| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผู้สละโลก
[ 1 ] [ 2 ]
สลักธรรม 1มาถึงบริเวณร่มไม้ใหญ่แห่งหนึ่ง สมณะแสดงอาการว่าจะนั่ง ผู้เฝ้าติดตามจึงจัดอาสนะถวาย รอคอยท่านฉัน ไม่กล้าถามอะไรเพราะเกรงใจ เห็นอาการที่ท่านฉันยิ่งเลื่อมใสมากขึ้น ท่านฉันอย่างสำรวมเรียบร้อย มีอาการแห่งผู้กำหนดรู้ในอาหาร คุณและโทษของอาหาร ไม่ติดในรสอาหาร ไม่บริโภคเพื่อเล่น เพื่อเมา หรือเพื่อสนุกสนาน เอร็ดอร่อยในรสอาหาร แต่บริโภคเพื่อให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้ เพื่อบำเพ็ญคุณงามความดี เหมือนนายช่างให้น้ำมันแก่เครื่องจักร เพื่อให้ทำหน้าที่ของมันต่อไปได้เท่านั้น
เมื่อท่านฉันเสร็จแล้ว ปริพพาชกได้รินน้ำในกุณโฑของตนเข้าไปถวายแล้วถามว่า
อินทรีย์ของท่านผ่องใสยิ่งนัก มรรยาทของท่านงามยิ่งนัก ผิวพรรณของท่านบริสุทธิ์ผ่องใส ท่านบวชอุทิศใคร? ใครเป็นศาสดาของท่าน ท่านชอบใจธรรมของใคร ?
สมณะรูปนั้นมองปริพพาชกด้วยดวงเนตรที่เปี่ยมด้วยความปรานี ดวงตาของท่านแสดงแววแห่งเมตตาและความสงบลึกอยู่ภายใน บ่งบอกว่าดวงใจของท่านผ่องแผ้ว ไร้ราคี กระแสเสียงที่นุ่มนวลแจ่มใส ผ่านโอษฐ์ ของท่านออกมาว่า....
ดูก่อนผู้แสวงสันติวรบท ! พระศาสดาของข้าพเจ้าตรัสว่า ผู้ใด ไม่เศร้าโศกถึงอดีต ไม่กังวลถึงอนาคต มีชีวิตอยู่ด้วยปัจจุบันธรรม ผิวพรรณของผู้นั้นย่อมผ่องใส แม้จะบริโภคอาหารหนเดียวต่อวัน ประพฤติพรหมจรรย์สงบนิ่งอยู่ในป่า ส่วนผู้ที่มัวเศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงแล้ว กังวลหวังอย่างเร่าร้อนต่อสิ่งที่ยังไม่มาถึง ย่อมซูบซีดเศร้าหมอง เหมือนไม้สดที่ถูกตัดแล้ว
กังวลหวังอย่างเร่าร้อน ! มนุษย์ส่วนมากเป็นอย่างนั้น เขาไม่ค่อยรู้จักรอคอยอย่างสงบเยือกเย็น เขาไม่ค่อยรู้ ไม่ค่อยเข้าใจว่า เขาบันดาลผลไม่ได้ เหตุที่เขาทำนั่นแหละจะบันดาลผลให้เกิดขึ้นเอง เหมือนชาวสวนปลูกต้นไม้ คอยรดน้ำพรวนดิน ให้ปุ๋ยป้องกันศัตรูพืช นั่นคือเหตุ ส่วนการออกดอกออกผล ชาวสวนบันดาลไม่ได้
กระบวนการธรรมชาติของต้นไม้เองนั่นแหละ จะบันดาลให้เกิดขึ้นตามธรรมชาติของตน มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้กำหนดคุณค่าแห่งชีวิตของตนไว้ให้แน่นอน ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ เมื่อเป็นดังนี้ เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขไม่ได้ เขาจะไม่พบความพอใจในชีวิตโดย พี่เณร...นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2551 , 08:55:44 น.] ( IP = 58.9.143.89 : : )
สลักธรรม 2ศิษย์แห่งพระตถาคตกล่าวต่อไปว่า ข้าพเจ้าบวชอุทิศพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เสด็จออกบวชจากศากยตระกูล โคตมโคตร พระองค์ทรงเป็นศากยมุนี ข้าพเจ้าชอบใจธรรมของพระองค์ท่าน
