มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความหลัง (๑๓)




ความหลัง
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ




ตอนที่ผ่านมา

๑๓. ผลแห่งความเพียร

ดูก่อนภราดา บุคคลแม้ทำบาปมามาก แต่เมื่อรู้สึกตัว รีบกลับตัวเสียแล้วให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา มีความเพียรไม่ย่อหย่อน ย่อมได้ที่พึ่งอันเกษมในศาสนานี้ ดังเรื่องของสามเณรมิลกะต่อไปนี้

สมัยเมื่อเป็นคฤหัสถ์ พระมิลกะ เลี้ยงชีพด้วยปาณาติบาตเป็นประจำ วางขวากดักบ่วงไว้ในป่าอย่างละ ๑๐๐ (หนึ่งร้อย) สะสมบาปไว้เป็นอันมาก

วันหนึ่ง นายมลกะกินเนื้อปิ้งในที่ ๆ ดักบ่วงนั่นเอง เกิดกระหายน้ำ จึงเดินไปเปิดหม้อน้ำที่พระเถระรูปหนึ่งผู้อยู่ป่าวางไว้ ท่านกำลังเดินจงกรมอยู่ เขาไม่เห็นน้ำเลยแม้หยดเดียว จึงโกรธพระเถระกล่าวคำด่าออกมาว่า "ภิกษุ ท่านกินข้าวของชาวบ้านแล้ว มัวแต่นอนเกียจคร้านอยู่ น้ำประมาณยาหยอดตาก็ไม่ได้ตักไว้ ทำอย่างนี้ไม่ควรเลย"

พระเถระคิดว่า "เราตักน้ำไว้เต็มหม้อทีเดียว เหตุไฉนนายมิลกะจึงกล่าวเช่นนี้ จึงเดินไปดู เห็นน้ำเต็มหม้อ จึงบอกให้เขาทราบว่าน้ำเต็มหม้ออยู่ พอนายมิลกะจักตักดื่ม หม้อนั้นกลายเป็นว่างเปล่าแห้งผากไม่มีน้ำเลย พระเถระต้องตักให้ดื่ม เขาดื่มถึง ๓๒ ขันเล็กด้วยความกระหายเกิดสังเวชสลดใจว่า "กรรมของเราจริงหนอ หม้อน้ำที่เต็มเปี่ยมด้วยน้ำ กลับกลายแห้งผากเหมือนกระเบื้องร้อน อนาคตแห่งชีวิตของเราจักเป็นเช่นไรหนอ"

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 05:42:20 น.] ( IP = 58.9.141.190 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

เขาวิตกกังวลถึงชีวิตในอนาคต กลัวต่อเวรกรรม จึงขอบวชต่อพระเถระ เมื่อบวชแล้วขณะที่เจริญสมาธิภาวนาหรือวิปัสสนาภาวนาสถานที่ ๆ ท่านเคยฆ่าเนื้อและสุกรก็ดี สถานที่ ๆ ท่านเคยดักบ่วงและขวากก็ดี มาปรากฏให้เห็นจนไม่อาจสำรวมจิตให้เป็นหนึ่งได้ มีแต่ความฟุ้งซ่านรำคาญจิตไม่ดำเนินไปในวิถีแห่งกรรมฐาน หรือสมาธิภาวนาเลย ท่านคิดว่าการบวชของท่านไม่มีประโยชน์อันใดปรารถนาจะลาสิกขา สึกไปครองเพศฆราวาสอย่างเดิม จึงเข้าไปหาพระเถระเล่าเรื่องนั้นให้ฟัง

พระเถระบอกให้ไปตัดไม้สด ๆ มากองไว้เป็นกองใหญ่แล้วเอาไฟจุด แต่ไม่สามารถจะจุดให้ติดได้ พระเถระจึงนำไฟ ประมาณเท่าแสงหิ่งห้อยจากอเวจีมหานรกมาด้วยฤทธิ์ จ่อเข้าที่กองไม้สดนั้น เพียงขณะเดียวไม้กองใหญ่ก็เผาสิ้น เหมือนเผาใบไม้แห้ง สามเณรมิลกะมองดูด้วยความพิศวงอย่างที่สุด พระเถระตอบว่า "ถ้าเธอสึกออกไป เธอจะต้องตกนรกหมกไหม้ในอเวจีอย่างแน่นอน"

จำเดิมแต่เห็นไฟอเวจีแล้ว สามเณรมิลกะมีจิตครั่นคร้ามแล้วต่อไฟนรกนั้น วอนถามพระเถระผู้อาจารย์ว่า "พระพุทธศาสนาสามารถนำสัตว์ออกจากทุกข์ได้จริงหรือ?"

เมื่อได้รับการยืนยันจากพระเถระแล้ว สามเณรมิลกะได้ให้คำมั่นกับอาจารย์ว่า "เมื่อพระพุทธศาสนาเป็นนิยยานิกธรรมจริงแล้ว กระผมจักพยายามเปลื้องตนให้พ้นทุกข์ให้จงได้ ท่านอาจารย์อย่าได้เป็นห่วงเลย"

ตั้งแต่นั้นมา สามเณรมิลกะได้ใช้ความเพียรอย่างยิ่งยวดในการบำเพ็ญสมณธรรม เมื่อง่วงนอนก็เอาฟางชุบน้ำให้เปียกแล้ววางไว้บนศีรษะ นั่งห้อยเท้าลงในสระน้ำ วันหนึ่ง พระเถระได้ให้โอวาทแก่เธอว่า...

