มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ผู้สละโลก (๕)




ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ




ตอนที่ผ่านมา

๕. มอบตนให้แก่ธรรม

ตอนบ่ายวันที่พระสารีบุตรบรรลุอรหัตตผลนั่นเอง พระศาสดารับสั่งให้ประชุมสงฆ์ ณ เวฬุวันมหาวิหาร ทรงประทานตำแหน่งอัครสาวกแก่ท่านทั้งสอง คือให้พระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกฝ่ายขวา พระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้าย แล้วทรงแสดงพระโอวาทปาติโมกข์ คือพระโอวาทอันเป็นหลักสำคัญมีนัยดังนี้

๑. ความอดทนอันเป็นตบะอย่างยิ่งนั้น คือความอดกลั้นต่ออารมณ์อันยั่วยวนให้โลภ โกรธ หลง ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวสรรเสริญพระนิพพานว่าเป็นบรมธรรม ผู้ที่ยังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ ไม่สมควรเป็นบรรพชิตหรือสมณะ

๒. การไม่ทำบาปทั้งปวงหนึ่ง การสร้างกุศลให้พรั่งพร้อมหนึ่ง การชำระจิตของตนให้ผ่องแล้วหนึ่ง สามประการนี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

๓. การไม่กล่าวร้ายแก่ใครๆ การไม่เบียดเบียนเข่นฆ่าใครๆ การสำรวมระวังด้วยดีในระเบียบวินัย ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร การอยู่ในที่สงัด การประกอบเนืองๆ ซึ่งความเพียรทางจิตทั้งหกประการนี้ ก็เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

ดูก่อนภราดา ! คนส่วนมากเข้าใจว่า เรื่องที่จะต้องอดทนคือเรื่องอันไม่เป็นที่พอใจ หรืออนิฏฐารมณ์เท่านั้น แต่ตามความเป็นจริงแล้ว บุคคลผู้ต้องการความดีให้แก่ชีวิต จะต้องอดทนทั้งสองอย่าง คือทั้งอารมณ์ ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา บุคคลที่อดทนต่ออารมณ์อันไม่น่าปรารถนาได้ เช่น อดทนต่อคำด่าว่าเสียดสีได้ นับว่าน่าสรรเสริญ แต่ผู้ที่อดทนต่ออารมณ์ที่น่าปรารถนา เช่น ลาภ ยศ และเสียงสรรเสริญได้ คือไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจยั่วยวนของสิ่งเหล่านั้น ยิ่งน่าสรรเสริญขึ้นไปอีก และทำได้ยากกว่า

อารมณ์อันไม่น่าปรารถนา ทำคนให้เสียได้เหมือนกัน ถ้าไม่อดทนพอ แต่ถ้าเขามีความอดทนต่ออารมณ์นั้นเพียงพอ มันก็จะกลายเป็นยาขมที่ช่วยทำลายโรคได้ คือก่อให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตได้

ส่วนอารมณ์ที่น่าปรารถนา น่าเพลิดเพลิน ยั่วยวนใจ ได้ทำให้มนุษย์ผู้หลงใหลเสียคนมามากต่อมากแล้ว เพราะอดกลั้นได้ยาก มนุษย์ผู้นั้นจะกลับตัวเป็นคนดีได้อีกทีหนึ่งก็ต่อเมื่ออารมณ์หรือสภาพแวดล้อมอันยั่วยวนใจนั้นได้สูญสิ้นไปแล้ว และเขาได้กระทบกระทั่งกับ อนิฏฐารมณ์อย่างจัง เหมือนเผชิญหน้ากับควายป่าที่ดุร้าย ตัวอย่างผู้มีอำนาจ เมื่อสูญเสียอำนาจแล้วจึงได้รู้จักสัจธรรม

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 08:18:17 น.] ( IP = 58.9.145.239 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1

