มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


มูลนิธิภูมิพโล ภิกฺขุ




มูลนิธิ “ภูมิพโล ภิกฺขุ”
เพื่อการค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา
จากหนังสือ พระราชปณิธานในหลวง โดย ประกาศ วัชราภรณ์


มูลนิธิ “ภูมิพโล ภิกฺขุ” ชื่อเต็มว่า “มูลนิธิภูมิพโล ภิกฺขุเพื่อการค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา”
ก่อตั้งจากการขยายกองทุนพิเศษชื่อ “ภูมิพโล ภิกฺขุ” ในสมาคมศูนย์ค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา ในวโรกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษาครบสามรอบเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ โดยขอพระราชทานพระบรมราชานุญาติให้ใช้พระราชฉายาขณะทรงผนวชว่า “ภูมิพโล ภิกฺขุ”

เมื่อกองทุนพิเศษนี้ครบ ๑๐ ปี จึงได้ขยายเป็นมูลนิธิ เพื่อเฉลิมพระเกียรติตามกระแสพระราชดำริในการจัดทำตำราทางพระพุทธศาสนาให้มั่นคงถาวร

ทั้งนี้ตั้งแต่วันเข้าเฝ้าฯ เมื่อ ๒๐ ตุลาคม ๒๕๑๕ และได้จดทะเบียนเป็นมูลนิธิเมื่อ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๖ เพื่อให้บรรลุผลตามกระแสพระราชดำริทุกประการ

คณะกรรมการมูลนิธิ “ภูมิพโล ภิกฺขุ” พร้อมด้วยคณะกรรมการสมาคมศูนย์ค้นคว้าทางพระพุทธศาสนา คณะกรรมการหาทุนสร้างพระคัมภีร์ฯ และคณะผู้บริจาคเงินสร้างพระคัมภีร์ เข้าเฝ้าฯ ณ พระตำหนักจิตรลดา เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๔

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ภูมิพโล ภิกฺขุ” ในอดีต ทรงมีกระแสพระบรมราโชวาทพระราชทานแก่ผู้เข้าเฝ้าฯ อย่างลึกซึ้ง เป็นคุณประโยชน์แก่ผู้เกี่ยวข้องทางพุทธศาสนาสุดที่จะรำพัน ทำให้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

พระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะ และองค์เอกอัครศาสนูปถัมภ์เพียบพร้อมทุกประการ จึ่งขออัญเชิญพระบรมราโชวาทมาเพื่อเป็น “อุทาหรณ์” ในเรื่องพระพุทธศาสนา แก่ผู้เกี่ยวข้องให้พึงรับทราบและสำนึกโดยทั่วกัน...ความหลายตอนว่า...


โดย ธัญธร...นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 17:33:14 น.] ( IP = 118.173.36.207 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

“การชำระและการพิมพ์พระคัมภีรต่างๆนั้น นับว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก โดยเฉพาะที่ได้พยายามทำอย่างประณีตและแจ่มแจ้งนั้น ถ้าเราทำเป็นระเบียบอย่างที่แถลงและอย่างถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดประโยชน์ได้มากมาย เพราะว่าคำสั่งสอนที่มีอยู่ในพระคัมภีร์นั้นเป็นแนวทาง เป็นสิ่งที่จะชี้ให้ผู้ที่สนใจ ได้เห็นวิธีการที่จะทำให้มีการเป็นตามจุดประสงค์ของพระพุทธศาสนา ศาสนาพุทธนั้นเรียกได้ว่าเป็นวิชาการของจิต

ฉะนั้น วิชาการใดๆก็ย่อมจะมีตำรา ตำรานั้นถ้าจะว่าด้วยวิชาการก็ต้องครบเครื่อง ถ้าวิชาการที่เกี่ยวข้องกับสอนศีลห้า ก็ย่อมเป็นวิชาการง่าย และเป็นตำราที่ไม่กว้างขวางอย่างแน่นอน และวิชาการเกี่ยวข้องกับจิตนั้น เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่กว้างขวาง ที่ลึกซึ้ง และที่ยากลำบาก ฉะนั้น ตำราจึงต้องมีมากมาย กว้างขวาง และลึกซึ้งเช่นเดียวกัน

การที่จะชำระตำราเหล่านั้น ก็มีความลำบากหลายอย่าง เพราะว่าเป็นตำราที่ไม่ได้เขียนมาแต่ต้น แต่ว่าได้สั่งสอนไว้ นับว่าเป็นเวลานานแล้ว และเขียนลงมาจารึกลงไปเป็นตำราก็เป็นเวลานาน หลังจากที่ได้สั่งสอน ฉะนั้น การที่มีตำราเหล่านั้น ก็นับว่าเป็นตำราที่จะเข้าใจยาก และยิ่งตำราเหล่านั้นนับเป็นตำราที่เก่าแก่ ใช้ภาษาที่ไม่ใช้กัน จึงมีความลำบาก และที่ได้เตือนเอาไว้ว่า บางส่วนที่จะเข้าใจยาก และอาจจะขัดแย้งกัน ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้ที่จะศึกษา จะต้องมีความระมัดระวังสิ่งที่มีความขัดแย้งกันในตำรา