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 05:46:58 น.] ( IP = 58.9.141.190 : : )


  สลักธรรม 2

"ยศย่อมเจริญแก่บุคคลผู้หมั่นเพียร มีสติ มีการงานสะอาด มีปกติใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ เป็นผู้สำรวมดีแล้ว เป็นอยู่โดยธรรมและไม่ประมาท"

สามเณรน้อยรับโอวาทของพระเถระด้วยความเคารพและตั้งใจอย่างมั่นคงว่า เราจะต้องเป็นผู้มีความเพียร มีสติ ฯลฯ สำรวมเป็นอยู่โดยธรรมและไม่ประมาท

เธอยืนอยู่ ณ ที่นั้นเองสามารถตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่างได้ สำเร็จเป็นพระอนาคามี เป็นผู้ไม่กลับมาสู่โลกนี้อีก

กรรมอันไม่มีโทษคือการให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา หรือการช่วยเหลือผู้อื่นในกิจที่ชอบอันท่านเรียกว่า "ไวยาวัจจะ" เป็นสิ่งที่ควรทำโดยแท้

ดูก่อนท่านผู้แสวงบุญ ถ้ามนุษย์ในโลกนี้ เว้นจากการเบียดเบียนกัน ต่างเต็มใจช่วยเหลือเอื้อเฟื้อกันด้วยน้ำใจอันงามแล้ว โลกนี้จะข้ามพ้นความยากเข็ญเป็นอันมาก แต่ความเห็นแก่ตัวและเห็นแต่ตัวของคนเรามีมากเกินไป จนมองไม่เห็นความเดือดร้อนของผู้อื่นและไม่เห็นแก่ผู้อื่น โลกของเราจึงอยู่ในสภาพที่เดือดร้อนวุ่นวายและมีภาระอันหนักอยู่มิเว้นวาย

การมีน้ำใจช่วยเหลือผู้อื่นในกิจที่ชอบนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้โดยไม่ยากเลย ถ้ามนุษย์เราปลูกฝังคุณธรรมคือความกรุณาให้มีในใจอยู่เสมอ ความกรุณาจะมีลักษณะให้ทนไม่ได้ต่อความทุกข์ ความเดือดร้อนของผู้อื่น มีความทุกข์หวั่นใจต่อความทุกข์ของผู้อื่นเสมอ ด้วยความทุกข์ของตน มองคนทั้งหลายเห็นเป็นเสมือนญาติพี่น้องของตน เป็นน้องบ้างพี่บ้าง ลุงป้า น้าอาบ้าง มารดาบิดา ปู่ย่า ตายาย ของตนบ้าง

เมื่อทำใจได้อย่างนี้ จิตใจย่อมอ่อนโยนพร้อมที่จะช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเขาให้พ้นทุกข์ มีความเอิบอิ่มใจเมื่อได้ทำความดี แม้จะเหนื่อยกายบ้างแต่ก็สบายใจ อิ่มใจ และสุขใจ สิ่งที่ทำนั้นยังจะอำนวยวิบากสมบัติให้ในสัมปรายภพอีกด้วย ตัวอย่างเช่นเรื่องของช่างชุนคนหนึ่ง

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 05:53:34 น.] ( IP = 58.9.141.190 : : )


  สลักธรรม 3

ในอุตตราปถบนบท (อินเดียเหนือ) พระเจ้าอังกุรราชกุมารมีพี่น้องด้วยกัน ๑๑ พระองค์ เป็นหญิงหนึ่ง พระนามว่าอัญชนเทวี เมื่อพระราชบิดาสิ้นพระชนม์แล้วได้แบ่งราชสมบัติออกเป็น ๑๐ ส่วนเฉพาะพี่น้องที่เป็นชาย ทรงลืมพระเชฏฐภคินีไป พอนึกก็แบ่งใหม่เป็น ๑๑ ส่วน แต่อังกุรราชกุมารทรงเสนอว่าไม่ต้องแบ่งใหม่ ขอให้ให้ส่วนของพระองค์แก่พระพี่นาง ส่วนพระองค์เองจะทำการค้า ขอให้พี่ สละเงินภาษีในชนบทให้แก่พระองค์ เพื่อเป็นทุนในการค้าขาย ทุกพระองค์ตอบตกลงตามข้อเสนอของอังกุรราชกุมาร

อังกุรราชกุมารทรงทำอาชีพค้าขาย ทรงมีอัธยาศัยในการบริจาค จึงถวายมหาทานทุกวัน ทรงมีคนรับใช้คนหนึ่ง ทรงมอบหมายให้รักษาเรือนคลัง เขาเป็นคนมุ่งประโยชน์มีน้ำใจดีและซื่อสัตย์ อังกุรราชกุมารจึงนำกุลธิดา (หญิงผู้มีตระกูล) คนหนึ่งมาให้เป็นภรรยา เขาสิ้นชีวิตลงขณะที่บุตรยังอยู่ในครรภ์

