มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้สละโลก (๔)




ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ


ตอนที่ผ่านมา

๔. ปลดแอก

ฝ่ายพระสารีบุตร เมื่อบวชแล้วได้กึ่งเดือน พักอยู่กับพระศาสดา ณ ถ้ำสุกรขาตา บนภูเขาคิชฌกูฏ เขตเมืองราชคฤห์นั่นเอง ปริพพาชกผู้หนึ่งชื่อทีฆนขะอัคคิเวสสนโคตร ผู้เป็นหลานของพระสารีบุตร เที่ยวเดินตามหาลุงของตน มาพบพระสารีบุตรกำลังอยู่ถวายงานพัดพระศาสดาอยู่เกิดความไม่พอใจ จึงกล่าวขึ้นว่า

“พระโคดม ! ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่พอใจหมด”

ภราดา ! คำกล่าวทำนองนี้ เป็นการกล่าวกระทบ เป็นเชิงว่าเขาไม่พอใจพระศาสดาผู้ให้พระสารีบุตรลุงของเขาบวช เพราะพระศาสนาก็รวมอยู่ในคำว่า “สิ่งทั้งปวง”

พระผู้มีพระภาคผู้ทรงอนาวรณญาณ ทรงแตกฉานในถ้อยคำภาษา และความหมาย ตรัสตอบว่า

“อัคคิเวสสนะ ถ้าอย่างนั้น ความเห็นอย่างนั้นก็ไม่ควรแก่ท่าน ท่านควรจะไม่ชอบความเห็นอย่างนั้นเสียด้วย”

พระดำรัสตอบของพระศาสดานั้นเรียกว่า “ถึงใจ” เป็นอย่างยิ่ง ทีฆนขะไม่รู้จะตอบโต้ประการใด จึงก้มหน้านิ่งอยู่

พระตถาคตเจ้าจึงตรัสต่อไปว่า...“อัคคิเวสสนะ ! สมณพราหมณ์พวกหนึ่งมีทิฐิว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่เรา เราไม่ชอบใจหมด พวกหนึ่งมีทิฐิว่า สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา เราชอบใจหมด พวกหนึ่งมีทิฐิว่าบางสิ่งควรแก่เรา เราชอบใจ บางสิ่งไม่ควรแก่เรา เราไม่ชอบใจ

“อัคคิเวสสนะ ! ทิฐิของสมณ พราหมณ์พวกแรกเอียงไปทางความเกลียดชังสิ่งทั้งปวง ทิฐิของสมณพราหมณ์พวกที่สองเอียงไปทางกำหนัดรักใคร่สิ่งทั้งปวง ทิฐิของสมณพราหมณ์พวกที่สาม เอียงไปในทางกำหนัดยินดีบางสิ่งและเกลียดชังบางสิ่ง ผู้รู้พิจารณาเห็นว่า ถ้าเราถือมั่นทิฐินั้นอย่างหนึ่งอย่างใดกล่าวว่าสิ่งนี้แลจริง สิ่งอื่นหาจริงไม่ ก็ต้องถือผิดจากคนสองพวกที่มีทิฐิไม่เหมือนตน ครั้นถือผิดกันขึ้น การวิวาทเถียงกันก็มีขึ้น ครั้นวิวาทกันมีขึ้น การพิฆาตมาดหมายก็มีขึ้น เมื่อความพิฆาตมีขึ้น การเบียดเบียนกันก็มีขึ้น ผู้รู้เห็นอย่างนี้แล้วย่อมละทิฐินั้นเสียด้วย ไม่ทำทิฐิอื่นให้เกิดขึ้นด้วย”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 ธ.ค. 2551 , 08:12:08 น.] ( IP = 58.9.146.137 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

ครั้นแล้วทรงแสดงอุบายแห่งการละความยึดมั่นถือมั่นว่า

“อัคคิเวสสนะ กายนี้เป็นของประชุมลงแห่งดิน น้ำ ลม ไฟ มีมารดา บิดาเป็นแดนเกิด เจริญขึ้นเพราะข้าวสุกและขนมนมเนย ต้องอบต้องอาบเพื่อกันกลิ่นเหม็น ต้องขัดสีมลทินอยู่เป็นนิตย์ มีความแตกกระจัดกระจายเป็นธรรมดา ผู้มีจักษุควรพิจารณาเห็นกายนี้ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ทนได้ยาก เป็นโรคเป็นดังหัวฝี เป็นดังลูกศร เพราะความยากลำบาก ชำรุดทรุดโทรม เป็นของว่างเปล่า ไม่ใช่ตัวตน เมื่อพิจารณาเห็นอย่างนี้ ย่อมละความพอใจรักใคร่ ความกระวนกระวายในกายเสียได้”

“ดูก่อน ท่านผู้แสวงสัจจะ ! ตลอดชีวิตของมนุษย์ มีอะไรเล่าจะเป็นภาระหนักยิ่งไปกว่าการต้องประคับประคองกายให้อยู่รอดให้เป็นไปได้ มนุษย์ต้องเหน็ดเหนื่อย ต้องทนทุกข์ทรมานเหลือเกินเพื่อกายนี้ เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของกายนี้ มันเหมือนแผลใหม่ที่ต้องประคบประหงม ต้องใส่ยาทาพอกกันเนืองนิตย์...

พระศาสดาจึงตรัสว่า “ไม่มีความทุกข์ใดเสมอด้วยการบริหารขันธ์” ทั้งๆ ที่เป็นดังนี้ มนุษย์ทั้งหลายก็ยังพอใจในกายนี้ เห็นกายนี้เป็นของสวยของงามน่าอภิรมย์ชมชื่น ยื้อแย่งฆ่าฟันกันเพราะเหตุแห่งกายนี้ ต้องร้องไห้คร่ำครวญถึงกายอันเป็นดังหัวฝี เป็นดังแผลใหม่นี้ เพราะติดใจในความสวยงาม เข้าใจว่าจะให้ความสุขแก่ตนได้

อันที่จริงกายนี้มีน้ำเลือดน้ำเหลืองไหลเยิ้มอยู่ทั่วไป มีกระดูกเป็นโครง มีเส้นอันเป็นเครื่องรึงรัด มีเนื้อเป็นเครื่องพอก และมีหนังบางๆ ปกปิดห่อหุ้มสิ่งปฏิกูลทั้งหลายพรางตาไว้ จึงปรากฏแก่คนทั้งหลาย ผู้มองอย่างผิวเผินว่าเป็นของสวยงาม น่าลูบคลำสัมผัส แต่อันที่แท้แล้ว ความสวยงามสิ้นสุดแค่ผิวหนังเท่านั้นเอง ถ้าลอกเอาผิวหนังออกแล้ว คนที่รักกันเหมือนจะกลืนกินคงวิ่งหนีเป็นแน่

อนึ่ง “ผิวหนังที่ว่าสวยนั่นเองก็เปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นและเหงื่อไคล ต้องคอยชำระขัดสีอยู่เนืองนิตย์ เว้นการชำระล้างและขัดสีแม้เพียงวันเดียวก็มีกลิ่นสาบเหม็น เป็นที่รังเกียจแหนงหน่าย แม้แห่งเจ้าของกายนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสสอนให้พวกเราพิจารณาเนืองๆ ซึ่งกายคตาสติภาวนา คือการคำนึงถึงกายนี้ว่า ไม่งาม โสโครก เป็นที่ตั้งลงและไหลออกแห่งสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 ธ.ค. 2551 , 08:16:43 น.] ( IP = 58.9.146.137 : : )


  สลักธรรม 2

“ดูก่อนอัคคิเวสสนะ” พระศาสดาตรัสต่อไป “อนึ่ง เวทนา ๓ อย่างคือ สุข ทุกข์ อุเบกขา เมื่อใดบุคคลเสวยสุข เมื่อนั้น เขาไม่ได้เสวยทุกข์และอุเบกขา เมื่อใดเสวยทุกข์ เมื่อนั้นไม่ได้เสวยสุขและอุเบกขา สุข ทุกข์ อุเบกขาทั้ง ๓ อย่างไม่เที่ยง ปัจจัยปรุงแต่ง เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไป เป็นธรรมดา สาวกของพระอริยะฟังดังนี้แล้ว เมื่อเห็นตามอย่างนี้ย่อมเบื่อหน่ายทั้งในสุขทุกข์ อุเบกขา

เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัด เมื่อคลายกำหนัดจิตย่อมหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่น เมื่อพ้นแล้วก็เกิดญาณรู้ว่าพ้นแล้ว อริยสาวกนั้น รู้ชัดว่าความเกิดสิ้นแล้ว...ผู้พ้นแล้วอย่างนี้ ย่อมไม่วิวาทเถียงกับผู้ใดด้วยทิฐิของตน โวหารใดเขาพูดกันอยู่ในโลกก็พูดตามโวหารนั้น แต่ไม่ถือมั่นด้วยทิฐิ”

ท่านผู้แสวงสัจจะ ! คนส่วนมาก เมื่อความทุกข์เกิดขึ้น หรือได้ประสบทุกข์ ก็สำคัญมั่นหมายว่า ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้วแก่เรานี้ เป็นของเที่ยงยั่งยืน จึงมีความทุกข์มากขึ้น เพราะกลัวว่าความทุกข์อย่างนั้น จะสถิตอยู่ในใจของตนตลอดไป จึงตีโพยตีพายพร่ำเพ้อรำพัน ส่วนคนที่สบสุขเล่าก็เพลินในความสุขด้วยสำคัญ มั่นหมายว่า สุขที่เกิดแก่เรานี้เป็นของเที่ยง ยั่งยืน จึงติดสุข พอสุขแปรปรวนก็เกิดทุกข์ขึ้น เหมือนคนเห็นเงาดวงจันทร์ในขันน้ำ จึงคว้าเอา ก็คว้าถูกขันน้ำนั่นเอง หาถูกดวงจันทร์ไม่

ภราดาเอย ! อันที่จริงแล้ว ทั้งสุขและทุกข์เป็นของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย และแปรปรวนไปเพราะการแปรแห่งเหตุ ดับไปเพราะการดับแห่งเหตุ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 ธ.ค. 2551 , 08:21:14 น.] ( IP = 58.9.146.137 : : )


  สลักธรรม 3

ขณะนั้น พระสารีบุตรนั่งถวายงานพัดอยู่เบื้องพระปฤษฏางค์แห่งพระศาสดา ได้ฟังพระพุทธดำรังที่ตรัสแก่ทีฆนขปริพพาชก พลางดำริว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสให้ละความยึดมั่นถือมั่น ธรรมทั้งหลายมีทิฐิ และเวทนาเป็นต้น เมื่อท่านพิจารณาไปตามกระแสพระธรรมเทศนาด้วยโยนิโสมนสิการ จิตก็พ้นจากอาสวะไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน

ส่วนทีฆนขปริพพาชกนั้น ได้ดวงตาเห็นธรรม สิ้นความเคลือบแคลงสงสัยในพระพุทธศาสนา ทูลสรรเสริญพระธรรมเทศนาของพระศาสดาว่าเหมือนหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง
ส่องประทีปในที่มืดให้ผู้มีจักษุได้เห็นรูป
แลแล้วแสดงตนเป็นอุบาสกถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึกตลอดชีวิต

บัดนี้พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะได้สำเร็จอรหัตตผลเป็นพระอริยบุคคลขั้นสูงสุด ในพระพุทธศาสนาแล้ว ได้ย่ำยีความเมาทั้งปวงแล้ว ได้นำความกระหายทั้งปวงออกแล้ว ถอนอาลัยทั้งปวงออกได้แล้ว ตัดวัฏฏะได้แล้ว สิ้นตัณหาแล้ว สำรอกราคะได้แล้ว ดับกิเลสทั้งปวงได้สนิทแล้ว

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 ธ.ค. 2551 , 08:24:14 น.] ( IP = 58.9.146.137 : : )


  สลักธรรม 4

อันว่า ภาวะแห่งอรหัตตผลนั้น ทำให้จิตลบเสียได้ ซึ่งสมมติบัญญัติทั้งปวงที่เคยติดใจมานาน เพราะจิตได้หลุดพ้นจากความยึดมั่นในสมมติบัญญัติใดๆ แล้ว คงเรียกสิ่งนั้นสิ่งนี้ตามสมมติโวหารของโลก แต่ไม่ติด ไม่มีอาลัยในสิ่งนั้นๆ

ผู้บรรลุแล้วซึ่งนิพพานนั้น เนื่องจากดับเหตุแห่งทุกข์ได้แล้วโดยสิ้นเชิง ความทุกข์จึงไม่เกิดขึ้น มีแต่ความสุขล้วนๆ เป็นสุขที่ไม่เจือด้วยอามิส คือเหยื่อของโลก แต่เป็นสุขและปราโมช ซึ่งเกิดจากธรรม มีความเย็นฉ่ำในดวงจิต เพราะไม่ถูกกิเลสเผาลนให้เร่าร้อน กระแสดวงจิตของท่านไม่มีความเศร้าหมอง หรือความชั่วหลงเหลือเจือปนอยู่เลย ความกระเสือกกระสนกระวนกระวายแห่งดวงจิตได้ดับลงสิ้นสุดลงตรงนิพพานนี้

และตรงนี้เองที่ความไข้ทางจิตได้ถูกเยียวยาให้หายขาด ไม่กำเริบขึ้นอีก ความระหกระเหินแห่งชีวิตในสังสารวัฏก็สิ้นสุดลงตรงนี้ และตรงนี้เองที่ให้ความมั่นใจ ความสงบราบเรียบ ความชื่นสุขอันละเอียดอ่อน ละมุนละไม ความบริสุทธิ์และความสดชื่นที่แท้จริงแก่ชีวิต

โลกียสุข เหมือนสุขของคนไข้ที่ได้กินของแสลง มันให้สุขนิดหน่อยขณะกินเพื่อจะได้ทุกข์มากขึ้นและยืดเยื้อออกไป เมื่อมองดูด้วยปัญญาจักษุแล้ว โลกียสุขจึงเป็นของน่ากลัว น่าหวาดหวั่นระแวง ไม่น่าไว้ใจ เต็มไปด้วยภัย เจือไปด้วยโทษทุกข์นานาประการ แต่ที่คนทั้งหลายชอบก็เพราะเป็นความสุขที่หาได้ง่าย และเพราะความไข้หรือความกระหายทางจิตผลักดันให้แสวงหา

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 ธ.ค. 2551 , 08:28:04 น.] ( IP = 58.9.146.137 : : )


  สลักธรรม 5

ดูก่อนผู้แสวงสัจจะ ! ท่านเห็นเรื่องต่อไปนี้เป็นอย่างไร – ควรชื่นชม หรือควรเศร้าสสด?

คนผู้หนี่งถูกผลักดันให้ดั้นด้นเข้าไปในป่ารก มันระดะไปด้วยเรียวหนามและทางอันขรุขระ ขณะที่กำลังเหนื่อยจวนจะหมดกำลังอยู่นั้น เขาเผชิญหน้ากับช้างป่าที่ดุร้าย เขาออกวิ่งหนีด้วยความตกใจกลัว มาเจอสระใหญ่ซึ่งมีลักษณะคล้ายทะเลสาบน้อยๆ ในป่าลึก เขากระโดดลงไปในทะเลสาบน้อยๆ นั้น เขาคิดว่าคงพ้นอันตราย แต่ทันใดนั้นจระเข้ก็ปรากฏขึ้น เขากระโดดขึ้นจากน้ำ รีบหนีขึ้นต้นไม้ใหญ่ ได้พบรวงผึ้งซึ่งมีน้ำผึ้งหยดลงมาเป็นครั้งคราว เขากำลังจะอ้าปากรองรับหยดน้ำผึ้ง ก็บังเอิญเหลียวไปเห็นงูใหญ่สองตัวชูคอแผ่พังพาน มองมายังเขาอย่างปองร้าย เขาตกใจจะวิ่งหนี แต่ด้วยความกระหายอยากในรสน้ำผึ้ง จึงยอมเสี่ยงชีวิตอ้าปากรองรับหยดน้ำผึ้งท่ามกลางอสรพิษทั้งสอง เขาดื่มน้ำผึ้งด้วยกายและใจที่ประหวั่นพรั่นพรึง

ดูก่อนผู้แสวงสัจจะ ! น้ำผึ้งท่ามกลางปากอสรพิษทั้งสองฉันใด โลกียสุขก็ฉันนั้น มันอยู่ระหว่างอันตรายนานาประการ ความตายเหมือนช้างใหญ่ที่ดักหน้าคนทุกคนอยู่ ทะเลสาบหรือป่าใหญ่อันชุกชุมด้วยสัตว์ร้ายคือสังสารวัฏ ภพอันเป็นที่เวียนว่ายตายเกิดของสัตว์ทั้งหลายผู้มีกิเลสยังไม่สิ้น อสรพิษคืออันตรายรอบด้านแห่งผู้ซึ่งติดพันอยู่ในโลกียสุข น้ำผึ้งระหว่างปากงูคือโลกียสุขนั่นเอง โลกียสุข ! น้ำผึ้งระหว่างปากงู !

บางคราวพระศาสดาตรัสเปรียบโลกียสุขเหมือนน้ำผึ้ง ซึ่งฉาบไล้อยู่ที่ปลายศัสตราอันแหลมคม ผู้ลิ้มเลียโดยไม่ระวังย่อมถูกคมศัสตรา บาดปากบาดลิ้นอย่างแน่นอน มันเป็นภาวะที่น่าหวาดเสียว น่าสะพรึงกลัวมิใช่หรือ ?

ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความโศกเศร้าเสียใจ พิไรรำพัน ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ ความต้องพลัดพรากจากสิ่งของบุคคลอันเป็นที่รัก ความต้องประสบกับสิ่งและบุคคลอันไม่เป็นที่รัก ความไม่ได้อย่างใจหวัง เหล่านี้มีประจำอยู่ในมวลมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย มันมิใช่โทษแห่งความติดพันในโลกียสุขดอกหรือ ? มันมิใช่ภัยในสังสารวัฏดอกหรือ ?

แต่ในนิพพานไม่มีโทษเหล่านี้ ไม่มีภัยเหล่านี้ นิพพานเป็นโลกุตรสุข = สุขที่อยู่เหนือโลก ไม่เกี่ยวกับโลก เป็นความสุขที่เกษมปลอดภัย สงบเยือกเย็นชื่นฉ่ำเกินเปรียบ

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 ธ.ค. 2551 , 08:33:06 น.] ( IP = 58.9.146.137 : : )


  สลักธรรม 6

บัดนี้ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะได้ถึงแล้วซึ่งสุขนี้ ท่านรู้สึกเสมือนได้ถอนตนขึ้นจากหล่มเลน เหมือนได้ก้าวขึ้นจากกองถ่านเพลิง เหมือนเคยหลงป่าอันเต็มไปด้วยอันตราย แล้วออกจากป่าได้ดำรงอยู่ในแดนที่ปลอดภัย เชื่อแล้วที่พระบรมศาสดาตรัสว่า “พระนิพพานคือการกำจัดกิเลสเสียได้นั้นเป็นบรมสุข”

แอก คู่อันทารุณของวัฏฏะซึ่งครอบใจของส่ำสัตว์ และครูดสี ให้ชอกช้ำระบบเสมือนแอกคู่บนคอโคตัวที่เดินเวียนอยู่ในทุ่งกว้าง บัดนี้ได้ถูกปลดออกแล้ว

อะไรเล่าคือแอกคู่นั้น ? มันคือความเป็นคู่แห่งโลกียธรรม ซึ่งครอบงำจิตใจของโลกียชนอยู่ เช่น
ลาภ เลื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุขและทุกข์ ความสมหวัง ผิดหวัง เป็นต้น ตราบใดที่บุคคลยังตกอยู่ภายใต้การครอบงำของความเป็นคู่แห่งโลกียธรรมนี้ ตราบนั้นดวงจิตของเขาจะพบกัน ความสงบสุขที่แท้จริงไม่ได้ ดวงจิตของเขาจะไม่ได้รับอิสรเสรี เขาจะต้องมีดวงใจที่ชอกช้ำระบบ เดินวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏภายใต้การครูดสีของโลกียธรรมเฉกเช่นโคคู่เดินวนเวียนอยู่ในทุ่งกว้าง พร้อมกับการครูดสีของแอกบนคอ

โคที่ได้รับการปลดแอกแล้วย่อมมีเสรีภาพ เบาสบาย ท่องเที่ยวไปในที่โคจรได้ตามใจปรารถนาฉันใด บุคคลผู้ปลดแอกคือโลกียธรรมนี้ออกจากใจของตนได้แล้วฉันนั้น ย่อมได้รับเสรีภาพทางจิตอันหาขอบเขตมิได้ มีความสุขสงบอย่างลึกล้ำแจ่มใสเบิกบานสุดประมาณ แม้ร่างกายจะยังอยู่ในโลก แต่ใจของเขาอยู่เหนือโลก เป็นโลกุตตรจิต คือจิตที่ถอนออกจากอารมณ์ของโลกได้แล้ว สงบนิ่งไม่ขึ้นลง อันโลกียารมณ์จะทำให้หวั่นไหวมิได้ เสมือน สิงโต ราชาแห่งสัตว์มิได้สะดุ้งหวั่นไหวด้วยเสียงแห่งสัตว์ไพร

ท่านไม่ติดในลาภ ยศ นินทา และสรรเสริญ เสมือนลมไม่ติดตาข่าย ใบและดอกของปทุมชาติไม่ติดน้ำ ดำรงตนอยู่ในโลกอย่างอิสรเสรีอย่างแท้จริง อันอะไรๆ ครอบงำมิได้ ช่างน่าปรารถนาอะไรเช่นนั้น ! อา อรหัตตผล ยอดแห่งคุณธรรมของเทวาดาและมนุษย์

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [16 ธ.ค. 2551 , 08:38:56 น.] ( IP = 58.9.146.137 : : )


  สลักธรรม 7


อ่านเรื่องปลดแอกวันนี้ เห็นความน่ากลัวของสังสารวัฏฏ์อย่างชัดเจนจากอุปมาที่ท่านยกขึ้นมาเปรียบเทียบให้เห็น พวกเราต่างอยู่แวดล้อมไปด้วยอสรพิษ ไม่ว่าจะหนีไปทางไหน ก็ต้องเผชิญกับช้างป่า ซึ่งก็คือความตายนั่นเอง

และทำให้รู้สึกถึงความโล่งแจ้งแก่ใจ เมื่อสามารถหลุดพ้นจากป่ารกชัฏที่ชุกชุมด้วยอสรพิษเหล่านั้นได้

ทำให้เกิดความรู้สึกว่า อยากปลดแอกเหล่านั้นออกเสียโดยไว เพื่อถึงซึ่งพระนิพพาน เมื่อนั้นก็สามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างมีอิสรภาพจริงๆ ไม่ต้องกังวลทุกข์ร้อนใดๆเลย กับ ลาภ ยศ สรรเสริญสุข หรือแม้แต่คำติฉินนินทาต่างๆ

ขอตั้งจิตอธิษฐานให้สามารถปลดแอกออกได้ในขณะที่ยังคงมีขันธ์ทั้ง ๕ ที่สมบูรณ์ แข็งแรง เพื่อสามารถยังประโยชน์แก่เพื่อนร่วมเกิดแก่เจ็บตายได้

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำเรื่องราวของผู้สละโลกมาเป็นแบบอย่างที่ดีให้น้องๆได้ประพฤติปฏิบัติตาม....อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [16 ธ.ค. 2551 , 10:43:18 น.] ( IP = 124.121.174.252 : : )


  สลักธรรม 8

กราบอนุโมทนาและชอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่าน

ช่างเป็นตอนที่คัดตัวอย่างเปรียบเทียบที่น่ากลัวมากเกี่ยวกับโลกียสุขมาให้อ่านจนรู้สึกได้ถึงความไม่ต้องการโลกียสุขเหล่านั้น

แล้วก็เห็นถึงปัญญาบารมีของผู้บรรลุธรรมในสมัยพุทธกาล ที่ได้ฟังเพียงธรรมบางข้อแล้วเกิดความสังเวชสลดใจ ได้พิจารณาตามหรือเพียรฝึกจิตให้พ้นไปจากกระแสกรรมได้ ...ต่างกับผู้มีปัญญาน้อย บารมีบกพร่อง ที่จะอ่านจะฟังกี่ครั้งก็ยังเพียงแค่สลดใจในชั่วขณะ เมื่อรับอารมณ์ที่ดีๆ ก็กลับไปคลุกคลีอยู่กับโลกียสุขอย่างเหนียวแน่นเข้ามาเทียมแอกต่อไปอย่างหน้าชื่นตาบาน

โดย น้องกิ๊ฟ [16 ธ.ค. 2551 , 12:30:17 น.] ( IP = 125.27.179.64 : : )


  สลักธรรม 9

อ่านแล้วเห็นความชัดระหว่างผู้ที่ยังอยู่ในโลกียสุขนั้นจะมีสุขเพียงชั่วคราว ส่วนผู้ที่พ้นแล้วได้ปลดแอกคือโลกียธรรมแล้วเป็นความสุขสงบที่แท้จริง

กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่ได้นำธรรมะมาฝากไว้

โดย เซิ่น [16 ธ.ค. 2551 , 14:41:50 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )


  สลักธรรม 10

อ่านแล้วร่มเย็นใจ..และใจสงบเยือกเย็น
คำสอนในอุบายธรรมการละคลายความยึดมั่นจากพุทธดำรัสนั้น ล้วนงดงามและสุขุมคัมภีร์


จึงเกิดความรู้สึกว่าในกาลก่อนของผู้เปี่ยมด้วยปัญญานั้น ยามได้ฟังก็คำสอนของพระองค์ย่อมบรรลุธรรมได้โดยสะดวก


โดยเฉพาะเรื่องราวของโลกียสุข ที่ยกมากล่าวนั้น ล้วนตกอยู่กับกระแสแห่งอสรพิษทั้งสิ้น แต่เราก็ยังกอดมันไว้อยู่เสมอๆ

โดย น้องอุ๊ [18 ธ.ค. 2551 , 00:13:43 น.] ( IP = 125.24.42.17 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org