มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้สละโลก (๒)






ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ


ตอนที่ผ่านมา

๒. บัวหนือน้ำ

ความจริงอุปติสสะต้องการเหลือเกินที่จะไปเฝ้าพระศาสดาทันทีที่ได้รับทราบจาก พระอัสสชิว่า พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ เวฬุวัน กลันทกนิวาปะ แต่มิอาจทำเช่นนั้นได้ เพราะระลึกถึงสัญญาที่ให้ไว้กับเพื่อนรักผู้หนึ่ง คือโกลิตะว่า ผู้ใดได้บรรลุธรรมก่อน ขอให้บอกกัน

ด้วยเหตุนี้ อุปติสสะจึงรีบกลับมาสู่ปริพพาชการาม (อารามหรือสำนักของปริพพาชก) ที่ตนและมิตรรักอาศัยอยู่พร้อมด้วยบริวารอีกเป็นอันมาก

โกลิตะได้เห็นอุปติสสะเดินกลับมา มีสีหน้าผ่องใสยิ่งนัก ไม่มีสีหน้าแห่งผู้หมกมุ่นครุ่นคิดอย่างวันก่อนๆ จึงอนุมานว่า สหายของเราคงได้บรรลุธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วเป็นแน่แท้

ภราดา ! จิตมนุษย์นั้นมีลักษณะเป็นประภัสสร มีรัศมีซ่านออก จิตเป็นอย่างใด ย่อมซ่านออกทางสีหน้า ดวงตา และอาการกิริยาอื่นๆ เมื่อจิตโกรธสีหน้าและแววตาเป็นอย่างหนึ่ง แววตาแข็งกร้าวหมองคล้ำหรือแดงจัด กิริยาอาการแข็งกระด้างตึงตัง

เมื่อจิตเปี่ยมด้วยเมตตาปรานี สีหน้าก็ผ่องใส แววตาอ่อนโยน กิริยาอาการละเมียดละไม วาจาอ่อนหวานนุ่มนวล เมื่อจิตเศร้าโศกดวงหน้าก็เศร้าหมองซูบซีด แววตาร่วงโรยไม่แจ่มใส กิริยาอาการเงื่องหงอยไม่กระปรี้กระเปร่า

ดูเถิดภราดา ! ดูอาการซ่านออกแห่งดวงจิต ดูรัศมีแห่งจิตหรือกระแสลำแสงแห่งจิต คนที่มีจิตเหลาะแหละโลเล คิดแต่จะเอาเปรียบผู้อื่น พอพบเห็นกันครั้งแรก ผู้พบเห็นก็มักรู้สึกว่า “คนนี้ไม่น่าไว้วางใจ” ส่วนผู้มีใจสูงได้รับการอบรมดีแล้ว ย่อมแสดงออกทางดวงหน้าและแววตาเหมือนกัน ใครได้พบเห็นจึงมักรู้สึกว่า ช่างน่าเคารพเลื่อมใสเสียนี่กระไร !

ดังนั้น ความรักใคร่หรือความเกลียดชัง แม้ไม่ต้องบอก ใครๆ ก็พอรู้ได้ เพราะมันแสดงออกอยู่เสมอทั้งทางดวงหน้าและแววตา วาจาพออำพรางได้ เสแสร้งแกล้งกล่าวได้ แต่แววตาจะฟ้องให้เห็นเสมอว่า ความรู้สึกภายในเป็นอย่างไร

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ธ.ค. 2551 , 10:18:06 น.] ( IP = 125.27.172.156 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

โกลิตะสังเกตกิริยาอาการสีหน้าและดวงตาของสหายรักแล้วจึงแน่ใจว่า อุปติสสะคงได้พบขุมทรัพย์อันประเสริฐ ที่เขาทั้งสองพากันแสวงหามาเป็นเวลานานแล้ว

อุปติสสะเล่าความทั้งปวงให้สหายรักฟัง ตั้งต้นแต่ได้เห็นพระอัสสชิขณะบิณฑบาตอยู่ในนครราชคฤห์และเดินตามท่านไปจนได้ฟังธรรมจากท่าน เขาเล่าอย่างละเอียดลออ โกลิตะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม (ธรรมจักษุ)เช่นเดียวกับเขา

