มูลนิธิอภิธรรมมูลนิธิ

Moonlanithi Vipassana
Meditation
OnlineStudy
thai    english
Article สำนักวิปัสสนา
อ้อมน้อย
กิจกรรม About Us

[ Home ] [ ลานถาม-ตอบปัญหาธรรมะ ] [ ลานกวีธรรม ] [ ลานคิด เล่า เขียน ] [ ลานกลิ่นดอกแก้ว ] [ ค้นหากระทู้ ] [ สมัครสมาชิก ] [ login เข้าระบบ ]


ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๒ (ตอนที่ ๒)






ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา ๒
( วิปัสสนา เล่ม ๔)
ของหลวงพ่อเสือ


ตอนที่ผ่านมา

ในการบรรยายธรรมะแต่ละครั้ง หลวงพ่อได้เปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าฟังได้กราบเรียนถามข้อสงสัย ซึ่งหลวงพ่อก็ได้มีเมตตาอธิบายให้อย่างชัดเจน จึงได้คัดเลือกคำถามคำตอบที่น่าสนใจมาพิมพ์ไว้ในคราวนี้ด้วย

คำถาม
ที่หลวงพ่อบอกว่าศีลสามารถประหารกิเลสอย่างหยาบได้ ส่วนสมาธิทำลายกิเลสอย่างกลาง กระผมสงสัยว่าสมาธิขนาดไหนสามารถจะประหารกิเลสอย่างกลางได้

คำตอบ
ขณิกสมาธิใช่ไหมลูก เช่น เราจะระงับความโกรธ โกรธตั้งแต่ ๖ โมงเช้า มาทำสมาธิตอน ๖ โมงเย็น มันไม่ใช่กลับไประงับตั้งแต่ ๖ โมงเช้า มันระงับที่ปัจจุบันใช่ไหมลูกที่จะโกรธต่อไป แล้วขณิกะนี่คือขณะๆ ขณะนั้นไม่โกรธ ขณะนั้นไม่โกรธ ขณะนั้นไม่โกรธ คือ สงบ สงบ สงบ ความโกรธก็เข้าไม่ได้

ฉะนั้น ศีล สมาธิ ปัญญาจะต้องมีบาทด้วย รู้จักการให้ทาน บริจาคทาน เมื่อรู้จักให้แล้ว มันก็เริ่มฝึกฝนนิสัย เพราะรู้ว่าการให้เป็นบุญ คำว่า “บุญ” เป็นเครื่องชำระล้างจิตใจให้หมดจดจากกิเลส บาทอันนี้คือทานนี่คุม ๓ ชนิดเลย ที่ใดมีให้ ที่นั่นไม่มีรับ ที่ใดมีรับ ที่นั่นไม่มีให้ ขอให้ลูกมีขันติเท่านั้นเอง

ขันติ คือ ความอดกลั้นแล้วประกอบด้วยทมะ แปลว่า การข่มใจ แล้วก็อะไรอีก จาคะ แล้วก็สัจจะ ให้ตัวเองเป็นผู้มีสัจจะ ซื่อตรงต่อตัวเอง ซื่อตรงต่อผู้อื่น ประกอบกับมีขันติความอดกลั้น อดกลั้นอดทนต่อความชั่วทั้งปวงไม่ให้กล้ำกราย แล้วก็มีจาคะบริจาค บำเพ็ญตนอยู่ในสัมมัปปธาน ๔ ให้มากกว่านี้อีกนิดเถอะลูก

เพียรระวังมิให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน

เพียรละบาปอกุศลที่เคยเกิดขึ้นแล้วมิให้กลับมาเกิดใหม่ ไม่ระลึกนึกไปในสิ่งที่ชั่วนั่นเอง

เพียรบำเพ็ญกุศลให้เกิดขึ้นในสันดาน

และเพียรรักษากุศลนั้นไม่ให้เสื่อมไป

สัมมัปปธาน ๔ นี้คืออะไร
เพียรระวัง เพียรละ เพียรสร้าง เพียรรักษา

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 21:23:07 น.] ( IP = 118.173.38.135 : : ) เก็บกระทู้นี้ไว้ใน Bookmarkส่งกระทู้นี้ให้เพื่อนของคุณ
[ 1 ] [ 2 ]