ได้โปรดเถิดท่านผู้นิรทุกข์ ปริพพาชกกล่าวเชิงอ้อนวอนอย่างนอบน้อม ขอได้โปรดแสดงธรรมที่พระมหาสมณโคดมทรงแสดงแล้วแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด
ท่านผู้แสวงสัจจะ สมณะรูปนั้นกล่าว ข้าพเจ้ามาสู่ธรรมวินัยนี้ไม่นานนัก ยังเป็นผู้ใหม่ (นวกะ) อยู่ ข้าพเจ้าไม่สามารถแสดงธรรมโดยพิสดารได้
อาการที่ท่านกล่าวอย่างถ่อมตนนั้นเพิ่มความศรัทธาเลื่อมใสแก่ปริพพาชกมากขึ้นอีก จึงกล่าวว่า
ท่านผู้เจริญ ! ข้าพเจ้าชื่ออุปติสสะ บุตรแห่งนายบ้านอุปติสสคามใกล้ราชคฤห์นี่เอง ขอท่านผู้เจริญได้โปรดจำชื่อของข้าพเจ้าไว้ และขอได้โปรดกล่าวธรรมตามสามารถเถิด จะน้อยหรือมากไม่สำคัญ การเข้าใจธรรมแทงตลอดธรรมเป็นหน้าที่ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการแต่ใจความเท่านั้น
สาวกของพระพุทธเจ้าจึงกล่าวว่า สิ่งใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสบอกเหตุแห่งสิ่งนั้นไว้ด้วย สิ่งนั้นดับไปได้โดยวิธีใด พระตถาคตตรัสบอกวิธีดับไว้ด้วย พระมหาสมณะมีพระวาจาอันประกอบด้วยเหตุผลอย่างนี้
ภราดา ! สาวกของพระพุทธเจ้าแสดงธรรมอันเป็นหัวใจแห่งอริยสัจ คือธรรมอันเป็นส่วนเหตุและธรรมอันเป็นส่วนผลโดยย่อ ดังกล่าวมานี้ สมุทัยและมรรค เป็นส่วนเหตุทุกข์ และนิโรธเป็นส่วนผล นอกจากนี้ยังดึงเอาหัวใจของปฏิจจสมุปบาท ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น และอาศัยกันดับไปมาแสดง ณ ที่นี้ด้วยโดย พี่เณร...นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2551 , 09:05:05 น.] ( IP = 58.9.143.89 : : )
สลักธรรม 3อุปติสสปริพพาชกได้ฟังธรรมอันแสดงถึงความเป็นจริงของชีวิตและโลกเพียงเท่านี้ ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นโสดาบัน เป็นผู้เข้าสู่กระแสธรรม มีคติแน่นอน ไม่ตกต่ำอีก จะต้องได้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดอย่างแน่นอนในภายหน้า หากจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่อีกก็ไม่เกิน ๗ ชาติ ปิดอบาย ๔ ได้ คือไม่ต้องเกิดในนรก เป็นเปรต อสุรกาย หรือสัตว์ดิรัจฉาน
เขากราบสาวกของพระพุทธเจ้าแล้วกล่าวว่า..ท่านผู้เจริญ ! เท่านี้พอแล้ว ไม่ต้องขยายธรรมเทศนาให้ยิ่งขึ้นไป แต่ข้าพเจ้าอยากทราบว่า เวลานี้พระศาสดาของพวกเราประทับอยู่ที่ใด อนึ่ง ถ้าพระคุณเจ้าจะโปรดบอกนามของท่านแก่ข้าพเจ้าบ้าง ก็จะเป็นมงคลแก่ข้าพเจ้าหาน้อยไม่
ศิษย์พระศากยมุนี มหาสมณโคดม พิจารณาถึงประโยชน์แล้วจึงกล่าววาจาว่า
