| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
หลักในการดำรงชีวิต (๔)
ธรรมบรรยาย
เรื่อง หลักในการดำรงชีวิต
ของ หลวงพ่อเสือ
ตอนที่ผ่านมา
อนึ่ง ในการเดินทางไปสู่ความพ้นทุกข์นั้น สิ่งที่สำคัญมากก็คือ จะต้องสร้างหลักฐานให้เกิดความมั่นใจในตัวเอง ทำอย่างไรล่ะ เราจะมีตนเป็นที่พึ่งของตน ก็ต่อเมื่อเรามี อธิษฐานธรรม ๔ ประการ คือ ธรรมอันเป็นฐานที่มั่นคงของบุคคล ( ธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ) ได้แก่
๑. ปัญญา เราจะทำอย่างไรก็แล้วแต่ เราจะพูดอะไรก็แล้วแต่ หรือเราจะคิดอะไรก็แล้วแต่ จะต้องใช้ปัญญา คือ ดำเนินชีวิตด้วยปัญญาอยู่เสมอ มีกิจการต่างๆ ไม่วู่วามตามอารมณ์ หรือหลงไปในสิ่งที่เย้ายวน ศึกษาในสิ่งต่างๆให้รู้ชัดถึงผลว่า ผลอันนี้เกิดขึ้นมาจากเหตุอย่างไร เหตุอันนี้ให้ผลเป็นอย่างไร นั่นก็คือ เรารู้จักไตร่ตรองให้ความคิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสิน เรียกว่า การมีตนเป็นที่พึ่งด้วยการใช้ปัญญา
๒. สัจจะ คือการรักษาวาจาของตน ให้ดำรงมั่นคงอยู่กับความรู้ที่ชัดจริง เห็นด้วยปัญญาว่า พูดอย่างนี้ ให้ผลอย่างไร ใครเป็นผู้ได้รับ พูดดีย่อมได้กุศล พูดชั่วย่อมได้อกุศล พูดเพ้อเจ้อจะทำให้หมักดองอยู่ในขันธสันดาน ทำให้เรานั้นจัดสรรการงานไม่เป็นระเบียบ ทำให้เราไม่สามารถลุล่วงจากหมู่คณะ ทำให้เราไม่เป็นคนสันโดษได้ เราจึงต้องมีสัจจะ คือการมีตนเป็นที่พึ่งด้วย สัจจะ
๓. จาคะ คือการให้ การเสียสละ คอยส่งเสริมตนเอง คือ หมั่นส่งเสริมตนเองให้รู้จักเสียสละ ให้มีความเข้มแข็งอยู่เสมอ เพื่อจะป้องกันตน ไม่ให้หลงตกเป็นทาสของลาภสักการะ อันเป็นเครื่องเย้ายวนให้เกิดการยึดติด ทำให้เกิดความอุปาทาน ลุ่มหลง และมัวเมา เราจะต้องมีจาคะ เริ่มสละอามิส คือเครื่องล่อต่างๆ จนถึงสละกิเลสได้ในที่สุด นั่นก็คือ การมีตนเป็นที่พึ่งด้วย จาคะ
๔. อุปสมะ คือรู้จักสงบใจ อันนี้สำคัญมากๆ ได้แก่ รู้จักหาความสงบจิตใจ ฝึกฝนตนเองให้สามารถระงับความมัวหมอง ดับความวุ่นวาย อันมิใช่เรื่อง อันเกิดขึ้นมาจากกิเลสให้ได้ และทำจิตใจตนเองให้สงบผ่องใส เพราะว่า ผู้ที่จะรู้จักสงบได้ ก็ย่อมต้องไม่หลงมัวเมาในลาภ ในยศ ในสรรเสริญ โดยง่าย
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 18:19:03 น.] ( IP = 118.173.36.207 : : )
สลักธรรม 1