  สลักธรรม 1



เริ่มต้นนะลูกนะ ทำทุกอย่างเพื่อแก้ทุกข์ อย่าทำเพื่อแก้อยาก เพราะคำว่าอยากคือตัณหา ลำพังแต่ตัณหายังก่อทุกข์ให้แล้ว ถ้าเผื่อไม่สมความปรารถนาใครเล่าได้รับทุกข์ ไม่นอกเหนือจากตัวเองแน่

สัมมัปปธาน ๔ ต้องมีอาหารอีก ๗ อย่าง คือ

๑. ฉันทะ คือ สร้างความพอใจให้เกิดขึ้นในความเพียรนั้น เพราะรู้ว่าใครทำ ใครได้ ทำดีแล้วได้ดีใช่ไหมลูก ต้องปลูกฉันทะ คือ ความพอใจในความดีนั้น ให้มีมากขึ้นในสันดาน

๒. วิริยะ คือ ขะมักเขม้นด้วยความเพียรจริงๆสุดความสามารถ

๓. คอยเตือนตัวเอง ปรารภถึงความเพียรคือ ต้องลงมือปฏิบัติจริงๆ ความหวังกับความเพียรต้องเป็นของคู่กัน

๔. ประคองจิตเอาไว้คือ ตั้งต้นประคับประคองจิตในการกระทำความเพียรนั้นโดยไม่ท้อแท้ ไม่ลังเล ไม่สงสัย ไม่ไหวตาม

๕. ตั้งความเพียรไว้ ต้องตั้งความอุตสาหะไว้ให้มั่นคงว่า จะตั้งใจทำจริงๆสุดความสามารถ เพราะใครทำใครได้

๖. ให้ระลึกอยู่เสมอว่า คนจะพ้นทุกข์ได้ต้องมีความเพียร

๗. บอกตนเองอยู่เสมอว่า คนเกียจคร้านจะพ้นทุกข์ไม่ได้แน่นอน

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 21:30:02 น.] ( IP = 118.173.38.135 : : )


  สลักธรรม 2



มาดูว่าตัวการที่ทำให้เกิดความพอใจ ความเต็มใจ ความกระตือรือร้นอยากจะทำความดี เช่น จัดข้าวของให้เป็นระเบียบ ให้เกิดความเรียบร้อย อย่างนี้เรียกว่า ฉันทะ

เมื่อมีความพอใจ มีการสร้างความดี ขยันหมั่นเพียรในงานที่ตัวเองตั้งใจนั้น เรียกว่า วิริยะ

ความเอาใจใส่ต่อหน้าที่ ต่อการกระทำที่ตัวเองได้รับมอบหมาย ด้วยความเห็นที่ว่า สิ่งทั้งหลายสำเร็จมาจากใจ เมื่อตั้งใจทำพื้นฐานดี ต้องมีใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ต่องานนั้น เอาใจจดจ่อต่องานที่กระทำ เรียกว่า จิตตะ

ส่วนความรู้สึกที่รู้จักไตร่ตรอง คิด พิจารณา ทบทวน ใคร่ครวญ แล้วค่อยตัดสิน พิจารณาเหตุผลในการทำหน้าที่ การประกอบคุณงามความดีในทุกกรณี โดยใช้สติและปัญญา ให้รู้จักเหตุ รู้จักผลอยู่เสมอ เรียกว่า วิมังสา

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 21:36:14 น.] ( IP = 118.173.38.135 : : )


  สลักธรรม 3



ฉันทะจะเกิดมีขึ้นได้ต้องอาศัยศรัทธา มี ๔ อย่าง คือ

๑. กัมมสัทธา เชื่อในกรรม

๒. วิปากสัทธา เชื่อในวิบาก

๓. กัมมัสสกตาสัทธา เชื่อเรื่องสัตว์โลกต่างมีกรรมเป็นของตน

๔. ตถาคตโพธิสัทธา เชื่อคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

วิริยะ จะปรากฏชัดเมื่อใช้ความเพียรตามหลัก สัมมัปปธาน ๔ เพียรระวัง เพียรละ เพียรสร้าง เพียรรักษา

สติ จะปรากฏชัดเมื่อกำหนดสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย เวทนา จิต ธรรม

สมาธิ ซึ่งเป็นสัมมาสมาธิ จะปรากฏชัดก็ต่อเมื่อบรรลุญาณ ๔ คือ อุทยัพพยญาณ

ปัญญา จะปรากฏชัดก็ต่อมื่อเห็นแจ้งในอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค จึงจะรู้จักว่า

๑. ทุกข์เป็นของมีจริง แต่ไม่มีผู้กำหนดรู้ จะกำหนดรู้ทุกข์ได้ต้องมีปัญญา

๒. สมุทัย เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ เป็นของมีอยู่แท้จริง แต่ไม่มีผู้ละ จะละได้ต้องมีปัญญา

๓. นิโรธ ความดับทุกข์ เป็นของมีอยู่แท้จริง แต่ไม่มีผู้ทำให้แจ้ง จะแจ้งได้ต้องมีปัญญา

๔. มรรคอันมีองค์ ๘ เป็นหนทางเดินสู่ความพ้นทุกข์ เป็นของมีอยู่แท้จริง แต่ไม่มีผู้เดินตาม

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 21:47:21 น.] ( IP = 118.173.38.135 : : )


  สลักธรรม 4



ถ้าเผื่อผู้เดินตามได้มรรค ๘ มาประชุมกันเป็นมรรคสามัคคี ต้องมีอนุโลมญาณ ญาณที่อนุโลมให้เห็นอริยสัจธรรม คือญาณที่ ๑๒ (ทั้งหมดมี ๑๖ ญาณ) นั่นแหละจึงจะเรียกว่าพระเสขบุคคล หมายถึงพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

๑. เลื่อมใสในพระพุทธ พุทธะแปลว่าปัญญา คือ เลื่อมใสในปัญญาอย่างมั่นคงไม่หวั่นไหว เพื่อแจ้งแก่ใจ

๒. เลื่อมใสในพระธรรม เมื่อเราเรียนรู้พระธรรมแล้วจะได้สลดจิต เพราะเรียนธรรมชาติแล้วเห็นแต่ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และบังคับบัญชาไม่ได้ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วมันก็ต้องดับไป จะเกิดความสลดจิต

๓. เลื่อมใสในพระสงฆ์ พระสงฆ์คือ ผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติตรง ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ สังฆะนั้นไม่จำเป็นจะต้องใส่ผ้าเหลือง เลื่อมใสเพื่อจะได้เปลี่ยนวิถีชีวิต

๔. รักษาศีลให้บริสุทธิ์ ไม่ขาด ไม่ด่างพร้อย เพื่อจะได้ไม่คิดกลับคืน เพราะศีลเป็นประตูแรกที่ควบคุมกาย วาจา ใจ ควบคุมไว้อย่างมั่นคง เพื่อจะได้ไม่คิดกลับคืน

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 21:53:23 น.] ( IP = 118.173.38.135 : : )


  สลักธรรม 5



คำถาม กระผมเคยอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ว่า คนเป็นบ้าเพราะทำสมาธิ ถ้าอย่างนี้การทำสมาธิก็ไม่ดีจริง ใช่หรือไม่

คำตอบ
การจะทำสมาธิต้องรู้ก่อน ถ้าการทำสมาธิเป็นของที่เลวจริงอย่างที่เขาร่ำลือ พระพุทธเจ้าก็ไม่ต้องมีใช่ไหมลูก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ การกระทำก็จะต้องหมดไป ไม่มีการยึดถือ เพราะหลักในการพ้นทุกข์คือ ศีล สมาธิ และปัญญา