บรรดาสิ่งยั่วยวนใจทั้งหลาย อำนาจนับเป็นสิ่งยั่วยวนใจที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่ง ซึ่งใครมีเข้าแล้วมักหลงใหลมัวเมาอยู่ในอำนาจนั้น จนปัญญาจักษุมืดมนลง ให้เห็นดำเป็นขาว เห็นผิดเป็นชอบแล้วประกอบกรรมหนักด้วยอำนาจที่มีอยู่นั้นจนต้องประสบชะตากรรม มีวิบากอันเผ็ดร้อน เมื่อนั้นแหละ จึงจะรู้สึกตัว แต่มักสายเสียแล้ว

เรื่องทำนองนี้มีตัวอย่างให้เห็นอยู่เนืองๆ อำนาจอาจทำให้คนที่เคยดีเสียไปได้ ไม่ต้องกล่าวถึงคนที่ชั่วอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้ระวัง ต้องมีตีติกขา ขันติ ดังกล่าวมา

ความงามของสตรีเป็นสิ่งยั่วยวนใจสำหรับบุรุษอย่างยิ่งประการหนึ่ง บุรุษผู้ไม่ตกอยู่ในอำนาจแห่งความงามของสตรี จึงเป็นบุรุษอาชาไนย หาได้ยาก คนเช่นนั้น แม้เทวดาก็ชม พรหมก็สรรเสริญ ความงามของสตรีได้ เคยฆ่าบุรุษผู้ทรงศักดิ์มามากต่อมากแล้ว

ดูก่อนท่านผู้แสวงสัจจะ ! ความอดทนนั้นเป็นอาภรณ์ของนักพรต เป็นตบะของผู้ต้องการบำเพ็ญตบะ แม้นักพรตผู้เริงแรงด้วยตบะ มีชื่อกระฉ่อนก็เคยพ่ายแพ้ต่อความงามและความยั่วยวนของสตรีมามากนักแล้วเช่นกัน ทางปลอดภัยแท้จริงของนักพรตก็คือไม่คุ้นเคยด้วย ชักสะพานเสีย คือไม่สนิทสนมด้วยสตรี

ดูก่อนภราดา ! ในตอนที่ ๓ แห่งพระโอวาทปาติโมกข์นั้น ดูเหมือนพระบรมศาสดาจะทรงมุ่งแสดงคุณสมบัติของผู้เผยแพร่พุทธศาสนาว่า ต้องไม่ก้าวร้าว ไม่เบียดเบียน มีระเบียบวินัยดี ไม่เห็นแก่ปากท้อง แสวงหาความสงบ และทำความเพียรทางจิต คือสมถะวิปัสสนาอยู่เสมอ ไม่ทอดธุระในอธิจิตตสิกขา

คุณสมบัติดังกล่าวมา ผู้เผยแผ่ศาสนาควรคำนึงอยู่เป็นนิตย์ และควรบำเพ็ญให้เกิดขึ้นในตน อนึ่งผู้มีหน้าที่เผยแผ่ศาสนา ไม่ควรคิดแต่จะเผยแผ่ศาสนาหรือหลักธรรมให้แก่ผู้อื่นอย่างเดียว แต่ควรเผยแผ่ศาสนาให้แก่ตนเองด้วย คือไม่ควรมุ่งแต่สอนผู้อื่นเท่านั้น แต่ควรสอนตนเองให้ได้ด้วย วาจาที่พูดออกมาจึงจะไม่เป็นที่เย้ยหยันของใครๆ สิ่งที่สอนมีลักษณะที่เรียกว่า “บานออกมาจากข้างใน” คือมีความจริงใจ-ใจมีความรู้สึกอย่างที่พูดนั้นจริงๆ

มีนักเผยแผ่ศาสนาอยู่ไม่น้อยที่สนใจฝึกฝนแต่วาทศิลป์ กิริยาท่าทางที่พูดความหนักเบาของน้ำเสียง แต่การอบรมตนให้มีคุณธรรมสูงยิ่งๆ ขึ้นไป ให้มีความหนักแน่นมั่นคงนั้น พวกเขามักละเลยเสีย อันที่จริง การทำได้อย่างที่สอนนั่นแหละ คือยอดแห่งพุทธวิธีในการสอน บางทีไม่ต้องพูดด้วยซ้ำไป หรือพูดน้อย แต่ได้ผลมาก

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 08:24:38 น.] ( IP = 58.9.145.239 : : )


  สลักธรรม 2

ในพุทธกาลมีพระเถระรูปหนึ่ง ใครๆ เรียกท่านว่า “เอกอุทาน” แปลว่า เทศน์สอนอยู่เรื่องเดียว ท่านประจำอยู่ในป่า ท่านเทศน์ทีไร ทั้งมนุษย์และเทวดาก็สาธุการกันสนั่นหวั่นไหว ต่อมามีพระธรรมกถึกผู้มีชื่อเสียงมาก เรียนมาก รู้มาก มีศิษย์มาก ไปพัก ณ สำนักของพระเอกอุทานเถระ ถึงวันอุโบสถ ท่านนิมนต์ให้พระธรรมถึกนั้นเทศน์ พระธรรมกถึกเทศนาอย่างวิจิตรพิสดาร พอจบลงไม่มีใครสักคนเดียวที่สาธุการ เงียบกันไปหมด ทั้งเทวดาและมนุษย์ ทั้งนี้เพราะพระธรรมกถึกนั้นพูดได้อย่างเดียว ส่วนพระเอกอุทานท่านทำได้อย่างที่ท่านพูด เรียกว่า “บานออกมาจากข้างใน” ให้รู้สึกซาบซึ้งกินใจผู้ฟังยิ่งนัก พูดน้อยแต่ได้ผลมาก

แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า สิ่งใดที่ตนทำไม่ได้แล้ว จะให้เลิกพูดเลิกสอนสิ่งนั้นเสีย ควรพูดและควรสอนอยู่นั่นเอง เป็นทำนองว่านำเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลายมาบอกเล่าเปิดเผยให้รู้กัน
ท่านที่มีอุปนิสัยดี มีอินทรีย์แก่กล้า เมื่อฟังแล้วอาจทำได้อย่างพระอริยเจ้านั้น

ตัวอย่างเคยมีมาแล้ว พระกลุ่มหนึ่งประมาณ ๖๐ รูป เรียนกรรมฐานในสำนักของพระศาสดา แล้วเดินทางเข้าไปในป่าบำเพ็ญเพียรอยู่ ได้อุบาสิกาคนหนึ่งเป็นอุปถัมภ์ภิกาถวายอาหารได้บอกกรรมฐานคือกายคตาสติภาวนา พิจารณากาย ซึ่งมีอาการ ๓๒ มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นอาทิ ให้เห็นว่าไม่งาม โสโครก อุบาสิกา เรียนกรรมฐานแล้วไปพิจารณาได้สำเร็จอนาคามิผล เป็นพระอนาคามีอริยบุคคลขั้นที่สาม ในขณะที่ภิกษุผู้บอกกรรมฐานยังมิได้สำเร็จอะไรเลย

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 08:27:27 น.] ( IP = 58.9.145.239 : : )


  สลักธรรม 3

ขอย้อนกล่าวถึงเรื่องที่พระศาสดาทรงแต่งตั้งพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกต่อไป

ครั้งนั้น เมื่อพระศาสดาทรงประทานตำแหน่งอัครสาวกแก่ท่านทั้งสองแล้ว ภิกษุทั้งหลายพากันติเตียนพระพุทธองค์ว่า ทรงประทานตำแหน่งโดยเห็นแก่หน้า (มุโขโลกนะ) ไม่เป็นธรรม ความจริงแล้วควรประทานตำแหน่งอัครสาวกแก่พระอัญญาโกณฑัญญะ กับอีกรูปใดรูปหนึ่งในกลุ่มปัญจวัคคีย์ เพราะท่านเหล่านั้นบวชก่อนและได้บรรลุธรรมก่อน ถ้าไม่ประทานแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์ ก็ควรประทานแก่ภิกษุกลุ่ม ๕๕ รูป มีพระยสะเป็นประมุข หรือมิฉะนั้น ก็แก่ภิกษุกลุ่มภัทรวัคคีย์ผู้สำเร็จมรรค ณ ไร่ฝ้าย

ถ้าไม่ประทานแก่พวกภัทรวัคคีย์ ก็ควรประทาน แก่ภิกษุบุราณชฏิลสามพี่น้อง มีท่านอุรุเวลกัสสป เป็นต้น แต่พระศาสดาหาทรงทำอย่างนั้นไม่ ทรงเห็นแก่หน้าประทานตำแหน่งอัครสาวกแก่พระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ผู้บวชใหม่เพียงไม่ถึงเดือน

ภราดา ! ภิกษุผู้ติเตียนไม่รู้ความจริงที่เกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของท่านเหล่านั้น มีพระปัญจวัคคีย์ เป็นต้น ไม่รู้มโนปณิธานของแต่ละท่านว่า ได้บำเพ็ญบารมีมาอย่างไร ประสงค์สิ่งใดสูงสุดในชีวิตของตน พระบรมศาสดาทรงทราบเรื่องที่ภิกษุทั้งหลายตำหนิติเตียนพระองค์เช่นนั้นจึงตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ! เราหาได้ให้ตำแหน่งเพราะเห็นแก่หน้าไม่ แต่เราได้ให้ตำแหน่งที่ทุกคนปรารถนาแล้ว เขาได้รับตำแหน่งที่เขาเคยทำบุญแล้วปรารถนาไว้นั่นเอง

“ภิกษุทั้งหลาย ! ในศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสีนับถอยหลังจากนี้ไป ๙๑ กัปป์โกณฑัญญะเกิดเป็นกุฎุมพีผู้หนึ่ง ชื่อจุลกาลได้ปลูกไร่ข้าวสาลีไว้มาก วันหนึ่งได้ฉีกข้าวสาลีที่กำลังท้องต้นหนึ่ง แล้วชิมดู รู้สึกรสอร่อย จึงขอแรงเพื่อนบ้านให้ช่วยกันฉีกรวงข้าวสาลีที่กำลังท้องนั้น ให้เคี่ยวด้วยนมจนข้นแล้วปรุงด้วยเนยใส น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด แล้วถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าวิปัสสีนั้นเป็นประมุข แล้วตั้ง ความปรารถนาขอบรรลุธรรมก่อนผู้อื่นในอนาคตกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาว่า “ขอจงเป็นอย่างนั้นเถิด” เมื่อถึงหน้าข้าวเม่า ได้ถวายทานอันเลิศด้วยข้าวเม่า หน้าเก็บเกี่ยวก็ได้ถวายทานในฤดูกาลเก็บเกี่ยว ยิ่งเขาทำบุญมาก ทรัพย์สมบัติของเขายิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นๆ อย่างน่าอัศจรรย์

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 08:30:53 น.] ( IP = 58.9.145.239 : : )


  สลักธรรม 4

“ภิกษุทั้งหลาย ! ธรรมย่อมคุ้มครองรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำความสุขมาให้ ข้อนี้เป็นอานิสงส์แห่งการประพฤติธรรม ตั้งอยู่ในธรรม อนึ่งผู้มีปกติประพฤติธรรมย่อมไม่ไปทุคติ ไม่ตกต่ำ

“แม้ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าปทุมุตระ เขาถวายมหาทาน ๗ วัน แล้วหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระศาสดาพระองค์นั้น แล้วตั้งความปรารถนาเพื่อบรรลุธรรมอันเลิศก่อนผู้อื่น

“ภิกษุทั้งหลาย ! อัญญาโกณฑัญญะได้รับผลที่ตนปรารถนาแล้ว ณ บัดนี้ “

ภราดา ! พระตถาคตเจ้าทรงยืนยันอย่างมั่นคงอยู่เสมอว่า “ธรรมนั่นแหละย่อมคุ้มครองรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมนำความสุขมาให้” แต่ศาสนิกจำนวนไม่น้อยไม่ไว้ใจธรรม คลางแคลงสงสัยในธรรมว่าจะให้ความสุขจริงหรือ ? ประพฤติแล้วได้อะไร ? ความจริงเมื่อเขาประพฤติธรรมก็ได้ธรรมนั่นเอง เมื่อได้ธรรมแล้วการได้อย่างอื่นก็ตามมา ธรรมนั่นแหละเป็นผู้อำนวยสิ่งต่างๆ ให้ ถ้าเขาเสื่อมจากธรรมก็จะเสื่อมหมดทุกอย่าง บุคคลที่ทำหน้าที่ของตนดีที่สุดชื่อว่าได้ประพฤติธรรม แต่ต้องเป็นหน้าที่อันประกอบด้วยธรรม หน้าที่อันประกอบด้วยธรรมนั่นแหละจะอำนวย ลาภ ยศ สรรเสริญ และสุขสวัสดีให้แก่เขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

มนุษย์เรามีหน้าที่หลายอย่าง คนที่ดีที่สุดคือผู้ที่ทำหน้าที่ของตนได้ดีที่สุด ครบถ้วนที่สุด และถูกต้องที่สุด ผู้ปกครองหรือผู้นำมวลชนจะต้องปกครองโดยธรรม

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 08:33:19 น.] ( IP = 58.9.145.239 : : )


  สลักธรรม 5

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า พระเจ้าจักรพรรดิเป็นผู้ทรงธรรมภิกษุรูปหนึ่งทูลถามขึ้นว่าก็อะไรเล่าเป็นราชาของพระเจ้าจักรพรรดินั้น พระตถาคตเจ้าตรัสตอบว่า “ธรรม” อย่างไรเล่า เป็นราชาของพระเจ้าจักรพรรดินั้น ดูก่อนภิกษุ พระเจ้าจักรพรรดิเป็นธรรมราชา ย่อมทรงอาศัยธรรม สักการะธรรม เคารพธรรมยำเกรงธรรม มีธรรมเป็นธง มีธรรมเป็นตรา มีธรรมเป็นใหญ่ย่อมทรงดำเนินกิจการต่างๆ ไปโดยธรรม

ดูก่อนภิกษุ แม้เราตถาคตก็เป็นผู้ทรงธรรม เป็นธรรมราชา เราต้องอาศัยธรรม เคารพธรรม ยำเกรงธรรม มีธรรมเป็นธง มีธรรมเป็นตรา และมีธรรม เป็นใหญ่ดังนี้

จึงพอกล่าวได้ว่า ผู้เป็นใหญ่สูงสุดในโลกทั้งปวงคือธรรม บุคคลผู้เป็นใหญ่จะยิ่งใหญ่อยู่ได้ก็เฉพาะ เมื่อดำรงตนอยู่ในธรรม อยู่ในร่มเงาของธรรม ทำหน้าที่ในฐานะเป็นตัวแทนหรือเป็นเครื่องมือแห่งธรรม ให้ งานทุกสายเป็นทางเดินแห่งธรรม บุคคลผู้ยอมมอบตนให้แก่ธรรม ให้ธรรมเป็นผู้นำทางชีวิตย่อมไม่เสื่อม มีแต่ความเจริญ

พระจอมมุนี ตรัสไว้ว่า...“บุคคล จะเป็นผู้เจริญก็รู้ได้ง่าย จะเป็นผู้เสื่อมก็รู้ได้ง่าย คือผู้รักธรรมเป็นผู้เจริญ ผู้ชังธรรมเป็นผู้เสื่อม”

ภราดา ! ด้วยเหตุนี้ จึงควรทำงานและดำเนินชีวิตเพื่อเอาใจธรรม ไม่ใช่เพื่อเอาใจคนทั้งหลายซึ่งมีใจต่างกัน ถูกใจคนหนึ่ง ไม่ถูกใจอีกคนหนึ่ง ถูกใจกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่ถูกใจอีกกลุ่มหนึ่ง แต่ธรรมมีใจเดียว คือ ความถูกต้อง เรามุ่งเอาธรรมาธิปไตยเป็นทางดำเนินชีวิต

เมื่อได้มอบตนให้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของธรรมแล้ว ก็ไม่ต้องวิตกทุกข์ร้อนอะไรทั้งหมด ต้องการสิ่งใด ธรรมะจะเป็นผู้มอบให้, ลาภ ยศ สรรเสริญสุขที่ได้โดยธรรมอันธรรมมอบให้แล้ว จะเป็นสิ่งสงบเย็นไม่เร่าร้อน เหมือนลาภยศสรรเสริญสุขที่ได้มาโดยอธรรม

อะไรคือที่พึ่งอันแท้จริงของบุคคลผู้เวียนว่ายอยู่ทะเลแห่งความทะยานอยากนี้ ? ธรรมอย่างไรเล่า
พระพุทธองค์ตรัสว่า “จงมีธรรมเป็นที่พึ่งเถิดอย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเลย” และทรงชี้บอกว่า “ธรรมคือความไม่กังวล ไม่ยึดมั่นถือมั่น นั่นแหละคือที่พึ่ง (ของใจ) หาใช่อย่างอื่นไม่ ภิกษุทั้งหลาย ! คนเขลา ยึดมั่นอยู่ว่า “นั่นบุตรของเรา นั่นทรัพย์ของเรา จึงต้องเดือดร้อนอยู่ร่ำไป ตามความเป็นจริงแล้ว ตนของตนยังไม่มีบุตร และทรัพย์จะมีที่ไหนเล่า”

โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 08:37:58 น.] ( IP = 58.9.145.239 : : )


  สลักธรรม 6

ท่านผู้แสวงสัจจะ ! คนยิ่งมีความยึดถือมากก็ยิ่งมีความกลัวมาก ไม่มีอะไรจะกลัวเฉพาะหน้า ก็กลัว อนาคต – กลัวเสียจนหาความสุขความสงบให้แก่ชีวิตในปัจจุบันไม่ได้ แม้บัณฑิตจะบอกธรรมพร่ำสอนอยู่ว่า “จงทำปัจจุบันให้ดีที่สุดเถิด อนาคตจะจัดตัวมันเอง” ก็ตาม เขาก็หารับฟังไม่ หาว่าคนบอกเป็นคนเขลา ไม่รู้จักเตรียมการเพื่ออนาคต คนพวกนั้นพออนาคตที่เขาหวังไว้มาถึงเข้าจริง เขาก็คงหาความสงบสุขให้แก่ชีวิตไม่ได้อยู่นั่นเอง เพราะมันตกมาเป็นปัจจุบันเสียแล้ว

เขาคงแบกก้อนหินแห่งชีวิต คือความหนักอกหนักใจวิ่งฝ่ากองไฟ คือความทะยานอยากไปสู่ภูเขาแห่งความว่างเปล่า เพราะ “มันไม่มีอะไร” แต่เพราะเขาสำคัญมั่นหมายว่า “มันมี” จึงแบกต่อไป และต่อไปพร้อมกับร้องว่า “ร้อน หนัก-ร้อน หนัก” อย่างนี้เรื่อยไป

ท่านผู้แสวงสัจจะ ! ความจริงอันน่าพิศวงมีอยู่ว่า ความสงบเยือกเย็นของดวงจิตเพราะความเป็นผู้ “ไม่ต้องการอะไร” นั้นมีค่ายิ่งกว่าสมบัติบรมจักรแห่งกษัตราธิราช หรือมหาจักรพรรดิผู้เร่าร้อนอยู่ด้วยความปรารถนาอันไม่มีที่สิ้นสุด มิฉะนั้นแล้ว ไฉนเล่าพระบรมครูของพวกเราจึงทรงสละสมบัติบรมจักร์ เพื่อแสวงหาความสงบเย็นให้แก่ดวงจิต เมื่อพระองค์ประสบความสำเร็จในทางนี้แล้วก็กลายเป็นที่พึ่งที่บูชาของโลกมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

ตัวอย่างที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์นี้ชี้ให้เห็นความจริงอีกประการหนึ่งว่า ผู้นำโลกที่แท้จริง คือผู้นำทางจิตหรือวิญญาณ หาใช่ผู้มีอำนาจราชศักดิ์แต่ประการใดไม่

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย พี่เณร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 08:45:22 น.] ( IP = 58.9.145.239 : : )


  สลักธรรม 7

ประทับใจมากกับคำที่ว่า "การทำได้อย่างที่สอนนั่นแหละ คือยอดแห่งพุทธวิธีในการสอน " และตอนนี้ก็เป็นอีกตอนหนึ่งที่อ่านแล้วเบาสบายใจเหมือนได้มองเห็นความงดงามที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม และที่สำคัญก็คือการกลับมาย้อนดูตนว่า มีความเบ่งบานเกิดขึ้นภายใน..ในเรื่องใดบ้างหรือยัง? จึงเป็นเสมือนการกระตุ้นความเพียรให้เกิดมากขึ้น

รู้สึกชื่นชมบุคคลที่มีบุคลิกภาพที่ดีอันเนื่องมาจากการปฏิบัติธรรมมาตลอด แม้ท่านเหล่านั้นจะพูดน้อย มีการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายที่ดูแล้วไม่โดดเด่นเท่าผู้ที่มีชื่อเสียงและพริ้งพราวในภาษา แต่ก็สร้างความสงบใจให้ได้มาก จิตใจก็เป็นไปในกุศลอย่างต่อเนื่องไม่กระโดดไปกระโดดมามีอกุศลล้อมหน้าล้อมหลังในคราวที่ได้พบหรือได้ฟัง ..ซึ่งตรงกับเรื่องราวในตอนนี้ด้วย

การยกพระธรรมขึ้นมาเป็นที่พึ่งเหนือสิ่งอื่นใดของพระพุทธองค์นี้ ในความรู้สึกแล้วนับเป็นการสอนที่สุดยอดแห่งการละคลายความยึดมั่นในตัวบุคคลเลยทีเดียว เพราะนำไปสู่..ความไม่มีอะไรเลยในที่สุด

กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากนะคะที่นำมาให้อ่าน ..สาธุ

โดย น้องกิ๊ฟ [17 ธ.ค. 2551 , 13:47:05 น.] ( IP = 125.27.172.162 : : )


  สลักธรรม 8

พระโอวาทปาติโมกข์ เป็นหลักการสำคัญที่ควรนำไปปฏิบัติ เพราะจะทำให้ผู้นั้นมีชีวิตที่ไม่ประมาท มีธรรมเป็นที่พึ่งของชีวิต

รวมทั้งผู้ที่มีหน้าที่เผยแผ่คำสอนของพระพุทธองค์ จะต้องนำความรู้ไปขัดเกลากิเลสที่อยู่ในจิตใจของตนเองด้วย

กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่ได้นำธรรมะมาฝากไว้ค่ะ

โดย เซิ่น [17 ธ.ค. 2551 , 15:25:37 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )


  สลักธรรม 9

มาตามเก็บงานในยามดึก ทำให้ความง่วงสลายไป เพราะพุทธวิธีที่พระองค์กล่าวในเรื่องธรรมนั้น สร้างความมั่นใจและมั่นคงในการทำดียิ่งขึ้น

เห็นคุณค่าแห่งพระธรรม ซึ่งกระทบใจได้เหมือนครั้งที่กระทบใจที่ธรรรมเมกสถูปเลยละค่ะ พระธรรมยิ่งใหญ่ กว่าสิ่งใด

ขอบพระคุณมากค่ะ

โดย น้องอุ๊ [18 ธ.ค. 2551 , 00:28:55 น.] ( IP = 125.24.42.17 : : )


  สลักธรรม 10


ขออธิษฐานใช้ชีวิตที่เหลือในสังสารวัฏฏ์ เจริญตามโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาค่ะ

....เพื่อเตรียมพร้อมที่จะผู้ที่สละโลกในอนาคตกาลให้ได้ค่ะ....

กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำชีวิตที่น่าศึกษาและเดินตาม มาให้ได้คิดพิจารณาและปฏิบัติตามค่ะ

กราบอนุโมทนาอย่างยิ่งค่ะ

โดย พี่ดา [18 ธ.ค. 2551 , 09:40:19 น.] ( IP = 124.121.172.64 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org