มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ความหลัง (๑๗)




ความหลัง
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ




ตอนที่ผ่านมา

๑๗. อปัสเสนธรรม
(ธรรมเป็นที่พึ่งพิงของใจ)


คนบางคนมักง่าย เอาแต่ความสุขเฉพาะหน้า ไม่คำนึงถึงความทุกข์ความเดือดร้อนอันจักเกิดขึ้นแก่ผู้อื่นในภายหน้า บางคนประพฤติแต่สิ่งอันจะก่อทุกข์ให้เกิดทั้งปัจจุบันและอนาคต

บางคนกระทำสิ่งที่ลำบากในปัจจุบัน แต่มีผลเป็นความสุขในอนาคต ยอมทนทุกข์เป็นการลงทุนไปก่อน เช่นยอมอดทนในการบำเพ็ญคุณงามความดีในการทำหน้าที่ให้ถูกต้องสมบูรณ์ พ่อแม่ต้องทุกข์ยากลำบากในการเลี้ยงดูลูก ผู้ประกอบอาชีพสุจริต มีรายได้น้อย ต้อกัดฟันทนทำอาชีพไปด้วย ทำกุศลไปด้วย ต้องตรากตรำในการประกอบกรณียกิจ ฝ่าฟันอุปสรรคนานาประการ แต่การกระทำเหล่านี้มีผลเป็นสุขในอนาคต อนึ่ง บุคคลผู้มีกิเลสแรงกล้าต้องอดกลั้นต่ออำนาจกิเลส เพื่อเอาชนะอำนาจของกิเลสบางอย่าง ยอมทนทุกข์ทั้งทางกายและทางใจ แต่ความอดกลั้นอย่างนี้มีผลเป็นความดี เป็นความสุขในภายหน้า

การกระทำบางอย่างให้สุขในปัจจุบันและมีสุขเป็นผลต่อไป เช่น บุคคลผู้รักความดี ทำความดีด้วยความสบายใจ ผู้มีกิเลสเบาบางพอใจในการละกิเลส ทำกิเลสให้ค่อย ๆ สิ้นไปโดยไม่ยาก คนรักงานทำงานที่เป็นประโยชน์ด้วยความสุข ภิกษุผู้มีกิเลสเบาบางพอใจอยู่ในเนกขัมมสุข คือสุขที่เกิดจากความสงบใจ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีความสุขเป็นผลต่อไปทั้งสิ้น

ด้วยเหตุนี้การเพ่งพินิจพิจารณาจึงมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตมาก พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมอันเป็นที่อิงอาศัยเป็นหลักเป็นที่พึ่งของใจเพื่อความเจริญดีงามต่าง ๆ ไว้ ๔ ประการ คือ

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [9 ธ.ค. 2551 , 06:17:58 น.] ( IP = 58.9.137.24 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

๑. พิจารณาแล้วบริโภคใช้สอย (สงฺขาเยกํ ปฏิเสวติ) หมายความว่า ของบางอย่างอันบุคคลพึงพิจารณาแล้วบริโภคใช้สอย ตัวอย่างเช่น ปัจจัย ๔ ประการ คือเครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค

เครื่องนุ่งห่ม เสื้อผ้าอาภรณ์นั้น เมื่อจะใช้สอยก็พิจารณาว่าใช้เพื่อปกปิดส่วนที่ควรจะละอาย และเพื่อบรรเทาความหนาวร้อน เพื่อความสุภาพเรียบร้อย เป็นต้น ไม่ใช่เพื่อความสวยงาม หรือเพื่อยั่วยวนให้เกิดกิเลส

อาหารการกิน เมื่อจะบริโภค พิจารณาเสียก่อนหรือพิจารณาขณะบริโภคว่า เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ เพื่อทำประโยชน์ มิใช่บริโภคเพื่อเล่น เพื่อเมา เพื่อความเปล่งปลั่งของผิวพรรณ แต่บริโภคเพื่อบรรเทาความหิว (ทุกขเวทนาเก่า) และไม่ให้ถึงกับอึดอัด (ทุกขเวทนาใหม่)