เมื่อเด็กซึ่งเป็นบุตรของเขาโตขึ้นได้มีการวินิจฉัยกันว่า เด็กคนนี้เป็นทาสหรือเป็นไท (บิดาของเขาเป็นทาสของอังกุรราชกุมาร) พระนางอัญชนเทวีพระพี่นางทรงทราบเรื่องนี้ ทรงชี้ขาดว่าเด็กเป็นไท (เป็นเสรีชน) เพราะมารดาของเขามิได้เป็นทาส ทรงเปลื้องเด็กนั้นจากความเป็นทาสเสียได้ แต่เด็กมีความละอายจึงไม่ยอมอยู่ในที่นั้น จึงเดินทางไปอยู่ ณ โรรุวนคร แต่งงานกับธิดาของช่างชุน เลี้ยงชีพด้วยการรับชุนผ้า อยู่ไกลบ้านของเศรษฐีคนหนึ่งชื่ออสัยหะ

อันว่า อสัยหเศรษฐีนั้นเป็นผู้มีอัธยาศัยงาม มีจิตใจกว้างขวางเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อาทรต่อความเป็นอยู่ของคนยากไร้ ให้ตั้งโรงทานเพื่อคนเข็ญใจ อนาถา และคนเดินทาง เนื่องจากบ้านของช่างชุนอยู่ต้นทาง เมื่อคนเข็ญใจหรือคนอนาถามาถึงไม่รู้จักบ้านของอสัยหเศรษฐีก็ถามช่างชุน ช่างชุนคิดอย่างคนเป็นสัมมาทิฏฐิว่า "เราเกิดมาเป็นคนยากจน เห็นจะเป็นเพราะไม่ได้ทำบุญไว้ในปางก่อน แม้บัดนี้ก็ไม่มีอะไรที่จะให้ใคร เราควรเป็นคนมีน้ำใจบอกทางแก่คนขอทานทุกคน" เขาคิดดังนี้ จึงชี้ทางให้คนขอทานด้วยความยินดี

ต่อมาเมื่อสิ้นชีพลง เขาไปเกิดเป็นรุกขเทพประจำอยู่ ณ ต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งมีเงาครึ้ม มีกิ่งก้านสาขาไพศาลอยู่ในทะเลทราย เมื่อเขาปรารถนาสิ่งใด ๆ เพียงแต่เหยียดมืออกแล้วนึกว่า "ขอสิ่งนั้นจงมี" สิ่งนั้นก็จะปรากฏขึ้น นี่คืออานิสงส์แห่งไวยาวัจจมัยกุศล คือการช่วยชี้ทางแก่คนเข็ญใจในสมัยที่เขาเป็นช่างชุน"

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 05:58:23 น.] ( IP = 58.9.141.190 : : )


  สลักธรรม 4

คราวหนึ่ง อังกุรราชกุมาร นำขบวนเกวียนไปค้าขาย ผ่านทะเลทราย เสด็จถึงที่กันดารนั้น ทรงหลงทางวนเวียนอยู่หลายวัน อาหารสำหรับชาวเกวียน หญ้าและน้ำสำหรับโคหมดเกลี้ยง ทุกคนนึกถึงความตายซึ่งรออยู่ข้างหน้าไม่ไกลนัก

แต่การที่เคยช่วยเหลือผู้อื่นไว้ด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่เคยไร้ผล รุกขเทพซึ่งสถิต ณ ต้นไทรใหญ่ระลึกถึงอุปการะที่อังกุรราชกุมารเคยทำไว้แก่ครอบครัวของตนในกาลก่อน จึงทำต้นไทรให้ปรากฏแก่อังกุรราชกุมาร (อาจโดยวิธีชักนำมาสู่ต้นไทรนั้น หรือถ้าไม่ต้องการให้เห็น ก็อำพรางเสียด้วยเทพฤทธิ์ก็ย่อมได้)

อังกุระทอดพระเนตรเห็นต้นไทรใหญ่ ทรงร่าเริงยินดีเข้าประทับใต้ต้นไทร รุกขเทพเหยียดมือออกอธิษฐานให้น้ำปรากฏขึ้นให้พวกเกวียนอิ่มหนำด้วยน้ำดื่มที่สะอาดบริสุทธิ์ ต่อจากนั้น ชาวเกวียนปรารถนาสิ่งใด ๆ ก็เนรมิตสิ่งนั้น ๆ ให้ตามความต้องการ อังกุระทอดพระเนตรเห็นดังนั้น แปลกพระทัยตรัสถามว่า ฤทธิ์ของท่านนี้สำเร็จด้วยบุญอะไร รุกขเทพจึงเล่าเรื่องทั้งปวงในอดีตถวายให้ทรงทราบ

ดูก่อนท่านผู้แสวงบุญ ขอได้โปรดพิจารณาดูเถิดว่าคุณความดีที่บุคคลทำไว้ด้วยความตั้งใจดี มีผลอย่างไร แม้คนไม่มีทรัพย์ก็ทำความดีได้ด้วยกำลังกาย กำลังความคิดและกำลังใจอันแน่วแน่เด็ดเดี่ยวว่าเราจะทำ ในสังคมมนุษย์นั้น ถ้าไม่ขาดแคลนน้ำใจต่อกันแล้ว อะไรเล่าจะขาดแคลน คนเราในสังสารวัฏอันยาวนานนี้ ย่อมเคย เกิดกันมาทุกแบบ เป็นนั่นบ้างเป็นนี่บ้าง ต่ำบ้างสูงบ้าง มั่งคั่งบ้าง ยากจนขัดสนบ้าง ดังพระพุทธพจน์ต่อไปนี้

"ท่านผู้เห็นภัยในสังสารวัฏทั้งหลาย สังสารวัฏนี้ยาวนานเหลือเกิน เงื่อนต้น เงื่อนปลายไม่ปรากฏสำหรับสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องร้อยรัด แล่นไป ท่องเที่ยวไปอยู่

"ภิกษุทั้งหลาย เมื่อพวกเธอเห็นคนตกทุกข์ได้ยากเข็ญใจ เธอทั้งหลายพึงคิดว่า แม้เราก็คงเคยเป็นอย่างนี้ เคยเสวยทุกข์เข็ญปานนี้มาแล้ว เพราะเหตุไรจึงควรคิดอย่างนี้เล่า ภิกษุทั้งหลาย เพราะสังสารวัฏเป็นสิ่งยาวนาน เงื่อนต้น เงื่อนปลายไม่ปรากฏ ฯลฯ ภิกษุทั้งหลาย เท่านี้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เพื่อจะเบื่อหน่าย เพื่อจะคลายกำหนัดในสังขารทั้งปวง เพื่อจะพ้นไปเสียจากสังขารทั้งปวง

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 06:03:19 น.] ( IP = 58.9.141.190 : : )


  สลักธรรม 5

"ภิกษุทั้งหลายเมื่อพวกเธอเห็นคนที่มีความสุขความพรั่งพร้อม เธอทั้งหลายพึงคิดว่า แม้เราก็เคยเสวยความสุขสำราญอย่างนี้มาแล้วเหมือนกัน ฯลฯ (เพื่อจะได้ไม่เห่อเหิมทะยาน เสวยความสุขซ้ำซากอยู่อย่างนั้น) เพียงเท่านี้ก็น่าจะพอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่าย...."

ดูก่อนท่านผู้แสวงคุณอันประเสริฐ แม้เพียงชาติเดียว วิถีชีวิตของคนเราบางคนก็ยังเปลี่ยนไปได้เป็นอันมาก ทั้งนี้นอกจากกรรมในอดีตแล้ว คุณธรรมในปัจจุบันก็มีความสำคัญอยู่เป็นอันมากในการเบนวิถีชีวิตคน ข้าพเจ้าขอนำเรื่องสัก ๒ เรื่องมาประกอบข้อความตอนนี้ เรื่องหนึ่งคือเรื่องของ พระเจ้าอัฒมาสก ซึ่งแสดงถึงคุณธรรมแห่งความขยัน ความมั่นคง ความมีน้ำใจเด็ดเดี่ยว อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของ บุตรเศรษฐีซึ่งมีทรัพย์มาก แต่ตกต่ำจนสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะการมิได้ตั้งตนไว้โดยชอบ

เรื่องพระเจ้าอัฒมาสก เป็นดังนี้..

ทางทิศอุดรแห่งประตูเมืองพาราณสี มีบุรุษยากจนคนหนึ่งทำงานรับจ้างตักน้ำแก่คนทั้งหลาย เขาเป็นคนมีกำลังแข็งแรง และขยันหมั่นเพียร มีความตั้งใจจริง คราวหนึ่งรับจ้างตักน้ำได้เงินมาครึ่งมาสก เอาแอบฝังที่ใกล้กำแพงประตูเมือง ต่อมาเขาย้ายไปรับจ้างขนน้ำในที่อื่น ๆ สุดแล้วแต่จะมีคนจ้างจนไปถึงใกล้ประตูเมืองด้านใต้ ไปได้ภรรยาที่นั่นเป็นหญิงยากจนทำงานรับจ้างเหมือนกัน

วันหนึ่งเป็นวันเล่นมหรสพสนุกของชาวเมือง ภรรยาถามสามีว่ามีทรัพย์บ้างหรือไม่ สามีบอกว่ามีอยู่ครึ่งมาสกแต่ฝังไว้ใกล้ประตูเมืองทิศอุดรนานแล้ว มันไกลเหลือเกิน ภรรยาขอร้องให้ไปเอาทรัพย์นั้นมาบอกว่า ของนางเองก็มีครึ่งมาสกเหมือนกัน เมื่อรวมกันแล้วก็พอจะซื้อของหอมดอกไม้และของเล็ก ๆ น้อย ๆ เล่นมหรสพกับชาวบ้านได้

ฝ่ายสามีเห็นด้วย รับปากภรรยาแล้วรีบออกเดินทางวิ่งบ้างเดินบ้าง ฝ่าเปลวแดดยามเที่ยงวันซึ่งกำลังร้อนจัด ผ่านพระลานหลวงของพระเจ้ากรุงพาราณสี พระราชาทอดพระเนตรเห็นบุรุษผู้นั้นเดินบ้างวิ่งบ้างร้องเพลงบ้างผ่านหน้าพระลานหลวงไปด้วยใจร่าเริงท่ามกลางแสงแดดอันแผดกล้า ทรงฉงนพระทัย จึงรับสั่งให้ราชบุรุษไปนำเขามาเฝ้า เห็นแล้วทรงมีพระทัยกรุณาตรัสถามว่า

"จะไปไหนพ่อคุณ แดดร้อนอย่างนี้?"

"ไปเอาทรัพย์ พระเจ้าข้า" เขากราบทูลอย่างนอบน้อม

"ที่ไหน?"

"ที่ใกล้ประตูเมืองทางทิศอุดร พระเจ้าข้า"

"คงจะมากซินะ จึงอุตส่าห์ฝ่าเปลวแดดไปอย่างนี้"

"ไม่มาก พระเจ้าข้า แค่ครึ่งมาสกเท่านั้นเอง"

"อ้อ" พระราชาทรงอุทาน มีพระทัยกรุณามากขึ้น

"เอาไปทำอะไร? เงินครึ่งมาสกน่ะ"

"เอาไปซื้อของเล่นมหรสพกับภรรยาพระเจ้าข้า"

"จะพอหรือ เงินเท่านี้"

"ของภรรยาอีกครึ่งมาสกพระเจ้าข้า เอามารวมกัน"

"ก็คงไม่พออยู่ดี" พระราชาตรัส "แต่เอาเถอะ เงินจำนวนนี้เราจะให้ เจ้ากลับบ้านไปเล่นมหรสพกับภรรยา"

"เป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้า พระเจ้าข้า แต่ข้าพระองค์ต้องไปเอาทรัพย์ที่ฝังไว้มาด้วย"

"เงินเพียงเท่านี้จะฝ่าเปลวแดดที่ร้อนแรงไปทำไป"

"แต่ความรัก มันร้อนแรงยิ่งกว่าเปลวแดดพระเจ้าข้า"

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 06:13:55 น.] ( IP = 58.9.141.190 : : )


  สลักธรรม 6

พระราชาทรงพระสรวลอย่างพอพระทัย ในคำตอบของเขา ทรงดำริว่า คนคนนี้ฉลาดแหลมคมและมีความตั้งใจเด็ดเดี่ยวไม่โลเลเพื่อจะทดลองเขาต่อไป จึงตรัสว่าจะพระราชทานเงินให้หนึ่งมาสก สองมาสก สูงเรื่อยขึ้นไปจนถึงร้อยถึงพันหมื่นและแสนแล้วให้เขากลับ

แต่ชายผู้นั้นก็ยังคงยืนยันว่าจะไปเอาทรัพย์ของเขา จำนวนครึ่งมาสกอยู่นั่นเอง พระราชาทรงพอพระทัยในความเด็ดเดี่ยวของเขา ทรงให้ราชบุรุษนำเขาไปอาบน้ำ ลูบไล้ด้วยเครื่องหอม นุ่งหุ่มด้วยผ้าใหม่มีค่ามากควรแก่ราชูปโภค แล้วให้ประชุมข้าราชบริพารมุขมนตรีแล้วตรัสในที่ประชุมว่า

"บุรุษนี้มีปัญญา มีความอดทน มีความเพียร มีความตั้งใจเด็ดเดี่ยว มีคุณธรรมสมควรเป็นผู้ใหญ่ เป็นผู้ปกครองบ้านเมือง เพราะฉะนั้นเราจึงตั้งเขาให้เป็นสหายของเราช่วยกันปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุขต่อไป เราให้เขาครองราชสมบัติครึ่งหนึ่งของกรุงพาราณสีนี้"

ทรงให้เตรียมพิธีราชาภิเษกในวันนั้น บุรุษผู้ยากไร้ได้เป็นพระราชาเพราะเหตุที่มีคุณธรรมมั่นคง ทรงพระนามว่าอัฒมาสกราชา (พระราชาครึ่งมาสก) พระเจ้าอุทัยราชทรงสั่งสอนรัฐประศาสนศาสตร์ให้ด้วยพระองค์เอง ไม่นานนัก พระเจ้าอัฒมาสกก็ทรงชำนาญในการปกครองเป็นที่รักเคารพอย่างจิรงใจของประชาราษฎร ทรงมีคุณธรรมเป็นพื้นฐานอยู่ แล้วทรงทำพระองค์เป็นตัวอย่างในด้านคุณธรรม ราฎษรทั้งหลายได้เห็นผลแห่งความมั่นคงในคุณธรรมจากชีวิตของพระราชานั่นเอง จึงพากันประพฤติตามโดยไม่ยาก

ดูก่อนท่านผู้สืบมรรคาแห่งความดี พระศาสดาของเราตรัสไว้มิใช่หรือว่า

"เมื่อโคกำลังข้ามฟาก ถ้าโคนายฝูงนำไปตรง โคทั้งปวงก็คงไปตรงเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพราะผู้นำนำไปตรงฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ผู้ใดได้รับสมมติให้เป็นผู้ประเสริฐ เป็นหัวหน้า ถ้าผู้นั้นประพฤติธรรมดำเนินตามธรรม คนทั้งปวงก็คงจะดำเนินตามธรรมด้วย ถ้าพระราชาหรือผู้ปกครองรัฐ เป็นผู้ประพฤติธรรมประกอบด้วยธรรมแล้ว ชาวแว่นแคว้นทั้งปวงก็จะอยู่เย็นเป็นสุข"

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องบุตรเศรษฐีผู้มีทรัพย์มาก ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของตนเป็นอันมากในชีวิตเดียว เพราะเหตุที่ตั้งตนไว้ไม่ชอบไม่ถูกต้อง เรื่องย่อเป็นดังนี้

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 06:19:46 น.] ( IP = 58.9.141.190 : : )


  สลักธรรม 7

เศรษฐีในกรุงพาราณสีคนหนึ่งมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ (๘๐๐ ล้าน) ได้มอบทรัพย์นั้นให้เป็นมรดกแก่บุตรของตน เขาไม่ให้บุตรศึกษาเล่าเรียนอะไร เพราะเห็นว่าทรัพย์เท่านี้มีมากพอที่ลูกจะใช้หาความสุขไปตลอดชีวิต แต่เขาคิดผิด

ท่านจึงว่า มารดาเป็นไพรี บิดาเป็นศัตรูเพราะไม่ให้บุตรศึกษา บุตรนั้นจะไม่สง่างามในท่ามกลางชุมชน เหมือนนกยาง ท่ามกลางฝูงหงส์

เด็กหนุ่มได้แต่งงานกับกุมารีแห่งตระกูลมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ เหมือนกัน เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไปแล้ว ทั้งสองช่วยกันผลาญทรัพย์ ๑๖๐ โกฏิจนหมดสิ้น เศรษฐีติดสุรา ใช้ทรัพย์ไปในการดื่มสุราและหาความเพลิดเพลินอื่น ๆ อันเป็นอบายมุขทั้งนั้น ไม่ประกอบการงานใด ๆ เลย รายได้ไม่มี มีแต่การใช้จ่ายให้หมดไป เพื่อนฝูงก็มีแต่นักเลงสุราปลอกลอกกิน ในที่สุดเศรษฐีนั้นก็กลายเป็นขอทาน

วันหนึ่ง พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเศรษฐีและภรรยายืนอยู่ที่ประตูโรงฉัน คอยรับอาหารที่เหลือจากภิกษุและสามเณร

พระองค์ทำอาการแย้ม พระอานนท์ทูลถาม จึงตรัสว่า "อานนท์ เธอจงดูบุตรเศรษฐีมีทรัพย์มากถึง ๑๖๐ โกฏิ แต่ผลาญหมดแล้วเที่ยวขอทาน ถ้าเขาประกอบการงานในวัยต้นจะได้เป็นเศรษฐีที่หนึ่งของนครนี้ ถ้าออกบวชจักได้บรรลุอรหัตตผล ภรรยาของเขาจักบรรลุอนาคามิผล ถ้าทำงานในมัชฌิมวัยจักได้เป็นเศรษฐีที่ ๒ ออกบวชจะได้สำเร็จอนาคามิผล ภรรยาของเขาจักได้เป็นสกทาคามี ถ้าทำงานในปัจจัยฉิมวัย จักได้เป็นเศรษฐีชั้นที่ ๓ ออกบวชจักได้เป็นสกทาคามี ภรรยาของเขาจักได้เป็นโสดาบัน แต่บัดนี้เขาเสื่อมหมดแล้วทั้งโภคะของคฤหัสถ์และสามัญผล (ผลแห่งสมณะ ผลทางธรรม) ดังนี้แล้วตรัสพระคาถาว่า

"คนเขลาไม่รีบประพฤติพรหมจรรย์ (ทำความดี) ไม่รีบขวนขวายหาทรัพย์เสียตั้งแต่วัยหนุ่มสาวย่อมซบเซาเหมือนนกกะเรียนแก่ ซบเซาอยู่ในหนองน้ำที่มีแต่เปือกตม ปลาหมดเสียแล้ว เขานอนทอดถอนระลึกถึงความหลังเหมือนลูกศรตกจากแล่งแล้ว (ไม่มีกำลังวิ่งอีก)

การทำความดีนั้น ท่านว่าให้ทำทุกวัน และทำไปตั้งแต่วัยต้น ๆ ไม่ต้องรอให้แก่เสียก่อนแล้งจึงค่อยทำ จะเป็นการเข้าป่าจวนค่ำได้ไม้ไม่กี่ต้น หรือ "เจอไม้งามเมื่อขวานบิ่นเสียแล้ว" หมายความว่า เที่ยวระหกระเหินทำความชั่วช้าสามานย์อยู่ได้ตั้งแต่เด็กจนแก่ ไม่รู้คุณค่าของความดีและศาสนา แต่พอรู้ได้ก็แก่จวนตายเสียแล้ว ให้รู้สึกเสียดายว่าได้ทำความดีน้อยไป จะขอยืดเวลาต่อมัจจุราชก็ไม่ได้ เพราะท่านให้เวลามาตั้งมากแล้ว มัวเอาไปใช้อย่างอื่นเสีย

ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงสอนให้รีบทำความดี รีบหนีความชั่ว เพราะชีวิตคนรู้ไม่ได้ว่าจะตายเมื่อไร ถ้าคิดว่ารอให้แก่เสียก่อนแล้วค่อยทำความดี ถ้ามีอันเป็นอยู่ไม่ทันถึงแก่ตายเสียก่อนจะทำอย่างไร มิเสียโอกาสในการทำความดีในการพัฒนาจิตใจไปชาติหนึ่งหรือ? เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรประมาท ควรรีบทำความดีเสียแต่ยังหนุ่มสาว

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 06:24:43 น.] ( IP = 58.9.141.190 : : )


  สลักธรรม 8

อีกประการหนึ่ง การหาทรัพย์ก็ควรรีบหาในวัยหนุ่มสาวเหมือนกัน พลาดโอกาสแล้วตั้งตัวยาก และจะลำบากมากในภายแก่ ใครมัวลุ่มหลงเพลิดเพลินเสียในวัยหนุ่มสาว มิได้เก็บทรัพย์สมบัติเผื่อไว้ใช้บ้างในยามชรา พอความแก่มาถึงเข้าจริงทำอะไรไม่รอดหาทรัพย์ไม่สะดวกจะเดือดร้อนไปจนตาย จะหวังพึ่งลูกหลานนั้นยากเพราะมีภาระต้องเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียหรือผัวของเขาเหมือนกัน เหลือแล้วเขาถึงจะเอื้อเฟื้อมาถึงคนแก่ เพราะฉะนั้นควรเตรียมตัวไว้สำหรับเป็นที่พึ่งแห่งตนในวัยชราด้วยจึงจะชอบ ลูกหลานส่วนมากก็ชอบเคารพยำเกรงคนแก่ที่ไม่ต้องพึ่งเขา

การหาทรัพย์นั้น ควรหาในทางสุจริต ถ้าหาทางนี้ไม่ได้ก็อย่าหาเลย เพราะพลาดพลั้งไปกอบโกยทางทุจริตเข้า จะต้องไปรับโทษชดใช้ในนรกหนักนัก ไม่คุ้มกัน ยอมอดยอมจนดีกว่าการแสวงหาทรัพย์โดยไม่ชอบธรรม

อย่างไรก็ตาม ควรพยายามตั้งตัวให้ได้เสียแต่วัยกลางคนเป็นอย่างช้า

คำอุปมาในพระพุทธพจน์นี้ ที่ว่าเหมือนลูกศรที่ตกจากแล่งนั้นอธิบายว่า ลูกศรเมื่อยิงไปแล้วพ้นจากแล่งแล้ว เมื่อตกลงยังพื้นดินไม่มีใครหยิบขึ้นมา มันก็คงจมดินอยู่อย่างนั้น คนที่ปล่อยให้วัยทั้ง ๓ ล่วงไปโดยตั้งตัวไม่ได้ก็เช่นเดียวกัน จะต้องนอนทอดถอนระลึกถึงความหลังแล้วเสียใจ

ดูก่อนท่านผู้แสวงตน ข้าพเจ้าขอกล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า คนเรามีเวลาเท่า ๆ กัน คือวันหนึ่งมี เช้า สาย บ่าย เย็น กลางคืน ก็มี ๓ ยาม คือ ปฐมยาม มัชฌิมยามและปัจฉิมยาม เวลาเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ทำสิ่งอันเป็นประโยชน์และจะมีโทษต่อผู้ซึ่งทำสิ่งอันเป็นโทษ ผู้ฉลาดย่อมรู้จักให้เกียรติแก่เวลา เคารพต่อเวลา ให้ความสำคัญต่อเวลา ไม่พร่าเวลาหรือฆ่าเวลาเสีย ผู้ใดฆ่าเวลาบ่อย ๆ เวลาจะฆ่าเขาในกาลต่อมา

โดยธรรมดา เวลาย่อมกินสรรพสัตว์พร้อมจะฆ่าเขาในกาลต่อมา โดยธรรมดา เวลาย่อมกินสรรพสัตว์พร้อมด้วยตัวมันเองอยู่แล้วเมื่อเป็นดังนี้ก็ควรจะประกอบตนให้มีปัญญา มีศีล มีศรัทธา และมีความเสียสละ เพื่อจักได้ไม่เสียใจภายหลัง หากมีทรัพย์ก็พึงใช้ทรัพย์นั้นให้เป็นประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ทรัพย์ที่มิได้ใช้ประโยชน์จะต่างอะไรกับก้อนดินก้อนหิน มันยังจะให้โทษในการที่ต้องระวังรักษา ต้องเป็นภาระอันอาจต้องเสียชีวิตเพื่อป้องกันรักษานั้นด้วย แต่ผู้ที่ใช้ทรัพย์ไปในทางมีโทษเช่น บุตรเศรษฐีดังกล่าวมา ย่อมก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงทั้งแต่ตนและผู้อื่น คนจนตั้งตนไว้ชอบย่อมจะดีกว่าคนมั่งมีตั้งตนไว้ผิด เพราะการตั้งตนไว้ผิดเช่นนั้นนอกจากจะเป็นโทษในโลกนี้แล้ว ยังจะเป็นโทษในโลกหน้าอีกด้วย

ดูก่อนท่านผู้แสวงธรรม ด้วยประการดังกล่าวมานี้ท่านจะเห็นว่าในชีวิตคนเรา การตั้งตนไว้ชอบมีความสำคัญมาก ในการตั้งตนไว้ชอบนั้นจะต้องมีธรรมเป็นเครื่องตั้งตน เป็นเครื่องดำเนินและเป็นที่พึ่งพำนัก ดังพระพุทธภาษิตว่า

"ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นที่พึ่งเถิด อย่าได้มีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่มีที่พึ่งอยู่ลำบาก อยู่เป็นทุกข์" เป็นต้น

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 06:32:39 น.] ( IP = 58.9.141.190 : : )


  สลักธรรม 9

ทรงแสดงธรรมหรือหลักปฏิบัติสำหรับเป็นที่พึ่งไว้ ๑๐ ประการเรียกว่า นาถกรณธรรม กล่าวคือ


๑. ศีล
ความประพฤติดีงาม ความเป็นผู้มีกายวาจาสุภพเรียบร้อย เว้นโทษทางกาย วาจาอันเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น มีอาชีพบริสุทธิ์

๒. พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ศึกษาเล่าเรียนมาก ความเป็นผุ้คงแก่เรียน มีความเข้าใจลึกซึ้ง กว้างขวางในแขนงวิชาของตน

๓. กัลยาณมิตตตา ความมีกัลยาณมิตรมีเพื่อนดีมีที่ปรึกษาดี

๔. โสวจัสสตา ความเป็นผู้ว่าง่าย สอนง่าย ไม่ดื้อดึง ยอมรับฟังเหตุผล

๕. กิงกรณีเยสุ ทักขตา ความขยันช่วยเหลือกิจธุระของผู้อื่นในทางที่ถูกต้อง ไม่ดูดาย ไม่ใจจืด เอาใจใส่ในกิจธุระของผู้อื่นที่ตนพอจะช่วยเหลือได้

๖. ธัมมกามตา ความเป็นผู้ใคร่ในธรรม ชื่นชมยินดีในการศึกษาและปฏิบัติธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป และส่งเสริมผู้อื่นให้ทำเช่นนั้นด้วย

๗. วิริยารัมภะ ความเพียรไม่ย่อหย่อน รู้จักริเริ่มก้าวไปข้างหน้าไม่ถอยกลับมีความบากบั่นมั่นคงเพื่อละความชั่วประพฤติความดีใช้เรี่ยวแรงกำลังและความบากบั่นมั่นคง ไม่ทอดธุระในกุศลธรรมทั้งหลาย

๘. สันโดษ ความพอใจด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ อันเป็นของ ๆ ตน ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น ไม่แสวงหาปัจจัย ๔ มาเลี้ยงชีพโดยทางมิชอบ

๙. สติ ประกอบด้วยสติอันเป็นธรรมคุ้มครองรักษาตน มิได้ประมาท รู้จักจดจำ ระลึกได้ซึ่งกิจที่เคยทำตำที่เคยพูด ไม่หลงลืมไม่ประมาท

๑๐. ปัญญา ประกอบด้วยปัญญา รู้จักเหตุผล หยั่งรู้ความเกิดขึ้นและความดับไปของสิ่งทั้งหลายตามที่เป็นจริง อนึ่งเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาอันประเสริฐอันทำให้สิ้นทุกข์ได้

ดูก่อนท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในคุณงามความดี ทำหน้าที่ของตนให้สมบูรณ์ ยอมสละความสุขของตนเพื่อความสุขของผู้อื่นโดยชอบธรรม มีน้ำใจเสียสละ เมื่อถึงคราวที่ต้องเสียสละแม้ชีวิตก็เสียสละได้นั้น ย่อมเป็นที่ยกย่องสรรเสริญเคารพบูชาของคนทั้งหลาย แม้เป็นเพียงสัตว์ดิรัจฉาน แต่ถ้าประกอบด้วยคุณเช่นนั้นก็ยังเป็นที่เคารพสักการะแห่งพระราชา ดังเรื่องพญาลิงอันเป็นอดีตจริยาแห่งองค์สมเด็จพระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 06:40:37 น.] ( IP = 58.9.141.190 : : )


  สลักธรรม 10

นับเป็นเรื่องที่ให้หลักการและแง่คิดที่ดีมาตลอด อ่านทีไรก็สบายใจทุกครั้งกับเรื่องราวและความเป็นไปของบุคคลในสมัยนั้น

ทำให้มีกำลังใจมากที่จะเพียรทำความดีและกำจัดความไม่ดีที่ตนต่อไป และก็นำมาเป็นเครื่องตรวจสอบตนเองได้เช่นกัน เช่น การย้อนกลับไปพิจารณาถึงความประพฤติของตนว่า เป็นผู้แล้งน้ำใจหรือไม่ ใช้ทรัพย์โดยไม่สมควรหรือเปล่า หรือไม่ใช้ทรัพย์เพื่อประโยชน์เลย

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [3 ธ.ค. 2551 , 11:21:08 น.] ( IP = 125.27.174.163 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org