| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ความหลัง (๑๒)
ความหลัง
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
![]()
ตอนที่ผ่านมา
๑๒. ทานมัย
ดูก่อนท่านผู้แสวงบุญ อานุภาพแห่งบุญย่อมมีอยู่เป็นอันมาก แม้พระเจ้าอโศกมหาราชและพระนางอสันธิมิตตา อัครมเหสี มีอานุภาพและความเจริญสุขถึงปานนั้นก็ด้วยผลแห่งบุญที่เคยทรงทำไว้
ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี มีพ่อค้าน้ำผึ้งคนหนึ่งตั้งร้านขายน้ำผึงอยู่ในตลาด ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ณ ภูเขาคันมาทน์ป่วยเป็นวัณโรค จะต้องได้น้ำผึงเป็นเภสัช พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นเพื่อนกัน มายังเมืองพาราณสีเพื่อแสวงหาน้ำผึ้ง พบนางทาสีคนหนึ่งกำลังทูนหม้อน้ำไปท่าน้ำ เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นางจึงถามด้วยความเอื้อเฟื้อว่าจะไปไหนและต้องการสิ่งใด พระปัจเจกพุทธเจ้าตอบว่า ต้องการน้ำผึ้งเพื่อนำไปทำยา นางเหยียดมือออกชี้ตลาดน้ำผึ้งว่า
"พระคุณเจ้า นิมนต์ไปทางนั้นเถิด ตลาดน้ำผึ้งอยู่ที่นั่น"
และแล้วนางก็เดินตามไปด้วยหวังว่า "ถ้าพ่อค้าน้ำผึ้งไม่ถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เราจักซื้อถวายเองแล้วค่อยหาทรัพย์มาใช้หนี้ภายหลัง" นางได้เดินตามพระปัจเจกพุทธเจ้าไปและยืนอยู่หน้าร้านขายน้ำผึ้ง
พ่อค้าได้เห็นแล้วมีจิตยินดี นำน้ำผึงมาถวายเต็มบาตร จนล้นออกมาภายนอกบาตรหยดลงสู่พื้น เขาเลื่อมใสยิ่งนัก ตั้งจิตปรารถนาว่า "พระคุณเจ้า ด้วยอานิสงส์แห่งทานนี้ ด้วยอานุภาพแห่งบุญนี้ ข้าพเจ้าพึงครองสมบัติเป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีป และขออาชญาของข้าพเจ้าพึงแผ่ไปแม้ทั้งบนอากาศและภายใต้แผ่นดิน"โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [2 ธ.ค. 2551 , 07:35:18 น.] ( IP = 58.9.136.24 : : )
สลักธรรม 1พระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวอนุโมทนาว่า "จงเป็นอย่างนี้เถิดอุบาสก" แล้วกลับไป นางทาสีถามพระปัจเจกพุทธเจ้าว่า ท่านได้น้ำผึ้งแล้วหรือ ท่านตอบว่าได้แล้ว จนล้นบาตร และพ่อค้าปรารถนาความเป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีป นางได้ฟังดังนั้นจึงตั้งความปรารถนาเป็นอัครมเหสีของพระราชานั้น
ดูก่อนภราดา พ่อค้าน้ำผึ้งในครั้งนั้นมิใช่ใครอื่น คือพระเจ้าอโศกมหาราชนี่เอง ส่วนนางทาสีในครั้งนั้นคือพระนางอสันธิมิตตาอัครมเหสีของพระองค์ ข้อพระหัตถ์และข้อพระบาทของพระนางกลมกลึงเกลี้ยงเกลา สวยงามยิ่งนัก เพราะอานิสงส์แห่งการเหยียดมือออกชี้ทางไปตลาดน้ำผึ้งแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ดูเถิด ดูอานิสงส์แห่งการทำบุญร่วมกันและทำด้วยศรัทธาเลื่อมใสอย่างแท้จริง