ที่อยู่อาศัย เมื่อจะเข้าอยู่อาศัยพักพิงที่ใดก็พิจารณาว่า เพื่อป้องกันแดดลม ฝน สัตว์ร้าย เหลือบยุงเป็นต้น ไม่ใช่เพื่อความโอ่อ่าหรูหรา หรืออวดมั่งอวดมี โดยถือเอาที่อยู่อาศัยเป็นเครื่องมืออวด

ยารักษาโรค เมื่อจะบริโภคก็ตั้งใจพิจารณาว่าเพื่อบำบัดโรคเท่านั้น เพื่อให้มีสุขภาพปกติ จะได้อยู่ผาสุกและทำประโยชน์ได้

อนึ่ง การคบบุคคลเป็นมิตร ก็พึงพิจารณาด้วยดี ไปคบคนเลวเข้าย่อมเลวลงกว่าเดิม คบคนดีย่อมดีขึ้น การจะปฏิบัติธรรมข้อใดข้อหนึ่งก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ศึกษาให้ละเอียดเสียก่อนแล้วจึงปฏิบัติ มิฉะนั้นจะผิดพลาดได้ง่าย เหมือนการกินยา ถ้าผิดพลาดแล้วให้โทษ

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [9 ธ.ค. 2551 , 06:22:50 น.] ( IP = 58.9.137.24 : : )


  สลักธรรม 2

๒. พิจารณาแล้วอดกลั้น (สงฺขาเยกํ อธิวาเสติ)
หมายความว่า ของบางอย่าง เรื่องบางเรื่อง อันบุคคลพึงพิจารณาแล้วอดกลั้น ตัวอย่าง เช่น สิ่งที่น่าปรารถนา (อิฏฐารมณ์) กล่าวคือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข เมื่อประสบกับสิ่งที่น่าปรารถนาก็รู้จักยับยั้ง อดกลั้น ไม่ให้ยินดีเกิดขอบเขต และสิ่งที่ไม่น่าปรารถนา (อนิฏฐารมณ์) กล่าวคือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกนินทา ทุกข์ เมื่อประสบกับสิ่งเหล่านี้ก็พิจารณาอดกลั้นไม่ตีโพยตีพายไปเกินกว่าเหตุ รู้จักอดกลั้น ยับยั้งชั่งใจ พยายามทำใจให้สงบเพื่อใช้ปัญญาพิจารณาหาทางแก้เหตุร้ายให้เป็นดีต่อไป

นอกจากเรื่องโลภธรรม ๘ แล้ว ยังมีเรื่องหนาว ร้อน หิว กระหายที่จะต้องพิจารณาแล้วอดกลั้นอีกเหมือนกัน คือยอมรับความจริง เผชิญหน้ากับความจริวว่า เมื่อถึงฤดูหนาวอากาศก็ต้องหนาว ฤดูร้อนก็ร้อนเป็นธรรมดา พอถึงฤดูฝน ฝนก็ตกเป็นธรรมดาอีก พิจารณาให้เห็นเป็นเรื่องธรรมดาแล้วอดกลั้นความจุ้นจ้านจู้จี้ ขี้บ่นอันไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ นอกจากเป็นที่รำคาญของผู้ใกล้ชิด

ความหิวกระหายก็เหมือนกัน ควรพิจารณาบ่อย ๆ ว่าหิวจริง ๆ หรือว่า "อยาก" กันแน่ หิวกระหายจริง ๆ แล้วค่อยบริโภค ถ้าเพียงแต่ "อยาก" ก็ควรอดกลั้นไว้สักประเดี๋ยวก็คงหาย อนึ่งพึงอดกลั้นอาหารและเครื่องดื่มอันแสลงแก่โรค จะทำให้โรคหายเร็ว เป็นอยู่สุขสำราญต่อไป ยังเป็นที่สบายใจแก่หมอผู้รักษาพยาบาล รับผิดชอบอีกด้วย

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [9 ธ.ค. 2551 , 06:25:36 น.] ( IP = 58.9.137.24 : : )


  สลักธรรม 3

๓. พิจารณาแล้วเว้นเสีย (สงฺขาเยกํ ปริวชฺเชต)
หมายความว่า ของบางอย่าง คนบางคน สัตว์บางชนิด อันบุคคลพึงพิจารณาแล้วเว้นเสียให้ห่างไกล ตัวอย่างเช่น สัตว์ร้าย คนพาล อบายมุขต่าง ๆ

๔. พิจารณาแล้วบรรเทาเสีย (สงฺขาเยกํ วิโนเทติ)
หมายความว่า ของบางสิ่งบางอย่าง เช่น กิเลสที่เกิดขึ้นในใจ เช่น โลภ โกรธ หลง หรือ

กามวิตก ความคิดหมกมุ่นเรื่องกามคุณ ๕ หรือ กามารมณ์

พยาบาทวิตก ความหมกมุ่นเรื่องพยาบาทเคียดแค้นชิงชัง

วิหิงสาวิตก ความคิดเบียดเบียนทำร้ายเขาเพื่อความสนุกคะนองของตน หรือเพื่อสินจ้างรางวัลก็ตาม เมื่อพิจารณาเห็นโทษของมันแล้วพึงบรรเทาเสียให้เบาบางลงไปหรือสิ้นไป มิฉะนั้นมันจะทำลายผู้นั้นเอง เหมือนไฟติดลุกขึ้นที่ใดย่อมทำลายสิ่งนั้น ที่นั้น

อปัสเสนธรรม ๔ นี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อุปนิสัย ๔ คำว่าอุปนิสัยในที่นี้หมายถึง ธรรมอันบุคคลพึงเข้าไปพึ่งพิงหรือธรรมอันช่วยอุดหนุนให้บุคคลบรรลุถึงความดี พ้นจากความเสื่อมต่าง ๆ

อนึ่ง มีคำเรียก ภิกษุในพุทธศาสนาบางรูปว่า นิสฺสยสมฺปนฺโน หรือ นิสัยสัมบัน หมายถึงภิกษุผู้ประกอบพร้อมด้วยอปัสเสนธรรม ๔ ประการนี้ และดำรงตนอยู่ในธรรมอีก ๕ ประการ คือ ศรัทธา หิระ โอตตัปปะ วิริรยะ ปัญญา ข้อความที่ แสดงถึงความหมายดังกล่าวนี้เช่น

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [9 ธ.ค. 2551 , 06:29:55 น.] ( IP = 58.9.137.24 : : )


  สลักธรรม 4

"ภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยนิสัย (นิสัยสัมบัน) อย่างนี้ มีความเพียรติดต่อสม่ำเสมออย่างนี้ อบรมธรรมที่เป็นกุศล อยู่เพื่อบรรลุธรรม อันปลอดพ้นจากโยคะ (กิเลสที่หน่วงเหนี่ยวผูกพันสัตว์ไว้ในภพ คือ กาม ทิฏฐิ ภพ และอวิชชา) พึงบรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง"

ดูก่อนท่านผู้แสวงหาคุณอันประเสริฐ บัณฑิตแต่โบราณมีจิตใจเพียบพร้อมไปด้วยการพิจารณา เห็นอะไรอันเป็นเหตุให้สลดใจเพียงเล็กน้อยก็สลด ถือเป็นเหตุเพื่อบำเพ็ญคุณงามความดีให้ยิ่งขึ้นไปดังตัวอย่างต่อไปนี้

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ที่เชตวนารามทรงเล่าเรื่องนี้ให้ภิกษุทั้งหลายฟังว่า

ในอดีตกาล สมัยเมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในเมืองพาราณสี ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ (คือองค์พระศาสดาในอดีตชาติ) เกิดเป็นช่างหม้อในหมู่บ้านใกล้ประตูเมืองพาราณสี มีบุตรชายหนึ่งคน หญิงหนึ่งคน เลี้ยงดูบุตรภรรยาด้วยอาชีพทำหม้อ