วิธีแก้ที่จะทำก็คือ จะต้องแปลหรืออธิบายในลักษณะต่างกันที่ขัดแย้งกันให้ออกมา และให้ผู้ที่สนใจศึกษาวินิจฉัยเอาเอง อันนี้ก็เป็นวิธีเดียวที่จะทำได้ การที่มีการขัดแย้งก็เพราะเหตุว่าตำรานั้นเกี่ยวข้องกับจิตนั่นเอง จิตแต่ละคนก็ต่างกัน ความจริงจิตแท้ๆของคนไม่ต่างกัน แต่ที่ต่างกันก็เพราะว่ามีแนวความรู้ จะเรียกว่าชีวิตหรือกรรมต่างกัน เมื่อต่างกันแล้วก็จะมองดูในแง่ต่างกัน และเมื่อดูในแง่ต่างกันก็ไม่มีทางรู้ ยากที่จะบอกว่าผู้ใดถูกต้อง

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 17:37:32 น.] ( IP = 118.173.36.207 : : )


  สลักธรรม 2

ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนคนเราเดินทางไปแล้วเห็นภูมิประเทศ เห็นภูเขาลูกหนึ่งบอกว่าภูเขานั้นแหลม อีกคนหนึ่งเดินทางมาอีกทางหนึ่ง ได้เห็นภูเขานั้นอีกทางหนึ่งแง่หนึ่ง ก็บอกว่าภูเขานั้นกลม ใครถูกใครผิด ทั้งสองคนถูกก็ได้ ทั้งสองคนผิดก็ได้ เพราะว่าคนหนึ่งเดินผ่านมาทางที่เห็นแง่ของภูเขาแหลม ส่วนอีกคนหนึ่งเดินทางมาทางที่เห็นภูเขามนๆกลมๆ ก็เถียงกันไม่มีสิ้นสุด
อย่างนี้ก็ยังมีอีก สองคนเดินทางมาพร้อมกันถึงภูเขา ก็เห็นว่ารูปร่างมันเป็นอย่างนั้นๆ แต่มีอีกคนหนึ่งที่เดินทางมาแล้วไม่ได้ดู หรือไม่ได้เดินผ่านมา แล้วบอกว่าภูเขานั้นมืด ก็เพราะว่าผู้นั้นอยู่ในถ้ำ ไม่ได้เห็นภูเขาจริง ก็บอกว่ามืดตาม

ปัญหาของจิตก็เช่นเดียวกัน บางคนก็มีประสบการณ์ ถ้าพูดทางพระพุทธศาสนา เมื่อมีกรรมต่างกันไม่เหมือนกัน ก็มีผลต่างกันไม่เหมือนกัน ฉะนั้น การที่จะอธิบายก็อาจจะอธิบายได้ง่ายด้วยกัน แต่ว่าถ้านำประสบการณ์ของแต่ละบุคคลมาให้ผู้ที่สนใจได้ฟังได้พบเห็น ก็อาจจะสามารถที่จะตีความได้สำหรับจิตคน

ที่ว่ามานี้ ก็เพื่อที่จะตอบตามที่รายงานขึ้นมา ส่วนเรื่องคัมภีร์ทำมาอย่างถูกต้องอย่างดีแล้ว ก็ต้องคอยระมัดระวังอย่าผิดพลาด อย่าไปนึกว่าทำคัมภีร์แล้วคนจะประพฤติ ไม่เป็นเช่นนั้น หรือแม้แต่ผู้ที่ทำเองก็อาจจะผิด เพราะว่าธรรมะที่อยู่ในคัมภีร์นั้น ก็เป็นธรรมะที่ดีอยู่แล้ว และถ้าเราไม่ได้ชำระจิตใจของเรา ไม่ได้รับมาพิจารณา และไม่ได้ดูเปรียบเทียบเคียงกับจิตของเรา ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย

ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ในที่ต่างๆว่า พระพุทธเจ้าจะไม่สามารถให้แต่ละคนพ้นสงสัยได้ มีผู้ไปขอให้พระพุทธเจ้าทำให้พ้นสงสัย ท่านก็บอกว่าทำให้คนพ้นสงสัยไม่ได้ ไม่มีทาง ก็เป็นเพราะว่า แต่ละคนจะต้องพ้นสงสัยเอง จะต้องปฏิบัติด้วยตนเอง ตำราก็ชี้ให้คนพ้นสงสัยไม่ได้ ชี้ให้คนสำเร็จบรรลุไม่ได้ ต้องผู้นั้นปฏิบัติ แต่ว่าตำราก็ช่วยได้ พระพุทธเจ้าช่วยได้...ความประพฤติธรรม ต้องทำด้วยตนเอง

