มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความหลัง (๑๖)




ความหลัง
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ




ตอนที่ผ่านมา

๑๖. แรงริษยาและผลงาน

ดูก่อนผู้บำเพ็ญตบะ มนุษย์เรามีการกระทำอยู่ ๓ ทางคือ ทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง ทางใจบ้าง บาปและบุญก็ย่อมเกิดขึ้นใน ๓ ทางนี้ เมื่อระวังบาปมิให้เกิดขึ้นก็ควรระวังกาย วาจา และใจ จะทำอะไร จะพูดอะไร หรือจะคิดอะไรก็ด้วยความสุขุมรอบคอบ ไม่ประมาทเลินเล่ออันจักเป็นที่ไหลมาของบาป จงดูตัวอย่างความคิดคำพูด และการกระทำของสุปปพุทธะ ผู้เป็นโรคเรื้อนเป็นตัวอย่างก่อให้เกิดผลชั่วเผาตัวเอง หมกไหม้อยู่ในนรกหลายแสนปี เศษแห่งกรรมยังเหลืออยู่ อำนวยวิบากให้เขาต้องเป็นโรคเรื้อน ยากจน กำพร้า ขัดสน แต่ได้อาศัยกัลยาณมิตร คือพระพุทธองค์จึงพ้นจากทุกข์ได้

ดูก่อนผู้บำเพ็ญตบะ ผู้มิได้สดับธรรม มิได้ศึกษาธรรมของพระอริยะ จิตใจย่อมหยาบกระด้าง ไม่อ่อนโยน กิริยาอาการของเขาก็พลอยกระด้างไปด้วย ใจจืดจึงมองไม่ค่อยเห็นบาป เหมือนคนตามืดมัวมองไม่เห็นวัตถุละเอียด คนดวงตาแจ่มใส ย่อมมองเห็นทั้งวัตถุละเอียดและหยาบฉันใด คนใจละเอียด ใจสว่างก็ฉันนั้น ย่อมมองเห็นบาปทั้งหยาบและละเอียด

ดูก่อนท่านผู้เจริญพรต บางคนทำบาปด้วยจิตริษยา และหากทำต่อผู้มีศีล เป็นพระอริยเจ้าผู้สิ้นกิเลส (ขีณาสพ) ก็จะมีโทษมากยิ่งขึ้น ดังเรื่องต่อไปนี้

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 05:51:47 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 11

ประการที่ห้า ธรรมมัจฉริยะ คือความตระหนี่ธรรม หรือตระหนี่ความรู้มีความรู้แล้วไม่ปรารถนาจะบอกใคร ด้วยเกรงว่าผู้อื่นจะมีความรู้เท่าตนหรือเหนือตน นอกจากนี้บุคคลผู้เช่นนั้น เมื่อรู้ว่าใครมีความรู้เท่าตนหรือเหนือตนย่อมริษยา และหาทางทำลายอาการนี้ย่อมเป็นไปเพื่อทำลายตนเองด้วย สมดังที่พระบรมศาสดาตรัสว่า

"ความเกิดแก่คนพาล ย่อมเป็นไปเพื่อความพินาศของเขา ย่อมฆ่าส่วนดีหรือส่วนกุศลของเขาเสีย ยังทำปัญญาของเขาให้เสื่อมลงด้วย"

คนพาลเมื่อศึกษาศิลปวิทยาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็ใช้ความรู้นั้นไม่เป็น คือไม่เป็นประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น แต่ใช้เพื่อความพินาศของตนและผู้อื่น ดังเรื่องต่อไปนี้

พระมหาโมคคัลลานะได้เห็นเปรตที่ค้อนเหล็ก ๖ หม่น อันไฟลุกโพลงอยู่ ตกไปบนกระหม่อมของเปรตนั้น ศีรษะที่แตกแล้วก็กลับตั้งขึ้นใหม่ เพราะแรงกรรม

พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำของพระเถระจึงตรัสว่า ได้เคยทรงเห็นเปรตนั้นแล้วเหมือนกันสมัยตรัสรู้ใหม่ ๆ ที่โคนต้นโพธิ์ แต่ไม่ทรงบอกเล่าใคร เกรงคนไม่เชื่อแล้วจะเป็นโทษแก่ผู้ไม่เชื่อนั้น


ภิกษุทั้งหลายใคร่ฟังบุพพกรรมของเปรตนั้น จึงทูลถาม พระศาสดาตรัสเล่าให้ฟังดังนี้

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 06:50:46 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : )


  สลักธรรม 12

ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี มีบุรุษเปลี้ยคนหนึ่งสำเร็จวิชาการดีดกรวด คือมีความแม่นยำชำนาญในการดีดกรวดมาก จะให้ไปถูกอะไรหรือดีดใบไม้ให้เป็นรูปอะไรก็ได้ประดุจช่างฝีมือดีแกะสลัก

เขานั่งใต้ต้นไทรย้อยต้นหนึ่งใกล้ประตูเมือง ถูกพวกเด็กขอร้องให้ดีดกรวดไปเจาะใบไทรทำเป็นรูปช้างรูปม้า เขาก็ทำได้เป็นที่พอใจของเด็ก ได้ของเคี้ยวของบริโภคจากพวกเด็กนั้น

วันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปสู่พระราชอุทยาน เสด็จถึงใต้ต้นไทรนั้น พวกเด็กซ่อนบุรุษเปลี้ยไว้ที่ย่านไทรนั้นแล้วหนีไป

พระราชาเสด็จเข้าไปสู่โคนไทรใหญ่นั้น เวลาเที่ยงตรง เงาของรูปสัตว์ที่บุรุษเปลี้ยดีดไว้ปรากฏแก่สายพระเนตร ทรงแหงนดูเบื้องบนเห็นรูปช้างม้าเป็นต้น ตรัสถามว่าใครทำรูปเหล่านั้นไว้ ทรงสดับว่า บุรุษเปลี้ยดีดกรวดไว้ให้เป็นรูปต่าง ๆ รับสั่งให้หาบุรุษเปลี้ยนั้นมาเฝ้า แล้วตรัสว่า

"ปุโรหิตของเราคนหนึ่งพูดมากนัก เมื่อเราพูดคำสองคำ เขาก็พูดเสียมากมาย ทำให้เราเดือดร้อนรำคาญ เธอพอจะดีดมูลแพะเข้าไปในปากของปุโรหิตในขณะที่เขาพูดได้หรือฯ"

บุรุษเปลี้ยทูลรับว่าได้ แล้วเข้าไปสู่พระราชวังกับพระราชา ให้กั้นม่านแล้วเจาะรูไว้หน่อยหนึ่งพอมูลแพะลอดผ่านได้ พระราชาประทับรับสั่งกับปุโรหิตอยู่ภายในม่าน พอปุโรหิตอ้าปากครั้งหนึ่งบุรุษเปลี้ยก็ดีดมูลแพะเข้าไปก้อนหนึ่ง จนกระทั่งมูลแพะหมดหนึ่งทะนาน บุรุษเปลี้ยจึงเขย่าม่านเป็นเชิงทูลพระราชาว่า มูลแพะหมดแล้ว พระราชาจึงตรัสกับปุโรหิตว่า

"อาจารย์ ข้าพเจ้าจำคำอะไร ๆ ของท่านไม่ได้เลย ท่านพูดจนมูลแพะเต็มปากแล้วก็ยังไม่ยอมหยุด"

ปุโรหิตเก้อเขิน ตั้งแต่นั้นมา ก็ทูลพระราชาเฉพาะที่ตรัสถามเท่านั้น พระราชาทรงสบายพระทัย ทรงดำริว่าความสบายนี้ได้มาเพราะอาศัยศิลปะของบุรุษเปลี้ย จึงได้พระราชทานของอย่างละ ๘ แก่เขา มีช้าง ๘ ม้า ๘ เป็นต้น พระราชทานบ้านส่วน ๔ ตำบลใน ๔ ทิศแห่งเมืองพาราณสี

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 06:54:00 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : )


  สลักธรรม 13

อำมาตย์ผู้สอนธรรมแก่พระราชา ทราบความนั้น จึงกล่าวว่า

"ศิลปอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ จงดูการดีดกรวดของบุรุษเปลี้ยนั้นเถิด ทำให้เขาได้บ้านส่วน ๔ ตำบลในทิศทั้ง ๔"

อำมาตย์ผู้กล่าวคำนี้ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าในบัดนี้

ครั้งนั้น มีชายคนหนึ่ง เห็นสมบัติที่บุรุษเปลี้ยได้แล้วเพราะวิชาที่ดีดกรวก จึงเข้าไปหาขอเรียนวิชาดีดกรวด แต่บุรุษเปลี้ยไม่ยอมสอนให้ แต่เขาก็ไม่ลดละความพยายามอ้อนวอนอยู่บ่อย ๆ และยอดมตนลงรับใช้ทุกอย่าง เช่นการนวดมือนวดเท้าเป็นต้น จนบุรุษเปลี้ยใจอ่อน คิดว่าบุคคลนี้มีอุปการะมากต่อเรา จึงยอมให้เขาเรียนศิลปะ สอนให้หมดทุกอย่างจนกระทั่งสำเร็จ

เขาจึงลาอาจารย์ไปทดลองศิลปะภายนอก บุรุษเปลี้ยบอกว่าอย่าทดลองกับคนหรือสัตว์ที่มีเจ้าของ เช่น โคเป็นต้น ถ้าดีดไปถูกแม่โคตาย จะต้องถูกปรับ ๑๐๐ ถ้าดีดคนตายจะถูกปรับ ๑,๐๐๐ จะทดลองศิลปะจงมองดูให้ดี หาคนที่ไม่มีบิดามารดาเป็นต้น

เขาเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระนามว่าสุเนตตะ เข้าไปบิณฑบาต คิดว่าท่านผู้นี้ไม่มีบิดามารดา พอจะเป็นที่รองรับการทดลองศิลปะได้ จึงดีดกรวดเข้าไปในช่องหูของท่าน กรวดเข้าทางช่องหูขวาออกทางช่องหูด้านซ้าย ทุกขเวทนาได้เกิดขึ้นแก่ท่านเหลือจะทนทานได้ ท่านจึงเหาะไปปรินิพพานที่บรรณศาลา

ชาวบ้านไม่เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ามารับบิณฑบาต จึงพากันไปดูที่บรรณศาลา เห็นท่านปรินิพพานเสียแล้วพากันร้องไห้คร่ำครวญด้วยอาลัยรัก บุรุษดีดกรวดนั้นก็ไปด้วย เขาจำได้จึงกล่าวว่าเราดีดกรวดเข้าในหูของพระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยมุ่งหมายทดลองศิลปะ

พวกมนุษย์ได้ทราบดังนั้นจึงโบยบุรุษนั้นถึงตาย เขาเกิดในอเวจีนรกแล้วมาเกิดเป็นสัฏฐกูฏเปรต ด้วยเศษแห่งกรรม

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 06:57:34 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : )


  สลักธรรม 14

พระตถาคตเจ้าทรงเล่าเรื่องนี้จบ แล้วตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

"ภิกษุทั้งหลายว่า ศิลปะหรือความเป็นใหญ่เกิดขึ้นแก่คนพาลเพื่อพิฆาตคนพาลนั่นเอง" ดังนี้

ดูก่อนภราดร อาวุธอยู่ในมือโจร สัตว์ร้ายมีเขี้ยวเล็บ ย่อมทำอันตรายได้ฉันใด ความรู้หรือศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ที่คนพาลย่อมเป็นไปเพื่อความพินาศฉันนั้น เพราะเขาย่อมนำความรู้ไปใช้ในทางเกิดโทษทั้งแก่ตนและแก่คนอื่น

เพราะฉะนั้นทางที่ปลอดภัยก็คือ ควรให้คนมีศีลธรรมเสียก่อนแล้วจึงให้วิชาศิลปะอื่น ๆ เพื่อให้ศีลธรรมคุ้มครองไว้มิให้คนมีวิชาฮึกเหิม ลืมตน เพื่อให้เขาได้ทำสิ่งที่ควรทำ เว้นสิ่งที่ควรเว้น

คนพาลมีความรู้สูงขึ้น มียศสูงขึ้น ย่อมดูหมิ่นแม้มารดาบิดาของตน ไม่ต้องพูดถึงญาติมิตรและคนทั่วไป เหมือนลิงยิ่งขึ้นสูงก็ยิ่งแสดงความเป็นลิงได้มากขึ้น สุกรได้แก้วก็ไม่รู้คุณค่า มีแต่จะเหยียบย่ำทำลายให้มณีนั้นเสื่อมค่าไป คนมีวิชาจึงต้องใช้วิชาความรู้นั้นไปในทางอันเป็นประโยชน์ มิฉะนั้นจะเดือดร้อนทั้งตนและผู้อื่น เช่น บุรุษดีดกรวดที่กล่าวแล้ว

ดูก่อนท่านผู้แสวงปัญญา ด้วยประการดังกล่าวมานี้ ท่านจะเห็นว่า คนเราจะมีความรู้และทรัพย์น้อยหรือมากนั้นยังไม่สำคัญเท่าการใช้ความรู้และทรัพย์นั้นให้เป็นประโยชน์อย่างไร คนใช้ทรัพย์และความรู้ไม่เป็น ย่อมใช้ไปเพื่อโทษทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ยิ่งมีมากก็ยิ่งทำสิ่งที่เป็นโทษได้มาก ส่วนคนใช้ความรู้และทรัพย์เป็นย่อมใช้ไปเพื่อประโยชน์

ทำอย่างไรเล่าจึงจะใช้ความรู้ให้เป็นประโยชน์ฯ จุดสำคัญอยู่ที่จิตใจอันใฝ่ประโยชน์ของผูนั้น คือตนบรรลุประโยชน์อย่างใดแล้วปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์อย่างนั้นด้วย ความรู้หรือปัญญาเป็นทรัพย์อันประเสริฐ (อริยทรัพย์) อย่างหนึ่ง คนที่ทำประโยชน์แก่ผู้อื่นได้มากก็เพราะมีจิตแนบแน่นอยู่ด้วยความกรุณา จุดเริ่มต้นจึงอยู่ที่การฝึกอบรมตนให้มีความกรุณาเป็นวิหารธรรม คือ มีจิตอันเปี่ยมด้วยความกรุณาอยู่เสมอ มุ่งช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ มีความเกษมสุขสำราญ พระบรมศาสดาของเรานั้นได้รับยกย่องว่า ทรงมีความกรุณาไพศาลประดุจห้วงมหรรณพ

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [8 ธ.ค. 2551 , 07:01:16 น.] ( IP = 58.9.137.107 : : )


  สลักธรรม 15

มาอ่านในตอนนี้แล้ว เต็มไปด้วยเนื้อหาสาระในหลายๆ เรื่อง มีทั้งความน่าสะอิดสะเอียนและความน่ากลัวในมัจฉริยะที่ไม่ใช่อกุศลเพียงเล็กน้อย แต่นำพาไปสร้างอกุศลให้หนักขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะ

โดย น้องกิ๊ฟ [8 ธ.ค. 2551 , 16:12:16 น.] ( IP = 125.27.171.91 : : )


  สลักธรรม 16


ความตระหนี่ถี่เหนียว แม้ดูจะเล็กน้อย น่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว แต่กลับเป็นภัยที่น่ากลัวทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทพธรรมมากค่ะ ที่นำภาพแห่งความหลังมาให้ศึกษา และเห็นพิษโทษภัยของบาปอกุศลต่างๆ

กราบอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [8 ธ.ค. 2551 , 19:20:01 น.] ( IP = 124.122.213.143 : : )


  สลักธรรม 17

ความตระหนี่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น ยิ่งถ้ามัจฉริยะคิดร้ายต่อพระอริยเจ้าแล้วยิ่งให้โทษภัยมากมาย

กราบขอบพระคุณค่ะ ที่นำธรรมะมาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [10 ธ.ค. 2551 , 10:42:18 น.] ( IP = 58.8.51.43 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org