ครั้งนั้น มีพระราชาองค์หนึ่งแห่งทันตบุรนครแคว้นกาลิงคะ ทรงพระนามว่า กรัณฑะ มีข้าราชบริพารมาก เมื่อเสด็จไปพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงใกล้ประตูพระราชอุทยาน มีผลน่าเสวย เต็มไปด้วยผลเป็นพวง ประทับบนคอช้างต้นนั่นเอง ทรงเหยียดพระหัตถ์ออกเก็บผลมะม่วงพวงหนึ่ง แล้วเสด็จเข้าไปในพระราชอุทยาน ประทับนั่งบนพระราชอาสน์ คือ แท่นศิลาอันเป็นมงคล พระราชทานมะม่วงแก่คนบางคนแล้วเสวยผลมะม่วงด้วยพระองค์เอง

เมื่อพระราชาทรงเก็บมะม่วงแล้ว พวกข้าราชบริพารที่ตามเสด็จก็ชวนกันเก็บผลมะม่วงเหมือนกัน พวกเขาพากันเก็บบ้าง เขย่าผลมะม่วงให้หล่นบ้างแล้วก็กินกัน ฝ่ายผู้มาทีหลังก็ขึ้นต้นบ้าง ใช้ไม้ฟาดบ้าง จนกิ่งมะม่วงหักเป็นอันมาก แม้ผลดิบ ๆ และผลเล็กน้อยก็ไม่เหลือ

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [9 ธ.ค. 2551 , 06:33:41 น.] ( IP = 58.9.137.24 : : )


  สลักธรรม 5

พระราชา ทรงราชกรีฑาในพระราชอุทยานทั้งวัน ตอนเย็นเสด็จกลับ ประทับบนคอช้างเชือกเดิมนั่นเอง ทอดพระเนตรเห็นมะม่วงต้นนั้นอันผิดแปลกไปกว่าเดิม เสด็จลงจากคอช้าง ทรงสำรวจตั้งแต่ลำต้นกิ่งใบทรงดำริว่า เมื่อเช้าต้นมะม่วงนี้ยืนต้นสง่างาม มีผลเป็นพวงระย้า น่าทัศนา ก่อให้เกิดความอิ่มตาอิ่มใจแก่ผู้เห็น บัดนี้ผลของมันหมดแล้ว กิ่งเล่าก็หักห้อยรุ่งริ่งใบเหี่ยวเฉา ส่วนมะม่วงต้นที่ไม่มีผล ยังคงยืนต้นสง่างามอยู่เหมือนเดิม เชียวชะอุ่มประดุจภูเขาแก้วมณี ทรงดำริว่า ผู้มีทรัพย์มียศเป็นเหมือนมะม่วงมีผล ย่อมถูกรบกวนมาก ส่วนผู้ไม่มีทรัพย์ไม่มียศ เป็นเหมือนต้นมะม่วงไม่มีผล ย่อมไม่ถูกรบกวนอยู่เป็นสุข

พระราชาทรงกำหนดไตรลักษณ์ เจริญวิปัสสนายังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้นแล้ว ทรงรำลึกว่า บัดนี้ การปฏิสนธิในภพทั้งสามเราได้ตัดขาดแล้ว ทะเลแห่งน้ำตาเราได้วิดแห้งแล้ว เราจะไม่มีการเกิดใหม่อีก ประทับยืนอยู่ที่นั้นเอง โดยที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเครื่องแต่งพระองค์ อำมาตย์ทั้งหลายได้ทูลพระองค์ว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ประทับยืนนานเกินไปแล้ว พระราชตรัสตอบว่า บัดนี้เราไม่ใช่พระราชาแต่เราเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า อำมาตย์กราบทูลว่าธรรมดา พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายจะไม่แต่งพระองค์เช่นนี้ พระราชาตรัสถามว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นอย่างไร พวกอำมาตย์กราบทูลว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าจะโกนผมและหนวด ปกปิดร่างกายด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นต้น ขณะนั้นเองพระราชาทรงยกพระหัตถ์ขึ้นลูบพระเกศา เพศคฤหัสถ์ก็อันตรธานไป เพศสมณะปรากฏขึ้น ทรงบาตรและจีวรเช่นเดียวกับพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงประทานพระโอวาทแก่มหาชนแล้ว เสด็จไปสู่ป่าหิมพานต์

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [9 ธ.ค. 2551 , 06:35:36 น.] ( IP = 58.9.137.24 : : )


  สลักธรรม 6

ในนครตักกศิลา แคว้นคันธาระ พระราชาพระองค์หนึ่ง พระนามว่านัคคชิ เสด็จประทับที่ประสาทชั้นบน ทอดพระเนตรเห็นหญิงคนหนึ่ง ประดับกำไลหยกในมือทั้งสองข้าง ข้างละอัน นั่งบดของหอมอยู่ในที่ไม่ไกล

พระราชาประทับนั่งทอดพระเนตรพลางดำริว่า กำไลหยกนี้เมื่อแยกกันอยู่คนละมือ ก็ไม่มีเสียงดัง ต่อมาอีกครู่หนึ่ง นางเอากำไลมือจากข้างขวามาสวมไว้ที่มือข้างซ้ายรวมกันแล้วบดของหอม กำไลทั้งสองกระทบกันมีเสียงดังขึ้น จึงทรงดำริว่า แม้สัตว์ทั้งหลายก็เป็นทำนองเดียวกันนี้ เมื่อยู่คนเดียวต่างคนต่างอยู่ก็ไม่กระทบกัน พอมีสองสามคนขึ้นไปก็กระทบกันทะเลาะกัน ตัวเราเองครองราชสมบัติถึงสองแห่ง คือในแคว้นกัสมีระและคันธาระ มีเรื่องกระทบกระทั่งมาก เราควรบำเพ็ญตนเป็นเหมือนกำไลข้างเดียวดังนี้แล้ว ทรงทำการกระทบกันแห่งกำไลมือนั้นเองให้เป็นอารมณ์ ทรงกำหนดไตรลักษณ์เจริญวิปัสสนา ยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น

ที่นครมิถิลา ในรัฐวิเทหะ พระเจ้านิมิราช วันหนึ่งพระราชาเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว มีคณะอำมาตย์แวดล้อม ประทับยืนทอดพระเนตรไปยังถนนผ่านทางสีหบัญชร

ครั้งนั้นเหยี่ยวตัวหนึ่งคาบชิ้นเนื้อจากเขียงที่ตลาดแล้วบินขึ้นไปในอากาศ นกทั้งหลายอื่นมีแร้งเป็นต้น บินล้อมเหยี่ยวตัวนั้นใช้จะงอยปากจิก ให้ปีกตีเพื่อแย่งอาหาร เหยี่ยวตัวนั้นทนไม่ไหวจึงทิ้งก้อนเนื้อก้อนนั้นไป นกตัวอื่นก็เข้าคาบก้อนเนื้อนั้น นกทั้งหลายก็เข้าแย่งอีก และรุมกันจิกตีจนนกตัวนั้นต้องทิ้งก้อนเนื้อเหมือนกัน ทำกันอยู่อย่างนี้หลายทอดหลายต่อ พระราชาทรงดำริว่า นกที่คาบก้อนเนื้อไว้มีแต่ความทุกข์ นกที่สละก้อนเนื้อเสียเป็นความสุขความปลอดภัย แม้กามคุณทั้ง ๕ เหล่านี้ผู้ใดยึดถือไว้ ผู้นั้นนั่นแหละเป็นทุกข์ ส่วนผู้ไม่ยึดถือย่อมมีความสุขความปลอดโปร่ง เพราะว่ากามเหล่านี้เป็นของสาธารณะสำหรับคนจำนวนมาก เราควรจะละกามคุณ ๕ แล้วอยู่เป็นสุขเหมือนนกตัวที่ทิ้งก้อนเนื้อ พระราชาทรงมนสิการโดยแยบคายอยู่อย่างนี้ ทรงกำหนดไตรลักษณ์เจริญวิปัสสนา ยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [9 ธ.ค. 2551 , 06:39:28 น.] ( IP = 58.9.137.24 : : )


  สลักธรรม 7

ในมิถิลา แคว้นอุตตรปัญจาละ พระราชาทรงพระนามว่าทุมมุขะ เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ทรงประดับด้วยเครื่องอลังการมีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม ประทับยืนทอดพระเนตรพระลานหลวงทางสีหบัญชร ขณะนั้นคนเลี้ยงวัวหลายคนต่างก็เปิดประตูคอกวัว พวกวัวตัวผู้ออกจากคอกติดตามวัวตัวเมียตัวหนึ่งไปด้วยความใคร่ ในจำนวนวัวเหล่านั้นมีวัวถึกตัวหนึ่ง เขาแหลมคม เห็นวัวผู้ตัวอื่นกำลังเดินมา มีความหึงหวงวัวตัวเมีย จึงใช้เขาอันแหลมคมขวิดระหว่างขาหน้า จนไส้ใหญ่ไหลทะลักออกมาจากปากแผล มันสิ้นชีวิต ณ ที่นั้นเอง

พระราชาทรงเห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว ทรงดำริว่า สัตว์โลกทั้งหลายต้องประสบทุกข์เป็นอันมาก เพราะกิเลส เราควรประหารกิเลสที่เป็นเหตุให้หวั่นไหว เดือดร้อนวุ่นวาย ทรงประทับยืนอยู่ที่เดิมนั่นเอง ทรงกำหนดไตรลักษณ์เจริญวิปัสสนา ยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น เสด็จไปยังป่าหิมพานต์

อยู่มาวันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์เสด็จมาภิกขาจารบิณฑบาตที่หมู่บ้านใกล้ประตูเมืองพาราณสี มาถึงประตูบ้านพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์มีความเลื่อมใสนิมนต์ให้ท่านนั่งถวายของเคี้ยวของฉันอันประณีต นั่ง ณ ที่ควรแก่ตนแล้วกล่าวว่าการบรรพชาของท่านทั้งหลายงามเหลือเกิน น่าเลื่อมใสเหลือเกิน ท่านทั้งหลายได้เห็นอะไร จึงสละเพศฆราวาสออกบวชเป็นผู้ไม่มีเรือน

พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ ได้เล่าเรื่องแต่เบื้องหลังของท่านโดยย่อว่า ท่านเห็นอะไรอย่างไรจึงได้ออกบวช พระโพธิสัตว์สดับเรื่องราวเหล่านั้นแล้ว ชื่นชมต่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นอันมากและมีใจน้อมไปในบรรพชา ไม่ปรารถนาครองเรือน จึงเรียกภรรยามาเล่าให้ฟัง พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นล้วนเคยทรงเป็นกษัตริย์มาก่อน แต่มิได้อาลัยอาวรณ์ด้วยทรัพย์สินสมบัติและกามคุณ เราเองทำงานรับจ้างทำหม้อ จะไปอาลัยใยดีอะไร ขอให้ภรรยาเลี้ยงดูบุตร ๒ คน ส่วนตนจะออกบวชประพฤติพรหมจรรย์

โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [9 ธ.ค. 2551 , 06:42:59 น.] ( IP = 58.9.137.24 : : )


  สลักธรรม 8

ส่วนภรรยามีความคิดอย่างเดียวกับพระโพธิสัตว์และบอกว่า ตนจะออกบวชเหมือนกัน พระโพธิสัตว์ฟังคำของนางแล้วนิ่งอยู่ ฝ่ายภรรยาประสงค์จะลวงพระโพธิสัตว์แล้วไปบวชก่อน จึงบอกพระโพธิสัตว์ว่า จะไปท่าน้ำจึงถือหม้อน้ำไป นางไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย นางได้พบพวกดาบสใกล้นครพาราณสี ขอบวชในสำนักของดาบสเหล่านั้น

พระโพธิสัตว์ได้ตั้งใจเลี้ยงลูกต่อมาจนโตพอรู้ความ วันหนึ่ง ต้องการจะทดลองจึงแกล้งหุงข้าวให้ดิบไปหน่อย วันหนึ่งแฉะไปหน่อย วันหนึ่งไหม้ไปหน่อย วันหนึ่งปรุงอาหารจืดไป วันหนึ่งเค็มไป เด็กรู้ว่าข้าวดิบ ข้าวแฉะ ข้าวไหม้ อาหารจืดและอาหารเค็ม พระโพธิสัตว์รู้ว่าบุตรของตนสามารถเลี้ยงตนเองได้แล้ว จึงนำเด็กไปมอบให้ญาติช่วยเลี้ยงดูต่อไป ตนเองออกบวชเป็นฤๅษีอยู่ใกล้พระนครนั้นเอง

วันหนึ่งอดีตภรรยาของท่านได้พบท่านซึ่งกำลังภิกขาจารอยู่ ได้ถามถึงลูกด้วยความเป็นห่วง แต่ท่านฤๅษีได้เล่าให้ฟังว่าเด็กสามารถเลี้ยงตนเองได้แล้ว และได้ฝากไว้กับญาติอย่างดีนางไม่ต้องห่วง ท่านได้ให้กำลังใจแก่อดีตภรรยาซึ่งบวชเป็นปริพาชิกาอยู่ว่าให้บวชทำที่สุดแห่งทุกข์ ต่อไปอย่าได้เป็นห่วงลูกเลย นางรับโอวาทจากพระโพธิสัตว์แล้วได้ไปอยู่ในที่ตามใจชอบของตน

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ท่านทั้งสองไม่ได้พบกันอีกเลย พระโพธิสัตว์ทำฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อสิ้นชีพก็ไปสู่พรหมโลก

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย เทพธรรม..นำมาฝาก [9 ธ.ค. 2551 , 06:46:19 น.] ( IP = 58.9.137.24 : : )


  สลักธรรม 9

ได้รับฟังเรื่องของพระปัจเจกพุทธเจ้าจากการอ่านให้ฟังของท่านอาจารย์แล้ว ..รู้สึกในตอนนั้นว่าท่านสำเร็จกันง่ายดีจัง เห็นอะไรฟังอะไรนิดหน่อยก็กำจัดกิเลสได้หมดสิ้นแล้ว ..แสดงถึงกำลังของปัญญาบารมีของท่านที่ปริ่มเปี่ยมยิ่งแล้ว

และก็ประทับใจกับคำว่า "บัณฑิตแต่โบราณมีจิตใจเพียบพร้อมไปด้วยการพิจารณา เห็นอะไรอันเป็นเหตุให้สลดใจเพียงเล็กน้อยก็สลด ถือเป็นเหตุเพื่อบำเพ็ญคุณงามความดีให้ยิ่งขึ้นไป" ช่างเป็นคำพูดที่แสดงถึงความเป็นผู้ถูกฝึกง่ายจริงๆ


โดย น้องกิ๊ฟ [9 ธ.ค. 2551 , 19:47:31 น.] ( IP = 61.90.65.6 : : )


  สลักธรรม 10


ในการดำเนินชีวิตนั้น ควรอย่างยิ่งที่จะต้องมีธรรมะเป็นที่พึ่ง

ได้เห็นคุณอันวิเศษของผู้ที่มีธรรมะเป็นทีพึ่งพิง แม้เห็นหรือประสพพบเหตุการณ์ใดๆ ก็สามารถพิจารณาได้โดยแยบคาย

กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เทพธรรมมากค่ะที่นำภาพความหลังมาให้ได้ศึกษาและเป็นเครื่องเตือนใจให้ตระหนักถึงเรื่องผลของกรรมได้เป็นอย่างดี

กราบอนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [10 ธ.ค. 2551 , 09:14:25 น.] ( IP = 124.121.178.157 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org