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 17:41:41 น.] ( IP = 118.173.36.207 : : )


  สลักธรรม 3

อันนี้ซึ่งจะต้องมีความเข้าใจว่า การทำตำรานี้ก็มีคนต่างๆนาๆ และก็ถือตำรานี้เป็นสำคัญ อันนี้ก็เป็นการตักเตือนสติกัน เพราะว่าการทำตำรานี้เป็นสิ่งที่ดีในการรักษาคำสั่งสอน ในการทำให้ผู้อื่นสามารถที่จะหาความรู้ได้ แต่ถ้าคนเราไม่พยายามหาความรู้ ตำราก็คงเป็นเช่นคาถาฝากไว้

การที่พูดเช่นนี้ เข้าใจว่า ตำรานี้มีประโยชน์มาก และต้องทำด้วยความประณีต เพราะว่าผู้ใดที่อ่านมาเจอแล้วก็จะใช้ประโยชน์ได้ และถ้าทำไม่ประณีต ผู้ที่มาดูแล้วก็จะไม่ได้ประโยชน์ ในระหว่างที่ทำตำรานี้ จะต้องใช้ความระมัดระวังมากเพราะเหตุว่า ด้วยเหตุที่ได้กล่าวนี้ เห็นว่าตำราไม่ได้เป็นความคิดคน ตำรานั้นถึงถ่ายทอดออกจากความขัดแย้งก็ได้ ถ้าสอบความขัดแย้ง ก็จะทำให้เสียหายได้

เพราะฉะนั้น การทำตำรานี้ต้องมีความระมัดระวังให้มาก ต้องไม่ให้เป็นโอกาสให้ขัดแย้งโดยเปล่าประโยชน์ การขัดแย้งนั้น ถ้าจะบอกว่าเป็นการหารือย่อมแตกต่างกัน อันนี้ก็จริง แต่ว่าขัดกันเพื่อหาความจริง ไม่ใช่เป็นการขัดแย้ง แต่ความขัดแย้งบางทีตีความตำรา และมีทิฏฐิที่ถือว่าความคิดตัวถูกต้อง แล้วก็ทะเลาะกัน บางคราวก็อาจจะเกิดเป็นผลร้าย

ฉะนั้น การที่ทำอะไรจะต้องทำด้วยความตั้งใจที่ดีทุกอย่าง อย่างมีความรู้และไม่ให้ถือว่าตำราเป็นเครื่องมือสำหรับมาอวดอ้างกัน เป็นเครื่องมือสำหรับถกเถียงกัน เอาชนะกัน เรื่องของตำรานี้ก็มีความลำบากอย่างยิ่ง คือคนมีความรู้มากก็เถียงมาก เถียงกันแล้วเอาให้ชนะ เพราะถือว่าตัวเองมีความรู้ การที่ถกเถียงกันแบบนั้น ไม่เกิดประโยชน์ เกิดแต่โทษ ทุกข์ ฉะนั้นผู้ที่มีหน้าที่ ผู้ที่มีภาระด้านทำ หากรับผิดชอบตั้งใจที่ดี สุจริตได้ ก็นับว่าได้กุศล

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 17:46:16 น.] ( IP = 118.173.36.207 : : )


  สลักธรรม 4

ผู้ที่สนับสนุนในการพิมพ์ ก็พูดกันง่ายๆ สนับสนุนเพื่อที่จะมีค่าใช้จ่ายพอที่จะจ่าย ก็เช่นเดียวกัน ถือว่าได้สนับสนุนการสร้างตำราที่จะเป็นประโยชน์ต่อไป ไม่ใช่เป็นการสร้างขึ้นมาแล้วก็เลิกกันไป เป็นสิ่งทีไม่เป็นประโยชน์อย่างใด แต่ว่าสิ่งที่ได้ตอบแทน ก็คือความปีติ ภูมิใจ ความปีติปลื้มใจนั้นนำไปสู่ความสุข คือความสุขที่ได้ทำอะไรที่ดี ที่ชอบ
เมื่อมีความสุขที่ดีที่ชอบ จิตใจก็ปลอดโปร่งผ่องใส จิตใจผ่องใสแล้ว ดังที่ว่าใสไม่หม่นหมอง
เมื่อจิตใจผ่องใสก็จะเห็นอะไรที่ถูกต้อง
เมื่อเห็นอะไรที่ถูกต้องแล้ว ก็เห็นความจริงที่แท้
ความจริงที่แท้ เป็นอย่างเดียวกับความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ความสุจริต หมายความว่า การที่ทำอะไรแล้วที่เกิดความสุจริตนั้น นับว่าเป็นทางที่จะทำให้แต่ละคนมีความสุขความเจริญได้

เหมือนกับที่ท่านทั้งหลายได้ทำงานนี้มาด้วยความตั้งใจ ก็นับว่าเป็นสิ่งที่เรียกว่าเป็นการทำบุญ เป็นสิ่งที่จะนำไปสู่ความผ่องใสความสุขได้ ฉะนั้นผู้ที่สนับสนุนในงานการนี้ ก็จะทำให้จิตใจดี เพราะว่าเกิดความปีติยินดี ถ้ามีเจตนาที่สุจริตแต่ต้น และทำด้วยความสุจริตต่อไป และรักษาความสุจริตใจนี้ ก็นับว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง

ก็ขอให้ทุกคนตั้งใจทำกิจการต่างๆนี้ให้บรรลุผลสำเร็จ และให้ทำด้วยความสุจริตใจ ก็จะทำให้มีกำลังของจิตใจ กำลังกายดีขึ้น ขอให้สิ่งใดที่ทำด้วยความสุจริตใจ ก็ขอให้ประสบความสำเร็จ ขอให้ประสบแต่ความดีความเจริญ”

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 17:52:42 น.] ( IP = 118.173.36.207 : : )


  สลักธรรม 5

ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะพี่ธัญธรที่นำมาเรื่องนี้มาให้อ่าน

รู้สึกซาบซึ้งในความเป็นพุทธมามกะของพระองค์เป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ และอ่านแล้วก็ได้รับความถูกใจหลายประการโดยเฉพาะกระแสพระราชดำรัสที่เกี่ยวกับการชำระตำราและข้อควรระวังในการศึกษาตำราทางศาสนา

ปกติเป็นคนชอบอยู่ตามลำพังแล้วอ่านหนังสือ ..ช่วงนี้ได้อ่านหนังสือหลายเล่ม ..ทำให้พบว่า ความรู้ของตนเองนั้นยังเรียกว่าเป็นผู้มีความรู้ไม่ได้เลย และก็เกิดความระมัดระวังขึ้นหลายอย่างในการตีความข้อธรรม

เมื่อได้อ่านก็นึกถึงสมัยที่ช่วยหลวงพ่อแสวงทำหนังสือเกี่ยวกับพระอภิธรรมนะคะ ..สมัยนั้นไม่เข้าใจว่าทำไมท่านจึงต้องเคร่งครัดในการแปลภาษาบาลีมาเป็นภาษาไทยนัก ทั้งยังใช้คำสั้นๆ ที่ตรงตัวแต่เราเข้าใจยาก ท่านก็อนุญาตว่าจะปรับบางคำมาเป็นภาษายุคปัจจุบันให้สละสลวยก็ได้ แต่อย่าให้เสียความเดิม เพราะต้องรักษาความหมายเดิมไว้ไม่ให้เพี้ยนไป

มาตอนนี้จึงได้ทราบว่า การที่ท่านแปลอย่างนั้นนอกจากจะเป็นการรักษาพระธรรมแล้วยังเป็นความเคารพในพระพุทธองค์และภาษาบาลีเป็นอย่างยิ่ง แล้วยังทำให้ตัวเองไม่เกิดบาปด้วยในการตู่พระพุทธพจน์ให้ผิดเพี้ยนไป

หนังสือที่ได้อ่านในช่วงนี้เป็นหนังสือที่ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของผู้แต่งภาวนีฏีกาโดยเฉพาะการแปลความหมายในพระอภิธัมมัตถะสังคหะของพระอนุรุทธาจารย์มาขยายเป็นฎีกา ...โดยหนังสือดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า การแปลรากศัพท์ของภาษาบาลีผิดไปแม้เพียงคำเดียวก็ทำให้ความหมายพลิกไปอย่างหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียว และก็ก่อให้เกิดความเข้าใจสภาวะธรรมผิดพลาดเป็นมรดกติดตามมา

จึงทำให้คิดถึงหลวงพ่อเสือและหลวงพ่อแสวงเป็นอย่างมากที่ท่านระมัดระวังรักษาพระบาลีไว้ในการถ่ายทอดธรรมะ และเมื่อมาถึงตอนนี้ก็ยิ่งคิดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ว่า อยากกลับไปเรียนพระอภิธรรมกับหลวงพ่อแสวงอีกครั้งเพื่อรับการถ่ายทอดการรักษาพระบาลีนั้นไว้ให้มากที่สุด

โดย น้องกิ๊ฟ [4 ธ.ค. 2551 , 10:31:42 น.] ( IP = 125.27.175.103 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org