ดูก่อนท่านผู้แสวงสันติวรบท ในการทำบุญทำทานนั้น จาคะเจตนาคือความตั้งใจในการเสียสละนับว่ามีความสำคัญมาก แม้เพียงความไม่โลภซึ่งประกอบด้วยจาคะเจตนา ท่านก็จัดเป็นทานเหมือนกัน การให้อภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นหรือการรักษาศีล ๕ ท่านจัดเป็นอภัยทาน ซึ่งมีความสำคัญในหมู่มนุษย์มาก
การตั้งใจแนะนำพร่ำสอนผู้อื่นให้เว้นทางแห่งความชั่ว ดำรงอยู่ในทางแห่งความดี ท่านเรียกว่า ธรรมทาน ซึ่งเป็นทานที่มีผลเลิศกว่าทานอื่น ๆ สมจริงดังพระพุทธดำรัสว่า "การให้ธรรมย่อมชนะหรือเลิศกว่าการให้ทั้งปวง รสแห่งธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง ความยินดีในธรรมย่อมชนะความยินดีทั้งปวง และความสิ้นตัณหาย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง"โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [2 ธ.ค. 2551 , 07:39:22 น.] ( IP = 58.9.136.24 : : )
สลักธรรม 2ดูก่อนภราดา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า "ภิกษุทั้งหลาย ทักษิณาหรือทานที่ประกอบด้วยองค์ ๖ เหล่านี้ (ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก)
คือ องค์ประกอบของผู้ให้ (ทายก) มี ๓ องค์ประกอบ ของผู้รับ (ปฏิคาหก) มี ๓ องค์ ของทายก ๓ คือ ก่อนให้มีใจยินดี กำลังให้มีใจผ่องใส ให้แล้วมีใจชื่นบาน องค์ของปฏิคาหกมี ๓ เหมือนกันคือ เป็นผู้ปราศจากราคะ หรือปฏิบัติเพื่อเป็นผู้ปราศจากราคะ เป็นผู้ปราศจากโทสะ หรือปฏิบัติเพื่อปราศจากโทสะ เป็นผู้ปราศจากโมหะ หรือปฏิบัติเพื่อปราศจากโมหะ ภิกษุทั้งหลาย การประมาณบุญเพราะทานอันประกอบด้วยองค์ ๖ นี้ มิใช่สิ่งที่จะทำโดยง่ายเลย ว่า "ความหลั่งไหลแห่งบุญ ความหลั่งไหลแห่งกุศลว่า มีประมาณเท่านี้ ๆ นำสุขมาให้ ให้อารมณ์เลิศด้วยดี มีวิบากเป็นสุขเป็นไปพร้อมเพื่อเกิดในสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขอันน่าปรารถนา น่าใคร่พอใจ กองบุญนั้นนับเป็นกองบุญใหญ่ นับไม่ได้ (อสงฺเขยฺโย) ประมาณไม่ได้ (อปฺปเมยฺโย) ทำนองเดียวกันกับน้ำในมหาสมุทร นับไม่ได้ ประมาณไม่ได้ว่าเท่านั้นเท่านี้ แต่ถือได้ว่าเป็นกองน้ำใหญ่สุดประมาณทีเดียว"
ภราดา จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า "ทานที่ให้แก่ผู้มีศีลย่อมมีผลมาก ที่ให้แก่ผู้ทุศีลหามีผลมากอย่างนั้นไม่" แต่ถ้าบุคคลทำความยำเกรงในสงฆ์ ทำอุทิศสงฆ์ แม้ทานที่เขาให้แก่สมณทุศีลก็ยังมีผลมากกว่าถวายแก่พระอรหันต์โดยแท้ ข้อนี้เป็นเรื่องแปลก แต่จริง สมดังที่พระพุทธเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ว่า "ดูก่อนอานนท์ ไม่ว่าจะกล่าวโดยปริยายใด ปาฏิบุคลิกทาน (ทานที่ให้เจาะจงบุคคล) จะมีผลมากกว่าสังฆทานไม่ได้"
ภราดา ทานซึ่งประกอบด้วยองค์ ๖ นี้ พระศาสดาทรงแสดงแก่ภิกษุทั้งหลายที่เชตวนาราม เมืองสาวัตถี เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งอุบาสิกาคนหนึ่ง ชื่อ เวฬุกัณฏกีนันทมาดา ได้บำเพ็ญทักษิณาประกอบด้วยองค์ ๖ ในภิกษุสงฆ์ มีพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเป็นประมุข พระผู้มีพระภาคทรงทอดพระเนตรด้วยทิพยจักษุแล้วตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาเฝ้า ทรงเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่อุบาสิกาบำเพ็ญทักษิณาซึ่งประกอบด้วยองค์ ๖ ดังกล่าวแล้วโดย เทพธรรม..นำมาฝาก [2 ธ.ค. 2551 , 07:43:22 น.] ( IP = 58.9.136.24 : : )
สลักธรรม 3คราวหนึ่ง เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ กุฎาคารศาลา ป่ามหาวัน เมืองเวสาลี สีหเสนาบดีแห่งนครเวสาลีนั้นเข้าเฝ้า ขอให้ทรงแสดงผลแห่งทานที่เห็นได้ในปัจจุบัน พระผู้มีพระภาคทรงแสดงอานิสงส์แห่งทาน ๕ ประการ คือ
๑. ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักเป็นที่พอใจของผู้รับ
๒. คนดีเป็นอันมาก ย่อมพอใจคบหาสมาคมกับผู้นั้น
๓. เกียรติคุณอันงามย่อมฟุ้งขจรไปไกล
๔. เป็นผู้แกล้วกล้าไม่เก้อเขินในการเข้าสมาคม
๕. เมื่อสิ้นชีพแล้วย่อมบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์
สีหเสนาบดีกราบทูลว่า ผลแห่งทาน ๔ อย่างข้างต้น เขาเห็นได้ด้วยตนเอง ตัวท่านเองเป็นพยานได้ว่าเป็นจริง แต่ประการที่ ๕ ท่านไม่เห็นด้วยตนเอง แต่เชื่อพระผู้มีพระภาค
ดูก่อนภราดา ผู้ฉลาดย่อมเชื่อผู้รู้บ้าง พิจารณาด้วยปัญญาของตนบ้าง ลองปฏิบัติดูบ้างว่ามีผลเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ มีโทษหรือมีคุณ ถ้ามีผลเป็นสุขและมีคุณก็ทำต่อไป ถ้ามีผลเป็นทุกข์และมีโทษก็ตั้งใจงดเว้นหรือเลิกละเสีย พระพุทธองค์ตรัสเตือนไว้ว่า
"ถ้าบุคคลทำบาป ก็อย่าทำบาปบ่อย ๆ ไม่ควรพอใจในบาปนั้น เพราะการสั่งสมบาปเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ถ้าบุคคลทำบุญ ก็ควรทำบุญนั้นบ่อย ๆ ควรทำความพอใจในบุญ เพราะการสั่งสมบุญเป็นเหตุให้เกิดสุข"โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [2 ธ.ค. 2551 , 07:46:08 น.] ( IP = 58.9.136.24 : : )
สลักธรรม 4ดูก่อนท่านผู้มุ่งบารมี การสั่งสมมีความหมายและมีความสำคัญต่อชีวิตมาก คนสั่งสมสิ่งใดบ่อย ๆ ย่อมเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งนั้น คนสั่งสมบุญย่อมเต็มไปด้วยบุญ สั่งสมบาปเต็มไปด้วยบาป สั่งสมความรู้ย่อมเต็มไปด้วยความรู้ เปรียบเหมือนหยาดน้ำที่ตกลงทีละหยด ย่อมทำภาชนะให้เต็มได้
"จงดูการสั่งสมจอมปลวกของตัวปลวก การสั่งสมน้ำผึ้งของตัวผึ้ง (ส่วนในด้านสิ้นเปลือง) จงดูการสิ้นไปทีละน้อยแห่งยาหยอดตา"
ผู้มีความเพียรย่อมสะสมความรู้และความดีทีละน้อย นานวันเข้าย่อมมากไปด้วยความรู้และความดี ส่วนผู้เกียจคร้านมัวผลัดวันประกันพรุ่งและมัวอ้างนั่นอ้างนี่เพื่อจะไม่ทำความดี และไม่แสวงหาความรู้ นานวันเข้าก็ย่อมมากไปด้วยความชั่วและความโง่เขลา ชีวิตของคนเราไม่ยาวนานนัก แม้เพียงแสวงหาความรู้และสะสมความดีก็ไม่ทันแก่เวลาเสียแล้ว จะมีเวลาที่ไหนไปสะสมอวิชชาและความชั่วเล่า
ความเกียจคร้านเป็นภัยใหญ่ในชีวิตมนุษย์ ความเกียจคร้านจะไปลบล้างคุณธรรมอื่น ๆ เสียสิ้น ส่วนความเพียรจะช่วยอุดหนุนคุณธรรมอื่นที่มีอยู่น้อยให้สมบูรณ์ขึ้น เช่น คนผู้มีสติปัญญาน้อย ย่อมชดเชยได้ด้วยใช้ความเพียรให้มากขึ้นโดย เทพธรรม..นำมาฝาก [2 ธ.ค. 2551 , 07:49:25 น.] ( IP = 58.9.136.24 : : )
สลักธรรม 5ดูก่อนท่านผู้แสวงบุญ บุคคลผู้มีปัญญา ควรสั่งสมอุปนิสัยอันดีงามให้แก่ตนอยู่เสมอ เช่นอุปนิสัยในการให้ทาน (ทานุปนิสัย) อุปนิสัยในการรักษาศีล (สีลุปนิสัย) และอุปนิสัยในการอบรมจิตให้สว่างสงบ (ภาวนูปนิสัย)
ผู้ฝึกฝนมาดีในการเสียสละ ย่อมสละได้โดยง่าย ไม่ต้องฝืนใจมาก เป็นการปฏิบัติธรรมในเรื่องความเสียสละได้โดยไม่ยาก และสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ ย่อมให้ได้แม้ซึ่งสิ่งที่ผู้อื่นให้โดยยากอย่างยิ่ง เช่น อวัยวะอันเป็นที่รักและแม้แต่ชีวิต" สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
"เมื่อสัตบุรุษให้สิ่งที่ให้ได้โดยยาก ทำสิ่งที่ทำได้โดยยากอยู่ อสัตบุรุษทำตามไม่ได้ เพราะธรรมของสัตบุรุษทำตามได้ยาก เพราะฉะนั้น คติ คือ ทางดำเนินหรือทางไปของสัตบุรุษและอสัตบุรุษย่อมต่างกัน อสัตบุรุษย่อมไปนรก ส่วนสัตบุรุษย่อมไปสวรรค์"
ผู้ฝึกฝนมาดีในเรื่องศีล ย่อมรักษาศีลได้โดยง่าย การประพฤติล่วงศีลด้วยซ้ำไป เขาทำได้โดยยาก เพราะมีหิริและโอตตัปปะคอยควบคุมกำกับอยู่ ให้รู้สึกละอายตนเองและเกรงกลัวต่อผลแห่งบาปกรรม จึงงดเว้นความชั่วได้โดยสมัครใจ เหมือนคนรักความสะอาดเว้นสิ่งสกปรกได้ด้วยความยินดีของตนเอง หาใช่เพราะมีใครบังคับไม่โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [2 ธ.ค. 2551 , 07:52:17 น.] ( IP = 58.9.136.24 : : )
สลักธรรม 6พระพุทธองค์ตรัสว่า
"คนดี ทำดีได้ง่ายทำชั่วได้ยาก คนชั่ว ทำชั่วได้ง่ายทำดีได้ยาก ความชั่วอันพระอริยเจ้าทำได้โดยยากอย่างยิ่ง"
ดูก่อนท่านผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่ ที่คนมักพูดกันว่า "ทำชั่วง่ายทำดียากนั้น" เป็นจริงเพียงครึ่งเดียวคือจริงสำหรับคนชั่วเท่านั้น แต่สำหรับคนดีแล้ว ทำดีง่ายทำชั่วยาก ดังพระพุทธพจน์ที่กล่าวมา การหมั่นรักษาศีลเป็นการหัดเว้นชั่วและทำดี ด้วยกาย วาจา อย่างน้อยเป็นการควบคุมกายวาจาให้ห่างจากโทษภัยต่าง ๆ เมื่อนานเข้าก็จะเป็นผู้มีกายวาจาสะอาดอยู่เสมอ
ผู้ฝึกฝนมาดีในเรื่องภาวนา คือการอบรมจิต ย่อมทำให้จิตใจสงบรวมลงเป็นหนึ่ง (เอกัคคตา) ได้ง่าย จิตที่ยังไม่ได้ฝึก ย่อมเป็นเหมือนสัตว์เถื่อน ไม่ควรแก่การงาน แต่เมื่อฝึกให้ดีแล้ว ย่อมเป็นเหมือนสัตว์เป็นต้นว่าช้างหรือม้าที่ฝึกให้เชื่องแล้ว ย่อมควรแก่การงาน ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า
"ภิกษุทั้งหลาย เรามองไม่เห็นสิ่งอื่นแม้อย่างเดียว ที่อบรมดีแล้ว ย่อมควรแก่การงานและเป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่เหมือนจิตภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรมดีแล้วย่อมควรแก่การงานและเป็นไปเพื่อประโยชน์ใหญ่
ส่วนจิตที่มิได้อบรม ย่อมไม่ควรแก่การงานและย่อมเป็นไปเพื่อโทษใหญ่ อนึ่ง จิตที่มิได้อบรมให้ดีย่อมนำแต่ทุกข์มาให้ ส่วนจิตที่อบรมดีแล้วย่อมนำแต่สุขมาให้"
การอบรมจิตให้ดี จึงควรเป็นงานหลัก งานสำคัญของมนุษย์เพราะเมื่อจิตดีแล้ว ย่อมพลอยทำให้งานที่ทำนั้นพลอยดีไปด้วยและมีผลเป็นความสงบสุขทั้งแก่ตนและผู้อื่น
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [2 ธ.ค. 2551 , 07:57:00 น.] ( IP = 58.9.136.24 : : )
สลักธรรม 7"คนสั่งสมสิ่งใดบ่อย ๆ ย่อมเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งนั้น" นับเป็นคำที่กำหนดทิศทางชีวิตได้เป็นอย่างดี ทำให้เลือกตัดสินใจได้ง่ายในการกระทำ และก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงสิ่งสำคัญที่ควรอบรมให้มากก็คือ จิต
ความหลังในตอนนี้เป็นตอนที่แสดงเรื่องของทานมัยได้อย่างกระชับเลยทีเดียว
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะที่นำมาให้อ่านโดย น้องกิ๊ฟ [2 ธ.ค. 2551 , 15:50:08 น.] ( IP = 125.27.170.152 : : )
สลักธรรม 8
การอบรมจิตให้ดี จึงควรเป็นงานหลัก งานสำคัญของมนุษย์
เมื่ออบรมจิตให้ฝักใฝ่ในกุศลอยู่เสมอๆ อานุภาพของบุญกุศลนั้นย่อมอำนวยผล ซึ่งภาพความหลังในตอนนี้ ชี้ให้เห็นชัดถึงอานุภาพของ...ทานมัย
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทพธรรมมากค่ะที่นำภาพความหลัง มาเป็นกรณีศึกษาให้เพียรประพฤติและปฏิบัติตาม ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่ออนุชนรุ่นหลังที่กำลังเพียรสร้างทางเดินเพื่อให้หลุดพ้นจากวัฏฏภัยค่ะ
กราบอนุโมทนา สาธุ สาธุ ค่ะ
![]()
โดย พี่ดา [4 ธ.ค. 2551 , 09:47:17 น.] ( IP = 124.121.175.246 : : )
สลักธรรม 9ได้เห็นอานิสงส์แห่งการทำบุญด้วยศรัทธาเลื่อมใส แม้เพียงการเหยียดมือออกชี้และเดินตาม ผลบุญยังทำให้มีอวัยวะสวยงามยิ่ง
และได้ข้อเตือนใจว่า งานสำคัญของมนุษย์คือการอบรมจิต เพราะจิตที่อบรมดีแล้วย่อมนำแต่สุขมาให้
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ค่ะ ที่ได้นำธรรมะมาฝากไว้ค่ะโดย เซิ่น [7 ธ.ค. 2551 , 21:30:00 น.] ( IP = 58.8.46.11 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |