มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๒






ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๒
( วิปัสสนาเล่ม ๔ )
ของหลวงพ่อเสือ


สัมมาสมาธิในวิปัสสนาเป็นอย่างไร


ถึงเวลาแล้วที่เราจะตั้งหน้าหันเข้ามารักษาชีวิตของตนเองด้วยโอสถ คือธรรมะ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงวางรากฐานไว้ ๒ ทาง คือ สมถกรรมฐาน และ วิปัสสนากรรมฐาน

พระพุทธองค์ตรัสว่า ทุกข์เสมอด้วยขันธ์นั้นไม่มี ขันธ์คือ ชีวิตนั่นเอง ทุกข์เสมอด้วยการเกิดไม่มีเลย ที่เรามีทุกข์กันอยู่ทุกวันนี้ เช่น ไม่พอใจ เสียใจที่เขาว่าเรา ทำดีแล้วเขาไม่เห็นความดี ฯลฯ ทุกข์เล็กน้อยจริงๆ แต่ทุกข์จากการเกิดนี่เป็นบ่อเกิดของทุกข์อื่นๆแน่นอน

มีหนทางใดล่ะที่จะไม่เกิด พระพุทธองค์ทรงวางแนวทางการปฏิบัติไว้ ๒ ทาง เราจะต้องเห็นคุณค่าทั้ง ๒ ทาง และรู้จักว่าเราจะทำอย่างไรในหนทางทั้ง ๒ นั้น
ทางที่ ๑ คือ สมาธิ
ทางที่ ๒ คือ วิปัสสนา

สมาธิและวิปัสสนาต่างกันมากมาย
คำว่า สมาธิ แปลว่า สงบ
คำว่า วิปัสสนา แปลว่า ปัญญา

พระพุทธองค์ให้แนวทางดำเนินชีวิตไว้ ๒ ทาง แต่ตรัสว่ามีอยู่ทางเดียวเท่านั้นนะที่จะสู่มรรคผลนิพพาน คือ สิ้นสุดการเกิดได้ ได้แก่ การเจริญมหาสติปัฏฐาน ๔

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2551 , 21:06:38 น.] ( IP = 118.173.37.67 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ


  สลักธรรม 1



มาดูสมาธิก่อน

สมาธิคืออะไร
คือการที่จิตของเรากำหนดในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ได้แก่ความตั้งมั่นของจิต

สมาธิที่เราเห็นกันอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น ยุบหนอพองหนอ กำหนดลมหายใจเข้าออก กำหนดซ้ายย่างหนอขวาย่างหนอ ฯลฯ เรียกว่าสมาธิทั้งสิ้น หรือจับอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งมาเพ่ง ให้จิตเพ่งสิ่งนั้นไปจนเกิดนิมิตหมาย คือจิตตั้งมั่นในอารมณ์นั้น นั่นคือการทำลายความฟุ้งซ่าน ที่เรียกว่ากิเลสอย่างกลางออกไปเท่านั้นเอง แต่ยังไม่สามารถทำลายกิเลสอย่างละเอียดได้

สมาธิเป็นประโยชน์คือ ขณะใดที่จิตสงบ ไม่ซัดส่ายฟุ้งซ่าน ขณะนั้นบุญเกิด ทำแล้วได้บุญ

แต่เราจะต้องรู้ว่า สัมมาสมาธิที่พระพุทธองค์ทรงสอนนั้น สอนเพื่ออะไร ก็เพราะว่าจิตของคนเรานั้นดุจช้างตกมัน พร้อมที่จะแว่บไปโน่นแว่บไปนี่ ต้องได้เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รู้รส ได้สัมผัส ได้ถูกต้อง เราบังคับบัญชาจิตไม่ได้เลย มันนึกคิดเรื่อยไป มันซัดส่ายไม่สงบ

เมื่อจิตไม่สงบมันฟุ้งซ่าน ก็เหมือนกับจิตนั้นไร้อำนาจ พ่อจึงบอกว่า ที่พระพุทธองค์ทรงสอนให้ปฏิบัติสมาธิ ก็เพื่อให้จิตนั้นมีอำนาจกล้าแข็งขึ้นมา เคยเปรียบหลายครั้งแล้วว่า จิตนี้ก็เหมือนพระอาทิตย์ สาดส่องไปสุโขทัย ไปเชียงใหม่ ไปสตูล ไปสารพัดทั่วโลก ตากผ้าแห้งได้หมด ไม่ว่าตากที่ใด จังหวัดใด ประเทศใด ด้วยอำนาจของพระอาทิตย์ที่กระจัดกระจายไปทั่วนั้น มันอ่อนตัวเร็ว แต่ถ้าเราเอาเลนส์นูน เอาหัวไม้ขีดวางรับแสงอาทิตย์โดยตรง ให้แสงพระอาทิตย์ส่องมาตรงจุดโฟกัสในจุดๆเดียวเกิดพลัง ไฟจึงลุกขึ้นได้ ก็เปรียบเสมือนจิต

การสอนสมาธิของพระพุทธองค์ เน้นเพื่อฝึกฝนจิตให้มีอำนาจ เพื่อจะได้ไปชนะกิเลสเวลากิเลสเข้ามา จิตมันมีอำนาจรู้ว่า เวลาความโลภเกิดขึ้นมา จิตถูกฝึกไว้มีอำนาจแล้วจะเตือนตนเองว่า “อย่าเลย มันไม่ดี” ทุกวันนี้จิตเราไม่มีอำนาจพอ กิเลสมาจึงตามไปก่อน ทำสมาธิเพื่อฝึกจิตให้มีอำนาจกล้าแข็งไว้ต่อสู้กิเลส โลภะ โทสะ จะได้มีอำนาจข่มไว้ เพราะจิตเรามีอำนาจเหนือกว่า แค่นั้นเอง

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2551 , 21:15:31 น.] ( IP = 118.173.37.67 : : )


  สลักธรรม 2



แต่ไม่ได้สอนให้ทำเพื่อนั่งปุ๊บอยากไปสวรรค์ ก็พาทัวร์กันไป สมาธิทำแล้วไปสวรรค์ไม่ได้ คนจะไปสวรรค์ได้ต้องตายก่อน ถ้านั่งสมาธิไปสวรรค์ ส่วนมากจะไปเห็นสวรรค์อย่างรูปที่เขียนไว้ตามกำแพงโบสถ์ เทวดานางฟ้าไม่ใส่เสื้อ เทวดาใส่ชฎา เป็นแบบนี้

สมาธิที่ถูกต้องเรียกว่า สัมมาสมาธิ คือ การรวมพลังของจิตให้มีอำนาจอันกล้าแข็ง เพื่อจะได้ไปประหัตประหารกิเลสอีกครั้งหนึ่ง สมาธิเกิดขึ้นได้หลายลักษณะ คือ เดินก็ได้ เช่น เดินจงกรม นั่งก็ได้ นอนก็ได้ อ่านหนังสือก็ได้ ทำไมอ่านได้ เพราะมีสมาธิร่วมในการกระทำ ถ้าไม่มีสมาธิก็จะอ่านไม่ถูก เพราะความซัดส่ายเกิดขึ้น จิตไม่ได้ทำงานที่เดียว

ฉะนั้น การอ่านหนังสือ การดูทีวี การฟังเพลงแล้วร้องคลอไปด้วยได้จนจบ นั่นละสมาธิ แต่เป็นมิจฉาสมาธิ คือไม่ได้ทำให้เกิดประโยชน์

แต่ที่พระพุทธองค์ทรงสอนเป็นสัมมาสมาธิ หาอะไรอย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งเป็นของที่หยาบกว่า เช่น ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หรือกสิณ ดิน น้ำ ลม ไฟ เอามาเป็นที่ตั้ง จิตก็จะทำงานอยู่ที่จุดๆเดียว เพื่อให้จิตนั้นไม่ไปอยู่กับบาป แต่มาอยู่กับบุญแทน

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2551 , 21:19:44 น.] ( IP = 118.173.37.67 : : )


  สลักธรรม 3



สมาธิมี ๓ ระดับ ได้แก่

ขณิกสมาธิ คือ สงบเป็นขณะๆ

อุปจารสมาธิ คือ มีความสงบแนบแน่นขึ้น

อัปปนาสมาธิ คือ สงบจนนิ่งดิ่ง ไม่รับรู้ภาวะภายนอก

ต่อให้มีพลังทั้ง ๓ อย่างก็ไปมรรคผลนิพพานไม่ได้ เพราะว่าการทำสมาธินั้นยังมีกิเลสเข้าแฝงอยู่ ทำไมเราจึงอยากสงบ ความต้องการคือโลภะ โลภะเป็นตัวผลักดันให้เกิดการกระทำ เช่น เวลานั่งสมาธิเกิดเห็นแสงสว่างขึ้นมา จิตเกิดปีติ “ฉันชอบ” ชอบคืออะไร คือโลภะ เห็นไหมลูก หนีไม่พ้นอำนาจโลภะที่เข้ามาเป็นตัวปรุงแต่ง สมาธิจึงไม่สามารถประหัตประหารกิเลสออกไปได้ แต่ก็เป็นการกระทำบุญ จึงควรกระทำ

พระพุทธองค์ทรงสอนจุดสุดยอดว่า ให้มาปฏิบัติสายที่สอง คือ วิปัสสนากรรมฐาน ได้แก่ทำปัญญา เมื่อมีปัญญาแล้ว ปัญญาจะเปรียบเหมือนแสงสว่าง แสงสว่างนี่มีประโยชน์นะ ใครว่าแสงสว่างไม่มีประโยชน์ เวลาไฟดับทำไมต้องจุดเทียนกัน ทำไมต้องฉายไฟฉาย เพราะต้องอาศัยแสงสว่างตลอดเวลาจึงจะเห็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ ดังนั้น ปัญญาจึงเปรียบได้กับแสงสว่างที่สาดทอดเข้าไปสู่ชีวิตให้รู้ว่า

สุขที่เราติดอยู่นั่นมันมีจริงหรือ
ความสวย ความดี ที่เรายึดมั่นนั้นมีจริงหรือ
ความเที่ยง อารมณ์ต่างๆที่เรารู้สึกว่ามันเที่ยง เช่น โกรธตั้งนาน รักตั้งนานไม่ลืมเลือนเป็นอมตะ มีจริงหรือ
แล้วตัวฉัน ของๆฉันมันมีจริงหรือ

นี่คือปัญญา เมื่อเรามีปัญญาจะรู้ว่า
สุขก็ไม่มี
ดีก็ไม่มี
เที่ยงก็ไม่มี
ตัวเรา ของๆเราก็ไม่มี
เพราะว่าสิ่งที่เรารู้สึกอยู่ทุกวันนี้ เช่น ที่เราว่าสุข สุขนั้นก็พ่วงไปด้วยความวิปลาส คือ สุขวิปลาส เราชอบสีแดง เมื่อเราได้ของสีแดง เราก็บอกว่ามีความสุข ถ้ามันเป็นสุขจริง โลกนี้ทั้งโลก คนทุกคนต้องชอบสีแดงเหมือนกันหมด นั่นคือความอุปาทานของแต่ละบุคคลเอง ไม่เช่นนั้นจะมีคำว่าซาดิสม์ทำไม บางคนชอบถูกด่าแล้วมีความสุข บางคนชอบชมแล้วมีความสุข เห็นไหมลูก มันเป็นสุขชั่วคราว

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2551 , 21:27:02 น.] ( IP = 118.173.37.67 : : )


  สลักธรรม 4



เราถูกชมว่าวันนี้แต่งตัวสวย เพราะเรามีหู มีช่องว่างระหว่างหู มีเสียงเข้ามากระทบ และมีความตั้งใจฟัง ผัสสะมันกระทบกัน ระหว่างอายตนะภายในกับอายตนะภายนอก เรามีสัญญาวิปลาส ตีเข้าไปเลยว่าเขาชมฉัน สุขเกิดขึ้นมาชั่วคราว ให้เขาพูดว่า สวย ๆๆๆๆ ตลอด เดี๋ยวสุขนั้นก็กลายเป็นทุกข์ทันที เอ้า คู่นี้ยืนขึ้น ( หลวงพ่อเรียกสามีภรรยาคู่หนึ่ง ซึ่งมาเรียนธรรมะด้วยกันเป็นประจำให้ตอบคำถาม )

ถาม แต่งงานมากี่ปีแล้ว

ตอบ ๑๔ ปี

ถาม มีลูกกี่คน

ตอบ มีคนเดียว

ถาม อายุเท่าไร

ตอบ ๑๑ ขวบ

ถาม ถามจริงๆนะพ่อคุณ แม่คุณ พ.ศ. ๒๕๓๑ นี่ เคยบอกว่า “ฉันรักเธอ” ไหม

ตอบ ไม่เคย

ถาม ตอนปีใหม่นี่เห็นเขามีอะไรใหม่ไหม หรือยังเหมือนเดิม

ตอบ ก็เหมือนเดิม

แต่ตอนก่อนที่จะแต่งงาน ดูแล้วน่ารักไปหมด ลองดูนะ อะไรที่เราบอกว่าเราสุข แล้วเราทำจำเจซ้ำๆซากๆ จะเป็นทุกข์ทันที เพราะจิตเราไม่ชอบความจำเจ เอ้า ลองพูดว่า “ฉันรักคุณ” ๒๐ คำซิลูก ทั้ง ๒ คน
( ทั้งสามีภรรยาพูดคำว่า “ฉันรักคุณ” ตามที่หลวงพ่อสั่ง )

ถามจริงๆเถิด ในขณะที่พูดว่า “ฉันรักคุณ” ใจรักไปด้วยไหม เปล่าเลย ( ทั้งผู้พูดและผู้ฟังทั้งหมดหัวเราะ ) นั่งลง เห็นไหมลูก เราไม่เคยมองความจริง เราจึงอยากให้เขารัก แล้วคนเราเป็นอย่างนี้
ชอบถามกันนัก “เธอรักฉันไหม”
พอเขาบอกว่ารัก กลับพูดว่า “ฉันไม่เชื่อเธอหรอก”
แล้วถามทำไม พอเขาบอกว่าเกลียดก็ “พี่นะ ไม่น่าเป็นแบบนี้เลย”

รักก็ไม่เอา เกลียดก็ไม่เอา แล้วจะเอาอะไร เขาเรียกว่าซ้ายก็ไม่เอา ขวาก็ไม่เอา อะไรก็แล้วแต่จำเจ ซ้ำๆซากๆ มันน่าเบื่อหน่าย แต่เพราะว่า พอเราเกิดความจำเจ เรารีบเปลี่ยนแล้ว โดยไม่รู้ว่าเหตุมันเป็นเพราะอะไร เห็นไหมลูก ชีวิตเป็นอย่างนี้ มันตกอยู่ภายใต้ความจำเจ แต่เพราะเราไม่เห็นความจริง มันมีโมหะปิดบัง

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2551 , 21:36:19 น.] ( IP = 118.173.37.67 : : )


  สลักธรรม 5



อีกอย่างหนึ่ง เรานึกว่าเขาเป็นของเรา ฉันรักเขา รักเขามาก ลองซิลูก ยืนขึ้นทั้งคู่ ตอบตามความเป็นจริง ไม่ใช่ว่าเอามโนธรรมที่เรียนธรรมะแล้วมาตอบ ถามจริงๆ ขอโทษนะลูกนะ ถ้าได้ข่าวว่าภรรยาที่เราเคยรักนอกใจเปลี่ยนแปลงไปกับชายอื่น ทนไหวไหม สามีตอบว่าทนไม่ไหว จะอยู่ด้วยอีกต่อไปไหม ตอบว่าไม่อยู่ นี่ของจริง เพราะอะไร ขณะนี้เขายังดีกับฉันอยู่ เขายังไม่ได้ทำอะไรให้ฉันโกรธ ยังไม่ทำให้เกิดความไม่พอใจ

ความจริงแล้วเราไม่เคยรักใครเลย เรารักตัวเอง เราต่างคนต่างรักตัวเอง ที่เรายอมรับเขามาเป็นที่รัก ก็เพราะว่าเขามีประโยชน์กับฉัน แม่บ้านทำกับข้าวให้ฉัน เมื่อไรพอกลับไป แม่บ้านนอนดูทีวี หากินเอาเองซิ เมื่อนั้นพ่อบ้านหาใหม่แน่

และเมื่อไรก็แล้วแต่พอพ่อบ้านเงินเดือนออกปุ๊บ ไม่มีเหลือกลับมาเลย รับรองแม่บ้านหาใหม่แน่ ไม่อยู่ด้วย เห็นไหมลูก เรามาพูดความจริงดีกว่า จะได้ยอมรับชีวิต

การกระทำชีวิตให้มีปัญญาจะรู้ว่า สิ่งที่เราหลงยึดมั่นว่ามันเป็นสุข มันเป็นทุกข์ แท้ที่จริงมันเป็นของชั่วคราว ยึดมั่นไม่ได้ การกระทำปัญญาเท่านั้น จึงทำให้เราคลายออกจากความยึดมั่น

และพระพุทธองค์ตรัสว่า การที่คลายจากความยึดมั่นแล้ว เพื่อพ้นทุกข์คือสิ้นสุดการเกิดนั้นเป็น มัชฌิมาปฏิปทา เรียกว่า ทางสายกลาง ได้แก่การทำจิตให้สงบ แล้วมีปัญญา จิตสงบเพื่อให้สงบต่อปัจจุบัน นั่นคือ เอาสมาธิ + วิปัสสนา เป็นเส้นกลาง หมายถึงการตั้งมั่นในอารมณ์ แล้วตัดสินด้วยปัญญา สมาธิกับวิปัสสนาต่างกันก็จริง แต่ถ้าเอามาใช้อย่างรู้หลัก จะเป็นอย่างเดียวกัน ถูกไหม

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [15 ธ.ค. 2551 , 21:41:38 น.] ( IP = 118.173.37.67 : : )


  สลักธรรม 6



ฝึกไว้ลูก สมาธิ ก่อนทำสมาธิเราตั้งใจ อย่าไปตั้งใจว่าอยากเห็นเทวดา นั่งสมาธิอยากเห็นหวย นั่นมิจฉาสมาธิ นั่งไปเดี๋ยวตัวเลขเกิด หลับตาเพื่อต้องการอย่างนั้น หลับไปเลยดีกว่า ได้พักผ่อน

แต่ถ้าหลับตาเพื่อจะให้จิตสงบ ทำไว้เถิดลูก ทำทุกคืนก่อนนอนวันละ ๑๐ นาที ตั้งเจตนาเลยว่าขณะนี้ฉันจะทำสมาธิ เพื่อฝึกจิตให้มีอำนาจ พอตื่นเช้าขึ้นมารู้สึกตัวด้วยวิปัสสนา อะไรตื่น จิตมันตื่น นามตื่น
ก่อนนอนสมาธิ ตื่นนอนวิปัสสนา
ก่อนนอนสมาธิ ตื่นนอนวิปัสสนา ฯลฯ
เมื่อมันรวมพลังกันได้ แล้วเกิดผลเร็วขึ้น

ทั้งสมาธิและวิปัสสนานี้ ผู้ที่จะทำได้ต้องมีศีลเป็นฐาน เพราะถ้าเผื่อเราไปขโมยใครมา มานั่ง มันไม่สงบแล้ว เราไปลักทรัพย์เขามาแล้วจะให้มีปัญญา มีไม่ได้ ต้องหาทางหนี เพราะฉะนั้น ศีลต้องทำอยู่ทุกวัน รักษาศีลก็เสมือนอาภรณ์
รักษาศีล ๓ ข้อ ก็เหมือนกับการใส่เสื้อขาดนิดหน่อย ใส่ไว้ดีกว่าแก้ผ้าเป็นชีเปลือย ถ้าไม่รักษาศีลเลยก็เหมือนชีเปลือย

วันนี้ขณะนี้เช่นพระกำลังให้ศีลอยู่ ....สุราเมรย....เอามือลง ข้อนี้รับไม่ได้ อย่างนี้ขาดทุน ขณะนี้ตรงนี้ ลูกมีขวดเหล้าไหม ไม่มี แล้วเอามือลงทำไม พระให้ศีลตรงนี้ ตรงนี้ไม่ได้ถือขวดเหล้า ไม่ได้ดื่มเหล้า ก็ตั้งใจตรงนี้ ขณะนี้ลูกจะไม่ดื่มสุรายาเมา ตรงนี้ได้ศีลแล้ว เมื่อออกไปดื่ม ขณะดื่มนั่นเป็นบาป ขณะรู้นั่นผิดศีล ขณะนี้เป็นบุญแล้วทำไมจึงไม่รับ

ส่วนมากพอพระให้ศีล ...มุสาวาทา ฉันรับศีลข้อนี้ไม่ได้ ฉันก็พูดปด แล้วขณะนี้ลูกมีโอกาสพูดปดไหม แล้วทำไมไม่รับ รับไป ได้บ้างดีกว่าไม่ได้เลย บุญบาปมันไม่ได้เกิดเป็นวันๆ มันเกิดเป็นขณะๆ ขณะนี้ไม่ได้โกหก ขณะนี้ได้บุญมีศีลรักษาตัว ขณะที่โกหก ขณะนั้นบาปอยู่ที่ตัว

เราตั้งใจสมาทานรับไปแล้ว ถึงจะผิดไป ใครบ้างอยากจะทำตนเองผิด ถามตัวเอง ถามพวกโจร ใครบ้างอยากจะเป็นโจร ไม่มี ใครบ้างอยากจะติดคุก ไม่มี เพราะขาดสติ ตกอยู่ในความประมาท ฉะนั้น เรารับไปก่อน แล้วเราก็มาฝึกสติตาม ควบคุมทีหลัง จึงจะได้ทั้งศีลและสมาธิ สัมมาสมาธิจะเปิดทางให้แก่ปัญญาต่อไป

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ธัญธร เสือพิทักษ์ [15 ธ.ค. 2551 , 21:51:13 น.] ( IP = 118.173.37.67 : : )


  สลักธรรม 7

ก่อนหน้านี้ไปอ่านเรื่องความหลังมาแล้วก็มาอ่านเรื่องนี้ต่อ ช่างเข้ากันได้ดีเลยค่ะ ให้ความต่อเนื่องที่นำไปสู่การปฏิบัติที่พ้นจากความสุขชั่วคราวแม้จะเป็นความนำในตอนแรกของหนังสือก็ตาม

ขอบพระคุณมากนะคะที่ตั้งใจพิมพ์มาเผยแพร่เป็นธรรมทาน อนุโมทนาค่ะพี่ธัญญร ...ขยันในกุศลจังเลยค่ะ สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [16 ธ.ค. 2551 , 12:42:26 น.] ( IP = 125.27.179.122 : : )


  สลักธรรม 8


อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [18 ธ.ค. 2551 , 10:16:18 น.] ( IP = 124.121.172.64 : : )

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org