นี่คือหลัก ๔ ตัว ได้แก่ ปัญญา สัจจะ จาคะ อุปสมะ ๔ ตัวนี้ จะทำให้เรานั้นดำรงชีวิตไปในทางที่มีตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
เมื่อเรามีสัจจะ จาคะ อุปสมะ และปัญญาแล้ว เราก็จะสามารถตั้งตนเองเป็นที่พึ่งได้ โดยไม่หวั่นเกรงต่อสิ่งที่มากระทบทั้งดีทั้งชั่ว เพราะรู้ว่า ที่กระทบเป็นเพียงวิบาก แต่ที่กำลังกระทำนั้นเรียกว่ากรรม ต้องได้รับผลต่อๆกัน
นอกจากจะมีหลักในการดำรงชีวิตของตน ให้มีตนเป็นที่พึ่งแล้ว การที่มีชีวิตโดยไม่พลาดถลำ จะเป็นอย่างไร เพราะทุกคนนั้นมีโอกาสเกิดความประมาท ทำให้ชีวิตพลาดถลำไปในทางชั่วได้อยู่เป็นนิจ และมีโอกาสมากกว่าการที่จะทำตนให้เป็นคนดี เพราะว่า กิเลสมันมักง่าย แล้วมันก็หน่ายง่าย
ตราบใดที่วัตถุธาตุเจริญมากขึ้นเท่าใด ตราบนั้นกิเลสตัณหาย่อมต้องมีมาก ทำอย่างไร ชีวิตของเราจะไม่พลาดถลำ ก็ขึ้นอยู่กับว่า บุคคลที่ไม่ประมาท ไม่มัวเมา จนตกเป็นทาสของโลกียธรรม มีชีวิตอย่างที่เรียกว่า หลงโลกก็ดี เมาชีวิตก็ดี ก็เพราะว่า เขานั้นไม่มีสติ
แต่ถ้าบุคคลที่ไม่มีความประมาท ไม่มัวเมาจนตกเป็นทาสของโลกียะ ไม่หลงโลก ไม่เมาชีวิต ก็เพราะว่า เขาเหล่านั้นมีสติ รู้จักมอง รู้จักคิด พิจารณา ก็รู้จักการวางตัว วางใจกับความจริงต่างๆได้เท่ากัน รู้จักว่า อันนี้จริงแท้หรือจริงเทียม อันนี้ประโยชน์แท้หรือประโยชน์เทียม ก็จะทำให้ชีวิตนั้นไม่พลาดถลำ การรู้เท่าทันโลกธรรมนั้น มีความสำคัญมาก ก็คือ
รู้จักพิจารณารู้เท่าทัน โดยการตั้งสติให้ถูกต้อง ต่อสภาวะอันหมุนวียนเปลี่ยนแปลงเสมอ เพราะทุกอย่างนั้น ในชีวิตล้วนแต่มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้
ในชีวิตที่อยู่ท่ามกลางโลก ซึ่งเรียกว่า โลกธรรม ย่อมมี ๘ ประการ ใน ๘ ประการนั้น เราเรียกว่า โลกียธรรม ๘ ประการ คือ ฝ่ายชื่นชมและฝ่ายขมขื่น
ฝ่ายชื่นชมมี ๔ คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
ฝ่ายขมขื่นมี ๔ คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 18:28:10 น.] ( IP = 118.173.36.207 : : )
สลักธรรม 2
มาดูว่าฝ่ายที่ทำให้เกิดความชื่นชมยินดี จนหลงติดนั้น มีอะไรบ้าง คือ
เมื่อได้ลาภ ทำให้เกิดความยินดี ชื่นชม และหลงติดในลาภนั้น
เมื่อได้ยศ ก็ทำให้เกิดความยินดีชื่นชม และหลงอยู่ในยศนั้น
ได้สรรเสริญเยินยอ ก็มีความยินดี มานะเกิด ก็หลงอยู่ในความเยินยอนั้น