ท่านผู้แสวงสัจจะ ! เมื่อพระสิทธัตถะมหาบุรุษตัดสินพระทัยสละโลกียสุข อันไม่ยั่งยืนเจือด้วยทุกข์ออกแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่ามหาภิเนษกรมณ์เพื่อบรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะ เป็นธรรมอันนำสัตว์ออกไปจากทุกข์แห่งสังสารวัฏนี้ ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งที่ตามเสด็จออกบวช เพื่อว่าพระองค์ท่านได้บรรลุธรรมใดแล้วจักแสดงธรรมนั้นแก่ข้าพเจ้าบ้าง
เมื่อพระองค์ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอันเข้มงวด ไม่มีผู้ใดทำได้ยิ่งกว่านั้น ข้าพเจ้าก็เป็นผู้หนึ่งที่เฝ้าปรนนิบัติพระองค์อย่างใกล้ชิด แต่เมื่อพระองค์ทรงเลิกการบำเพ็ญทุกกรกิริยาด้วยเห็นว่าไร้ประโยชน์ เป็นการทารุณต่อร่างกายเกินไปแล้ว หันมาเสวยพระกระยาหารตามปกติ เพื่อบำเพ็ญเพียรทางจิตให้ได้ผล พวกเราทั้ง ๕ คนผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ชวนกันผละจากพระองค์ไป เพราะฝังใจเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ส่วนมากในเวลานั้นว่า การทรมานกายเป็นวิธีเดียวที่จะนำไปสู่การบรรลุสัจธรรม พวกเราพากันไปอยู่ ณ อิสิปตนมิคทายะ เขตเมืองพาราณสี
เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว ทรงระลึกถึงพวกเราทั้ง ๕ จึงเสด็จจากตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เขตราชคฤห์นี้ไปยังอิสิปตนมิคทายะ เขตเมืองพาราณสีเพื่อแสดงธรรมที่ทรงบรรลุแล้ว เป็นปฏิการต่ออุปการะของพวกเรา ที่เคยเฝ้าปรนนิบัติพระองค์ พระอัธยาศัยอันงามนี้มีอยู่เพียบพร้อมในพระศาสดาของเรา
ทีแรกพวกเราไม่เชื่อว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้จริง เพราะเห็นท่านเลิกความเพียรทรมานกาย เวียนมาเป็นคนมักมากในอาหาร และปล่อยตัวให้อยู่สุขสบายไฉนจะบรรลุโลกุตตรธรรม หรืออนุตตรธรรมได้ แต่เมื่อพระองค์ตรัสว่าคำเช่นนี้ (คือคำว่า เราได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว) เราเคยกล่าวกับท่านบ้างหรือ ตลอดเวลาอันยาวนานที่อยู่ด้วยกัน นั่นแหละพวกเราจึงระลึกได้ว่า พระองค์มิได้เคยตรัสมาก่อนเลย จึงพร้อมกันตั้งใจฟังธรรมโดย พี่เณร...นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2551 , 09:13:44 น.] ( IP = 58.9.143.89 : : )
สลักธรรม 4พระธรรมเทศนาของพระองค์ไพเราะจับใจ งามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด ประณีต น่าอัศจรรย์ ข้าพเจ้าจะขอนำมากล่าวเพียงใจความดังนี้
ตอนแรก พระองค์ตรัสบอกว่า บรรพชิต (ผู้บวชแล้ว) ควรเว้นทางสองสายคือ สายหนึ่ง ทางชีวิตที่ดำเนินไปเพื่อความหมกมุ่นในกาม พัวพันในอารมณ์ใคร่นานาประการ ทำให้หลง ให้ติดให้ยึดมั่นสยบอยู่ ทางนี้เป็นทางต่ำเป็นไปเพื่อทุกข์ ไม่ประเสริฐ ไม่มีประโยชน์ อีกสายหนึ่ง ทางชีวิตที่เป็นไปเพื่อเข้มงวดกวดขันกับร่างกายเกินไป เรียกอัตตกิลมถานุโยค เป็นไปเพื่อทุกข์กาย ทุกข์ใจ ไม่ประเสริฐ ไม่มีประโยชน์ เมื่อทรงปฏิเสธทางสองสายว่าไม่ควรดำเนินแล้ว ทรงแสดงทางสายกลาง คือการปฏิบัติพอเหมาะพอควร ไม่ตึงเกินไปไม่หย่อนเกิน มีความเห็นชอบ มีความดำริชอบเป็นต้นเป็นองค์ธรรม
ตอนที่สอง ทรงแสดงอริยสัจ-สัจจาอันประเสริฐ เป็นต้นว่าชีวิตคลุกเคล้าไปด้วยทุกข์นานาประการ
ความสุขที่แท้จริงของชีวิตจะมีได้ก็ต่อเมื่อความไข้แห่งราคะโทสะและโมหะ ถูกกำจัดหรือเยียวยาให้หายแล้วโดยสิ้นเชิง โลกระงมอยู่ด้วยพิษไข้อันเรื้อรัง คือตัณหา ความร่านใจทะยานอยาก อันไม่มีขอบเขต สัตว์โลกถูกเพลิงกิเลสและเพลิงทุกข์แผดเผาให้เร่าร้อนไหม้เกรียม แต่ก็ยังโลดแล่นไปในทะเลแห่งความอยากอันเวิ้งว้าง ความทุกข์ทนหม่นไหม้ต่างๆ จึงมีมา ความทุกข์เป็นสิ่งที่ดับให้มอดได้ แต่ต้องดำเนินตามมรรคปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อ ความดับทุกข์นั้น
ตอนที่สาม ทรงบันลือสีหนาทอย่างอาจหาญว่า ตราบใดที่ยังมิได้รู้อริยสัจ ๔ ซึ่งมี ๓ รอบ ๑๒ อาการแล้ว จะไม่ทรงปฏิญาณพระองค์ว่าเป็นสัมมาสัมพุธโธเลย แต่เพราะได้ทรงรู้จริงในอริยสัจ ๔ อันมี ๓ รอบ ๑๒ อาการ จึงทรงปฏิญาณพระองค์ว่าเป็นสัมมาสัมพุทโธ - ตรัสรู้เองโดยชอบ และทรงเน้นว่า พระธรรมจักรที่พระองค์ทรงหมุนไปแล้วนี้ ใครจะหมุนกลับไม่ได้ (อปฺปฏิวตฺติยํ) ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือเทวดา มาร พรหมใดๆทั้งสิ้น ใครหมุน กลับผู้นั้นเป็นผู้ผิด เป็นผู้ทวนกระแสแห่งความจริง ที่ครอบครองโลกอยู่
ดูก่อน ท่านผู้แสวงสัจจะ ! พระธรรมเทศนาครั้งนั้นทำให้พระโกณฑัญญะ หัวหน้าของพวกเราบรรลุโสดาปัตติผล เป็นโสดาบัน หยั่งลงสู่กระแสพระนิพพาน ก้าวลงสู่กระแสธรรม และจะไม่มีวันถอยกลับจากทางสายนี้เป็นอันขาด ส่วนอีก ๔ คนคือท่านภัททิยะ วัปปะ มหานาม และอัสสชิ ยังมิได้สำเร็จมรรคผล ชื่อของข้าพเจ้าเป็นอันดับสุดท้ายใน ๕ คน ดังกล่าวมาโดย พี่เณร...นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2551 , 09:29:33 น.] ( IP = 58.9.143.89 : : )
สลักธรรม 5เมื่อพระอัสสชิกล่าวจบลง อุปติสสปริพพาชกได้ลุกขึ้นนั่งกระโหย่งประนมมือกล่าวขึ้นว่า
ข้าแต่ท่านอัสสชิ ! เป็นลาภอันประเสริฐของข้าพเจ้าแล้ว สิ่งที่พบได้โดยยาก ข้าพเจ้าได้พบแล้ว ข้าพเจ้าขอถึงท่าน เป็นปฐมาจารย์ (อาจารย์คนแรก) ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์
ว่าเป็นที่พึ่ง ที่ระลึกเป็นสิ่งนำทางแห่งชีวิตของข้าพเจ้า ท่านผู้เจริญ ! ขอได้โปรดบอกหน่อยเถิดว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาค ศาสดาของพวกเราประทับอยู่ที่ใด ?
ประทับอยู่ที่เวฬุวันนี่เอง พระอัสสชิตอบ มองดูปริพพาชกศิษย์ของท่านอย่างเข้าใจในความรู้สึกของเขา
ภราดา ! อุปติสสปริพพาชกได้กราบลาพระอัสสชิไปแล้วด้วยดวงใจที่ผ่องแผ้วชุ่มเย็น อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย อา ! โสดาปัตติผล ช่างน่าอภิรมย์ชมชื่นอะไรเช่นนี้ ! สมแล้วที่พระจอมมุนี พุทธเจ้าตรัสว่า
โสดาปัตติผล ประเสริฐกว่าความเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ประเสริฐกว่าการได้ไปสวรรค์ และกว่าความเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง
อันว่าบุคคลที่เคยระหกระเหินมานาน วนเวียนหลงทางอยู่ในป่ารก อันน่าหวาดเสียวด้วยอันตรายนานาประการ มีอันตรายจากสัตว์ร้ายและไข้ป่าเป็นต้น ได้อาศัยบุรุษหนึ่งชี้ทางให้ขึ้นสู่มรรคา อันจะดำเนินไปสู่แดนเกษม แม้จะยังอยู่แค่ต้นทางก็ให้รู้สึกโปร่งใจ มั่นใจในความปลอดภัยฉันใด
บุคคลผู้ระหกระเหินอยู่ในป่าแห่งสังสารวัฏนี้ก็ฉันนั้น ถูกภัย คือความเจ็บ ความแก่ ความตาย ความทุกข์กายทุกข์ใจ เพราะเหตุต่างๆ คุกคามให้หวาดหวั่นพรั่นพรึงอยู่เนืองนิตย์ ถูกความไม่ได้ดังใจปรารถนาบีบคั้นให้ต้องเสียใจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาก็ยังหวังอยู่นั่นเอง หวังว่าจะได้อย่างนั้นจะเป็นอย่างนี้ พอถึงเวลาเข้าจริง ความหวังของเขา กลับกลายเป็นเสมือนภาพอันซ้อนอยู่ในปุยเมฆ พอลมพัดมานิดเดียว ภาพนั้นก็พลันเจือจาง และเลือนหาย ด้วยเหตุนี้เสียงที่ว่า ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต จึงระงมอยู่ในหมู่มนุษย์ตลอดมา
ความจริงมนุษย์ทุกคนได้เคยสมปรารถนา ประสบความสำเร็จในชีวิตเป็นระยะๆ อยู่เหมือนกัน แต่เพราะเมื่อความปรารถนา หรือความหวังอย่างหนึ่งสำเร็จลงแล้ว ความต้องการอย่างใหม่ก็เกิดขึ้นอีก บางทีก็อาศัยความสำเร็จเดิมนั้นเป็นมูลฐาน เขาจึงรู้สึกเหมือนหนึ่งว่า มิได้ประสบความสำเร็จในชีวิต จึงดิ้นรนอยู่ในทะเลเพลิงแห่งความอยาก ความปรารถนาอันไม่มีที่สิ้นสุด เร่าร้อนและว้าเหว่หาประมาณมิได้
ทุกครั้งที่ความปรารถนาเกิดขึ้นในห้องหัวใจ ตราบใดที่ยังไม่สมปรารถนา ความเร่าร้อนในหัวใจก็หาดับลงไม่ นอกจากเขาจะเลิกปรารถนาสิ่งนั้นเสีย ความหวังเป็นสิ่งผูกพันชีวิตมนุษย์ไว้ อย่างยากที่จะแยกออกไปได้ ถึงกระนั้นก็ตาม มีมนุษย์เป็นอันมากที่ไม่รู้ ตอบตัวเองไม่ได้ว่า อะไรคือสิ่งที่ตนหรือมนุษย์ควรจะต้องการจริงๆ อะไรคือสิ่งที่มนุษย์ควรเดินเข้าไปหา และขึ้นให้ถึง ตราบใดที่มนุษย์ยังตอบปัญหานี้ไม่ได้ ตราบนั้นเขาจะต้องดำเนินชีวิตอย่างลังเลไร้หวัง และวนเวียนเป็นสังสารจักร์ไม่รู้ว่าอะไรคือทิศทางของชีวิต เหมือนคนหลงป่า หรือนกหาฝั่ง บินวนเวียนอยู่ในสมุทร เพราะหาฝั่งไม่พบ
แต่พอได้บรรลุธรรม คือโสดาปัตติผลแล้ว เข้าสู่กระแสพระนิพพานแล้ว เขารู้สึกตนได้ทันทีว่า ได้ออกจากป่าใหญ่แล้ว ดำรงตนอยู่ต้นทางอันนำไปสู่แดนเกษมแล้ว ถ้าเปรียบด้วยผู้ดำผุดดำว่ายอยู่ในมหาสมุทร ก็เป็นผู้ลอยคอขึ้นได้แล้ว มองเห็นฝั่งอยู่ข้างหน้า กำลังเดินเข้าหาฝั่ง จะต้องขึ้นฝั่งได้แน่นอน ไม่จมลงไปอีก
ลองคิดดูเถิด คนทั้งสองพวกนั้น จะปลาบปลื้มปราโมชสักเพียงใดชุ่มเย็นอยู่ด้วยธรรมท่ามกลางผู้เร่าร้อนอยู่ด้วยเพลิงกิเลส เหมือนหญ้าสดในทะเลทราย เพราะได้แหล่งน้ำในทะเลทรายนั่นเองหล่อเลี้ยง โลกนี้เร่าร้อนอยู่ด้วยกิเลส
ธรรมเท่านั้นที่จะช่วยดับความเร่าร้อนของโลกได้
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [11 ธ.ค. 2551 , 09:39:53 น.] ( IP = 58.9.143.89 : : )
สลักธรรม 6
รอคอยมานาน ที่จะได้อ่าน...ผู้สละโลก
แค่อ่านตอนแรก ก็ประทับใจในพระจริยวัตรอันเยือกเย็น สงบ ของพระอัสสชิเจ้า และเห็นความยินดีปรีเปรมของอุปติสสปริพาชก ที่ได้พบกับครูคนแรกของท่าน
ความสุขที่แท้จริงของชีวิตจะเกิดขึ้นได้ เมื่อพิษไข้อันเรื้อรัง คือตัณหา ถูกเยียวยา
จะติดตามอ่านอย่างไม่ให้พลาดเลยค่ะ
และขอให้ได้เป็นผู้หนึ่งที่ได้มีโอกาสสัมผัสรับทราบถึงความรู้สึกที่หลุดออกจากป่ารกชัฏแห่งสังสารวัฏฏ์ และรู้แน่ว่าทางนั้นปลอดภัยแน่แล้วสักวันหนึ่งเทอญ
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะพี่เณรที่นำความสุขใจมาฝากน้องๆ เสมอมาโดย พี่ดา [11 ธ.ค. 2551 , 10:47:43 น.] ( IP = 124.121.175.73 : : )
สลักธรรม 7เมื่อมีผู้แสดงอริยสัจจธรรม ปรารถนาเป็นผู้หนึ่งที่ทำหน้าที่รู้แจ้งในธรรมที่ท่านแสดง
ขอบพระคุณสำหรับของฝากล้ำค่าจากพี่เณรค่ะโดย มาลี [11 ธ.ค. 2551 , 19:39:50 น.] ( IP = 58.9.135.133 : : )
สลักธรรม 8อ่านด้วยความสุขใจ เรื่องที่พระสารีบุตรได้พบกับพระอัสสชิครั้งแรกนั้น เป็นเรื่องที่ประทับใจมาก เพราะแสดงให้เห็นความงามในอิริยาบถของผู้เจริญสติปัฏฐานที่สามารถดึงดูดให้ผู้มีปัญญามาสนใจได้ แล้วก็ชอบคาถาอุเทสที่พระอัสสชิแสดงแก่พระสารีบุตรด้วย
กราบอนุโมทนาและชอบพระคุณมากค่ะที่นำความสุขสงบมาฝากเสมอโดย น้องกิ๊ฟ [12 ธ.ค. 2551 , 11:05:43 น.] ( IP = 125.27.172.156 : : )
สลักธรรม 9หญ้าสดในทะเลทราย...
เป็นคำที่สะท้อนให้เห็นภาพถึงสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง
ในทะเลทรายไหนเลยจะมีหญ้า นี่จึงเป็นสิ่งที่เกิดได้ยากจริงๆ
แต่เมื่อเกิดขึ้นมาได้ ก็นับเป็นความน่าปีติปราโมทย์
เหมือนกับการเกิดขึ้นแห่งโสดาปัตติมรรค และโสดาปัตติผลนั่นเอง
ประวัติของท่านพระสารีบุตร อ่านแล้วประทับใจมากค่ะ ตั้งแต่ตอนแรกที่ท่านได้พบพระอัสสชิเป็นต้นมา
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำเรื่องน่าอ่านเปี่ยมด้วยสาระธรรมมาฝากโดย ธัญธร [14 ธ.ค. 2551 , 21:49:43 น.] ( IP = 118.173.38.113 : : )
สลักธรรม 10ธรรมเท่านั้นที่จะช่วยดับความเร่าร้อนของโลกได้
ขอให้ข้าพเจ้ามีเส้นทางชีวิตที่ไม่วนเวียนหลงทางอยู่ในป่ารก ได้พบกัลยาณมิตรชี้ทางดำเนินไปสู่มรรคาแห่งสันติสุข
กราบขอบพระคุณพี่เณรและอนุโมทนาด้วยค่ะโดย เซิ่น [14 ธ.ค. 2551 , 23:47:28 น.] ( IP = 58.8.44.25 : : ) [ 1 ] [ 2 ]
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |