มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้สละโลก (๓)




ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ


ตอนที่ผ่านมา

ผ้าขี้ริ้วกับช่อดอกไม้

เมื่อท่านอุปติสสะและโกลิตะได้อุปสมบทแล้ว เพื่อน พรหมจารีทั้งหลาย นิยมเรียกท่านว่า สารีบุตร และโมคคัลลานะ แม้พระตถาคตเจ้าเองก็ตรัสเรียกอย่างนั้นเหมือนกัน นายอุปติสสะและโกลิตะได้หายไปพร้อมกับการอุปสมบทของท่านทั้งสอง

พระโมคคัลลานะเมื่ออุปสมบทแล้วได้ ๗ วัน ไปทำความเพียรอยู่ ณ ใกล้หมู่บ้านกัลลวาลมุตตคาม ถูกความง่วง (ถีนมิทธะ) ครอบงำไม่อาจให้ความเพียรดำเนินไปตามปกติได้ พระศาสดาเสด็จไป ณ ที่นั้น ทรงแสดงอุบายสำหรับแก้ง่วง เช่น “เมื่อความง่วงครอบงำ ให้เอาใจใส่ใคร่ครวญถึงธรรมที่ได้ฟังแล้วได้ศึกษามาแล้ว ถ้ายังไม่หายง่วง ควรสาธยาย (คือท่องออกเสียง) ธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว ศึกษามาแล้ว ถ้าไม่หายง่วง ควรยอนช่องหูทั้งสองข้าง เอาฝ่ามือลูบตัวไปมาบ่อยๆ ถ้ายังไม่หายง่วง ควรลุกขึ้นยืนแล้วลูบนัยน์ตาด้วยน้ำ เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักษัตรฤกษ์ ถ้ายังไม่หายง่วง ควรทำในใจถึงแสงสว่าง (อาโลกสัญญา) ว่าบัดนี้สว่างแล้วๆ ทำจิตให้มีแสงสว่างเกิดขึ้น ให้รู้สึกว่าเหมือนกันทั้งกลางวันและกลางคืน มีใจเปิดเผย ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ถ้ายังไม่หายง่วงควรเดินจงกรม คือเดินกลับไปกลับมาพิจารณาข้อธรรมสำรวมอินทรีย์ ไม่ส่งจิตไปภายนอก ถ้ายังไม่หายง่วง พึงนอนแบบสีหไสยา คือตะแคงขวาซ้อนเท้าให้เหลื่อมกันเล็กน้อย มีสติสัมปชัญญะ ตั้งใจจะลุกขึ้นทันทีเมื่อรู้สึกตัวครั้งแรกด้วยมนสิการว่า เราจักไม่แสวงหาความสุขจากการนอน จากการเอนหลัง จากการเคลิ้มหลับ”

“ดูก่อนโมคคัลลานะ” พระศาสดาตรัสต่อไป “อีกอย่างหนึ่ง เธอควรสำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักไม่ชูงวง คือถือตัวทะนงตนเข้าไปสู่ตระกูล เพราะถ้าภิกษุชูงวงเข้าไปสู่ตระกูล เธอจะร้อนใจเป็นอันมาก

บางครั้งบางคราว คฤหัสถ์ทั้งหลายเป็นผู้มีกิจมาก มีธุระมาก อาจไม่ได้นึกถึงภิกษุผู้เข้าสู่ตระกูล ภิกษุผู้ชูงวง อาจคิดมากว่า บัดนี้ใครหนอยุยงให้เราแตกจากตระกูลนี้ มนุษย์พวกนี้จึงมีอาการห่างเหินเรา มีอาการอิดหนาระอาใจเรา เมื่อไม่ได้อะไรๆ จากตระกูลนั้น เธอก็เก้อเขิน ครั้นเก้อเขินก็เกิดความคิดฟุ้งซ่าน ไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตก็จะห่างจากสมาธิ

“โมคคัลลานะ อีกอย่างหนึ่ง เธอควรสำเหนียกว่า “เราจักไม่พูดคำอันเป็นเหตุให้ต้องเถียงกัน ถือผิดต่อกัน” เพราะเมื่อมีถ้อยคำทำนองนี้ก็จะต้องพุดมาก เมื่อพูดมากก็เกิดความฟุ้งซ่าน ครั้นฟุ้งซ่านก็จะเกิดการไม่สำรวม เมื่อไม่สำรวม จิตก็จะเหินห่างจากสมาธิ

“โมคคัลลานะ อีกอย่างหนึ่ง เราไม่สรรเสริญการคลุกคลีด้วยหมู่ชนทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต แต่เราสรรเสริญการอยู่ในเสนาสนะอันสงัด ควรเป็นที่หลีกเร้นอยู่ตามสมณวิสัย...”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2551 , 07:59:26 น.] ( IP = 58.9.145.112 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1

ภราดา ! พระบรมพุทโธวาทของพระศาสดาในเรื่องอุบายแก้ง่วงก็ดี เรื่องการยกงวงชูงาก็ดี เรื่องเว้นการพูดถ้อยคำอันเป็นเหตุให้เถียงกันก็ดี และเรื่องการอยู่ในเสนาสนะสงัดก็ดี ควรเป็นเรื่องเตือนใจอันสำคัญของพุทธศาสนิกทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต

ภราดาเอย ! การ “ชูงวง” คือความทะนงตนนั้น เป็นกิเลสร้ายอย่างหนึ่ง ซึ่งครอบงำจิตของมนุษย์อยู่ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิต พระศาสดาทรงเรียกมันว่า “มานานุสัย” อนุสัยคือมานะ กิเลสที่นอนสยบอยู่ในขันธสันดาน เมื่อถูกกวนก็จะฟูขึ้นทันที มานะ มีลักษณะให้ทะนงตนว่า “แกเลวกว่าข้า” บุคคลผู้มีมานะจัด ย่อมมีลักษณะเชิดชูตนจัด อวดตนจัด ยกตนข่มผู้อื่นเนืองๆ มองไม่เห็นใครดีหรือสำคัญเท่าตน ซึ่งเป็นการมองที่ผิด

ตามความเป็นจริงแล้ว บุคคลย่อมมีความสำคัญตามฐานะของตน แม้บุคคลผู้หนึ่งจะเป็นเสมือนไม้กวาดและผ้าขี้ริ้ว ส่วนบุคคลอีกผู้หนึ่งเป็นเสมือนดอกไม้ในแจกันก็ตาม ไม้กวาดและผ้าขี้ริ้วย่อมมีความหมายและมีความสำคัญอย่างไม้กวาดและผ้าขี้ริ้ว ส่วนดอกไม้ในแจกันก็มีความหมายและมีความสำคัญ อย่างดอกไม้ ปราศจากไม้กวาดและผ้าขี้ริ้วเสียแล้ว บ้านเรือนจะสะอาดได้อย่างไร แต่บ้านเรือนอาศัยเครื่องประดับเป็นสิ่งเชิดหน้าชูตา ข้อนี้ฉันใด ชุมชนก็ฉันนั้น ต่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ควรดูหมิ่นกัน และไม่ควรริษยากัน อันเป็นเหตุให้เดือดร้อนทั้งสองฝ่าย

ภราดา ! อันไม้พันธุ์ดีนั้น ถ้ายืนอยู่เดี่ยวโดดไม่มีพันธุ์อื่นต้านลม หรืออันตรายต่างๆ มันก็ดำรงอยู่ได้ไม่นาน คนดีหรือคนสูงก็เหมือนกัน ไม่ควรอวดดีหมิ่นคนต่ำ เพราะคนต่ำนั่นเองได้เป็นป้อมปราการป้องกันอันตรายให้ และเป็นฐานรองรับให้สูงเด่นอยู่ได้ ควรมีเมตตากรุณาช่วยส่งเสริมเขา อย่างน้อยเขาต้องมีคุณอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือด้านใดด้านหนึ่ง เหมือนไม้ แม้พันธุ์ไม่ดีก็ช่วยต้นลมให้ได้ เมื่อล้มตายลงก็ช่วยเป็นปุ๋ยให้ได้

จริงอยู่ เราปลูกหญ้าให้เทียมตาลไม่ได้ แต่หญ้าก็มีประโยชน์อย่างหญ้าช่วยให้ดินเย็น เมื่อตัดให้เรียบร้อยก็ดูสวยงามและนั่งเล่นได้ เป็นต้น เจดีย์ที่สวยงามต้องมีทั้งยอดและฐานฉันใด ชุมนุมชนก็ฉันนั้น ต้องมีทั้งคนสูงและคนต่ำ คนที่เป็นยอดและเป็นฐานต่างทำหน้าที่ของตนไป ให้ชุมนุมชนดำเนินไปได้โดยสงบเรียบร้อย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2551 , 08:04:54 น.] ( IP = 58.9.145.112 : : )


  สลักธรรม 2

ในรายที่ความทะนงตนมิได้เปิดเผยโจ่งแจ้ง ก็อย่าได้นอนใจว่าไม่มี มันอาจแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ลึกๆคอยโอกาสอยู่ ใจเผลอขาดสติสัมปชัญญะเมื่อใด มันจะแสดงตนทันที บางทีก็เป็นไปอย่างหยาบคาย บางทีเป็นไปอย่างละเอียดอ่อน

อหังการ หรืออัสมิมานะ คือความทะนงตนนั้น ให้ความลำบากยากเข็ญแก่มนุษย์มานักหนา แต่มนุษย์ก็ยังพอใจถนอมมันไว้เหมือนดอกไม้ประดับเศียรซึ่งจะก้มลงมิได้กลัวดอกไม้หล่น มันเหมือนแผงค้ำคอ ทำให้คอแข็งหน้าเชิดแล้วเอาศีรษะกระทบกัน ต้องปวดเศียรเวียนเกล้าตามๆ กันไป

ลองตรวจดูเถิด ความโกรธ ความเกลียดชังกัน ความแก่งแย่งแข่งดี การคิดทำลายกัน ล้วนแตกกิ่งก้านมาจากลำต้น คืออหังการหรือทะนงตนทั้งสิ้น ถ้าลำต้นคือความทะนงตน การถือตัวจัดถูกทำลายแล้ว ตัดให้ขาดแล้ว การกระทบกระทั่งย่อมไม่มี จิตสงบราบเรียบและมั่นคง เป็นความสงบสุขสมดังที่พระบรมศาสดาตรัสว่า “การถอนอัสมิมานะเสียได้เป็นบรมสุข” ดังนี้

วิธีถอนอัสมิมานะนั้น ในเบื้องต้นให้พิจารณาเห็นโทษของความทะนงตนว่าเป็นเหตุให้ทำความเสียหายนานาประการ แล้วพยายามบรรเทาด้วยความพยายามเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ให้อภัยผู้อื่น ทิฐิมานะจะได้ลดลง การถ่อมตัวจะเพิ่มขึ้น แทนที่จะเสียหาย กลายเป็นคนน่าเคารพกราบไหว้ ส่อให้เห็นคุณธรรมภายใน

ดูเถิดภราดา ! ดูส้มที่มีผลดก กิ่งย่อมโน้มน้อมลง ข้าวรวงใดเม็ดเต็มรวงย่อมเม็ดน้อมลง เสมือนจะนอบน้อมโค้งให้แก่ผู้สัญจร แต่ส้มกิ่งใดตาย ไม่มีผลเลย ข้าวรวงใดลีบ ส้มกิ่งนั้นและข้าวรวงนั้นจะแข็งทื่อชี้โด่กระด้างฉันใด ในหมู่มนุษย์ก็ฉันนั้น คนใดมีคุณภายใน คนนั้นย่อมอ่อนน้อมถ่อมตน ปราศจากความกระด้าง อวดดี ถือตัวจัด มองคนไม่เป็นคน

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2551 , 08:09:17 น.] ( IP = 58.9.145.112 : : )


  สลักธรรม 3

ประการสำคัญในการถอนอัสมิมานะก็คือ ให้มนสิการเนืองๆ ว่า ตัวตนที่แท้จริงนั้นไม่มี สิ่งทั้งปวงอาศัยกันเกิดขึ้น อาศัยปัจจัยมากมายดำเนินไป มันเป็นอนัตตาอยู่โดยแท้ เราพากันเข้าใจผิดไปเองว่ามีตัวตนที่แท้จริง คนที่ทะนงตนว่าสำคัญนั้นยังมีสิ่งอื่นที่สำคัญกว่าตนอยู่มากมาย ข้าว น้ำ เสื้อผ้า อาหาร ลมหายใจ และยาแก้โรค ล้วนแต่สำคัญกว่าบุคคลนั้นทั้งสิ้น เพราะเขาต้องอาศัยมันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ขาดไม่ได้ แม้คนที่ได้ประสบความสำเร็จในการงานด้านใดด้านหนึ่งก็หาสำเร็จไปคนเดียวได้ไม่ ต้องอาศัยปัจจัยอื่นมากมายจาระไนไม่หมดสิ้น อย่าทะนงตนไปเลย

ในประการต่อมา พระศาสดาทรงประทานพระพุทธโธวาทมิให้ยินดีในถ้อยคำอันเป็นเหตุเถียงกัน เพราะถ้าเถียงกันก็มีเรื่องต้องพูดมาก เมื่อพูดมากก็เกิดความฟุ้งซ่าน...จิตจะห่างเหินจากสมาธิ

ภราดา ! มีคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องการเชิดชูตนด้วยการประทะคารมกับผู้อื่น ต้องการอวดฝีปากให้คนทั้งหลายชื่นชมว่าเป็นนักปราชญ์ มีปัญญามากหาผู้เสมอเหมือนมิได้ เจตนาเช่นนั้นนำไปสู่การทะเลาะวิวาท การทะเลาะวิวาทนำไปสู่การแตกสามัคคี การแตกสามัคคีนำไปสู่ความเสื่อมนานาประการ

บางประเทศ ต้องเสียบ้านเมืองให้แก่ข้าศึก เพราะคนในบ้านเมืองแตกสามัคคีกัน ข้อนี้มีตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมาย

วิธีหลีกเลี่ยงถ้อยคำอันเป็นเหตุให้เถียงกันก็คือ อย่าพูดจาเมื่อเวลาโกรธ และอย่ายึดมั่นทิฐิของตนมากเกินไป จนกลายเป็นคนหลงตัวเอง การกระทำด้วยความหลงตัวเอง มีแต่ความผิดพลาดเป็นเบื้องหน้า

ประการต่อมา ทรงโอวาทพระมหาโมคคัลลานะว่า ทรงสรรเสริญการอยู่ในเสนาสนะที่สงัด ไม่สรรเสริญการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์

บรรพชิตผู้บวชแล้ว มีเจตนาในการแสวงหาวิเวก เบื้องแรกต้องได้กายวิเวกก่อน จิตวิเวกคือความสงบทางจิตจึงจะเกิดขึ้น เมื่อความสงบจิตเกิดขึ้น อุปธิวิเวกคือความสงบกิเลสจึงจะตามมา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2551 , 08:15:19 น.] ( IP = 58.9.145.112 : : )


  สลักธรรม 4

ภราดา ! มีอาสวะมากมายเกิดขึ้น เพราะการคลุกคลีไม่ว่าฝ่ายบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ ทั้งนี้ท่านมิได้ห้ามไม่ให้ชุมนุมเมื่อมีกิจจำเป็น แต่เมื่อสิ้นธุระแล้วก็ควรจะอยู่อย่างสงบ เพื่อได้รู้จักตัวเองให้ดีขึ้น คนส่วนมากพยายามจะรู้จักคนอื่น วันหนึ่งๆ ให้เวลาล่วงไปด้วยการอยู่กับคนอื่น โอกาสที่จะอยู่กับตัวเองมีน้อย จึงรู้จักตัวเองน้อย ตราบใดที่บุคคลยังไม่รู้จักตัวเอง ยังไม่เข้าใจตัวเอง ตราบนั้นเขาจะพบความสุขภายในไม่ได้ และจะเข้าใจผู้อื่นไม่ได้ด้วย การอยู่อย่างสงบจึงเป็นพื้นฐานแห่งการไม่เบียดเบียน เพราะผู้มีใจสงบย่อมไม่คิดเบียดเบียน

เมื่อพระบรมศาสดาตรัสพระธรรมเทศนานี้จบลงแล้ว พระมหาโ มคคัลลานะทูลถามว่า ด้วยข้อปฏิบัติอย่างไร ภิกษุชื่อว่าน้อมไปแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จอย่างยิ่ง เกษมจากโยคธรรมอย่างยิ่ง
เป็นพรหมจารีบุคคลอย่างยิ่ง ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

พระศาสดาตรัสตอบว่า “โมคคัลลานะ ! ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ได้สดับว่า ธรรม ทั้งปวง อันใครๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ครั้นได้สดับดังนี้แล้ว เธอทราบธรรมทั้งปวงชัดด้วยปัญญายิ่ง ครั้นทราบธรรมทั้งปวงชัดอย่างนี้แล้ว ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง ครั้นกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงดังนี้แล้ว เธอได้ประสบเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นสุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง เมื่อเป็นดังนี้ เธอย่อมมีปัญญาในทางเบื่อหน่ายในทางดับ ในทางสละคืนซึ่งเวทนา (ความรู้สึกในอารมณ์) ทั้งปวง เมื่อเป็นดังนี้ ย่อมไม่ยึดมั่นสิ่งไรๆ ในโลก เมื่อไม่ยึดมั่นย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น เมื่อไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสได้เฉพาะตน และทราบชัดว่า ความเกิดสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นที่จะต้องทำเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว

ว่าโดยย่อข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้ และ ภิกษุชื่อว่าน้อมไปแล้ว ในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จอย่างยิ่ง เกษมจากโยคธรรมอย่างยิ่ง เป็นพรหมจารีบุคคลอย่างยิ่ง ถึงที่สุดอย่างยิ่ง ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2551 , 08:20:24 น.] ( IP = 58.9.145.112 : : )


  สลักธรรม 5

ภราดา ! พระพุทธโอวาทที่ว่า ธรรมทั้งปวง คือสิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันบุคคลไม่ควรยึดมั่นถือมั่นนั้น เป็นหัวใจสำคัญของพระพุทธศาสนา เป็นยอดแห่งธรรม อันเป็นไปเพื่อความดับทุกข์โดยไม่มีเชื้อเหลือ คือ ดับทุกข์โดยสิ้นเชิง (อนุปาทาปรินิพพาน)

สิ่งใดที่บุคคลเข้าไปยึดมั่นแล้วจะไม่ก่อให้เกิดทุกข์นั้นหามีไม่ แต่โลกนี้มีเหยื่อล่อเพื่อให้ผู้ไม่รู้เท่าทันติดอยู่ สยบอยู่ หมกมุ่นพัวพันอยู่ แล้วโลกก็นำทุกข์เจือลงไป แทรกซึมลงไว้ในสิ่งที่บุคคลติดอยู่ หมกมุ่นพัวพันอยู่นั่นเอง

โลกนี้พร่องอยู่เป็นนิตย์ ใครขวนขวายให้เต็มปรารถนาในอารมณ์ของโลก ก็เหมือนตักน้ำไปรดทะเลยทราย หรือเหมือนขนน้ำไปเทลงในมหาสมุทร เหนื่อยแรงเปล่า

ชาวโลก จึงมีความเร่าร้อนดิ้นรนเพื่อให้เต็มความปรารถนา แต่ก็หาสำเร็จไม่ ยิ่งดื่มอารมณ์โลก สุขเวทนาอย่างโลกๆก็ดูเหมือนจะเพิ่มความอยากให้มากขึ้น เหมือนดื่มน้ำเค็ม ยิ่งดื่มยิ่งกระหาย หรือเหมือนคนเกาแผลคัน ยิ่งเกายิ่งคัน ยิ่งคันยิ่งเกา วนเวียนอยู่อย่างนั้น สู้คนที่พยายามรักษาแผลให้หายแล้วไม่ต้องเกาไม่ได้ เป็นการดับที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง

พระมหาโมคคัลลานะฟังพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ปฏิบัติตามพระพุทโธวาท ได้สำเร็จพระอรหัตตผลในวันนั้น

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2551 , 08:24:54 น.] ( IP = 58.9.145.112 : : )


  สลักธรรม 6

ตอนนี้เป็นตอนที่อ่านแล้วเห็นภาพของการค่อยๆ สละโลกไปทีละนิดๆ เพราะเริ่มต้นด้วยเรื่องของมานานุสัย แล้วแสดงวิธีการลดมาะนะด้วยการพิจารณาให้เห็นว่าแต่ละสิ่งต่างก็มีคุณและความสำคัญ ส่วนตอนท้ายก็บอกให้สละความยึดถือนั้นไปไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีค่ามากหรือน้อยแค่ไหนก็ไม่ควรไปยึดมั่น

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่าน

โดย น้องกิ๊ฟ [15 ธ.ค. 2551 , 15:54:29 น.] ( IP = 125.27.170.27 : : )


  สลักธรรม 7


มาติดตามอ่านต่อค่ะ

ชอบที่เปรียบเทียบมานะว่าเหมือนดอกไม้ประดับเศียรซึ่งจะก้มลงมิได้กลัวดอกไม้หล่น ....ทำให้เห็นถึงภาพลักษณ์ของการอหังการอย่างชัดเจนเลยค่ะ

กราบขอบพระคุณพีเณรมากค่ะที่นำภาพของพระอริยเจ้าที่เป็นแบบอย่างที่ดีให้เดินตาม

....อนุโมทนาค่ะ...

โดย พี่ดา [15 ธ.ค. 2551 , 18:37:40 น.] ( IP = 124.121.174.169 : : )


  สลักธรรม 8

มาติดตามอ่านต่อค่ะ มีทั้งข้อปฏิบัติที่ควรเว้นและข้อที่ควรประพฤติเพื่อความหลุดพ้นสิ้นจากตัณหา

กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่ได้นำธรรมะมาฝากไว้

โดย เซิ่น [16 ธ.ค. 2551 , 13:59:53 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org