ได้ความสุข ก็หลงติดอยู่ในสุข โดยมิรู้ว่า สุขนั้นก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และบังคับบัญชาไม่ได้ ก็ติดอยู่ในสุขร่ำไป
นี่คือฝ่ายโลกียธรรม ๔ ประการ ที่ทำให้เกิดความชื่นชม
ฝ่ายโลกีธรรมอีก ๔ ตัว ที่ทำให้ชีวิตนั้นเกิดความขมขื่น มีอะไรบ้าง คือ
เมื่อเสื่อมลาภลงไป ทำให้เกิดความหดหู่เศร้าหมอง ครุ่นคิด วิตกกังวล ขมขื่น ตรอมตรม ระทม ตัดอาลัยไม่ขาด
เมื่อเสื่อมยศ ก็ทำให้เกิดความเศร้าหมอง วิตก ฟุ้งซ่าน จนไม่เป็นตัวของตัวเอง
เมื่อถูกนินทา ก็ทำให้ความเศร้าหมองเกิดขึ้นในจิต มีการแสดงออกไปด้วยทุจริตติดตามมา
เมื่อประสบความทุกข์ ทำให้กลัดกลุ้มรุ่มร้อน หาทางแก้ไขโดยผิดๆ
นั่นก็คือ โลกียธรรม ๘ ประการ ซึ่งผู้ใดก็แล้วแต่มีชีวิตคละเคล้าด้วยโลกธรรมแล้ว ตรงนี้ได้ผล คือ
เมื่อได้รับลาภ ย่อมเสื่อมลาภ
เมื่อได้ยศ ย่อมมีเสื่อมยศ
เมื่อได้สรรเสริญ ย่อมต้องถูกนินทา
เมื่อใดสุข ย่อมประสบความทุกข์ได้
ฉันใดฉันนั้น ทุกอย่างทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะในชีวิตของแต่ละบุคคล มีแต่ความไม่เที่ยง มีแต่การเป็นทุกข์ และไม่สามารถบังคับบัญชาได้
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 18:37:54 น.] ( IP = 118.173.36.207 : : )
สลักธรรม 3
ฝ่ายที่ชื่นชม น่าปรารถนา น่าชอบใจ ซึ่งคนทั่วๆไปอยากจะจับได้ เรียกว่า อิฏฐารมณ์ คือ อารมณ์ที่ชอบ
ฝ่ายขมขื่น ไม่สมความปรารถนา ไม่เป็นที่น่าพอใจ คนทั่วไปเกลียด ไม่ต้องการ เรียกว่า อนิฏฐารมณ์ คือ อารมณ์ที่ไม่ปรารถนา
ฉะนั้น สรุปได้ว่า ในชีวิตของโลกธรรมนั้น ซึ่งมีโลกียะเป็นใหญ่ ก็มีอยู่ ๒ ตัว คือ
พอใจ เรียกว่า อิฏฐารมณ์
ไม่พอใจ เรียกว่า อนิฏฐารมณ์
แต่ทั้งที่ชอบใจก็ตาม ไม่ชอบใจก็ตาม เป็นสิ่งที่เกิดได้สำหรับทุกคน ทั้งฝ่ายที่ชอบและไม่ชอบเกิดขึ้นกับผู้ที่ไม่มีการศึกษา และเกิดขึ้นแล้วมันก็มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และบังคับบัญชาไม่ได้
ผู้ที่ไม่ศึกษาเรื่องราวของชีวิตให้ถูกต้องตามลักษณะจริงแท้แล้ว จะหลงติด งมงาย อยู่ในความผันผวน อยู่ในความปรวนแปร โดยมิรู้ เปรียบเสมือนความมืดนั้นปิดบังอยู่ตลอดเวลา
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 18:43:09 น.] ( IP = 118.173.36.207 : : )
สลักธรรม 4
ปุถุชนที่ไม่มีการศึกษาคืออะไร ไม่ใช่ไม่ได้เรียนหนังสือ ปุถุชน แปลว่าผู้ที่หนาแน่นไปด้วยกิเลสซึ่งไม่มีการศึกษา คือ ไม่รู้จักฝึกอบรมตน ย่อมจะไม่เข้าใจ ไม่รู้เท่าทันตามความเป็นจริง ทำให้เกิดความลุ่มหลง แล้วก็ลืมตน มียินดีบ้าง มียินร้ายบ้าง
ถึงคราวที่ได้รับลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ก็เกิดความลุ่มหลงและมึนเมา
ถึงคราวที่จะต้องเสียออกไปก็หงอย เซื่องซึม ละเหี่ยใจ หมดกำลังกาย หมดกำลังใจ บ้างก็ถึงคลุ้มคลั่งก็มี วิกลจริตก็มี ปล่อยให้โลกธรรมเข้าครอบงำจิตไปตามกาล ไม่พ้นจากความทุกข์ไปได้เลย
ส่วนผู้ที่มีการศึกษาที่ถูกต้อง หมายถึง ผู้ที่รู้จักพิจารณาให้รู้เท่าทันตามความเป็นจริงว่า สิ่งต่างๆเหล่านั้นที่เกิดขึ้นกับตน ไม่ว่าจะดีหรือชั่ว ล้วนไม่เที่ยง ไม่คงทน ไม่แน่นอน มีความปรวนแปรเป็นของธรรมดา ไม่ลุ่มหลง คลุ้มคลั่ง ไปตามอารมณ์ต่างๆที่มาปรุงแต่ง เพราะมีสติดำรงอยู่ มีการวางตัว มีการวางใจที่ถูกต้อง มีความพอดี
คำว่าพอดีคืออะไร คือรู้จักพอแล้วจึงดี ไม่ใช่รู้จักดีแล้วจึงพอ คือเป็นผู้ไม่เพลิดเพลินในสุข และรู้จักเท่าทันความทุกข์ โดยไม่สร้างทุกข์ให้ทับถมความทุกข์ที่มีอยู่แล้ว นั่นก็คือผู้ที่รู้จักวางตนด้วยการมีตนเป็นที่พึ่ง และมีชีวิตไม่พลาดถลำ
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 18:48:51 น.] ( IP = 118.173.36.207 : : )
สลักธรรม 5
นอกจากมีชีวิตไม่พลาดถลำแล้ว เราจะต้องรู้จักการสร้างตน ให้มีชีวิตเป็นหลักฐาน การสร้างตนให้มีชีวิตเป็นหลักฐานนั้นอยู่ใด ก็อยู่ที่ว่า รู้จักหาทรัพย์ หาเงินมาแล้วใช้เงินให้เป็น เป็นคนที่ทำมาหากินที่ดี ตั้งตัวสร้างหลักฐานได้ และใช้ทรัพย์ที่หามาได้นั้นเป็นประโยชน์ ตามหลัก ทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ๔ ประการ ได้แก่
๑. อุฏฐานสัมปทา มีการขวนขวายรักษาทรัพย์สมบัติ การขวนขวายรักษาทรัพย์สมบัติเป็นอย่างไร ก็คือ
พรั่งพร้อมด้วยความมั่น ความหมั่น รู้จักขยันหมั่นเพียรในกิจการงานของตน และประกอบชีวิตที่สุจริต คือฝึกฝนตนให้มีความชำนาญ และรู้จริง รู้จักใช้สอย ใช้ปัญญาสอดส่องหาวิธีที่เหมาะที่ควร ที่สมบูรณ์ เป็นประโยชน์แท้ ไม่เป็นประโยชน์เทียม นั่นก็คือ รู้จักหาด้วยความหมั่นเพียร
๒. อารักขสัมปทา รู้จักรักษา รักษาโภคทรัพย์ต่างๆซึ่งได้มาโดยชอบธรรม ไม่ให้เสื่อมเสียไปในทางที่ไม่ชอบไม่ควร
๓. กัลยาณมิตตตา คบมิตรที่ดี รู้จักเลือกคบคน ไม่คบ แล้วไม่เอาอย่างผู้ที่จูงไปในทางเสื่อมเสีย ผู้ที่จูงไปในทางที่เสื่อมเสีย เช่น ผู้นั้นติดสุรายาเมา เราคบคนติดสุรา เราก็ต้องเสียทรัพย์ และทำผิดศีลด้วย
