มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความหลัง (๑๕)




ความหลัง
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ




ตอนที่ผ่านมา

๑๕. ความรู้ของคนพาล

ดูก่อนภราดา ในหมู่มนุษย์นั้น บางคนมีรูปร่างหน้าตาดี แต่ไร้คุณธรรม บางคนมีรูปร่างหน้าไม่ดีแต่มีคุณธรรมสูง คุณธรรมเป็นส่วนภายในของคน เป็นสิ่งที่รู้ยาก สำหรับผู้ไม่มีปัญญา ไม่มีโยนิโสมนสิการ พระเถระบางรูปเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่ภิกษุด้วยกันหารู้ไม่ ดังเรื่องของพระลกุณฏกะ ภัททิยเถระ

สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่เชตวนารามเมืองสาวัตถี สมัยนั้น พระลกุณฏกะ ภัททิยเถระ เดินตามหลังภิกษุหลายรูปเข้าไปเฝ้าพระศาสดา พระผู้มีพระภาคทอดพระเนตรเห็นแล้ว ตรัสกับภิกษุทั้งหลาย (ที่อยู่ ณ ที่เฝ้าก่อนแล้ว) ว่า เห็นพระภัททิยะผู้เตี้ยต่ำผิวพรรณไม่ดีหรือไม่ เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เห็นพระเจ้าข้า พระพุทธองค์จึงตรัสต่อไปว่า "ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้เตี้ยต่ำรูปนั้นแหละเป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก สมาบัติที่ภิกษุนี้ไม่เคยเข้าหาได้ยาก เธอได้บรรลุประโยชน์อันยอดเยี่ยมที่กุลบุตรผู้ออกบวชพึงบรรลุ"

ต่อจากนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายโดยยกเอาพระภัททิยะผู้เตี้ยต่ำนั่นเองมาเปรียบเหมือนรถชั้นดี ไม่มีส่วนบกพร่อง ไม่สะเทือน และไม่ต้องเครื่องผูกพัน กล่าวคือไม่มีกิเลสอันเป็นเครื่องผูกพัน ไม่ต้องหยอดน้ำมันคือตัณหา มีกำคือซี่ล้อเพียงซี่เดียวคือสติเป็นต้น

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [5 ธ.ค. 2551 , 07:15:53 น.] ( IP = 58.9.136.120 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องเกี่ยวกับท่านสุปปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อนเป็นคนจน กำพร้า วันหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอยู่ ณ เวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ท่ามกลางพุทธบริษัทหมู่ใหญ่ สุปปพุทธะเข้าไปด้วยคิดว่า คงจักได้อาหารส่วนเหลือในที่นั้นบ้าง แต่ก็ไม่ได้อาหารใด ๆ เลย เห็นพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมอยู่ จึงคิดว่าไหน ๆ มาแล้วควรจะฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงนั่งลงด้วยความตั้งใจว่าจะฟังธรรม

พระผู้มีพระภาคทรงตรวจดูอุปนิสัยของเวไนยชน ณ ที่นั้นว่า ใครมีอุปนิสัยที่จะบรรลุธรรมได้บ้าง ทรงเห็นอุปนิสัยของสุปปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อนว่าจักบรรลุธรรมได้จึงทรงแสดงธรรมมุ่งเอาสุปปพุทธะนั้นก่อน ทรงแสดงหัวข้อธรรมซึ่งเรียกว่า อนุปุพพิกถา ๕ ประการ คือ


๑.ทาน

การเสียสละการแบ่งปัน เป็นการเฉลี่ยความสุขของตนเพื่อผู้อื่นตามสมควร


๒. ศีล

การรักษากายวาจาให้เรียบร้อย ไม่เป็นภัยต่อผู้อื่นด้วยกายหรือวาจา การรักษามารยาทให้เรียบร้อยดีงามน่าชื่นชม มีระเบียบวินัยดี


๓. สวรรค์
ทรงพรรณนาถึงความสุขกายสบายใจ ทั้งในภพนี้และภพหน้าซึ่งเป็นอานิสงส์ของทานและศีลที่บุคคลได้บำเพ็ญดีแล้ว


๔. กามาทีนพ
โทษของกาม ทรงแสดงให้เห็นว่า แม้จะมีความสุขอย่างความสุขในสวรรค์ มีอารมณ์เลิศเพียงใดก็ยังเป็นอารมณ์แห่งกามอยู่ ย่อมกับเป็นทุกข์ได้อีก หรือเป็นทุกข์เพราะอารมณ์นั้นแปรปรวนไปที่เรียกว่าวิปริณามทุกข์ แม้จะเป็นความเพลิดเพลินก็เป็นความเพลิดเพลินที่ทำให้จิตเศร้าหมอง มีทุกข์โทมนัสในภายหลังได้ ทรงแสดงให้เห็นโทษของกาม เพื่อมิให้หมกมุ่นพัวพันในกามสุขจนเกินขอบเขต


๕. เนกขัมมานิสงส์
อานิสงส์หรือผลดีของการปลีกตนออกจากกาม ไม่หมกมุ่นพัวพันทำให้ปลอดโปร่งใจ แม้จะมิได้รับสุขโสมนัสอันเนื่องจากกาม เช่นเดียวกัน กลับได้รับความสุขอันเนื่องจากความสงบมาทดแทนซึ่งเป็นความสุขที่ละเอียดอ่อนกว่าประณีตกว่า ปลอดภัยกว่าและเป็นโอกาสแห่งการพัฒนาจิตใจให้ขึ้นสู่ระดับสูงได้ง่ายกว่า

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [5 ธ.ค. 2551 , 07:21:56 น.] ( IP = 58.9.136.120 : : )


  สลักธรรม 2

กิเลสเครื่องกั้นจิตมิให้บรรลุความดี มีกามฉันทะความพอใจในกามเป็นต้นแล้ว จิตใจของเขาตอนนั้นเป็นเสมือนผ้าอันบริสุทธิ์ปราศจากจุดด่างพร้อย สมควรแก่น้ำย้อมแล้ว จึงทรงแสดงธรรมุกกิงสิกาธรรมเทศนา (พระธรรมซึ่งพระองค์ได้ทรงค้นพบเอง) กล่าวคืออริยสัจ ๔

จบอริยสัจลง สุปปพุทธะได้มีธรรมจักษุ (ดวงตาเห็นธรรม) เกิดขึ้น "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา"

ด้วยประการฉะนี้ สุปปพุทธะ ผู้เป็นโรคเรื้อนเมื่อได้เห็นธรรมหยั่งลงสู่ธรรม บรรลุธรรม รู้แจ้งในธรรมแล้ว ล่วงพ้นความสงสัยในธรรมแล้ว ถึงความเป็นผู้กล้าหาญไม่ต้องเชื่อผู้อื่นในเรื่องคำสอนของพระศาสดา เพราะได้เห็นเองแล้ว จึงได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่อันสมควรแก่ตน แล้วกราบทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาว่า "ไพเราะจริง พระเจ้าข้า แจ่มแจ้งจริงพระเจ้าข้า เหมือนคนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลง ส่องประทีปในที่มืดให้ผู้มีจักษุได้เห็นรูป ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยพระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งตอลดชีวิต"

สุปปพุทธะลุกขึ้นทำประทักษิณ (เวียนขวา) แสดงความเคารพพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจากไป ต่อมามีผู้ต้องการทดลองใจของสุปปพุทธะโดยนำทรัพย์มาล่อว่า ถ้าเขากล่าวว่า เขาไม่นับถือพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์แล้ว จะให้ทรัพย์สินจำนวนมาก แต่สุปปพุทธะไม่ยอมกล่าวเช่นนั้น ท่านถือว่าท่านมีทรัพย์ภายในคืออริยทรัพย์อันประเสริฐกว่าทรัพย์ภายนอกอยู่แล้ว อริยทรัพย์นี้มีค่ากว่าทรัพย์ภายนอกมากนัก ต่อมาอีกไม่นาน สุปปพุทธะผู้เป็นโรคเรื้อนได้ถูกแม่โคลูกอ่อนขวิดเสียชีวิต

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [5 ธ.ค. 2551 , 07:24:53 น.] ( IP = 58.9.136.120 : : )


  สลักธรรม 3

ภิกษุทั้งหลาย ทราบเรื่องนั้นแล้วได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามว่า คติสัมปรายภพของสุปปพุทธะเป็นอย่างไร พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า "ภิกษุทั้งหลายสุปปพุทธะสิ้นสังโยชน์คือกิเลสเครื่องผูกมัด ๓ ประการแล้ว (คือสิ้นความยึดมั่นกายนั้ว่าเป็นของตน สิ้นความเชื่องมงาย และสิ้นความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัยและทางปฏิบัติให้ถึงนิพพาน) เขาเป็นโสดาบัน มีความไม่ต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงต่อการที่จะบรรลุธรรมสูงสุดแย่างแน่นอนในอนาคต"

ขณะนั้น ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า "พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สุปปพุทธะผู้มีอุปนิสัยแห่งโสดาบันเช่นนี้ ต้องเป็นโรคเรื้อน เป็นคนจน กำพร้าและขัดสน"

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

"ภิกษุทั้งหลาย ในกาลก่อน สุปปพุทธะเกิดเป็นบุตรเศรษฐีในเมืองราชคฤห์นี้ วันหนึ่ง เขาเดินทางไปเที่ยวในสวน เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่ง พระนามตครสิขีเที่ยวบิณฑบาตอยู่ เขานึกหมิ่นในใจว่าคนขี้เรื้อนอะไรเที่ยวเดินขอทานอยู่ ถ่มน้ำลายแสดงอาการดูถูกแล้วหลีกไป

"ภิกษุทั้งหลาย ด้วยผลแห่งกรรมนั้น บุตรเศรษฐีหมกไหม้อยู่ในนรกหลายแสนปี เมื่อพ้นจากนรกแล้วเพราะเศษแห่งกรรมยังเหลืออยู่ เขาจึงเป็นคนกำพร้า ยากจนขัดสน และเป็นโรคเรื้อนอยู่ในเมืองราชคฤห์นี้ เขาได้อาศัยพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศดีแล้วประกอบตนด้วยศรัทธา ศีล สุตะ (การสดับตรับฟัง) จาคะ (การละกิเลส) และปัญญา เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว สุปปพุทธะเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทพชั้นดาวดึงส์ เขารุ่งเรืองเหนือเทพอื่นทั้งโดยวรรณะและโดยยศ

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [5 ธ.ค. 2551 , 07:27:38 น.] ( IP = 58.9.136.120 : : )


  สลักธรรม 4

"ภิกษุทั้งหลาย เมื่อความเพียร ความบากบั่นยังมีอยู่ บัณฑิตในโลกนี้ พึงเว้นบาปทั้งหลาย เหมือนบุคคลผู้มีตาดี เว้นทางอันขรุขระเสียฉะนั้น"

ดูก่อนภราดา สิ่งที่น่ากลัวมากอย่างหนึ่งในโลกนี้คือบาป คนส่วนมากกลัวความตาย กลัวความจน และกลัวทุกข์ แต่ไม่ค่อยกลัวบาป อันที่จริงบาปเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่าความตาย และความจนและความลำบากอื่น ๆ ในโลกนี้ คนส่วนมากไม่ค่อยรู้ดอกว่า ความทุกข์ยากลำบากเหล่านั้นมีจำนวนไม่น้อยเลยที่สืบเนื่องมากจากบาปส่วนบุคคลบ้าง บาปอันเป็นกรรมรวมที่มนุษย์ทำร่วมกันบ้าง ก่อให้เกิดสิ่งชั่วร้ายอันไม่พึงปรารถนาขึ้นในสังคมมนุษย์ ถ้ามนุษย์ไม่ชำระตนให้บริสุทธิ์จากบาป การที่จะพ้นจากทุกข์นั้นเป็นอันไม่มี พระพุทธองค์ตรัสเตือนไว้ว่า

"ถ้าเธอทั้งหลายกลัวต่อทุกข์ ถ้าความทุกข์ไม่เป็นที่รักของเธอทั้งหลายแล้ว เธอก็อย่าทำกรรมที่เป็นบาปทั้งในที่แจ้งหรือในที่ลับ ถ้าเธอทั้งหลายทำบาปอยู่หรือจักกระทำไซร้ การพ้นจากทุกข์ย่อมไม่มี หนีไปไหนก็ไม่พ้น"

พระพุทธพจน์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนเด็กที่กำลังจับปลาอยู่ มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งพวกเด็ก ๆ หลายคนจับปลาอยู่ระหว่างเมืองสาวัตถีกับเชตวนาราม พระผู้มีพระภาคเสด็จออกบิณฑบาตในเวลาเช้าพบเด็กพวกนั้น จึงตรัสถามว่า "พวกเธอกลัวต่อทุกข์ไม่รักทุกข์ใช่หรือไม่?" เด็กพวกนั้นทูลตอบว่า "กลัวทุกข์ ไม่รักทุกข์" พระพุทธองค์ทรงสอนว่า ถ้ากลัวต่อทุกข์ก็อย่าทำบาป ดังกล่าวแล้ว

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [5 ธ.ค. 2551 , 07:31:33 น.] ( IP = 58.9.136.120 : : )


  สลักธรรม 5



ความในตอนนี้ ทำให้รู้ว่าต่อไปต้องระวังแม้ความคิดให้มาก เพราะเพียงแค่คิดหมิ่นผู้อื่น จิตเป็นบาป เมื่อคิดไม่ดี กิริยาอาการที่แสดงออกไปก็ไม่สมควร และเรามิอาจทราบได้เลยว่าเขาผู้นั้นเป็นใคร ผลของบาปอกุศลก็จะตามติดเราไปทันที ถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่คุ้มทุนเลย

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทพธรรมมากค่ะที่นำภาพของความหลังมาเป็นอุธาหรณ์สอนใจ พร้อมทั้งเป็นกรณีศึกษาให้ได้เห็นถึงผลบาป ผลบุญที่เกิดขึ้นจริง เป็นเหตุให้เกิดความระวังสังวรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ ให้ไปในทางทีถูกที่ควรค่ะ

กราบอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [5 ธ.ค. 2551 , 09:59:04 น.] ( IP = 124.121.178.182 : : )


  สลักธรรม 6

ชอบประโยคนี้มากเลยค่ะ "สิ่งที่น่ากลัวมากอย่างหนึ่งในโลกนี้คือบาป คนส่วนมากกลัวความตาย กลัวความจน และกลัวทุกข์ แต่ไม่ค่อยกลัวบาป " เพราะแสดงถึงสาเหตุของปัญหาชีวิตทั้งปวงเลย

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่าน

โดย น้องกิ๊ฟ [5 ธ.ค. 2551 , 13:45:59 น.] ( IP = 58.9.237.38 : : )


  สลักธรรม 7

อ่านแล้วได้ข้อคิดข้อเตือนใจในเรื่องของความกลัวโดยเฉพาะกลัวความตาย แต่ไม่กลัวบาปที่ทำให้ตนต้องได้รับทุกข์ภัยมากมาย

กราบขอบพระคุณค่ะ ที่นำธรรมะมาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [10 ธ.ค. 2551 , 10:20:07 น.] ( IP = 58.8.51.43 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org