ทั้งสองได้ปราโมชอันเกิดจากธรรม ได้ดื่มรสแห่งธรรม อันพระตถาคตทรงยกย่องว่าเลิศกว่ารสทั้งปวง เพราะไม่เจือด้วยทุกข์และโทษ ยิ่งดื่มยิ่งสงบประณีต ไร้ความกระวนกระวาย ยิ่งดื่มยิ่งหวานชื่น เหมือนบริโภคอ้อยจากปลายไปหาโคน

ส่วนรสแห่งโลกนั้น เจืออยู่ด้วยทุกข์และโทษนานาประการ ต้องกังวล ต้องหวาดระแวง ความสุขแห่งโลกมักจบลงด้วยทุกข์ โลกียรสยิ่งดื่มยิ่งจืด เหมือนกินอ้อยจากโคนไปหาปลาย

ผู้ที่ได้ดื่มรสแห่งธรรมแล้ว มีธรรมเอิบอาบอยู่ในใจแล้ว ความสุขอย่างโลกๆ ก็ไร้ความหมาย เมื่อจำเป็นต้องเสวยความสุขทางโลก ไม่ว่าประณีตปานใด ก็มีใจพิจารณาเห็นโทษอยู่เนืองๆ เหมือนผู้จำเป็นต้องดื่มน้ำ ที่แม้จะใสสะอาด แต่มองเห็นปลิงวนว่ายอยู่ก้นขัน ลองคิดดูเถิดว่า เขาจะดื่มน้ำด้วยความรู้สึกอย่างไร !

นับถอยหลังจากเวลาที่ท่านทั้งสอง คืออุปติสสะและโกลิตะ ได้บรรลุธรรมไปได้ไม่นานนัก ณ หมู่บ้านพราหมณ์ ๒ หมู่ไม่ห่างจากนครราชคฤห์นัก ในหมู่บ้านหนึ่ง พราหมณ์ผู้เป็นนายบ้านชื่ออุปติสสะ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวังคันตะ มีภริยาชื่อนางสารี มีบุตรชายคนหนึ่งเรียกชื่อตามนามของบิดาว่าอุปติสสะ(ผู้บุตร) เรียกชื่อตามนามของมารดาว่า “สารีบุตร” ในบ้านอีกหมู่บ้านหนึ่ง พราหมณ์ผู้เป็นนายบ้านชื่อโกลิตะ มีภรรยาชื่อนางโมคคัลลี มีลูกชายคนหนึ่งเรียกชื่อตามนามของบิดาว่าโกลิตะ (ผู้บุตร) เรียกชื่อตามนามของมารดาว่าโมคคัลลานะ สองตระกูลนี้เป็นสหายเนื่องกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ บุตรของสองตระกูลนั้นมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน จึงได้เป็นเพื่อนเล่นด้วยกันมาตั้งแต่เล็ก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ธ.ค. 2551 , 10:18:41 น.] ( IP = 125.27.172.156 : : )


  สลักธรรม 2

เมื่อเติบโต ทั้งสองได้ศึกษาศิลปะศาสตร์อันเป็นทางเลี้ยงชีพ และทางนำมาซึ่งเกียรติยศชื่อเสียงสำเร็จทุกประการ เขาชอบไปดูมหรสพทั้งในเมืองราชคฤห์และบนยอดเขา ย่อมหัวเราะในที่ควรหัวเราะ เศร้าสลดในที่ควรเศร้าสลดและให้รางวัลแก่ผู้แสดงที่ตนชอบ

ต่อมาวันหนึ่ง ขณะที่ทั้งสองนั่งดูมหรสพอยู่บนยอดเขา เพราะความที่ญาณและบารมีธรรมที่ท่านทั้งสองบ่มมาแก่กล้าแล้ว จึงเกิดความรู้สึกขึ้นว่า “มหรสพนี้ มีอะไรน่าดูบ้าง ? มีอะไรเป็นสาระบ้าง ? คนเหล่านี้ทั้งหมด ทั้งคนแสดงและคนดู ไม่ถึงร้อยปีก็จะต้องตายกันหมด เราน่าจะแสวงหาทางหลุดพ้นจากความทุกข์อันเกิดจากความแก่ เจ็บ และตาย ความทุกข์จากการเวียนว่ายในสังสารวัฏ”