มาดูของดีก่อน ทำสมาธิให้ผลดีตรงไหน คือทำให้จิตสงบ เพราะจิตของเราว่างไม่มี จิตว่างไม่มี จิตว่างไม่ได้ จิตต้องรู้อารมณ์อยู่ทุกขณะจิต รู้สงบ รู้ไม่สงบ มันไม่ว่างจากการรู้ นี่คือลักษณะของจิต มันรู้เบื่อ รู้เมื่อย รู้ปวด รู้พอใจ รู้ไม่พอใจ หน้าที่ของจิตคือรู้อารมณ์ ว่างจากการรู้ไม่มี นอนหลับจิตยังทำงานเลย ถ้าจิตไม่ทำงานตอนหลับก็ตาย แล้วเราพลิกทำไม พลิกซ้าย พลิกขวา มันจะต้องตกภวังค์ เขาเรียกอะไรนะภาษาฝรั่ง จิตทำหน้าที่ control ร่างกายให้มีอุณหภูมิ เลือดไหลเวียนอยู่ตลอดเวลา หน้าที่ของจิตไม่ว่าง

เมื่อจิตมันรู้อารมณ์ตั้งแต่เช้าถึงเย็น พอใจบ้าง ไม่พอใจบ้าง มีความโลภ ความโกรธ ความหลง มันก็ฟุ้งซ่าน ใช่ไหมลูก สมาธิช่วยกำจัดความฟุ้ง ให้จิตนั้นตรงต่องาน เช่นอย่างไร เปรียบเสมือนกสิณ วาดวงกลมเข้าไป ดำ-ขาว ขาว-ดำ เปรียบให้ฟัง แล้วเราก็เอาจิตนั้นจดจ่ออารมณ์นี้ เพื่อปฏิเสธสิ่งที่ไม่ต้องการ เช่น แม่บ้านเราเขาจู้จี้ เรารำคาญเสียงนั้น ก็นั่งสมาธิ พุทโธ, สัมมาอรหัง, โอมหังวันโท นโมพุทธายะ, เพื่อปฏิเสธสิ่งที่ไม่ชอบ แล้วเราก็รู้ว่าทำเพื่ออะไร ต้องการให้จิตสงบ นั่นคือ สัมมาสมาธิ ไม่ใช่มิจฉาสมาธิ

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 22:00:11 น.] ( IP = 118.173.38.135 : : )


  สลักธรรม 6



สมาธิมี ๒ อย่าง สัมมาสมาธิคือสมาธิที่ถูกต้อง ทำเพื่อให้จิตสงบ มิจฉาสมาธิจะทำเพื่อต้องเห็น ต้องสร้างอะไรขึ้นมา ไม่ถูกต้อง เพราะเป็นของปลอม บอกว่าพระอยู่ในตัว อยู่ตรงไหน ถ้าอยู่ก็จุกตายใช่ไหม คำว่าพระก็ดี โบสถ์ก็ดี อยู่ในสัญญา ถ้าเผื่อเราเห็นของใหม่จริง เราจะบอกชื่อไม่ได้เลยว่ามันเป็นอะไร ใช่ไหมลูก เพราะเรามีสัญญา ความจำได้หมายรู้ แล้วมาตีเทียบปรุงแต่งสร้างภาพนี้เกิดขึ้นมา

แล้วทำไมถึงบ้า ถึงหลงกันมาก เพราะว่ามานะเกิด คิดว่าฉันเห็นแล้ว ฉันได้แล้ว หรือไม่ก็น้อยเนื้อต่ำใจ ทำไมฉันไม่เห็นสักที คลุ้มคลั่งเลย เพราะอยากได้ อยากเห็น ใช่ไหม

เพราะอยากได้อยากเห็นนี่แหละ จึงทำให้มานะมากเกินไป ถ้าเข้าใจสมาธิที่ถูกต้องแล้วว่า ทำไปเพื่อความสงบ ไม่บ้าหรอกลูก คนจะบ้าต้องมีอดีตชาติเคยทำให้ผู้อื่นเสียสติ เสียใจขนาดคลุ้มคลั่ง ไม่ต้องทำสมาธิก็บ้าได้ นี่แหละเหตุที่ทำให้เรานั้นวิกลจริตในปัจจุบันชาติ ที่คนบ้ากันทุกวันนี้ ร่ำร้องไปตามถนน เพราะอดีตชาติเคยทำให้ผู้อื่นเสียใจ หักหาญน้ำใจผู้อื่นมาตลอด ไม่ใช่เหตุเพราะทำสมาธิ ทำดีแล้วได้ดีเอง

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 22:03:33 น.] ( IP = 118.173.38.135 : : )


  สลักธรรม 7



คำถาม จิตฟุ้งไปในเวลาทำสมาธิ จะกำหนดอย่างไรในการทำอานาปานสติ

คำตอบ
ไม่ใช่เรื่องเดียวกันเลยลูก การเจริญอานาปานสติคือ การกำหนดลมหายใจเข้า ลมหายใจออก พุทโธ สัมมาอรหัง คราวนี้เวลาฟุ้งไปมันก็เพลิดเพลิน เช่น นึกไปเมื่อวานนี้ เสียใจ มันเพลินไปกับความเสียใจว่า “แหม เขาไม่น่าทำกับฉัน” หรือนึกคิดไปว่า “เมื่อวานไปที่นั่นดีจังเลย” มันเพลินตามไปแล้ว คราวนี้พอจะอานาปานสติ หรือจะกำหนดอะไรก็ไม่ได้ทั้งสิ้น เพราะมันอยู่กับของที่เป็นอดีต อนาคต

แล้วเราอยากจะแก้ไขเพื่ออะไร แก้ไขเพื่อให้เกิดปัญญารู้เท่าทันว่า สิ่งเหล่านั้นไม่มีความเป็นจริงเลย ลูกต้องกำหนดนามฟุ้ง แต่ถ้าเผื่อจะแก้ไขเพื่อไม่อยากคิดต่อไป สร้างความสงบก็ทำสมาธิต่อไปได้ แต่ไม่ใช่ทางเดียวกัน และมันเกิดขึ้นพร้อมกันไม่ได้เด็ดขาด เพราะจิตมันรับอารมณ์ทีละขณะ

ถ้าเรากำหนดพุทโธ พุทโธ ไม่ซัดส่ายเลย ถึงอัปปนาสมาธิ มีอำนาจของพุทโธทุกระยะแสนโกฏิขณะก็ไม่พ้นทุกข์ เพราะเป็นคำสมมุติ ไม่เจอความจริง

แล้วอัปปนาสมาธิไม่ใช่ทางพ้นทุกข์เพราะอะไร ลูกนั่งอย่างนี้ ๗ วัน สุขเวทนาเกิด มีการเกิดขึ้นของสุขเวทนา และการดับไปของสุขเวทนา สันตติสืบต่อ เหมือนไฟฟ้าที่เปิดอยู่ ไม่มีทางเห็นขั้วบวกขั้วลบ ยิ่งอัปปนาสมาธิ ยิ่งติดต่อสันตติยาวเหยียด

เราจะพ้นทุกข์ได้ต้องทำลายสันตติ แต่สมาธิเป็นการสืบต่อกัน รู้สึกหายใจเข้า รู้สึกหายใจออก รู้สึกหายใจเข้า รู้สึกหายใจออก ก็เหมือนเส้นตรงที่ไม่รู้จักจบ จบไม่ได้ แล้วก็อยู่กับคำว่าสมมุติตลอดเวลา ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์

โดย ธัญธร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 22:09:36 น.] ( IP = 118.173.38.135 : : )


  สลักธรรม 8



คำถาม ปฏิบัติอย่างไรจึงจะเรียกว่าสัมมาสมาธิ

คำตอบ
สมาธิคือความตั้งมั่น สัมมาคือ ชอบ ถูกต้อง สัมมาสมาธิคือ ความตั้งมั่นที่ถูกต้อง ทำไมจึงถูกต้อง จิตเกิดดับทีละขณะ ขณิกสมาธิคือสงบเป็นขณะๆ ถูกต้องกับความจริงไหม สัมมาสมาธิไม่ต้องการนิมิตหมายใดๆ เพราะนิมิตหมายต่างๆ แม้จะเกิดขึ้นจากอำนาจการมีฌาน มันก็มาจากสัญญาทั้งนั้น เช่น เรานั่งหลับตาเห็นโบสถ์ ถ้าเราไม่มีสัญญาในอดีต โบสถ์มีไหม ไม่มี จึงต้องรู้สึกตัวทุกขณะ ไม่ต้องการนิมิตหมายใดๆ สิ่งนี้เรียกว่าสัมมาสมาธิ ตั้งมั่นชอบ รู้สึกตัวทุกขณะ

ฉะนั้น พ่อมีหลักอย่างหนึ่งให้ลูก การสอนของพระพุทธองค์ให้ถ่ายถอนออก ไม่ใช่เอาของใหม่เข้าใส่แล้วดู ดูแล้วเป็นอะไร ถ้าเผื่อมันไม่มีอดีตจะรู้จักไหม ก็อยู่กับของสมมุติ อยู่กับความฟุ้งใช่ไหม พระพุทธองค์สอนให้ถ่ายถอน เมื่อปฏิบัติแล้วไม่สะสมกองกิเลส เป็นคนมักน้อย เลี้ยงชีวิตตนเองง่ายอยู่ตลอดเวลา

เราตัดสินได้เลยว่าคำสั่งสอนของพระพุทธองค์หรือเปล่า ถ้าเผื่อสอนแล้วจะได้นั่นได้นี่ ผิดแล้ว แต่ที่ได้ เขาไม่ได้เรียกว่าได้ เขาเรียกว่าผล คือปฏิเวธ มีผลปรากฏขึ้น แต่ถ้าทำแล้วจะได้ไอ้นั่น จะมีไอ้นั่นเกิดขึ้น ยังสะสมกองกิเลส เป็นเหตุให้เวียนว่ายตายเกิด ดังนั้น การทำสมาธิจึงยังเป็นส่วนของการสะสมกองกิเลส เพราะยังทำแล้วได้ เช่น มีอดีตชาติมากๆ ทำอะไรก็ได้ จึงไม่ใช่ทางพ้นทุกข์

โปรดติดตามตอนต่อไป


โดย ธัญธร...นำมาฝาก [17 ธ.ค. 2551 , 22:17:32 น.] ( IP = 118.173.38.135 : : )


  สลักธรรม 9

ขออนุโมทนาสาธุ กับพี่ธัญธรด้วยครับ ที่นำเรื่องที่ทรงคุณค่ามาให้อ่านกันอยู่เป็นประจำ ขอบคุณมากครับ

โดย พี่เณร [18 ธ.ค. 2551 , 08:43:42 น.] ( IP = 58.9.148.208 : : )


  สลักธรรม 10


อนุโมทนาค่ะ

โดย พี่ดา [18 ธ.ค. 2551 , 10:28:05 น.] ( IP = 124.121.172.64 : : )
[ 1 ] [ 2 ]

ขอเชิญแสดงความคิดเห็น
จาก : *
Code :
กรุณากรอก Code ตัวเลขด้านบน *
อีเมล์ : หากไม่ต้องการให้เว้นว่าง
รูปภาพ : ไม่เกิน 150KB
รายละเอียด :
Icon Toy
Special command

* *
กรุณาคลิ๊ก Post message เพียงครั้งเดียว.... 

คำเตือน
  • การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
  • หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด

ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล

[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ]

ลานภาพ

อบรมวิปัสสนา

ค้นหา

ค้นหา-GooGle

สร้างสรรค์โดย a2.gif (164 bytes) http://www.abhidhamonline.org