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 18:54:51 น.] ( IP = 118.173.36.207 : : )
สลักธรรม 6
นอกจากรู้จักเลือกคบคนแล้ว ยังเลี้ยงชีวิตแต่พอดีพอควรในตนเอง คือ รู้จักกำหนดรายได้ และไม่ให้ฝืดเคือง หรือฟุ่มเฟือย รู้จักประหยัดนั่นเอง
คำว่ารู้จักประหยัดนั้น มีความสำคัญมาก เพราะผู้ใดก็แล้วแต่ ไม่รู้จักคำว่าประหยัด ผู้นั้นไม่รู้จักคำว่าพอ
๔. สมชีวิตา จัดสรรทรัพย์ของตนให้เป็นระเบียบ คือ เมื่อหาทรัพย์มาได้แล้ว รู้จักจัดสรรทรัพย์โดยแบ่งออกเป็น ๔ ส่วน เรียกว่า โภควิภาค ๔ คือ
๑) ส่วนที่ใช้เลี้ยงตนเอง
๒) ส่วนที่ใช้เลี้ยงคนที่ควรเลี้ยง ทำให้เกิดประโยชน์ คือ บิดา มารดา บุตร ภรรยา
๓) ใช้เป็นทุนในการประกอบกิจการงานต่อไป
๔) เก็บไว้ใช้ในคราวจำเป็น รวมถึงการทำบุญ และการบริจาคทานด้วย
รู้จักการจับจ่ายใช้สอย คือคิดเสมอว่า การมีความเพียรพยายามแสวงหา มีความเพียรพยายามรักษา และครอบครองสมบัติแล้ว การใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ถ้าเผื่อไม่รู้จักใช้ทรัพย์สมบัติให้เกิดคุณค่า ถูกประโยชน์แล้ว การหามา หรือมีทรัพย์นั้น ก็จะปราศจากคุณค่า ไม่มีความหมาย
ควรรู้จักเก็บ รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์แท้ ไม่เกิดประโยชน์เทียม ทั้งมีและไม่มี ผู้ที่ไม่มี คือมีน้อย ก็รู้จักใช้น้อย ใช้พอดี พอประมาณแก่ทรัพย์ที่ตนเองมีอยู่ มีมากก็รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ที่ตน คือเลี้ยงดูชีวิตให้สมบูรณ์ คือ กินดี กินให้เป็นประโยชน์ หาอาหารที่มีประโยชน์เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพกายดี จะได้ไม่ทรุดโทรม ต้องหาหมอแล้วหาหมออีก เปลืองทรัพย์ เขาเรียกว่า เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 19:00:31 น.] ( IP = 118.173.36.207 : : )
สลักธรรม 7
นอกจากใช้ดีแล้ว แต่งตัว มีเครื่องนุ่งห่ม ในการจับจ่ายใช้สอย คือ ดูแล้วสะอาดตา เจริญใจแก่ผู้ที่พบเห็น ทำให้สุขภาพดี
ถ้าเผื่อหมักหมม ปฏิกูลมีแล้วไม่รู้จักใช้ ใส่เสื้อสกปรก ไม่รู้จักสรรหาที่มันดูแล้วสะอาด ก็จะทำให้ไม่เจริญใจตัวเอง และไม่เจริญใจผู้อื่น ผู้ที่พบนั้นก็ไม่อยากเข้าใกล้ ทำให้จิตใจเศร้าหมองด้วย
ทำไมเขาจึงปลีกตัวจากฉัน
ฉะนั้น ต้องรู้จักประมาณทุกๆสถานที่
นี่คือประโยชน์ที่เราจะนำไปใช้ได้ ในการมีชีวิตอยู่ ไม่ได้เป็นของยากเลย เมื่อเรามีหลักอันนี้ดำรงอยู่ เราก็มาปูพื้นฐาน ในการเจริญก้าวหน้าสู่ทางปฏิบัติได้ดี เพราะว่าสิ่งที่เราจัดสรรดีแล้ว จะทำให้เรานั้นเป็นผู้มีระเบียบ รอบคอบ คิดอะไร ทำอะไร จะได้มีเหตุผล
นอกจากนั้น หลักในการดำรงชีวิตที่ถูกต้องอีกประการหนึ่ง เราจะต้องรู้จักว่า ผู้ดีคืออะไร แล้วทำอย่างไร วิถีทางแห่งความเป็นผู้ดี จะพาตนเองเป็นสัปบุรุษได้
มาดูว่า สมบัติของผู้ดี เป็นอย่างไร ที่เราเคยเรียนกันมาตอนเด็กๆนี่เป็นทางโลกียะ ไหนใครนึกได้บ้าง จำไม่ได้แล้ว งั้นจงตั้งใจเรียนใหม่ สมบัติของผู้ดีที่จะสอนนี้ เป็นสมบัติของผู้ดีที่จะนำความสำรวมในอินทรีย์ ให้เกิดขึ้นที่ตน และเป็นหนทางปฏิบัติในวิปัสสนากรรมฐานด้วย
คำว่า ผู้ดี ย่อมรักษาความเรียบร้อยทั้งทางกาย วาจา และใจ ให้อยู่ในความสำรวมตลอดเวลา ผู้ดีในที่นี้หมายถึงนักปฏิบัติด้วยนะลูก
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย ธัญธร...นำมาฝาก [3 ธ.ค. 2551 , 19:11:23 น.] ( IP = 118.173.36.207 : : )
สลักธรรม 8
เป็นธรรมะที่อ่านง่าย ใช้ศัพท์ที่ง่ายต่อการเข้าใจ เช่นโลกธรรมทั้ง ๘ มีฝ่ายทีชื่นชม ๔ และฝ่ายขื่นขม ๔ ดีจัง ทำให้ง่ายแก่การจดจำด้วยค่ะ
หลักการดำรงชีวิตของหลวงพ่อ ช่างครอบคลุมหมดทุกอย่างจริงๆ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งค่ะหากลูกๆ ได้นำไปปฏิบัติใช้จริงในชีวิตประจำวัน
ขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะน้องธัญธร ที่นำธรรมะที่ง่ายต่อการทำความเข้าใจมาฝากโดย พี่ดา [4 ธ.ค. 2551 , 10:46:44 น.] ( IP = 124.121.175.246 : : )
สลักธรรม 9มาอ่านต่อค่ะ นอกจากจะได้หลักธรรมมาเป็นที่พึ่งชีวิตแล้ว ยังทำให้พิจารณาไปถึง"หลักเศรษฐกิจพอเพียง" ที่น่าจะกล่าวถึงหลักของสมชีวิตา ซึ่งสอนให้รู้จักเก็บ รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์แท้ มีน้อย ก็รู้จักใช้น้อย ใช้พอดี พอประมาณแก่ทรัพย์ที่ตนเองมีอยู่ มีมากก็รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ที่ตน คือเลี้ยงดูชีวิตให้สมบูรณ์ คือ กินดี กินให้เป็นประโยชน์ ..
อนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาฝากโดย น้องกิ๊ฟ [4 ธ.ค. 2551 , 11:14:13 น.] ( IP = 125.27.174.97 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |