มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


คติธรรมประจำใจ (๓)






คติธรรมประจำใจ (๓)


การสวดมนต์ทำวัตรเช้าในวันนี้ ท่านอาจารย์บอกกับทุกคนว่า "เรามาอยู่ในโลกนี้ย่อมเรียกว่าเป็นบุคคลที่จะสมบูรณ์ด้วยหิริ-โอตตัปปะได้ คือมีความอายชั่วกลัวบาปด้วยการสมาทานธรรมขาวที่หมายเถึงเทวธรรม การที่เราทุกคนได้มารวมกันในที่นี้เพื่อจะได้สร้างกุศลมัยให้เกิดขึ้นในกาย วาจา ใจของตน เพื่อปลูกฝังให้หิริ-โอตตัปปะหยั่งรากลึกลงในจิตใจของเรา

การกระทำคุณงามความดีทุกประการจึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราจะต้องดำเนินและรักษาไว้ อย่างในทุกเช้าวันอาทิตย์ที่เราทุกคนมาเพียบพร้อมกันในห้องนี้เพื่อจะได้สวดมนต์บูชาพระรัตนตรัยทำวัตรเช้าให้เกิดความสมบูรณ์ในกุศลได้ในอนาคต จึงขอให้ทุกคนตั้งใจที่จะสวดมนต์ทำวัตรเช้าต่อไป"

หลังจากที่สวดมนต์ทำวัตรเช้าจบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้บอกให้ทุกคนเตรียมสวดบทพระคาถาโพชฌงค์ต่อไป โดยท่านบอกวัตถุประสงค์ให้ทราบว่า "ขณะนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พ่อหลวงของปวงชนชาวไทยได้มีพระอาการประชวรดังที่ทุกคนได้รับทราบ ให้เรามาร่วมใจกันสร้างจิตให้เป็นสมาธิ สร้างกุศลให้เกิดขึ้นแล้วก็สวดบทบูชาคุณในการที่จะถวายแด่พระองค์ท่าน

แม้การกระทำนี้จะเป็นเพียงส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของคนไทย แต่ก็เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถกระทำได้นั่นก็คือ การส่งความรู้สึกห่วงใยและความปรารถนาดีพร้อมทั้งบทโพชฌงค์คาถานี้ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคลายจากพระอาการประชวร

ขอให้ทุกคนนึกถึงพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระบรมสาทิศลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้บังเกิดขึ้น ..เมื่อภาพของพระองค์ปรากฏขึ้นแล้วให้ทำความรู้สึกว่าเราได้นั่งอยู่เพื่อจะหมอบกราบถวายพระพรด้วยคาถาที่เราจะสวดนี้ด้วยความเคารพนบนอบแด่พระองค์ท่าน พร้อมกันนั้นให้รวบรวมกาย วาจา และใจ เสมือนได้สวดต่อเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ด้วยความเคารพนบนอบ "

หลังจากที่ได้สวดพระคาถาโพชฌงค์จบลงแล้ว ท่านอาจารย์ได้กล่าวต่อว่า " เมื่อได้สวดโพชฌงคปริตรถวายแด่พระองค์ท่านแล้ว ก็ขอให้น้อมนำกาย วาจา ใจที่เป็นกุศลนี้กราบถวายพระองค์ท่านด้วยบทพาหุงฯ อีกหนึ่งบท"

และเมื่อการสวดมนต์เพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสร็จเสิ้นแล้ว ท่านอาจารย์ได้นำทุกคนกล่าวคำแผ่เมตตาแล้วได้นำทุกคนเข้าสู่บรรยากาศของคติธรรมประจำใจต่อไปด้วยการกล่าวทักทายทุกคนว่า ..

โดย น้องกิ๊ฟ นำมาฝาก [7 ธ.ค. 2551 , 21:17:49 น.] ( IP = 58.9.100.182 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



กราบสวัสดีทุกท่าน เราได้ร่วมกันสวดมนต์ทำคุณงามความดีเพื่อจะได้สมกับที่เราตั้งใจไว้ว่า เราจะไม่มีชีวิตต่ำไปกว่านี้ เพราะภพภูมิที่เราอาศัยอยู่คือมนุษย์นี้จัดว่าเป็นสุคติภูมิชั้นที่ต่ำสุดแล้ว สำหรับในผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนมาจะทราบว่าเป็นภูมิที่สามารถทำคุณงามความดีได้ และคุณงามความดีก็มีหลายๆ ประการซึ่งโดยย่อก็คือ คุณงามความดีทางกาย ทางวาจา และทางใจ ซึ่งมนุษย์หรือคนยังเป็นผู้ที่ทำคุณงามความดีเหล่านี้ได้ แต่ถ้าต่ำกว่าชั้นนี้ไปก็ทำยากหรือทำไม่ได้แล้ว

มนุษย์ยังสามารถทำการรักษาศีล การเล่าเรียน และการเจริญภาวนาได้ และทำตนเองให้พัฒนาขึ้นกว่าเดิมได้ด้วยเทวธรรมคือคุณงามความดีของเทวดา คือ มีหิริ-โอตตัปปะ การเกรงความชั่วกลัวผลบาปเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากเพราะถ้าหากคนเราไม่อายชั่วกลัวบาปแล้วก็สามารถทำสิ่งไม่ดีได้สารพัดอย่างที่เป็นบาปกรรม

ในวันนี้เราได้มีโอกาสร่วมกันสวดมนต์แล้วได้สวดคาถาโพชฌงคปริตรเพราะเราทุกคนทราบดีว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระประชวร และก็คิดว่าทุกคนคงคิดคล้ายกันในวันที่ ๔ ธันวาคมที่รับทราบข่าวกระทันหันว่า พระองค์ไม่เสด็จออกศาลาดุสิดาลัยเช่นทุกปีเพราะทรงพระประชวร บอกตามตรงว่า

แต่สิ่งที่ทำได้หลังจากรับรู้ข่าวนั้นก็คือ พยายามทำใจให้สงบแล้วก็นึกถึงพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในเรื่องของกรรม วิบาก และวัย ที่ไม่มีใครสักคนเดียวจะหลีกเลี่ยงได้ เมื่อใจสงบแล้วก็กลับมานึกถึงใจตนเองว่าเราจะทำอะไรได้บ้างโดยอาศัยวันเวลาให้มีประโยชน์ที่สุด

จึงตั้งใจสวดมนต์ ทำสมาธิ และสวดคาถาโพชฌงคปริตรอีกสามจบ แล้วก็นึกถึงพระองค์ท่านพร้อมกับนำตัวเองไปหมอบกราบแทบพระบาทส่งกระแสความรู้สึกจงรักภักดีทอดดวงใจลงปฐพีให้พระองค์ไป ..นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ในวันนั้น และวันนี้ก็ได้มาชวนทุกท่านสวดโพชฌงคปริตรกัน

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ธ.ค. 2551 , 21:18:16 น.] ( IP = 58.9.100.182 : : )


  สลักธรรม 2



ส่วนในวันที่ ๕ ธันวาคมที่ผ่านมา..ก็ได้รับโทรศัพท์จากท่านเจ้าคุณพระราชวิจิตรปฏิภาณ ท่านถามมาว่า "พวกลูกศิษย์ไปไหนกันหรือเปล่า วันนี้ที่วัดสุทัศน์มีงานสวดมนต์เพื่อส่งกุศลจิตถวายในหลวง พวกเธอจิตแข็งมีสมาธิก็ขอให้มาช่วยกันหน่อย" จึงได้โทรศัพท์ชักชวนลูกศิษย์เท่าที่จะชวนได้ไปร่วมสวดมนต์ในเย็นวันนั้น

พอไปถึงแล้วก็ได้ทำกุศลเต็มที่คือได้บริจาคทาน เพราะรู้สึกขึ้นมาว่าก่อนที่จะนำกุศลไปให้ใครนั้นเราต้องมีกุศลพร้อมเสียก่อน ซึ่งก็มักจะคิดในเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งเมื่อไปถึงศาลาโพธิ์แล้วได้เห็นพระภิกษุรูปหนึ่งแล้วก็รู้สึกศรัทธาเหมือนกับได้เห็นพ่อ คือ นึกถึงหลวงพ่อเสือ อาจารย์บุญมี และหลวงพ่อแสวงขึ้นมาว่า ถ้าหากวันนี้ท่านยังอยู่ก็คงได้ไปปรนนิบัติพัดวีท่าน แต่เมื่อไม่มีแล้วก็ขออาศัยสีของผ้าเหลืองอันเป็นธงชัยนี้มาเป็นเสมือนพ่อ

และในขณะนั้นก็รู้อยู่ว่ายังมีธนบัตรใบละยี่สิบบาทใหม่ๆ ที่เพิ่งแลกมาเหลือติดอยู่ในกระเป๋าอีกหนึ่งปึก จึงตั้งใจหยิบออกมาถวายพระ ..ตอนที่จะถวายนั้นพระท่านยังตั้งตัวไม่ติดเพราะเพิ่งจะพบกันและกำลังจะบอกห้าม แต่ก็บอกกับพระท่านว่า ตอนนี้มีความรู้สึกเป็นอสังขารริกในการให้ ต้องการทำบุญในวันพ่อ แล้วท่านจะไปแจกใครๆ เหมือนพ่อให้ลูกก็ได้ จากนั้นก็คุกเข่าลงแล้วก็ถวายเลย



พอถวายเสร็จก็รู้สึกว่า ตนเองได้ทำกุศลแล้ว มีกุศลเจตนาเกิดขึ้นและเป็นกุศลที่เกิดขึ้นด้วยตนเองอย่างแรงด้วย จึงจะได้น้อมนำกุศลที่เกิดขึ้นนี้ไปถวายให้กับในหลวง โดยได้ขึ้นไปบนวิหารแล้วก็ร่วมพิธีสวดมนต์กับเขา พอเสร็จพิธีแล้วก็พากันไปรับประทานอาหาร จากนั้นก็จูงมือกันบุกไปท้องสนามหลวงจนติดเวทีพิธีจุดเทียนชัยถวายพระพร ได้ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีมหาราชาด้วยความสุขมาก เพราะ ณ วันนี้ได้สำรวจใจตนเองแล้วว่า ยังเป็นคนไทยที่ดีอย่างสมบูรณ์

เพราะไม่ว่าจะมีเหตุการณ์หรือเรื่องราวอะไรก็ยังรู้สึกถึงความสมบูรณ์ในความเป็นไทยของตนเอง คือรักชาติ เคารพเลื่อมใสพระพุทธศาสนา และจงรักต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเต็มร้อย ..จึงรู้สึกภูมิใจว่า การที่เราสามารถครองใจของเราได้ขนาดนี้

เหมือนกับที่หลวงพ่อบอกว่า .. ดูดีเก็บมาใช้ ดูชั่วเก็บมาละ .. ก็ยังเป็นสิ่งที่มั่นคงในจิตใจของตนเองอยู่ ดังนั้น ชีวิตที่แสนสั้นและมีเวลาน้อยของพวกเรา ก็อย่าไปเสียเวลาโดยควรจะทำความดีให้เกิดขึ้นอย่างที่เขียนไว้ในคติธรรมประจำใจในวันนี้ว่า



โดย น้องกิ๊ฟ [7 ธ.ค. 2551 , 21:18:34 น.] ( IP = 58.9.100.182 : : )


  สลักธรรม 3



คติธรรมประจำใจ (๓)

ในเมื่อทรัพย์สมบัติเราก็เอาติดตัวไปไม่ได้ แม้ร่างกายก็ต้องทิ้งไว้ในโลกนี้

ทำไม่ไม่ใช้ทั้องสองสิ่งนี้เป็นบุญเป็นบารมีเสียในยามที่มีโอกาสเล่า

จงเป็นผู้มีปัญญาเถิด อย่าเป็นผู้มีปัญหาเลย

"เป็นอยู่อย่างหมดหวัง เป็นการขุดหลุมฝังตัวเอง"

ด้วยความปรารถนาดี
๗ ธันวาคม ๒๕๕๑


โดย น้องกิ๊ฟ [7 ธ.ค. 2551 , 21:18:53 น.] ( IP = 58.9.100.182 : : )


  สลักธรรม 4



ทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ไม่ว่าใครจะมีทรัพย์สมบัติมากน้อยแค่ไหนเราก็เอาติดตัวไปไม่ได้แม้แต่เก๊เดียว เงินในปากที่เขาใส่ให้เราก็เอาไปไม่ได้ ฟันทองที่เลี่ยมไว้ก็เอาไปไม่ได้ เงินที่เขาใส่โลงให้แล้วบอกว่าเอาไปซื้อที่ดินในนรกนั้นเราก็เอาไปไม่ได้ และก็อย่าใส่มาให้อย่างนี้นะถ้าตายไป เพราะที่ดินในนรกนั้นตารางวาเดียวก็ไม่ได้อยากได้

ฉะนั้น เราจึงเอาทรัพย์สินอะไรติดตัวไปไม่ได้เลย แม้ร่างกายยาววาหนาคืบก็ต้องทิ้งไว้ในโลกนี้ ท่านลองจับมือตัวเองไว้แล้วลองลูบไปมาอย่างที่เมื่อก่อนนั้นหลวงพ่อเสือท่านให้ทำเป็นประจำ เพื่อให้ระลึกว่า ในที่สุดร่างกายนี้ก็ต้องตาย ตอนนี้ยังมีอายุ มีไออุ่น และวิญญาณ จึงเรียกว่ายังมีชีวิตอยู่ เมื่อมีจุติจิตขึ้นเมื่อใดหรือภาษาชาวบ้านที่บอกว่าวิญญาณทิ้งร่างไปคือตายนั้น ก็จะเห็นว่าเราเอาอะไรไปไม่ได้เลย แม้ร่างก็ต้องทิ้งไว้

เคยคุยกับท่านเสมอว่า ร่างกายมนุษย์นี้คือสุสานคนเป็น เพราะถามว่า เคยมีไก่เข้าไปอยู่ในท้องไหม? เคย และเคยมีเป็ด ปู หอย กุ้ง ปลาหมึก ปลาต่างๆ เข้าไปอยู่ในท้องไหม? เคย ก็จะเห็นว่าสารพัดเลยที่อยู่ในสุสานคนเป็น กระเพาะอาหารของเรารับของตายเข้าไปสารพัด เนื้อของสัตว์ที่ตายนี้บรรจุลงไปในท้องมนุษย์ได้ แต่มนุษย์ที่ตายแล้วจะเอาเนื้อไปเลี้ยงเป็นบุฟเฟ่ต์ให้วัวได้ไหม ? ไม่ได้ เพราะวัวกินหญ้า

สุสานคนเป็นจึงอยู่ที่มนุษย์เรา และมนุษย์นี้เหม็นที่สุดเวลาเผาก็จะมีน้ำเหลืองไหลปะทุหยดลงมาถูกเผาจนมีกลิ่นไหม้และเหม็นนานด้วย แต่วัวควายไม่มีโอกาสให้น้ำเหลืองหยดเพราะถูกแล่เนื้อ เป็นเนื้อแดดเดียว เนื้อสามชั้น เนื้อสันใน เนื้อสันนอก เนื้อคอเอาไปทำคอหมูย่าง พวกมันเปลวก็เอาไปทำน้ำมันหมู ..ก็จะเห็นว่าทำประโยชน์ได้ทุกส่วนเลย จึงไม่เหลือให้น้ำเหลืองมาหยดติ๋งๆ แบบเนื้อมนุษย์หรอก หรือแม้กระทั่งไก่ที่แทะเนื้อแทะเอ็นจนเหลือแต่กระดูก

เมื่อเราไม่มีประโยชน์ตอนตายเลยทำไมเราจึงไม่ใช้สองสิ่งนี้ตอนเป็นให้เป็นบุญล่ะ คือ ทรัพย์สมบัติทำให้เป็นบุญ ร่างกายทำให้เป็นบารมี นำเงินมาให้เป็นบุญเสียบ้างเช่นทำทาน แต่บางคนไม่ทำเลยเพราะมีความมัจฉริยะ(หวงแหน)มาก ซึ่งตอนตายแล้วเราก็เอาไปไม่ได้เลยทั้งเงินและร่างกาย

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ธ.ค. 2551 , 21:19:17 น.] ( IP = 58.9.100.182 : : )


  สลักธรรม 5



ช่วงนี้ได้บอกให้ทราบแล้วว่า กำลังลงเรื่องความหลังของพระพุทธเจ้าในลานธรรม ในเรื่องนี้ท่านบอกว่า เงินหรือสมบัติอะไรก็แล้วแต่ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ในขณะที่ไม่ได้ใช้นี้ก็ไม่ต่างอะไรไปจากก้อนอิฐก้อนหินเพราะไม่มีค่า เงินที่อยู่ในกระเป๋าขณะนี้..ไม่มีค่า เพราะยังอิ่มอยู่หรือไม่จำเป็นต้องซื้ออะไร แต่จะมีค่าก็ต่อเมื่อเรามีความต้องการขึ้นมาหรืองกไว้..ซึ่งมีค่าสำหรับจิตที่เข้าไปรู้ว่า มี

ร่างกายของเราก็เหมือนกันเมื่อจะต้องตายไปแน่ๆ ก็ต้องสร้างบารมีสิ ช่วยเหลือกิจการงานที่ชอบ ในขณะที่ยังยืนได้และมีเสียงอยู่ก็ใช้เสียงเผยแพร่ธรรมะหรือส่งเสริมช่วยเหลือกิจการงานได้สารพัด ..จงทำเสียในขณะที่ยังมีโอกาส

และจงเป็นผู้มีปัญญาเถิด อย่าอยู่อย่างผู้มีปัญหาเลย .. คนที่จะมีปัญญาได้ต้องยอมรับสภาพชีวิตตามความเป็นจริง ไม่ใช่คิดตามความเป็นจริงที่อารมณ์นะ แต่ตามความเป็นจริงในปรมัตถธรรมที่มีอยู่แค่ จิต ๘๙ เจตสิก ๕๒ และรูป ๒๘

ที่ท่านเรียนกันอยู่นี้ ท่านกำลังยอมรับชีวิตตามความเป็นจริง และภายใต้จิต ๘๙ ก็มีทั้งจิตของเราเองที่เป็นอกุศล มหากุศล แต่ยังไม่เป็นมหัคตกุศลและมีเป้าหมายคือมรรคจิต ที่เรามีกันอยู่ทุกวันนี้ก็มีวิบากจิตทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล แต่ที่เราไม่มีคือกิริยาจิตของพระอรหันต์ แต่เราก็มีเจตสิกทั้ง ๕๒ และมีรูป ๒๘ ซึ่งมีเหมือนกันปละเป็นกรรมของใครของมัน และจิต เจตสิก รูปนี้ก็ได้มาจากเหตุอดีตคือชาติที่แล้วและชาติลึกๆ เข้าไป ที่ให้ผลมาเป็นสุขบ้างทุกข์บ้าง มีเรื่องราวเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ในชีวิต

ฉะนั้น เมื่อเรายอมรับความจริงว่า ที่เรากระทบคือวิบาก ..ไม่ว่าจะได้รับโดยตรงหรือโดยอ้อมไม่ว่าจะเป็นที่เรา ลูกของเรา ญาติของเรา ..ที่ต้องให้เรามารับรู้นั้น สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงวิบากทั้งสิ้น และเมื่อวิบากเหล่านั้นมาให้ผลแล้วก็ต้องผ่านไป แต่ที่มันยังอยู่ก็เพราะไม่ได้มีเพียงวิบากเดียวเราไม่ได้มีการกระทำไว้ครั้งเดียว แต่เมื่อเรามีปัญญารู้เท่าทันไม่ว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นที่เราหรือคนที่เรารักขนาดไหน เราก็สามารถเอาปัญญาเข้าไปวิเคราะห์สิ่งเหล่านั้นได้ชีวิตของเราก็จะสงบและเยือกเย็นลง และสามารมองเห็นได้เหมือนมีแสงสว่าง

การศึกษาพระอภิธรรมนี้เหมือนกับการติดหลอดไฟ และหลอดไฟที่ติดอยู่มีแสงสว่างนี้เพราะมีไฟ สามารถทำลายความมืดได้ ..การนำไปใช้ก็เหมือนกับหลอดไฟที่ติดอยู่ แต่ถ้าไม่นำไปใช้มันก็เหมือนหลอดไฟเหมือนกันแต่เป็นหลอดไฟที่ดับอยู่

ถามว่าเป็นหลอดไฟยี่ห้อเดียวกันไหม? ยี่ห้อเดียวกัน หลอดยาวเท่ากัน แต่ดวงนี้มีไฟเพราะเปิดมัน ส่วนอีกดวงไม่มีไฟเพราะไม่เปิดมัน ก็เหมือนกับธรรมะที่เรียนแล้วไม่ได้นำไปใช้จึงไม่ประสบความเจริญอย่างที่ควรเจริญ มาถึงตรงนี้ก็จะเล่าเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองให้ฟังว่า ธรรมะนั้นช่วยได้

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ธ.ค. 2551 , 21:20:21 น.] ( IP = 58.9.100.182 : : )


  สลักธรรม 6



เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคมได้ไปประชุมกับสันนิบาตมูลนิธิแห่งประเทศไทยที่โรงแรมรอยัลริเวอร์ โดยตัวแทนทุกมูลนิธิจะมาประชุมกันปีละครั้งและเมื่อประชุมเสร็จเขาก็จะพากันไปเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งในครั้งนี้ตัวเองก็ได้ไปเป็นตัวแทนพร้อมกับกรรมการอีกสามท่าน หลังจากที่ฟังปลัดกระทรวงมหาดไทยจบแล้วซึ่งท่านพูดในเรื่องที่ดีมากเลย ก็มีการแจกรางวัลให้แก่มูลนิธิต่างๆ ที่ให้ความอุปถัมภ์และช่วยเหลือสันนิบาตมูลนิธิเป็นพิเศษ โดยมีการมอบโล่ทั้งหมด ๑๗ โล่ และเข็มที่ระลึก ๒๒ เข็ม

ระหว่างที่เข้าสู่พิธีการเชิญบุคคลต่างๆ ขึ้นมารับโล่นั้น เราก็ปรบมือแสดงความยินดีโดยดูจากจอโปรเจ็คเตอร์เพราะนั่งอยู่ไกลจากเวที ระหว่างที่มองดูอยู่นั้นก็เหลือบไปเห็นอาการต่างๆ ของคนในห้องประชุม เห็นคนสองสามโต๊ะนั่งคุยกัน อีกคนนึงก็นั่งปรบมือแบบตบเบาๆ เหมือนเอามือมาแตะกัน แล้วก็รู้สึกที่อาการของตัวเองเหมือนกันว่าตัวเองก็ปรบมืออย่างถี่แรงในตอนแรก แล้วตอนนี้ก็ปรบมือแบบยืดยาด แล้วก็เหลียวไปมองคณะของเราที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ซึ่งมีอาการปรบแบบเขี่ยมือบ้าง ปรบมือน้อยลงบ้าง และนั่งเฉยๆ ไม่ปรบมือเลย

ตอนนั้นรู้ว่าตนเองปรบมือน้อยลงและมาถึงคนรับโล่คนที่ ๘ แล้ว ...ในขณะนั้นรู้สึกเลยว่ามีธรรมะชนิดหนึ่งเกิดขึ้นคือมีการกระเพื่อมของใจบอกตัวเองว่า โอกาสที่คนจะได้ดีต่อหน้าผู้อื่นนั้นมียาก การที่คนอื่นจะได้รู้ว่าคนนี้ได้ทำดีมานั้น..มีโอกาสยาก แล้วยากยิ่งกว่านั้นก็คือการที่เราจะเกิดมุทิตาจิตกับคนอื่นเพราะต้องชื่นชมผู้อื่นทีได้ดี ที่กำลังมีความดีมีความสุขเกิดขึ้น ฉะนั้น ณ ตรงนี้โอกาสนี้กำลังมีเหตุการณ์ให้เราเกิดมุทิตา ทำไมเราจึงไม่แสดงความยินดีให้เต็มที่ ไม่แสดงมุทิตาจิตนั้นให้เต็มที่เล่า?

เมื่อความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นมาก็ถึงคนที่ ๙ พอดี ก็เลยตั้งใจปรบมืออย่างแรงและนับให้เกิน ๕ ครั้งต่อคนจนกระทั่งหมด ๑๗ คน พอปรบมือให้ทั้ง ๑๗ คนจบลงแล้วก็หันไปบอกกรรมการที่ไปด้วยท่านหนึ่งว่า เมื่อสักครู่นี้เกิดความรู้สึกว่า ปรบมือน้อยลงแล้วมีธรรมะตัวหนึ่งมากระตุ้นตัวเอง..อย่างที่เล่าไปแล้วนี่แหละ เขาฟังแล้วก็ตอบมาว่า โอ้โห! อาจารย์ดีเนาะ แล้วก็หันไปบอกกรรมการอีกท่านหนึ่งที่นั่งติดอยู่อีกข้าง

จากนั้นก็ถึงเวลาแจกเข็มที่ระลึกก็ตั้งใจปรบมืออีกละ แล้วก็เอียงไปเอียงมาเพื่อดูคนข้างๆ อยู่บ้าง แต่ก็รู้ว่า การปรบมือตั้งแต่ครั้งที่ ๙ ถึง ๑๗ และครั้งที่ ๑ ถึง ๒๒ นี้ รู้เลยว่าการยินดีภายนอกนั้นเบาลง แต่มันยินดีที่ได้ทำดี ที่ได้คิดดี คือปรบมือไปก็รู้สึกยินดีกับเขาแต่ยินดีกับตนเองด้วย เพราะมีกำลังจากภายในชวนภายในทำตัวเอง

แล้วก็มีความสุขว่า ในโอกาสที่หายากเช่นนี้ที่มีเพียงปีละครั้งและพวกเขาก็มีการรับเพียงปีละครั้งเท่านั้นเอง ถ้าหากเราไม่ได้ไปร่วมงานเราก็พบแต่เรื่องวุ่นวายไม่เป็นที่น่ายินดี เมื่อเราได้ไปแล้วเรายังไม่น่ายินดีอีกหรือ ..ผู้นั้นก็จะเป็นผู้ที่อยู่อย่างมีปัญหา คือมีความหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ แต่ถ้าหากมีปัญญา ปัญหาก็หมด

ฉะนั้น ธรรมะจึงช่วยได้จริงๆ แล้วดนตรีของหัวใจที่เกิดขึ้นตรงนั้นมันเป็นเสียงที่เพราะ เป็นเสียงที่เกิดจากการกระตุ้นเตือนด้วยความจริง ก็คือ ธรรมะย่อมคุ้มครองผู้ปฏิบัติธรรม

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ธ.ค. 2551 , 21:20:41 น.] ( IP = 58.9.100.182 : : )


  สลักธรรม 7



นี่คือสิ่งหนึ่งที่บอกว่า ไม่มีใครช่วยเราได้ถ้าหากเราไม่ช่วยตัวเอง แล้วเราก็ต้องหมั่นนึกหมั่นระลึกอยู่เรื่อยๆ เพราะว่าถ้าเผื่อเราไม่ช่วยตัวเองคือไม่หากุศลเข้าไปทำ คือมีหลอดไฟแต่ไฟปิดอยู่

ตอนนี้ใครไม่รู้จักสภาพจิตบ้างก็รู้จักทุกคน จิตมีจำนวนเท่าไหร่ มีกี่ประเภท กี่เภทนัยก็รู้กันหมด รู้ไปถึงเรื่องของเจตสิก เรื่องของรูป นิพพาน บัญญัติ และวิถีจิต ..แต่ก็ยังเป็นหลอดที่ไม่เปิดไฟใช้

ธรรมชาติของฝ่ายดีนั้นถ้าเราเอามาใช้บ่อยก็ย่อมต้องได้ดี และอย่าอยู่อย่างหมดหวังเพราะเราจะใช้ธรรมะไม่ได้ เราจะเป็นคนดีไม่ได้ เราจะได้ดีด้วยตัวเองไม่ใช่เนื่องมากจาสิ่งอื่น..ไม่ได้

ก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณนั้น พระองค์ทรงเปลื้องเครื่องบรรณาการต่างๆ ออกจนหมด ไม่ว่าจะเป็นแก้วแหวนเงินทองช้างม้าบุตรภรรยา แล้วพระองค์ก็ได้สิ่งที่ดีที่สุดในโลกเลย ฉะนั้น คนเราได้ดีไม่ได้อยู่ที่สมบัติหรือสิ่งภายนอก เราจึงต้องมีความตั้งใจเลยว่า เราจะดีได้ก็เพราะจิตดี

บางคนนั้นยังคิดไปไม่ถึงตรงนี้ว่า เงินทองข้าวของสมบัติหรือความเป็นอยู่นั้นต้องดีก่อนแล้วจึงค่อยสร้างจิตดี ..อย่างนี้ก็รอไปเถอะ เพราะดอกเบี้ยก็ลดลงทุกอย่างบีบรัดขึ้น ถ้าคิดให้ดีแล้วก็จะเห็นว่าเราไม่มีทางเลยที่จะมีทุกอย่างพร้อม

เราจึงต้องมีความหวังว่า เราทำอาชีพก็อยู่เพื่อประทังชีวิตเลี้ยงชีวิตให้รอดไปวันๆ หนึ่ง เพื่อจะเอาวันและเวลานั้นไปทำให้มีค่า อย่าอยู่อย่างหมดหวังเพราะถ้าอยู่อย่างหมดหวังแล้วก็จะเป็นการขุดหลุมฝังตัวเอง เหมือนกรรมกที่เราก่อ บ่อที่เราขุด หมุดที่เราปัก...ล้วนเป็นเรื่องของเราทั้งสิ้น

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ธ.ค. 2551 , 21:21:14 น.] ( IP = 58.9.100.182 : : )


  สลักธรรม 8



นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วนำมาเล่าให้ท่านได้รับฟังกัน และสำหรับท่านที่เพิ่งมาเรียนที่นี่เป็นนักเรียนรุ่นใหม่ หรือคนใหม่ๆ ที่เคยได้ยินอาจารย์พูดในห้องนี้ถึงลูกสาวที่ชื่อ "น้องโด่ง" อยู่เสมอๆ ว่า ดูแลเขามาตั้งแต่สิบสองขวบจนตอนนี้อายุสามสิบสองแล้ว

ได้ออนไลน์แล้วคุยกันให้ธรรมะกันเสมอ ..เขาไปอยู่ที่ญี่ปุ่นแล้วก็มีครอบครัว จากนั้นเขาก็ไปอยู่ออสเตรเลีย เราก็ยังได้คุยธรรมะกัน และก็ได้มองพัฒนาการความเจริญของเขามาตลอด และในวันนี้น้องโด่งก็ได้กลับมายังห้องเสือพิทักษ์ ก็จะได้ให้น้องโด่งที่จากบ้านนี้ไปเสียนานได้ขึ้นมาสวัสดีพี่ป้าน้าอาต่อไป

น้องโด่งได้แสดงความรู้สึกว่า "สวัสดีค่ะ พอจะให้พูดถึงพี่ป้าน้าอาที่นี้แล้วก็อยากจะร้องไห้ แต่ไม่ได้มีเรื่องเสียใจอะไรนะคะ..เดี๋ยวจะเข้าใจผิด เพิ่งกลับมาถึงเมื่อวันที่ ๔ ค่ะ เวลากลับมาที่นี้รู้สึกเหมือนกลับมาบ้าน ทุกครั้งที่อยู่ต่างประเทศพอคิดถึงบ้านคิดถึงเมืองไทยนั้น แทนที่จะเป็นบ้านของตัวเองกลับคิดถึงที่นี่ค่ะ ..เพราะคิดว่าบ้านเราอยู่ที่นี่ และญาติผู้ใหญ่ของเราที่เราได้พบมาตั้งแต่อายุสิบสองสิบสามก็อยู่ที่นี่กันทุกท่าน ..รู้สึกอบอุ่น

และรู้สึกว่า คุณลุงคุณป้าและพี่ๆ ที่นี่ได้ทำความดีทุกอาทิตย์ ซึ่งตัวเองก็คอยติดตามทางอินเตอร์เน็ตที่น้องกิ๊ฟช่วยเอามาลง จึงรู้สึกว่าทุกท่านได้ดำเนินความดีที่ควรกระทำอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งที่ตัวเองขี้เกียจไปบ้างพอได้มาอ่านแล้วก็คิดว่า ไม่ได้ละ คุณป้าคุณอาคุณน้า พี่ๆ ที่เมืองไทยเขายังทำเราก็ต้องทำบ้าง ก็เลยพยายามดึงตัวเองให้กลับมาอยู่ในเส้นทางเดียวกันจะได้ขอเกาะชายเสื้ออาจารย์และพี่ป้าน้าอาเพื่อติดตามไปด้วย

วันนี้ได้กลับมาแล้วก็ได้เห็นทุกท่านยังสดใสและมีความรู้สึกเหมือนเดิมๆ ที่ได้กลับมาบ้านค่ะ ...ก็รู้สึกดีใจค่ะ จะได้อยู่ที่นี่หนึ่งเดือนก็คิดว่าคงจะได้มาที่นี่ทุกอาทิตย์ ประมาณสี่ครั้งค่ะ ..ขอบคุณค่ะ "

โดย น้องกิ๊ฟ [7 ธ.ค. 2551 , 21:22:34 น.] ( IP = 58.9.100.182 : : )


  สลักธรรม 9



หลังจากนั้นท่านอาจารย์ก็ได้กล่าวอนุโมทนากับน้องโด่งแล้วกล่าวต่อว่า " ได้คุยกับน้องโด่งว่ากลับมาแล้วก็อาจจะโชคดีได้พบอะไรดีๆ ในปลายปีนี้คือจะมีการจัดงานขึ้น พอน้องโด่งทราบแล้วน้องโด่งก็ขอมีส่วนเป็นเจ้าภาพเพื่อเลี้ยงอาหารในวันนั้นเลย

ซึ่งเดิมนั้นก็คิดว่าจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวเพียงอย่างเดียวในวันอาทิตย์สิ้นเดือน แต่น้องโด่งก็ขอมีส่วนร่วมในการเลี้ยงพี่ๆ และทุกคน โดยได้ตั้งเจตนาจองมาตั้งแต่ก่อนกลับออสเตรเลีย และในตอนนี้ก็ได้ตัดสินใจแล้วว่าจะเป็นเจ้าภาพร่วมกับพี่ดาเพื่อเลี้ยงไอศครีม

ส่วนอีกท่านหนึ่งนั้นได้แสดงความตั้งใจอันเป็นกุศลอสังขารโดยโอนเงินเข้ามาให้แล้วหลังจากที่ได้ทราบข่าวเพื่อจะร่วมเป็นเจ้าภาพเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวกับอาจารย์ด้วย คือ คุณนุช

ตอนนี้หลายคนต่างก็เสนอตัวกันเป็นเจ้าภาพอาหารชนิดต่างๆ เพื่อจะเลี้ยงส่งท้ายปีเก่าทำดีเพื่อพ่อโดยเฉพาะหลวงพ่อเสือ ซึ่งในวันที่ ๓๐ ธันวาคมก็จะเป็นวันคล้ายวันมรณภาพของท่าน จึงเป็นที่น่าชื่นชมในเจตนาของทุกคน

และก็ยังมีลูกศิษย์เด็กๆ อีกคนหนึ่งซึ่งตอนนี้ไปอยู่ที่ฝรั่งเศสแต่อายุน้อยกว่าน้องโด่ง เป็นลูกศิษย์ที่ไม่ได้อยู่ใกล้ ชิดเท่าน้องโด่งเพราะเขาไม่ได้เข้ามาคลุกคลี แต่เขาสนิทกับคุณอัญชลี สมโสภณเพราะได้คุยออนไลน์กันเสมอ แล้วก็มีลูกศิษย์อีกคนหนึ่งอยู่ที่ชิคาโก ซึ่งก็ออนไลน์คุยเช่นเดียวกัน คงต้องบอกว่าเด็กที่ได้เลี้ยงมารุ่นเดียวกับน้องโด่งนั้นมีหลายคนแต่ตอนนี้ก็มีภาระกันไป

น้องคนที่อยู่ฝรั่งเศสนี้จะกลับประเทศไทยได้ปีละหน หนละประมาณหนึ่งสัปดาห์ แต่ครั้งนี้เขาจะมาอยู่ได้ ๓ เดือน เมื่อสัปดาหก่อนๆ เขาก็ได้มาที่มูลนิธิโดยคุณอัญชลีได้พาเข้ามาหา แล้วเขาก็มาจับมือแล้วบอกว่าถ้าหากมีงานบุญให้บอกเขาด้วย เพราะว่าเขาไปอ่านที่น้องกิ๊ฟลงได้เห็นพี่โด่งทำบุญโน่นนี่ เขาอยากทำบ้างแม้จะไม่มีเงินมากขนาดนั้นแต่เขาก็อยากมีส่วนในงานบุญตามแบบพี่โด่งบ้าง ก็ขอให้อาจารย์บอกเขาเลยนะว่าจะมีงานอะไร เขาขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงานบุญนั้นเพื่อจะสร้างทาง

เขาบอกว่าพอเขาอ่านทีไรเขาก็ชื่นชมแล้วก็รู้สึกว่าเติบโตมาด้วยกันก็อยากทำได้เหมือนพี่โด่งเช่นเดียวกัน ตอนนี้ก็ยังไม่ทราบว่าน้องเขากลับไปหรือยัง และวันนี้คุณอัญชลีก็ไม่ได้มาที่นี่เพราะอยู่ที่เชียงราย

จะเห็นว่า กุศลต่างๆ ที่เราได้ร่วมกันกระทำมา เป็นการทำให้เรามีความหวัง เพราะบุญย่อมจะทำให้มีผลไปในทางสูง บุญย่อมคุ้มครองจิตใจ ฉะนั้นก็อย่าอยู่อย่างหมดหวัง เพราะอย่างน้อยเราก็มีดีกว่าคนอื่น เรารู้ว่าอะไรคือบาป..อกุศลจิต ๑๒ อะไรคือบุญ ..มหากุศลจิต ๘ แล้วเราชอบไหม ๑๒ ดวงนี้? ไม่ชอบ ฉะนั้น เราต้องหลีก ละ ลด แล้วเลิก

หลีกจากการยุ่งไม่เข้าเรื่อง ลดจากการทำทุกอย่างด้วยความอยากลง เช่น อยากเห็น อยากได้ยิน อยากกิน อยากนอน อยากได้ มาทำเพื่อแก้ทุกข์ หลีกละลดแลล้วในที่สุดก็จะเลิกได้ เพราะถ้าเรามีเจตนามั่นคงเราต้องเลิกได้ เราต้องมีความหวังว่าวันหนึ่ง เรานี่แหละจะเป็นพระอรหันต์ อย่างตนเองนั้นดูกระจกเตือนตนเองเป็นประจำว่า หน้าอย่างนี้แหละวันหนึ่งจะเป็นพระอรหันต์ให้ได้ คอยดูสิ !

การเป็นพระอรหันต์นั่นคือเป้าหมาย แล้วท่านล่ะมีพระอรหันต์เป็นเป้าหมายหรือยัง ถ้าหากยังไม่มีก็ให้รีบเสีย เริ่มต้นหันหลังให้กิเลสเสียก่อนโดยเฉพาะในวันอาทิตย์ที่เรามาหันหลังให้กิเลสกัน

ขออนุโมทนา ขอพระพุทธะ พระธัมมะ พระสังฆะ จงอภิบาลพี่น้องพ่อแม่ปู่ย่าตายายเพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายทั้งหลายให้มีความสุขกายมีความสุขใจ มีความปิติโสมนัสดื่มด่ำในรสพระธรรม และสามารถนำธรรมเหล่านั้นไปดัดแปลงพัฒนาจิตใจให้ก้าวไปออกจากสิ่งเดิมๆ ความคิดเดิมๆ ความรู้สึกเดิมๆ และการกระทำเดิมๆ จนออกจากห่วงกิเลสมาร และสามารถพาตนเองพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดได้โดยเร็วทั่วหน้ากันทุกท่านทุกคน ขออนุโมทนา


โดย น้องกิ๊ฟ [7 ธ.ค. 2551 , 21:23:10 น.] ( IP = 58.9.100.182 : : )


  สลักธรรม 10

อ่านแล้วได้คติธรรมนำใจ ได้ความหวังกำลังใจจากท่านอาจารย์มากค่ะ...

...เพราะอย่างน้อยเราก็มีดีกว่าคนอื่น เรารู้ว่าอะไรคือบาป..อกุศลจิต ๑๒ อะไรคือบุญ ..มหากุศลจิต ๘ แล้วเราชอบไหม ๑๒ ดวงนี้? ไม่ชอบ ฉะนั้น เราต้องหลีก ละ ลด แล้วเลิก

เราต้องมีความหวังว่าวันหนึ่ง เรานี่แหละจะเป็นพระอรหันต์

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงค่ะที่เมตตานำธรรมะมากล่อมเกลาจิตใจให้มีความหวังเพื่อต่อสู้กับกิเลสต่อไปค่ะ

ขอบพระคุณน้องกิ๊ฟมากค่ะที่ได้ถ่ายทอดธรรมะในห้องเสือพิทักษ์มาให้ได้รับทราบ

อนุโมทนาในกุศลธรรมทานค่ะ


โดย ธัญธร [8 ธ.ค. 2551 , 22:18:53 น.] ( IP = 118.173.36.222 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org