉัน นี่คือชีวิตของฉัน ว่าคนอื่นเป็นชีวิตฉันด้วยนะ เธอเปรียบเสมือนชีวิตฉัน ตอนนั้นโมหะเกิด เพราะโมหะคือความมืด ปัญญาคือความสว่างแจ้ง มีการกระทำให้โมหะหมดไป โดยไม่ต้องกำจัดโมหะ เพียงทำปัญญาให้เกิดเท่านั้นเอง
โมหะมีการกระทำผิดๆเป็นเครื่องปรากฏขึ้นมาแล้ว มันเป็นของละเอียดมาก นอกจากละเอียดอ่อนแล้วยังสุขุมมาก ด้วยการกระทำของมันเอง โดยไม่มีใครรู้ นอกเสียจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะเกิดขึ้นมาเท่านั้น อุบัติขึ้นมาเท่านั้นจึงจะมีความรู้ ถ้าเผื่อสมัยพระสมณโคดมสิ้นสุดพุทธกาลพุทธศาสนาไปแล้ว ความมืดบอดก็มีอยู่ จนกระทั่งจะต้องมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ความจริงจึงปรากฏขึ้นมา
เมื่อเกิดไฟบัลลัยกัลป์ครั้งหนึ่งแล้ว ผู้ที่เกิดหลังไฟบัลลัยกัลป์จะต้องเจอแต่ความมืดบอด จนกว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมาปรากฏ ฉะนั้น จงสะสมปัญญาไว้ จะได้ไม่ลบเลือนภายใต้กาลแห่งไฟบัลลัยกัลป์ พวกที่สะสมเขาก็อยู่กลุ่มหนึ่ง พวกที่เกิดมานั้นเกิดด้วยโมหะ จำไว้
หลังพระพุทธเจ้าได้สิ้นศาสนาไปหนึ่งครั้ง จะเกิดไฟบัลลัยกัลป์ เมื่อเกิดไฟบัลลัยกัลป์แล้ว ก็มีการวิวัฒนา กรรม จิต อุตุ อาหาร สร้างโลกของหลักวิทยาศาสตร์ ทุกอย่างไหลไปตามเหตุ มีการหมุนรอบวงโคจรของดวงอาทิตย์ แล้วมีการเก็บอำนาจของพลังงาน สร้างอานุภาพด้วยการกระทำของมัน คือจิตมาปฏิสนธิ ปฏิสนธิช่วงนั้น ช่วงแรกหลังไฟบัลลัยกัลป์ ๙๘% จะมาจากอบายภูมิ จนกระทั่งไกล้ถึงพระศรีอริยเมตไตรย์จะมาอุบัติ พวกบนสวรรค์และสุคติภูมิ จึงจะมาปฏิสนธิ
เก็บที่อยู่ของลูก ทำที่อยู่กันไว้ เพราะโมหะมีการกระทำผิด เป็นเครื่องปรากฏ จึงจะต้องมีผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้เห็นแจ้งในอริยสัจธรรมทั้ง ๔ มาเป็นผู้ประกาศศาสนา
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [1 ธ.ค. 2551 , 18:47:20 น.] ( IP = 118.173.42.247 : : )
สลักธรรม 8
๔ มานะ
มีการลำพองในใจ ทำให้จิตใจหยาบกระด้าง เป็นลักษณะ
มีการถือดี อวดหยิ่งยโส เป็นกิจ
มีการยกตนข่มท่าน เพื่อจะเอาชนะ เป็นเครื่องปรากฏ
๕ ทิฏฐิ
มีการเห็นผิดจากความจริงของสภาวธรรม เป็นลักษณะ
เห็นผิด คิดผิด วิปลาส เป็นลักษณะ
มีการลูบคลำงมงายในอารมณ์ที่ตนเห็นนั้น เป็นกิจ เช่น ลูบคลำในสีลัพพตปรามาส คือ มีมิจฉาทิฏฐิ มีการทรมานตัวเอง มีการไปอาบน้ำล้างบาป เป็นกิจ ก็เพราะว่า ทิฏฐิเข้าไปลูบคลำข้อปฏิบัติผิดๆ เป็นกิจ
แล้วก็เที่ยวได้ลองแล้วลองอีก เชื่อแล้วเชื่ออีก ท่องโน่น ท่องนี่ สับเปลี่ยนไป หาอารมณ์กำหนดที่แน่นอนไม่ได้ เดี๋ยวจะเอาคาถานั้น เดี๋ยวจะเอาคาถานี้ เดี๋ยวอ่านตำรานั้น เดี๋ยวอ่านตำรานี้ เป็นเครื่องปรากฏ
เพราะนอกจากพระโสดาบันเท่านั้นเอง จึงจะรู้แน่ได้ว่า ตนเองได้ดำเนินมาถูกต้องแล้ว คือ พ้นจากวิจิกิจฉา นอกนั้นลูบคลำในสีลัพพตปรามาส ฉะนั้น รีบทำตนให้เป็นพระโสดาเสีย จะได้เหลือทางเดียว พวกที่แสวงหาตำรานั้น ตำรานี้ จับไม่มั่น คั้นไม่แตก แบกแต่ทุกข์ นี่คือพวกทิฏฐิวิปลาส
ทิฏฐิ มีความยึดมั่นผิด เป็นเครื่องปรากฏ การปรากฏของทิฏฐิ ลักษณะก็คือ ความไม่รู้ความจริง คือไม่เกิดสัมมาทิฏฐิ เกิดแต่มิจฉาทิฏฐิ
๖ วิจิกิจฉา
มีความสงสัยในอารมณ์ เป็นลักษณะ เมื่อมีความท้อถอยจากความเพียรเกิดขึ้นแล้ว ก็มีความสงสัยในอารมณ์เป็นลักษณะ
มีความไม่แน่นอน หวั่นไหวอยู่เสมอ เป็นกิจ
มีความวินิจฉัยอารมณ์ คือ จับยึดมั่นอารมณ์หลายๆอย่าง เป็นเครื่องปรากฏ
เอ้า ท่องอันนี้ไม่พอ เอาอันนี้ใส่ วิจิกิจฉา เพราะอารมณ์ใดที่เป็นอารมณ์หยาบแล้ว เช่น พุทโธ คำนี้ก็เป็นกุศล ให้ผลไปในทางดี ไม่หยาบกระด้าง ทำจิตใจให้เป็นกุศล ไม่เอาแล้ว เปลี่ยนใหม่ นี่ มีความหวั่นไหว ไม่แน่นอน เป็นกิจ
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [1 ธ.ค. 2551 , 18:57:28 น.] ( IP = 118.173.42.247 : : )
สลักธรรม 9
๗ ถีนะ
มีความไม่อุตสาหะ เป็นลักษณะ
มีความท้อถอยจากความเพียร เป็นกิจ
มีความไม่ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ เป็นเครื่องปรากฏ
ไม่ยกจิตขึ้นสู่อารมณ์ หมายถึงจิตอันง่วงแล้ว ไม่อยากจะทำอะไรต่อ อยากแต่จะนอนอย่างเดียว เป็นเครื่องปรากฏ
๘ อุทธัจจะ
มีความฟุ้งซ่าน ไม่สงบ เป็นลักษณะ
มีความไม่หยุดนิ่งในอารมณ์ เป็นกิจ
ฟุ้งแล้วจิตสงบไม่ได้ มันไม่นิ่ง เป็นกิจของมัน
มีการตื่นเต้น วุ่นวาย หมุนเวียน โครมคราม อยู่ตลอดเวลา เป็นเครื่องปรากฏ
๙ อหิริกะ
มีความไม่ละอายต่อบาป หรือ ความชั่ว เป็นลักษณะ
มีความไม่หดหู่ ไม่หลีกเลี่ยงต่อความชั่ว เป็นกิจ
มีการกระทำชั่ว เป็นเครื่องปรากฏ มาทางกาย วาจา และใจ เพราะอหิริกะมีความสำคัญ เพราะถ้าเผื่อมีตัวนี้แล้ว การทำชั่วจึงมีเกิดขึ้น
เมื่อใดทำชั่ว เมื่อนั้นมีอหิริกะ หรือไม่มีความหลีกเลี่ยงต่อบาป
แต่อันนี้มีแยกให้ฟังว่า ความไม่เกรงกลัวต่อบาป คือ ความไม่ละอายต่อบาปนี้ ควรจะละให้ได้ ๔ ข้อ เพราะที่ไม่ละอายกันนั้น มี ๔ ข้อนี้ที่สำคัญมาก ที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันก็คือ
๑ ไม่ละอายต่อวัย วัยนี้สมควรทำอะไร ทำเกินวัย ไม่ละอายต่อวัย เช่น มีการเสพสมก่อนจะถึงวัย นี่คือไม่ละอายต่อวัย
๒ ไม่ละอายต่อเพศ คือ การกระทำให้ผิดแผกแตกต่างจากเพศที่เป็นจริงอยู่
๓ ไม่ละอายต่อตระกูล คือ ไม่เกรงกลัววงศาคณาญาติว่า การทำดีของวงศาคณาญาติจนถึงเรา เราเป็นผู้ทำลาย
๔ ไม่ละอายต่ออกุศล ก็คือ มีจิตใจวิปริตผิดแผกไป แตกต่างไปจากผู้อื่น คือ ไม่ปกติ ชอบแต่อกุศล
๑๐ อโนตตัปปะ
มีการไม่เกรงกลัวต่อบาป เป็นลักษณะ
มีความไม่สยดสยองต่อบาป เป็นกิจ
มีการทำชั่ว เป็นเครื่องปรากฏ
อโนตตัปปะ มีอารมณ์เป็นอนาคต คือ ไม่กลัวต่อนรก ไม่กลัวต่อคุก ต่อตะราง
กิเลส คือ เครื่องเศร้าหมอง เป็นการหมุนเวียนของเครื่องเศร้าหมอง ๑๐ ประการ
โปรดติดตามตอนต่อไป
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [1 ธ.ค. 2551 , 19:13:19 น.] ( IP = 118.173.42.247 : : )
สลักธรรม 10มาอ่านสาระธรรมโดยย่อ แต่ก่อให้เกิดความเข้าใจวงจรของชีวิตได้มาก
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะพี่ธัญธรโดย น้องกิ๊ฟ [2 ธ.ค. 2551 , 14:45:17 น.] ( IP = 125.27.170.152 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |