มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความหลัง (๑๖)




ความหลัง
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ




ตอนที่ผ่านมา

๑๖. แรงริษยาและผลงาน

ดูก่อนผู้บำเพ็ญตบะ มนุษย์เรามีการกระทำอยู่ ๓ ทางคือ ทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง ทางใจบ้าง บาปและบุญก็ย่อมเกิดขึ้นใน ๓ ทางนี้ เมื่อระวังบาปมิให้เกิดขึ้นก็ควรระวังกาย วาจา และใจ จะทำอะไร จะพูดอะไร หรือจะคิดอะไรก็ด้วยความสุขุมรอบคอบ ไม่ประมาทเลินเล่ออันจักเป็นที่ไหลมาของบาป จงดูตัวอย่างความคิดคำพูด และการกระทำของสุปปพุทธะ ผู้เป็นโรคเรื้อนเป็นตัวอย่างก่อให้เกิดผลชั่วเผาตัวเอง หมกไหม้อยู่ในนรกหลายแสนปี เศษแห่งกรรมยังเหลืออยู่ อำนวยวิบากให้เขาต้องเป็นโรคเรื้อน ยากจน กำพร้า ขัดสน แต่ได้อาศัยกัลยาณมิตร คือพระพุทธองค์จึงพ้นจากทุกข์ได้

ดูก่อนผู้บำเพ็ญตบะ ผู้มิได้สดับธรรม มิได้ศึกษาธรรมของพระอริยะ จิตใจย่อมหยาบกระด้าง ไม่อ่อนโยน กิริยาอาการของเขาก็พลอยกระด้างไปด้วย ใจจืดจึงมองไม่ค่อยเห็นบาป เหมือนคนตามืดมัวมองไม่เห็นวัตถุละเอียด คนดวงตาแจ่มใส ย่อมมองเห็นทั้งวัตถุละเอียดและหยาบฉันใด คนใจละเอียด ใจสว่างก็ฉันนั้น ย่อมมองเห็นบาปทั้งหยาบและละเอียด

ดูก่อนท่านผู้เจริญพรต บางคนทำบาปด้วยจิตริษยา และหากทำต่อผู้มีศีล เป็นพระอริยเจ้าผู้สิ้นกิเลส (ขีณาสพ) ก็จะมีโทษมากยิ่งขึ้น ดังเรื่องต่อไปนี้

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 05:51:47 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ในสมัยแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ กุฎุมพีคนหนึ่งสร้างวิหาร (ที่อยู่) ถวายพระเถระรูปหนึ่งแล้วบำรุงอยู่ด้วยปัจจัย ๔ พระเถระรูปนั้นฉันอาหารในเรือนของกุฎุมพี (ผู้มีอันจะกิน) เนืองนิตย์

เช้าวันหนึ่งภิกษุขีณาสพ (ผู้สิ้นกิเลสแล้ว) รูปหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตมาถึงเรือนของกุฎุมพีนั้น เขาเห็นพระขีณาสพมีอิริยาบถน่าเลื่อมใสจึงนิมนต์เข้าไปในเรือน เลี้ยงดูด้วยโภชนะอันประณีตด้วยความเคารพ ถวายผ้าสามฎกผืนใหญ่พลางกล่าวว่า "ท่านผู้เจริญ ท่านพึงย้อมผ้าสาฎกผื่นนี้นุ่งเถิด" และกล่าวต่อไปว่า "ผมของท่านยาวแล้ว ข้าพเจ้าจักนำกัลบกมาปลงผมของท่าน ข้าพเจ้าจักจัดเตียงและตั่งเพื่อท่าน"

พระเถระผู้ฉันเป็นประจำในเรือน เห็นอาการกุฎุมพีแสดงแก่พระขีณาสพ และสักการะที่เขาทำแล้วแก่ท่าน เกิดมีจิตริษยาขึ้น ไม่อาจอดกลั้นไว้ได้คิดว่า "กุฎุมพีทำสักการะสัมมานะแก่ภิกษุอันตนเพิ่งพบเห็นเพียงครู่เดียวถึงขนาดนี้ ซึ่งไม่เคยทำแก่เราผู้สนิทสนมเลย" ดังนี้แล้วลุกไปสู่วิหาร

ภิกษุขีณาสพก็ไปสู่วิหารพร้อมกับพระเถระเจ้าของถิ่นนั้น ย้อมผ้าสาฎกที่กุฎุมพีถวายแล้วนุ่ง กุฎุมพีพาช่างกัลบกไปปลงผมให้ท่าน ให้คนจัดเตียงตั่งถวาย แล้วนิมนต์พระเถระทั้งสองรูปเพื่อฉันในเรือนของตนในวันรุ่งขึ้น

ภิกษุเจ้าของถิ่นเดือดร้อนด้วยแรงริษยา ไม่อาจอดกลั้นได้ เวลาเย็นเข้าไปหาพระขีณาสพด่าด้วยอาการ ๔ อย่างว่า

"ดูก่อนอาคันตุกะ การที่ท่านพึงจะเคี้ยวกินอุจจาระยังจะประเสริฐกว่าการบริโภคอาหารในเรือนของกุฎุมพี ท่านให้ถอนผมด้วยแปรงดาล ดีกว่าปลงผมด้วยช่างกัลบกที่กุฎุมพีนำมา การเปลือยกายของท่านประเสริฐกว่าการนุ่งห่มผ้าสาฎกที่กุฎุมพีถวาย การนอนเหนือแผ่นดินของท่านประเสริฐกว่าเตียงที่กุฎุมพีนำมา"

พระเถระผู้เป็นขีณาสพได้ฟังดังนั้นเข้าใจถึงความรู้สึกของภิกษุเจ้าถิ่นโดยตลอดคิดว่า "คนพาลนี่อย่าต้องวอดวายเพราะเราเลย" ดังนี้แล้ว ลุกขึ้นไปแต่เช้าตรู่ มิได้คำนึงถึงการนิมนต์ของกุฎุมพี ฝ่ายภิกษุเจ้าของถิ่นตื่นแต่เช้าทำสิ่งที่ควรทำเช่นกวาดลานวัดเป็นต้นแล้ว เคาะระฆังดังหลังเล็บ ด้วยเกรงภิกษุขีณาสพจะตื่นด้วยเสียงระฆังแล้วเข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 05:56:28 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : )


  สลักธรรม 2

กุฎุมพีทำสักการะแก่พระเถระอย่างที่เคยทำ เมื่อไม่เห็นพระขีณาสพจึงถามว่า ทำไมจึงไม่มาด้วย ภิกษุเจ้าของถิ่นจึงกล่าวว่า

"อย่าได้พูดถึงเขาเลย เมื่อวานนี้ พอท่านกลับมาเท่านั้นเขาก็เข้านอน จนป่านนี้ยังไม่ตื่น ตอนเช้าเมื่ออาตมากวาดวิหาร กรอกน้ำฉันใส่หม้อ ตีระฆังด้วยเสียอันดังเขายังไม่รู้สึก ยังนอนหลับอยู่"

กุฎุมพี พิจารณาคำของพระเถระและท่าทางที่พูดแล้วไม่เชื่อว่าจะเป็นจริงดังนั้น เพราะผู้มีอิริยาบถเช่นนั้นย่อมไม่นอนมากอย่างที่ภิกษุนั้นกล่าวอย่างแน่นอน ภิกษุนี้คงจะไม่ยินดีในการสักการะที่เราทำแล้วแก่พระขีณาสพ

เขาล้างบาตรของพระเถระนั้นแล้วบรรจุเต็มด้วยอาหารอันประณีต ฝากไปถวายพระขีณาสพและเลี้ยงภิกษุนั้นให้อิ่มหนำ ที่เรือนของตนด้วยความเคารพ

ภิกษุเจ้าของถิ่น คิดว่า "ถ้าพระอาคันตุกะได้ฉันอาหารอันประณีตเห็นปานนี้ เธอจักติดใจในรสอาหารแล้วข้องอยู่แต่ในที่นี้ไม่ยอมไปที่อื่น" ดังนี้แล้ว ทิ้งบิณฑบาตนั้นเสียในระหว่างทางไปสู่ที่อยู่ของพระขีณาสพ แต่มิได้เห็นท่าน (เพราะท่านได้ไปเสียแล้วแต่เช้ามืด)

สมณธรรมอันพระภิกษุนั้นทำมาเป็นเวลานานถึง ๒ หมื่นปีก็มิอาจช่วยได้ เพราะเบียดเบียนพระอรหันต์นั้น เมื่อสิ้นชีพแล้วไปเกิดในนรกอเวจี เสวยทุกข์เป็นอันมาก สิ้นพุทธันดรหนึ่งมาถึงพุทธกาลนี้ เขาเกิดในตระกูลมั่งคั่งตระกูลหนึ่งในเมืองราชคฤห์

เด็กนั้น ตั้งแต่พอเดินได้ ไม่ต้องการนอนบนที่นอน ไม่ต้องการบริโภคอาหารเช่นข้าวสวยหรือเข้าต้ม กินแต่อุจจาระของตนเอง มารดาบิดาเข้าใจว่าลูกประพฤติเช่นนั้นเพราะยังเด็กอยู่

แม้เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว เขาก็ไม่ละความประพฤติเช่นนั้น คือ ไม่นุ่งผ้า ขอบเปลือยกาย ชอบนอนบนพื้นดิน กินอุจจาระตนเอง มารดาบิดาของเขาคิดว่า "ลูกคนนั้นจะทำให้ตระกูลเสื่อมเสีย เขาไม่ควรอยู่ครองเรือนควรบวชในสำนักของอาชีวกทั้งหลาย" ดังนี้แล้วนำเขาไปฝากให้บวชในสำนักของอาชีวก (นักบวชลัทธิหนึ่ง)

เมื่อบวชแล้ว เขาถอนผมด้วยแปรงตาล เมื่อมารดาบิดาของเขาเชิญอาชีวกทั้งหลาย ไปบริโภคอาหารที่เรือนตนเขาก็ไม่ไป พออาชีวกทั้งหลายไปแล้ว เขารีบเปิดประตูวัจจกุฎี (ส้วม) ลงไปปั้นอุจจาระให้เป็นคำ ๆ แล้วบริโภค มีคนนำอาหารมาจากบ้านของเขาเขาก็ไม่กิน เมื่อพวกอาชีวกทั้งหลายกลับมา ถามว่าเขาได้อาหารที่ใด เขาบอกว่าได้ที่นี้เอง

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 06:01:22 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : )


  สลักธรรม 3

ในวันต่อ ๆ มาก็เหมือนกัน เขาไม่ยอมไปในที่นิมนต์กับพวกอาชีวกทั้งหลาย ทำความสงสัยแก่อาชีวกเป็นอันมากว่า เขาผู้นั้น ได้อาหารจากที่ไหนอย่างไร?

วันหนึ่ง อาชีวกจึงให้พวกตน ๒ คนคอยจับกิริยาของชัมพุกาชีวกนั้น นอกจากนั้นเข้าไปบริโภคอาหารในบ้าน ชัมพุกาชีวกเข้าในว่าอาชีวกทั้งหมดไปแล้วจึงรีบเปิดประตูส้วมลงไปกินอุจจาระอย่างเคย

อาชีวกทั้ง ๒ คนเห็นพฤติกรรมนั้นทั้งหมด จึงบอกแก่อาชีวกทั้งหลาย พวกอาชีวกคิดว่า

"กรรมนี้หนักหนอ หากสาวกของพระสมณโคดมรู้เรื่องนี้ไซร้ ความเสื่อมเสียเกียรติยศจะพึงบังเกิดแก่พวกเราอย่างแน่นอน" ดังนี้แล้ว ขับไล่ชัมพุกาชีวกออกจากสำนักของตน

ชัมพุกาชีวกไปอาศัยอยู่ที่หินดาดแห่งหนึ่งสำหรับประชาชนมาถ่ายอุจจาระ กินอุจจาระที่ประชาชนมาถ่ายไว้ เวลาปกติเอามือข้างหนึ่งเหนี่ยวก้อนหิน ยกเท้าข้างหนึ่งพากบนเขายืนเงยหน้าอ้าปากอยู่

มหาชน คนโง่ทั้งหลาย เข้าไปหาเขาไหว้แล้ว ถามว่าเพราะเหตุไรจึงยืนเงยหน้าอ้าปากยกขาข้างหนึ่งพาดเข่า

ชัมพุกาชีวกตอบว่า "เรามีตบะสูง ตบะกล้า หากเราเหยียบแผ่นดินด้วยเท้าทั้งสองข้างแผ่นดินจะไหว จึงยกขาข้างหนึ่งขึ้นเสีย ส่วนที่อ้าปากนั้น เพราะเรามีลมเป็นภักษาไม่กินของอย่างอื่นเลย เรายืนอยู่อย่างนี้ทั้งวันทั้งคืนไม่นั่นไม่นอน"

มนุษย์โง่ ๆ ทั้งหลายได้ฟังดังนั้นก็เลื่อมใส ลือกระฉ่อนไปทั่วแคว้นอังคะและมคธ มหาชนจากแคว้นทั้งสองนำสักการะเป็นอันมากมาให้ทุกเดือน อาชีวกกล่าวว่า "เราไม่กินอาหารอย่างอื่นกินแต่ลมอย่างเดียว หากินอาหารอย่างอื่นตบะจะเสื่อม" ดังนี้แล้วไม่ปรารถนารับอาหารอะไรที่พวกมนุษย์ผู้หลงงมงายนำมาให้ พวกมนุษย์จึงอ้อนวอนอยู่บ่อย ๆ ให้รับอาหารของตน เพื่อประโยชน์และความสุขแก่เขา อาชีวกจึงกล่าวว่า "เราไม่ต้องการอาหารอย่างอื่นนอกจากลม" แต่เมื่อถูกคนทั้งหลายอ้อนวอนครั้งแล้วครั้งเล่าอยู่ จึงเอาปลายหญ้าคาวางบนอาหาร มีเนยใสเป็นต้น แล้วเอาแตะที่ปลายลิ้นแล้วส่งคืนเจ้าของพร้อมด้วยกล่าวว่า "เอาคืนไปเถิด เท่านี้พอแล้วสำหรับความสุขความเจริญของท่านทั้งหลาย"

เขาประพฤติตนเป็นคนเปลือย กินอุจจาระ ถอนผม นอนบนแผ่นดินเช่นนี้ล่วงไป ๕๕ ปี ด้วยประการฉะนี้

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 06:05:56 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : )


  สลักธรรม 4

เช้าวันหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรวจดูสัตว์โลกตามพุทธประเพณีทรงเห็นอุปนิสัยของชัมพุกาชีวกนั้น เวลาบ่ายจึงเสด็จไปยังที่อยู่ของชัมพุกาชีวก ขออาศัยอยู่ด้วย แต่ชัมพุกาชีวกบอกว่าไม่มีที่ พระพระศาสดาตรัสว่า

"ชัมพุกาธรรมดาบรรพชิตย่อมมาสู่สำนักของบรรพชิตด้วยกัน พวกสัตว์ย่อมไปสู่สำนักของสัตว์ ท่านจงให้ที่อยู่แก่เราเถิด"

ก็ท่านเป็นบรรพชิตหรือ ? ชัมพุกะทูลถาม

ใช่แล้ว ชัมพุกะ เราเป็นบรรพชิต

ถ้าท่านเป็นบรรพชิต เต้าน้ำของท่านอยู่ที่ไหน ทัพพีสำหรับโบกควันของท่านอยู่ที่ไหน? ด้ายสำหรับบูชายัญของท่านเล่าอยู่ที่ไหน?

พระศาสดาตอบว่า "เต้าน้ำเป็นต้นของเรามีอยู่ แต่เราเก็บน้ำไว้ภายในด้วยเห็นว่า ถือไปแต่ละอย่างเป็นเรื่องรุงรังลำบาก"

อาชีวกโกรธถามพระศาสดาว่า "ท่านเป็นบรรพชิตอย่างไร เต้าน้ำไม่มีถือ อะไร ๆ ที่เป็นสัญญาลักษณ์ของบรรพชิตก็ไม่มี ข้าพเจ้าจะเชื่อได้อย่างไรว่า ท่านเป็นบรรพชิตจริง"

พระศาสดาตรัส "ชัมพุกะ ช่างเถิด อย่างโกรธเราเลย ขอจงบอกที่อยู่แก่เราเถิด"

“สมณะ ที่อยู่ในที่นี้ไม่มี”

“ที่เงื้อมนั่น ใครอยู่ ชัมพุกะ”

“ไม่มีใครอยู่”

“ถ้าอย่างนั้น เราขออยู่ที่เงื้อมนั้น”

“ตามใจท่าน ชัมพุกะปัดความรำคาญ”

พระศาสดาไปประทับที่เงื้อมนั้น ตกกลางคืนมีเทวดามาเฝ้าพระพุทธเจ้ากันมาก เช่น ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวมหาพรหม ท้าวสักกะเทวราชเป็นต้น มีแสงสว่างอยู่ตลอดคืนด้วยอานุภาพของเทวดาเหล่านั้น ชัมพุกาชีวกก็ได้เห็นแสงสว่างนั้น

รุ่งขึ้นชัมพุกะไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทูลถามว่า "เหตุไฉน เมื่อคืนนี้จึงมีแสงสว่างในที่ประทับของท่านตลอดราตรี?"
"พวกเทพพากันมา ชัมพุกะ" พระศาสดาตอบ
"เทพเหล่าไหนบ้าง?" ชัมพุกะทูลถาม
"มีท้าวมหาราชทั้ง ๔ ท้าวสักกะ และท้าวมหาพรหมเป็นต้น"

"เทพเหลานั้นมาทำอะไร?"

"มาเพื่อบำรุงเรา"

"ท่านเป็นผู้ยอดเยี่ยมกว่าท้าวสักกะเป็นต้นหรือ"?

"แน่นอน ชัมพุกะ เรายอดเยี่ยมกว่าเทพทั้งปวง ท้าวสักกะนั้น เมื่อเราป่วยก็มาปฏิบัติบำรุงเราเหมือนสามเณรน้อย แม้ท้าวหมาพรหมก็มาสู่ที่บำรุงเรา เราเป็นพรหมยิ่งกว่าพรหม"

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 06:12:39 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : )


  สลักธรรม 5

ชัมพุกะกล่าวว่า

"มหาสมณะ ท่านเป็นผู้อัศจรรย์แท้ ข้าพเจ้าอยู่ที่นี่มา ๕๕ ปี แล้ว ไม่เคยมีเทพใด ๆ มาปฏิบัติบำรุงเลยแม้แต่องค์เดียว ข้าพเจ้ามีลมเป็นภักษา และอยู่ด้วยอิริยาบถยืนอย่างเดียว ไม่นั่งไม่นอนสิ้นเวลานานปานนี้ เทวดามิได้เลื่อมใสเลย ไม่เคยบำรุง"

"ชัมพุกะ ท่านนั้นหลอกลวงมหาชนผู้โง่เขลามานาน ยังจะหลอกลวงเราด้วยหรือ แม้ในกาลก่อน ท่านมีทิฎฐิชั่ว จึงต้องมาอยู่ในสภาพอย่างนี้ คือต้องกินอุจจาระ นอนบนแผ่นดิน เปลือยกาย ถอนผมด้วยแปรงตาล เพราะทิฏฐิชั่วในปางก่อน มาบัดนี้ท่านถือทิฎฐิอันชั่วอยู่อีก"

"มหาสมณะ ก็ข้าพเจ้าได้ทำกรรมอะไรไว้?"

ลำดับนั้น พระศาสดาได้เล่ากรรมที่เขาทำแล้วในอดีต สมัยเป็นภิกษุเจ้าของถิ่น เบียดเบียนพระขีณาสพ

ความสังเวชได้เกิดแก่ชัมพุกะเป็นอันมาก หิริโอตตัปปะก็เกิดขึ้น เขาลุกขึ้นนั่งกระโหย่งประนมมือ พระศาสดาโยนผ้าสาฎกสำหรับใช้อาบน้ำไปให้ เขานุ่งผ้านั้นถวายบังคมแล้วนั่งอยู่

พระผู้มีพระภาคตรัสอนุปุพพิกถา และธรรมเทศนาอื่น ๆ โดยอเนกปริยาย เมื่อจบเทศนาเขาได้บรรลุอรหัตตผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย แล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบท กรรมในปางก่อนของชัมพุกะสิ้นแล้ว เพราะอานุภาพแห่งอรหัตตผลนั้น สมณธรรมอันเธอได้ทำมา ๒ หมื่นปี ยังมีผลอยู่ ไม่มีสิ่งใดทำลายได้ สิ่งนั้นเป็นอุปนิสัยปัจจัยให้เธอสำเร็จอรหัตต์โดยพลัน พระศาสดาทรงประทานเอหิภิกขุอุปสมบทให้แก่เธอ

วันนี้ตรงกับวันที่ชาวอังคะและมคธมาถวายสักการะแก่ชัมพุกะอย่างเคย พวกเขาจึงมากันมาก ได้เห็นพระตถาคตและชัมพุกะซึ่งเปลี่ยนแปลงไปแล้ว สงสัย "ใครหนอเป็นใหญ่? หากพระสมณโคดมเป็นใหญ่ ชัมพุกะก็น่าจะไปสู่สำนักของพระสมณโคดม นี่พระสมณโคดมมาสู่สำนักของชัมพุกะ - ชัมพุกะของเราต้องเป็นใหญ่กว่าพระสมณโคดมเป็นแน่แท้"

พระศาสดาทรงทราบความคิดของมหาชนแล้ว รับสั่งให้ชัมพุกะแก้ข้อสงสัยนั้น ชัมพุกะจึงประกาศให้คนทั้งหลายทราบว่า พระศาสดาเป็นครูของตน ตนเป็นศิษย์เป็นสาวก

มหาชนทราบดังนั้นแล้วเปล่งอุทานออกมาว่า "โอ พระพุทธเจ้าทรงมีพระคุณเป็นอัศจรรย์จริง ๆ " พระทศพลทรงประสงค์จะประกาศธรรมอันถูกต้องแก่มหาชนจึงตรัสว่า "ท่านทั้งหลาย ชัมพุกะวางสักการะที่ท่านนำมาแล้วไว้ที่ปลายลิ้นด้วยปลายหญ้าคา เพราะเข้าใจว่าตนประพฤติบำเพ็ญตบะ การกระทำเช่นนั้นของเธอแม้ ๑๐๐ ปีก็สู้กุศลเจตนาอย่างที่เธอมีอยู่ในบัดนี้ไม่ได้คือเธอไม่มีเจตนาบริโภคด้วยความหลอกลวงอีกต่อไป" ดังนี้แล้วทรงย้ำพระคาถาว่า

"คนพาลบริโภคโภชนะด้วยปลายหญ้าคาทุก ๆ เดือน เขาผู้ทำเช่นนั้นย่อมไม่มีประโยชน์แม้เพียงส่วนเล็กน้อย เมื่อเทียบกับท่านผู้ได้บรรลุธรรมตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป

ดูก่อนท่านผู้แสวงมรรคาแห่งอมตะ ดูเถิด ดูการกระทำของบุคคลผู้สำคัญตนผิดคิดประทุษร้ายต่อพระอริยเจ้า มีจิตริษยาและตระหนี่ เมื่อบาปยังไม่ให้ผลก็รู้สึกว่า การกระทำเช่นนั้นหวานปานน้ำผึ้ง เมื่อบาปให้ผลจึงดิ้นรนเดือดร้อนปานไฟเผา

คนส่วนมากไม่รู้ว่า ความตระหนี่เป็นบาปอย่างหนึ่ง มีอาการให้หวงแหนติดพัน กีกันผู้อื่น พระพุทธองค์ทรงแสดงความตระหนี่ไว้ ๕ ประเภทดังนี้

๑. อาวาสมัจฉริยะ ตระหนี่ที่อยู่
๒. กุลมัจฉริยะ ตระหนี่ตระกูล
๓. ลาภมัจฉริยะ ตระหนี่ลาภ
๔. วรรณมัจฉริยะ ตระหนี่วรรณะ
๕. ธรรมมัจฉริยะ ตระหนี่ธรรม

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 06:20:45 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : )


  สลักธรรม 6

ประการที่หนึ่ง อาวาสมัจฉริยะนั้น หมายถึงตระหนี่ที่อยู่อาศัยไม่ปรารถนาให้ใครอยู่ด้วย หวงแหนที่อยู่อาศัยไว้เฉพาะตนหรือพวกพ้องของตน แม้มีผู้ทุกข์ยากบากหน้ามาพึ่งพิงก็ไม่เอื้อเฟื้อเท่าที่ควรในการเดินทาง ถ้ามีคนมากยานพาหนะน้อย คับแคบ ที่ไม่พอ ผู้เห็นแก่ตัวย่อมไม่เอื้อเฟื้อผู้อื่น มุ่งแต่ความสุขส่วนตน แม้พอขยับขยายได้ก็ไม่พอใจทำ ภิกษุผู้เป็นเจ้าอาวาสหวงที่ไว้เฉพาะพวกพ้องของตน ไม่สงเคราะห์ผู้อื่นที่ควรสงเคราะห์ด้วยที่อยู่อาศัย ย่อมไม่พ้นมัจฉริยะข้อนี้

ประการที่สอง กุลมัจฉริยะนั้น คือ ความตระหนี่ตระกูลหมายถึงหวงแหนตระกูล ไม่ประสงค์ให้คนพวกอื่นมาเกี่ยวดองในสกุลของตน ตัวอย่าง พวกกษัตริย์ศากยะในสมัยของพระพุทธองค์ที่ประสงค์จะเกี่ยวข้องอยู่แต่เฉพาะพวกศากยะด้วยกัน แม้พระเจ้าปเสนทิโกศลส่งคนไปสู่ขอราชธิดาของศากยวงศ์มาอภิเษก พวกศากยะยังส่งลูกของทาสีชื่อวาสภขัติยามาถวาย ลวงว่าเป็นพระราชธิดาของท้ามหานาม ตอนหลังเรื่องแตกออก ก่อความยุ่งยากแก่ศากยวงศ์เป็นอันมาก

บรรพชิตผู้หวงตระกูลอุปฐาก (ผู้บำรุง) ของตน ไม่ประสงค์ให้ภิกษุอื่นไปเกี่ยวข้อง หรือไม่ประสงค์ให้ตระกูลอุปฐากไปเกี่ยวข้องกับภิกษุอื่น มีการกีดกันหวงแหนริษยาเป็นต้น ก็จัดเป็นกุลมัจฉริยะเหมือนกัน

ประการที่สาม ลาภมัจฉริยะนั้น หมายถึง ความตระหนี่ลาภคือหวงแหนทรัพย์สินสมบัติ ไม่ปรารถนาให้ผู้อื่นร่วมบริโภคใช้สอยแม้ตนเองก็ไม่ต้องการใช้สอย ไม่ให้คนที่ควรให้ ไม่สงเคราะห์เอื้อเฟื้อคนที่ควรเอื้อเฟื้อ ไม่ทำบุญ ไม่เลี้ยงดูบุตรภรรยาให้เป็นสุข ทรัพย์สมบัติของเขาย่อมเป็นเสมือนของไร้ค่า มีเหมือนไม่มี เพราะไม่สำเร็จประโยชน์แก่ใคร ๆ เมื่อสิ้นชีพก็คงทิ้งไว้ให้เป็นของผู้อื่นหรือโลก ตนเองละทิ้งทรัพย์สมบัติไว้แล้วบ่ายหน้าไปสู่อบายภูมิเสียอีก ตัวอย่างเช่น อานันทเศรษฐี

ในกรุงสาวัตถี มีเศรษฐีคนหนึ่งชื่อ อานันทะ มีสมบัติประมาณ ๘๐ โกฏิ (แปดร้อยล้าน) แต่เป็นคนตระหนี่มาก เขาให้พวกญาติและบุตรประชุมกันทุกครึ่งเดือนแล้วโอวาทเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินคือสอนให้เป็นคนตระหนี่ โดยเฉพาะบุตรชายของเขานั้น เขาสอนวันละ ๓ เวลาว่า อย่าคิดว่าเงินแปดร้อยล้านนี้มาก ไม่ควรให้ทรัพย์แก่ใคร แต่ควรทำทรัพย์ให้เกิดใหม่ขึ้นเป็นประจำวัน ทรัพย์เป็นอันมากย่อมสิ้นไปทีละน้อย พึงเห็นตัวอย่าง ความสิ้นไปทีละน้อยแห่งยาหยอดตา พึงเห็นตัวอย่างการพอกพูนขึ้นแห่งจอมปลวก เพราะการสั่งสมของปลวก ผู้ครองเรือนควรเป็นอย่างนี้ คือกลัวความสิ้นเปลือง และหมั่นเก็บเล็กผสมน้อย

เขาได้ฝังขุมทรัพย์ใหญ่ไว้ ๕ แห่ง แต่ไม่บอกให้ใครทราบ แม้แต่บุตรชื่อมูลสิริของตน เศรษฐีอานันทะมีชีวิตอยู่อย่างเศร้าหมองเพราะความตระหนี่ เขาตายไปเกิดในท้องของหญิงจัณฑาลคนหนึ่งในจำพวกจัณฑาลพันตระกูลในหมู่บ้านจัณฑาล ใกล้นครสาวัตถี

มูลสิริได้ดำรงตำแหน่งเศรษฐีต่อมา

ตั้งแต่อานันทเศรษฐีถือปฏิสนธิในท้อง มารดาของเขามีแต่ความทุกข์ยากลำลากหากินฝืดเคืองค่าจ้างที่เคยได้มากก็ได้น้อยหรือไม่ได้เลย นอกจากนี้ยังนำความทุกข์ยากมาสู่ตระกูลจัณฑาลทั้งปวงอีกด้วย เหมือนไฟเริ่มต้นจากจุดหนึ่งลามไหม้ไปทั่วบริเวณที่มีเชื้อ

มารดาของเขาถูกไล่ออกจากพวก เพราะใคร ๆ ลงความเห็นว่า บุตรในท้องของนางเป็นกาฬกัณณี จำเดิมแต่นางมีท้องความลำบากฝืดเคืองก็เกิดขึ้นในหมู่จัณฑาล

เมื่อหญิงนั้นคลอดบุตรนางเห็นบุตรแล้วอยากจะร้องไห้สัก ๔๐ ปี เพราะบุตรของนางพิกลพิการสารพัดอย่าง มือ เท้า หู จมูก ปาก นัยน์ตา พิการไปหมด เหมือนปีศาจคลุกฝุ่น น่าเกลียดเหลือเกิน แต่นางก็ไม่ละทิ้งบุตร ทั้งนี้เพราะความรักตามธรรมชาติอันมารดามีต่อบุตร

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 06:28:29 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : )


  สลักธรรม 7

ความเยื่อใยมีกำลังแรงกล้า นางเลี้ยงบุตรด้วยความฝืดเคือง วันใดที่พาบุตรไปทำงานด้วย วันนั้นจะไม่ได้อะไรเลย ส่วนวันใดทิ้งบุตรไว้ที่บ้าน วันนั้นจะได้อาหารพอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องเพียงพอดำรงชีวิตอยู่ได้เท่านั้น

เมื่อลูกพอหากินได้เองบ้างแล้ว นางก็ได้วางภาชนะกระเบื้องไว้บนมือแล้วกล่าวว่า

"ลูกเอ๋ย พ่อแม่ได้รับความลำบากนักแล้ว และเจ้าก็มีวัยพอหากินเองได้บ้าง เจ้าจงถือภาชนะกระเบื้องนี้ไปหากินเองเถิด ในนครนี้อาหารและเสื้อผ้าเขาจัดไว้เพื่อคนกำพร้าและคนพิการพอมีอยู่ เจ้าจงไปยังที่นั้น"

เด็กนั่น เที่ยวไปในที่ต่าง ๆ จนกระทั่งถึงบ้านเดิมของตน จึงระลึกชาติได้ จำทุกสิ่งทุกอย่างได้ รีบเข้าไปสู่เรือนขณะที่คนเฝ้าประตูเผลอ แต่พอถึงประตูชั้นที่ ๔ บุตรของมูลสิริเห็นเข้าตกใจกลัวพากันร้องไห้ คนใช้จึงช่วยกันโบยตีแล้วไล่ออกจากบ้านให้ไปอยู่ที่กองหยากเยื่อ

พระศาสดามีพระอานนท์เป็นปัจฉาสมณะเสด็จออกบิณฑบาตถึงกองหยากเยื่อนั้นแล้ว ทอดพระเนตรดูพระอานนท์อย่างมีความหมายพระเถระจึงทูลถาม พระศาสดาตรัสเล่าเรื่องที่เกี่ยวกับอานันทเศรษฐีให้ทราบ พระอานนท์จึงเชิญมูลสิริเศรษฐีมา ขณะนั้นมหาชนประชุมกันเป็นอันมาก

พระสุคตเจ้าตรัสถามมูลสิริว่า รู้จักเด็กคนนี้หรือไม่ เขาทูลว่าไม่รู้จัก พระตถาคตจึงตรัสว่า นั่นคืออานันทเศรษฐีบิดาของท่าน

มูลสิริเศรษฐีไม่เชื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงให้เด็กคนนั้นบอกขุมทรัพย์ทั้ง ๕ ขุม ซึ่งเขาฝังซ่อนไว้ เขาบอกได้ถูกหมดจนมูลสิริเศรษฐีเชื่อ และได้ถึงพระศาสดาเป็นสรณะตั้งแต่วันนั้นมา พระพุทธองค์จึงตรัสสอนด้วยพระธรรมว่า

"คนเขลาย่อมเดือดร้อนว่า เรามีบุตร เรามีทรัพย์ แต่ความจริงแล้วตนของตนก็ยังไม่มี บุตรและทรัพย์จะมีอย่างไร"

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 06:32:56 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : )


  สลักธรรม 8

ดูก่อนภราดา โดยทั่วไปบุคคลย่อมปรารถนาบุตรปรารถนาทรัพย์ เมื่อไม่ได้ตามปรารถนาก็เดือดร้อนถึงทุกข์ หากได้ตามปรารถนาก็เดือดร้อนด้วยการบริหารเลี้ยงดูคุ้มครองรักษาซึ่งเป็นภาระหนักอย่างหนึ่งของมนุษย์ การเลี้ยงดูบุตรเป็นความเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย การคุ้มคอรงรักษาทรัพย์สมบัติเป็นภาระหนัก และเป็นที่ตั้งแห่งความกังวลใจ บางคนต้องเสียชีวิตเพราะการแย่งทรัพย์ของผู้อื่น บางคนต้องเสียชีวิตในการคุ้มครองรักษาทรัพย์

เกี่ยวกับบุตรและทรัพย์นี้ เมื่อบุตรเจ็บป่วยหรือล้มตายจากไป เมื่อทรัพย์พินาศไปด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง บุคคลย่อมเดือดร้อนเมื่อบุตรยังไม่เจ็บป่วย ยังไม่แปรปรวนยังไม่ตาย ทรัพย์ยังไม่ถึงความพินาศ คนเขลาอาจเดือดร้อนล่วงหน้าไปได้ว่า ถ้าลูกเจ็บลูกตาย ทรัพย์สมบัติพินาศจะทำอย่างไร บุคคลจึงเดือดร้อนเรื่องบุตรเรื่องทรัพย์ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

บุคคลต้องทำงานหนักทั้งทางบกและทางน้ำ ทั้งกลางคืนและกลางวัน เพียงเพื่อเหตุ ๒ อย่างคือ เลี้ยงบุตรและทำทรัพย์ให้เกิดขึ้น ความเดือดร้อนของเขามาจากเหตุ ๒ อย่างนี้ เมื่อเขาเดือดร้อนอยู่อย่างนี้ ไม่สามารถทำตนให้มีความสุขได้ แม้ในชีวิตประจำวัน ตนของตนชื่อว่า ย่อมไม่มีแก่ตน (อตฺตา หิ อตฺตโน นตฺถิ) เมื่อเขานอนบนเตียงในกาลจวนตาย ถูกเวทนาครอบงำแผดเผาอยู่เสมือนถูกเปลวเพลิง เมื่อร่างกายจวนแตกทำลาย เขาหลับตาเห็นโลกหน้าลืมตาเห็นโลกนี้ ตนย่อมไม่มีแก่ตน เพราะไม่สามารถต้านทานความทุกข์ได้ ไม่สามารถเอาความทุกข์มาเพื่อชื่นชมได้ ความทุกข์คงเป็นศัตรูของมนุษย์อยู่ บุตร ภรรยา และทรัพย์ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ทุกข์ก็คงเป็นทุกข์อยู่นั่นเอง

ภาระหนักของผู้ครองเรือนก็คือการหาทรัพย์ และการเลี้ยงดูบุตร กิจทั้งสองอย่างนี้ทำความเดือดร้อนแก่ผู้ครองเรือนมากคนมีความทุกข์ย่อมขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง คนมีความกังวลใจย่อมขาดการคุ้มครองตนเอง อย่างน้อยการคุ้มครองตนนั้นต้องลดน้อยลงไปหมดความเป็นตัวของตัวเอง ท่านจึงเรียกว่าตนของตนไม่มีแก่ตน นี่ตอนหนึ่ง

อีกตอนหนึ่งเมื่อจวนตาย ถูกทุกขเวทนาครอบงำ เมื่อกายทิพย์ และกายเนื้อจะแยกจากกัน บุคคลนั้นลืมตาเห็นโลกนี้ หลับตาเห็นโลกหน้าจะต้องตายแน่ ๆ บุตรภรรยาและทรัพย์ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ไม่สามารถกำจัดทุกข์ออกไปและนำความสุขมาให้ ท่านจึงกล่าวว่า กุโต ปุตฺตากุโต ธนํ บุตรและทรัพย์มีที่ไหน มีเหมือนไม่มี เพราะช่วยอะไรไม่ได้

ดูก่อนผู้บำเพ็ญพรต ด้วยประการดังกล่าวมานี้ ผู้ตระหนี่จึงชื่อว่า เบียดเบียนตนเองและเบียดเบียนผู้อื่นไปพร้อม ๆ กัน ทรัพย์ที่เขามีอยู่ไม่เป็นประโยชน์แก่ใคร ๆ เปรียบเหมือนสระน้ำในป่าลึกที่อมนุษย์หวงแหน

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 06:35:55 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : )


  สลักธรรม 9

ดูก่อนผู้บำเพ็ญพรต โชคลาภย่อมไหลมาสู่ผู้สมบูรณ์ด้วยอุตสาหะ ไม่ผัดเพี้ยนเวลา รู้เท่าชั้นเชิงของกิจการ ไม่เกลือกกลั้วในทางเสื่อม มีความกล้าหาญ รู้จักอุปการคุณของท่าน และมีความกรุณาแนบแน่นในอัธยาศัย ผู้มีคุณสมบัติเช่นนี้ จะกลัวใยกับความขาดแคลนยากจน อนึ่งวิสัยของผู้แกล้วกล้า แม้จะไร้ทรัพย์ก็อาจได้รับเกียรติคุณ

ส่วนผู้ตระหนี่เหนียวแน่น แม้จะเป็นถึงเศรษฐี ก็จะตกต่ำสู่ความเสื่อมรอบด้าน สุนัขแม้จะสวมสร้อยทองคำแต่จะให้สง่างามเทียมราชสีห์ได้อย่างไร

ประการที่สี่ วรรณะมัจฉริยะ ตระหนี่วรรณะนั้นน่าจะหมายถึงการถือวรรณะของตนว่าสูงเด่นเหนือวรรณะอื่น สมสู่คบหาสมาคมกันอยู่เฉพาะในวรรณะของตนไม่ปะปนด้วยวรรณะอื่น เช่นผู้เกิดในวรรณะกษัตริย์ถือตัวว่าสูงกว่าวรรณะพราหมณ์และวรรณะอื่น ๆ ทั้งหมด ส่วนผู้เกิดในวรรณะพราหมณ์ ก็ถือตนว่าสูงกว่าวรรณะกษัตริย์และวรรณะอื่น ๆ เหยียดวรรณะอื่นว่าต่ำกว่าตน เหยียดกันไปเหยียดกันมาก็มักจะทะเลาะกัน เสียประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย ผู้ที่ไม่ถือวรรณะเช่น กษัตริย์ พราหมณ์ เป็นต้น แต่ยังถือพวกเขาพวกเรา ถือสำนักศึกษา แบ่งพรรค แบ่งพวก อันเป็นเหตุให้เสียความยุติธรรมในสังคม ก็รวมลงในวรรณะมัจฉริยะนี้เหมือนกัน

ดูก่อนท่านผู้แสวงบุญ เกี่ยวกับเรื่องวรรณะนี้ พระศาสดาของเราทรงพยายามล้มเลิก ไม่ให้พุทธสาวกถือเอาวรรณะที่เกิดมาเป็นเหตุยกตนข่มผู้อื่น แต่ทรงให้ถือเอาความประพฤติ หรือการกระทำเป็นสำคัญ

ในสมัยพุทธกาลพวกพราหมณ์ที่ยังมิได้นับถือพระพุทธศาสนามักจะมีท่าทีแห่งการถือตัวจัดดูหมิ่นผู้อื่นที่มิใช่วรรณะเดียวกับตนเช่น เรื่องของอัมพัฏฐมานพเป็นต้น

อัมพัฏฐมานพเป็นศิษย์ของโบกขรสาติพราหมณ์ ไผเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าตามคำของอาจารย์ เพื่อสังเกตว่าเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักษณะหรือไม่

อัมพัฏฐมานพเป็นผู้มีมานะจัด เมื่อไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคนั้น มิได้เคารพอ่อนน้อมตามสมควร ขณะที่พระผู้มีพระภาคประทับนั่งอยู่นั้น เขาเดินบ้าง ยืนบ้าง สนทนากับพระศาสดา เมื่อพระศาสดาตรัสเตือนให้สำรวมระวังกิริยาก็โกรธ เกรี้ยวกราดว่า เขาเป็นพราหมณ์ควรแสดงอาการเช่นนี้ต่อคนชั้นไพร่ ศีรษะโล้น เกิดจากเท้าของพรหม และด่าพวกศากยะว่าเป็นสกุลไพร่ สกุลทาส ไม่เคารพพราหมณ์

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 06:39:32 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : )


  สลักธรรม 10

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า พวกศากยะเคยทำผิดอะไรไว้ อัมพัฏฐมานพเล่าว่า ครั้งหนึ่งตนเดินทางไปกรุงกบิลพัสดุ์ ด้วยกิจธุระบางอย่างของอาจารย์ ได้เข้าไปสู่สัณฐาคารของพวกศากยะ พวกศากยกุมารจำนวนมากนั่งอยู่บนที่สูง ซิกชี้จี้กันด้วยนิ้วมือ อาจเป็นการหัวเราะเยาะตนก็เป็นได้ ไม่มีใครเชื้อเชิญให้ตนนั่ง การไม่อ่อนน้อมไม่เคารพนับถือพราหมณ์ของพวกศากยะไพร่ ๆ นั่นเป็นการไม่สมควร

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ไม่ควรจะถือโทษด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เพราะแม้พวกนกเมื่ออยู่ในรังของตน ก็ยังส่งเสียงร้องได้ตามชอบใจ อัมพัฏฐมานพกล่าวว่า บรรดาวรรณะทั้ง ๔ วรรณะพราหมณ์สูงสุด วรรณะอื่น ๆ ต้องเคารพอ่อนน้อม และบำเรอคนในวรรณะพราหมณ์ เพราะฉะนั้นการที่พวกศากยะไม่แสดงความเคารพอ่อนน้อมต่อตนนั้นเป็นกิริยาไพร่ เป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง

พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า อัมพัฏฐมานพอยู่ในสกุลหรือโคตรอะไร มานพกราบทูลว่า กัณหายนโคตร พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ต้นสกุลกัณหายนะเป็นทาสีของพระเจ้าโอกกากราช ซึ่งเป็นสกุลกษัตริย์ เมื่อเป็นเช่นนั้นขอให้คิดดูเถิดว่าใครสูงกว่าใคร ใครต่ำกว่าใคร

เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสดังนี้ มานพทั้งหลายที่เป็นบริวารตามมาได้ส่งเสียงอื้ออึงขึ้นว่า พระสมณโคดมไม่ควรกล่าวว่าอัมพัฏฐมานพเป็นลูกทาสี พระพุทธองค์ตรัสถามอัมพัฏฐมานพว่าที่ตรัสนั้นเป็นจริงหรือไม่ อัมพัฏฐมานพนิ่งอยู่ ตรัสถามถึงสามครั้ง อัมพัฏฐมานพจึงกราบทูลว่าเป็นอย่างนั้นจริง ในที่สุดแห่งการสนทนา อัมพัฏฐมานพได้ยอมรับนับถือพระผู้มีพระภาค สิ้นความกระด้างถือดี

ดูก่อนผู้เจริญพรต วรรณะมัจฉริยะ ก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงวุ่นวายทั้งภายในจิตใจและในสังคม ดังกล่าวมาโดยย่อนี้ พระผู้มีพระภาคจึงไม่ทรงส่งเสริม แต่ทรงต้องการให้เลิกเสียอย่างสิ้นเชิง ทรงสอนให้ตัดสินดีชั่วของคนที่การกระทำ

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 06:41:51 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org