เมื่อคิดดังนี้ จึงไม่มีอาการร่าเริงสนุกสนานอย่างวันก่อนๆ อุปติสสะนั่งเฉยเหมือนคิดอะไรอย่างหนึ่งอย่างลึกซึ้ง โกลิตะเห็นอาการของเพื่อนแปลกไปอย่างนั้น จึงถาม อุปติสสะเล่าความรู้สึกของตนให้ฟัง โกลิตะบอกว่าตัวเขาเองก็มีความรู้สึกอย่างนั้นเหมือนกัน คือรู้สึกว่า ความเพลิดเพลินในมหรสพนี้มีอะไรเป็นสาระบ้าง เราน่าจะแสวงหาอะไรที่ดีกว่านี้ แสวงหาทางหลุดพ้นจากความทุกข์โดยสิ้นเชิง

ภราดา ! อันว่าปทุมชาติแม้เกิดในโคลนหรือในน้ำ ย่อมชูดอกขึ้นพ้นจากโคลนตมและน้ำ ไม่ติดตมและน้ำ ส่งกลิ่นหอมรื่นรมย์ใจฉันใด บุคคลบางคนก็ฉันนั้น เกิดแล้วในโลก เจริญแล้วในโลก แต่ไม่ติดโลภ ไม่ติดในโลกียสุขอันเปรียบเสมือนเหยื่อเล็กน้อยที่ติดอยู่กับเบ็ด ถอนตนขึ้นจากโลก ปลดปล่อยตนให้เป็นอิสระจากการย่ำยีเสียบแทงแห่งอารมณ์ของโลก ไม่ต้องอึดอัดคับแค้นเพราะโลกธรรมกระแทกกระทั้นบีบคั้นหัวใจ ไม่หวั่นไหวต่อความขึ้นลงของชีวิต

ภราดา ! ลองคิดดูด้วยปัญญาอันชอบเถิด เหมือนอย่างว่า บุรุษหนึ่งมี ๒ มือ มือข้างหนึ่งของเขาจับของร้อนจัดไว้ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งจับของเย็นจัดไว้ ของทั้งสองนั้นแม้มีสภาพตรงกันข้ามก็จริง แต่ก็จะให้ความทุกข์ทรมานแก่บุรุษนั้นเกือบจะเท่าๆ กัน ฉันใด สุขและทุกข์ของโลกก็ฉันนั้น ลงท้ายก็จะให้ความทุกข์แก่ผู้หน่วงเหนี่ยวยึดถือเท่าๆ กัน เพราะความสุขของโลกเหมือนเหยื่อที่เบ็ดเกี่ยวไว้ พอปลากินเหยื่อก็ติดเบ็ด คราวนี้ก็สุดแล้วแต่พรานเบ็ดจะฉุดกระชากลากไป มัสยาก็ติดเบ็ด กับปุถุชนผู้ติดในโลกียสุขจะต่างอะไรกัน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ธ.ค. 2551 , 10:19:01 น.] ( IP = 125.27.172.156 : : )


  สลักธรรม 3

ทั้งสอง คืออุปติสสะและโกลิตะ ตกลงใจว่าจะสละโลกียสุขออกแสวงหาโมกขธรรม แต่การแสวงหาโมกขธรรมน่าจะได้บวชในสำนักใดสำนักหนึ่ง จึงพาบริวารออกบวชเป็นปริพพาชก ในสำนักของอาจารย์สัญชัย ซึ่งอยู่ใกล้เมืองราชคฤห์นั่นเอง

ตั้งแต่สองสหายและบริวารบวชแล้ว สัญชัยปริพพาชกก็เป็นผู้เลิศด้วยลาภและบริวาร ล่วงไปเพียง ๒ – ๓ วัน อุปติสสะและโกลิตะก็สามารถเรียนจบคำสอนของอาจารย์ เมื่อทราบจากอาจารย์ว่าไม่มีคำสอนอื่นใดยิ่งกว่านี้แล้ว คือหมดสิ้นความรู้ของอาจารย์แล้ว เขาทั้งสองคิดกันว่า เท่านี้หาเพียงพอไม่ ความรู้เพียงเท่านี้ไม่พอกับปัญหาชีวิตและความทุกข์ของชีวิต เราออกแสวงหาความหลุดพ้น ความรู้ของอาจารย์ในสำนักนี้ไม่พอเพื่อความหลุดพ้น การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักอาจารย์สัญชัยจึงไม่มีประโยชน์อะไรอีกต่อไปอีก แต่ชมพูทวีปนี้กว้างใหญ่นัก เราน่าจะท่องเที่ยวไปในตามนิคมชนบทราชธานี คงจักได้พบอาจารย์ผู้หลุดพ้นแล้วด้วยตนเอง และแสดงโมกขธรรมนั้นแก่เราเป็นแน่แท้

ตั้งแต่นั้นมา ได้ยินใครพูดว่าที่ใดมีสมณพราหมณ์ ผู้เป็นบัณฑิตทั้งสองก็ดั้นด้นไปหาทำการสากัจฉากับสมณพราหมณ์นั้นๆ ปัญหาใดที่เขาถามอาจารย์ทั้งหลายไม่อาจแก้ปัญหานั้นได้ แต่เขาสามารถแก้ปัญหาที่อาจารย์เหล่านั้นถามแล้วได้ เขาเที่ยวสอบถามอาจารย์ทั่วชมพูทวีป แต่ไม่พบอาจารย์อันเป็นที่พอใจหรือให้เขาจุใจได้ จึงกลับมาสู่สำนักเดิม นัดหมายกันว่าใครได้บรรลุอมตธรรมก่อน ขอจงบอกแก่กันโดยนัยที่กล่าวแล้วข้างต้น

ภราดา ! บุคคลมีความตั้งใจอย่างแน่วแน่แสวงหาสิ่งใด เขาย่อมได้พบสิ่งนั้น ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ทุรชนแสวงหาแต่ทางที่จะทำชั่ว ก็ได้พบความชั่ว สาธุชนแสวงหาทางที่จะทำความดี ก็ได้พบความดี นักปราชญ์แสวงหาทางปัญญา ก็ได้พบปัญญา มุนีผู้ใฝ่สงบมุ่งความสงบ ก็ได้พบความสงบเย็นใจ บุคคลแสวงหาสิ่งใดย่อมได้พบสิ่งนั้น ในโลกนี้มีสิ่งที่มนุษย์แสวงหามาก ใครจะแสวงหาอะไรก็สุดแล้วแต่อุปนิสัยของเขา

อันการแสวงหานั้นที่ประเสริฐก็มี ไม่ประเสริฐก็มี โดยปริยายเบื้องต่ำ สัมมาชีวะเป็นการแสวงหาที่ประเสริฐ มิจฉาอาชีวะเป็นการแสวงหาที่ไม่ประเสริฐ โดยปริยายเบื้องต้น การแสวงหาอามิส คือลาภยศ สรรเสริญ และโลกียสุขไม่ประเสริฐ การแสวงหาธรรมประเสริฐ การแสวงหาสิ่งที่มีความเกิด แก่ เจ็บ ตายเป็นธรรมดาไม่ประเสริฐ การแสวงหาสิ่งที่ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นการแสวงหาที่ประเสริฐ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ธ.ค. 2551 , 10:19:17 น.] ( IP = 125.27.172.156 : : )


  สลักธรรม 4

ดูก่อนภราดา ! มนุษย์และสัตว์โลกทั้งมวล ตนเองมีความเกิดแก่เจ็บตายเป็นธรรมดาอยู่แล้ว ยังเที่ยวแสวงหาสิ่งอันมีความเกิดแก่เจ็บตายเข้ามาทับถมอีก จึงต้องเพิ่มความเดือดร้อนขึ้นทับทวีคูณตรีคูณ เพราะเหตุที่บุคคลรู้สึกพร่องในตน จึงพยายามแสวงหาสิ่งอื่นที่เข้าใจว่าจะมาทำความพร่องของตนให้เต็มบริบูรณ์แต่เนื่องจากสิ่งที่แสวงหามานั้น มีความพร่องอยู่ในตนเหมือนกัน จึงหาทำให้ใครเต็มบริบูรณ์ได้ไม่ มีแต่จะเพิ่มความพร่องให้มากขึ้น

เปรียบเหมือนคนตาบอดด้วยตนเอง แล้วไปแสวงหาคนตาบอดมาอยู่ด้วย ก็หาได้ทำให้ตาของตนสว่างขึ้นไม่ ยังจะต้องเป็นภาระกับคนตาบอดอีกคนหนึ่ง แต่อนิจจา กว่าจะรู้อย่างนี้ก็มักสายเกินแก้เสียแล้ว สภาพของโลกจึงอยู่ในลักษณะคนตาบอดจูงคนตาบอด และเตี้ยอุ้มค่อมเสมอมา

ความรักเป็นสิ่งหนึ่งที่บุคคลทุกเพศทุกวัยแสวงหา ด้วยเข้าใจว่า ตนจะสมบูรณ์ขึ้นเพราะมีความรัก และคนที่รัก เข้าใจว่าตนจะมีความสุขเพราะมีความรัก แต่พอมีเข้าจริง ความกังวลห่วงใย ความกลัวจะเสียของรักหรือคนรัก ความหวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อการที่จะพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ความริษยาอาฆาตต่อบุคคลที่มีท่าทีว่าจะมาแย่งคนรักของตนไปเป็นอาทิ เมื่อรวมกันแล้วก่อความทุกข์ความกังวลให้มากกว่าความสุขเล็กน้อย เพราะความเพลินใจในอารมณ์รักหรือสิ่งที่รัก ความไม่สมบูรณ์ในตนนั่นเอง ทำให้คนต้องการความรักและสิ่งที่รัก ส่วนบุคคลผู้มีความสมบูรณ์ในตน ย่อมไม่ต้องการความรักหรือสิ่งที่รัก

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พระศาสดาของเราตรัสว่า “การไม่ได้เห็นสิ่งอันเป็นที่รักเป็นความทุกข์ การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก เป็นความทุกข์ เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรทำอะไรๆ ให้เป็นที่รัก เพราะการพลัดพรากจากสิ่งที่รักเป็นความทรมาน”

เมื่ออุปติสสะและโกลิตะได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว จึงชวนกันไปเฝ้าพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเวลานั้นประทับอยู่ ณ เวฬุวัน แต่อุปติสสะซึ่งเป็นผู้หนักในกตัญญูกตเวที ระลึกถึงอาจารย์สัญชัย จึงเข้าไปหาอาจารย์ เล่าความทั้งปวงให้ฟัง ชวนอาจารย์ไปเฝ้าพระศาสดาด้วย แต่อาจารย์สัญชัยไม่ยอมไปอ้างว่าเป็นผู้ใหญ่ชั้นครูบาอาจารย์แล้ว ไม่ควรไปเป็นศิษย์ของใครอีก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ธ.ค. 2551 , 10:19:34 น.] ( IP = 125.27.172.156 : : )


  สลักธรรม 5

เมื่อสองสหายอ้อนวอนหนักเข้า อาจารย์สัญชัยจึงถามว่า ในโลกนี้มีคนโง่มากหรือคนฉลาดมาก สองสหายตอบว่า คนโง่มากกว่า

สัญชัยจึงสรุปว่า ถ้าอย่างนั้นขอให้พวกที่ฉลาดๆ ไปหาพระสมณโคดมเถิด ส่วนพวกโง่ๆ จงมาหาเราและอยู่ในสำนักของเรา

แม้จะรู้ว่าท่านอาจารย์สัญชัยพูดประชดประชัน แต่สองสหายผู้มีอัธยาศัยงามเพียบพร้อมด้วยสาวกบารมีญาณ ก็หาถือเป็นเรื่องเคืองใจแต่ประการใดไม่ คงอ้อนวอนต่อไป พรรณนาให้เห็นว่า การเสด็จอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้านั้นยากเพียงใด การได้ฟังพระสัทธรรมของพระองค์ท่านก็เป็นของยาก บัดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว และประทับอยู่ ณ ที่ใกล้นี่เอง ควรจะถือโอกาสอันดีนี้ไปเฝ้าฟังพระธรรมเทศนา แต่สัญชัยก็คงยืนกรานอย่างเดิม

ดูก่อนภราดา ! คนที่เป็นปทปรมะ (คนที่สั่งสอนไม่ได้) นั้นมีอยู่ ๒ จำพวก คือ พวกหนึ่งปัญญาน้อยเกินไป หรือพวกปัญญาอ่อน อีกพวกหนึ่งมีทิฐิมากเกินไป ไม่ยอมฟังความคิดเห็นของใครๆ คนทั้งสองพวกนี้สอนได้ยาก หรืออาจสอนไม่ได้เลย ที่พระพุทธองค์ทรงเปรียบบัวที่อยู่ใต้น้ำ ติดโคลนตม มีแต่จะเป็นเหยื่อของปลาและเต่า

เมื่อเห็นว่าชักชวนอาจารย์ไม่สำเร็จแน่แล้ว สองสหายก็จากไป ศิษย์ในสำนักของอาจารย์สัญชัยติดตามไปเป็นจำนวนมาก ประหนึ่งว่าปริพพาชการามจะว่างลง สัญชัยเห็นดังนั้นเสียใจจนอาเจียนออกมาเป็นเลือด ศิษย์ของสัญชัย ๒๕๐ คนคงจะสงสารอาจารย์ จึงกลับเสียในระหว่างทาง คงติดตามท่านทั้งสองไปเพียง ๒๕๐ คน

เมื่อทั้งสองถึงเวฬุวันนั้น เป็นเวลาที่พระศาสดากำลังทรงแสดงธรรมอยู่ท่ามกลางพุทธบริษัท ทอดพระเนตรเห็นสองสหายกำลังมา จึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า “ภิกษุทั้งหลาย สองสหายคืออุปติสสะ และโกลิตะกำลังมา เขาทั้งสองจักเป็นอัครสาวก (สาวกผู้เลิศ)ของเรา”

ทั้งสองและบริวารถวายบังคมพระศาสดาแล้วทูลขอบรรพชาอุปสมบท พระผู้มีพระภาคทรงประทานอุปสมบทแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ธ.ค. 2551 , 10:20:12 น.] ( IP = 125.27.172.156 : : )


  สลักธรรม 6

พระศาสดาทรงขยายพระธรรมเทศนาให้พิสดารออกไป มุ่งเอาอุปนิสัยแห่งบริวารของสหายทั้งสองเป็นเกณฑ์ เพื่อได้สำเร็จมรรคผลก่อน เมื่อจบพระธรรมเทศนา บริวารทั้ง ๒๕๐ ท่านได้สำเร็จอรหัตตผล ส่วนสหายทั้งสองยังไม่ได้บรรลุมรรคผลที่สูงขึ้นไป คงได้เพียงโสดาปัตติผลเท่านั้น

เพราะอย่างไรจึงเป็นอย่างนั้น ? ท่านว่าสาวกบารมีญาณเป็นของใหญ่ ต้องมีคุณาลังการมากมายเหมือนการเสด็จของพระราชา ย่อมมีการเตรียมการมากกว่าสามัญชน อนึ่ง คนมีปัญญามากย่อมต้องไตร่ตรองมาก มิได้ปลงใจเชื่อสิ่งใดโดยง่าย ต้องการใคร่ครวญให้เห็นเหตุเห็นผลอย่างชัดแจ้งด้วยตนเองเสียก่อน แล้วจึงเชื่อและปฏิบัติตาม แต่พอสำเร็จแล้วก็ประดับด้วยคุณาลังการทุกประการ อันเป็นบริวารธรรมแห่งสิ่งอันตนได้สำเร็จแล้วนั้น

ภราดา ! เปรียบเหมือนการเดินทาง คนพวกหนึ่งเดินก้มหน้าก้มตางุดๆ เพื่อรีบไปให้ถึงปลายทาง ไม่มองดูสิ่งใดในระหว่างทางเลย เมื่อถึงปลายทางแล้วก็เป็นอันถึงแล้ว แต่หาได้รู้อะไรๆ ในระหว่างทางอันเป็นเครื่องประกอบการเดินทางของตนไม่

ส่วนคนอีกพวกหนึ่งค่อยๆ เดินไป ตรวจสอบข้างทางอย่างถ้วนถี่ มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษก็แวะชม จดจำและทำความเข้าใจ คนพวกนี้อาจถึงจุดหมายปลายทางช้า แต่เมื่อถึงแล้วย่อมมีความรู้พิเศษติดไปด้วยมากมายฉันใด ผู้สำเร็จมรรคผลในพระพุทธศาสนาก็ฉันนั้น

บางพวกเป็นสุกขวิปัสสโก คือสามารถทำลายกิเลสได้เกลี้ยงหัวใจ แต่ไม่มีคุณสมบัติอย่างอื่นเช่นวิชชา ๓ ปฏิสัมภิทา ๔ หรืออภิญญา ๖ บางพวกทำลายกิเลสได้เกลี้ยงหัวใจด้วยมีวิชชา ๓ ด้วย บางพวกมีอภิญญา ๖ ด้วย บางพวกมีปฏิสัมภิทา ๔ ด้วย

ภราดา ! พระอัครสาวกทั้งสองเป็นผู้พร้อมด้วยอัครสาวกบารมีญาณ แม้จะสำเร็จช้า แต่เมื่อสำเร็จแล้วก็ประดับด้วยคุณาลังการทั้งปวง

โปรดติดตามตอนต่อไป

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [12 ธ.ค. 2551 , 10:20:58 น.] ( IP = 125.27.172.156 : : )


  สลักธรรม 7


มาติดตามอ่านต่อด้วยความสุขใจยิ่งค่ะ

เมื่อบารมีที่สร้างสมไว้เพรียกพร้อม แม้ได้ฟังพระสัจจธรรมเพียงเล็กน้อย ก็สามารถมีดวงตาเห็นธรรมได้

และขออธิษฐาน ขอให้เป็นผู้ไม่ว่าดื้อ และมีความสัทธาอย่างมั่นคงในพระรัตนตรัย

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำผู้สละโลกมาเป็นแบบอย่างให้ได้ศึกษาและเดินตามท่าน เพื่อสักวันหนึ่งจะได้เป็นผู้ที่สละโลกได้เช่นเดียวกันกับท่าน

โดย พี่ดา [12 ธ.ค. 2551 , 11:00:20 น.] ( IP = 124.121.177.129 : : )


  สลักธรรม 8

ชีวิตที่ยังต้องเดินทางอีกไกล ขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย ไม่ดื้อในคำสอนของพระพุทธองค์

กราบขอบพระคุณพี่เณรและอนุโมทนาด้วยค่ะ

โดย เซิ่น [14 ธ.ค. 2551 , 23:55:58 น.] ( IP = 58.8.44.25 : : )


  สลักธรรม 9

มาติดตามอ่านเรื่องที่มีคุณค่า
ได้เห็นอำนาจของทิฏฐิของอาจารย์สัญชัยที่ทำให้ไม่มีโอกาสได้ฟังสัทธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ขออธิษฐานว่าศัทธา4ที่มีแล้วเกิดขึ้นแล้วนั้นอย่าได้คลอนแคลนและขอให้ได้มีโอกาสศึกษาพระธรรมและปฏิบัติธรรมทุกภพทุกชาติจนบารมีธรรมมีกำลังมากพอที่จะบรรลุธรรมได้
ขอกราบขอบพระคุณและกราบอนุโมทนาค่ะ

โดย abctoy - [15 ธ.ค. 2551 , 15:17:16 น.] ( IP = 203.172.175.9 : : 192.168.1.66 )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org