| Moonlanithi |
Vipassana Meditation |
OnlineStudy thai english |
Article |
สำนักวิปัสสนา อ้อมน้อย |
กิจกรรม | About Us |
ผู้สละโลก (๖)
ผู้สละโลก
โดยท่านอาจารย์วศิน อินทสระ
ตอนที่ผ่านมา
๖. กรรมบังไว้
ภราดา ! ข้าพเจ้าได้พูดแล้วว่า คนจำนวนไม่น้อยแบกก้อนหินแห่งชีวิต คือ ความหนักอกหนักใจวิ่งฝ่ากองไป คือความทะยานอยากไปสู่ภูเขาแห่งความว่างเปล่า
ภราดา ! สมมติว่ามีใครสักคนหนึ่ง กลิ้งหินอันแสนหนักขึ้นสู่ยอดเขาแล้วปล่อยให้หินนั้นตกลงมายังภาคพื้น ตามลงมากลิ้งขึ้นไปอีก แล้วปล่อยลงมา เขากลิ้งหินขึ้นยอดเขาอยู่อย่างนี้วันแล้ววันเล่า ปีแล้วปีเล่า ท่านจะรู้สึกอย่างไรต่อบุคคลผู้นั้น เขาถูกบังคับให้เข็นก้อนหินโดยที่ตัวเขาเองไม่รู้ว่าจะต้องเข็นทำไม
บุคคลสมมติดังกล่าวนั้นฉันใด คนส่วนมากในโลกนี้ก็ฉันนั้น ได้ลงทุนลงแรงเป็นอย่างมาก เข็นก้อนหินคือภาระอันหนักของตนเพื่อไปสู่ยอดเขาแห่งความว่างเปล่า ต่างคนต่างก็กลิ้งขึ้นไป ถูกความทะยานอยากของตนผลักดันให้กลิ้งขึ้นไปด้วยเข้าใจว่าบนยอดเขานั้นจะมีอะไร บางพวกก็กลิ้งหินกระทบกัน แย่งทางกันแล้วทะเลาะกัน เบียดเบียนฆ่าฟันกัน แข่งกันว่าใครจะถึงยอดเขาก่อน เมื่อถึงยอดเขาแล้วจึงได้รู้ว่ามันไม่มีอะไร คนทั้งหมดต้องนั่งลงกอดเข่ารำพันว่า เหนื่อยแรงเปล่า
ท่านผู้แสวงสัจจะ ! มนุษย์จะถูกลงทัณฑ์ให้ประสบชะตากรรมคือการลงแรงที่สิ้นหวัง และไร้ผลตอบแทนอันคุ้มเหนื่อย ก็เพราะความเขลาของมนุษย์เอง แม้มนุษย์จะพอฉลาดบ้างแล้วในเรื่องอื่นๆ ในสาขาวิชาการมากหลาย แต่มนุษย์ยังเขลาต่อเรื่องราวแห่งชีวิต มนุษย์ส่วนมากยังเข้าไม่ถึงสิ่งที่ชีวิตควรจะต้องการและขึ้นให้ถึง ส่วนใหญ่ยังถือเอา กาม กิน และเกียรติ เป็นจุดหมายของชีวิต นั่นคือความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของสังคมมนุษย์ ตามความเป็นจริงแล้ว การงานทุกอย่างของมนุษย์ ควรเป็นเครื่องมือไปสู่การพัฒนาคน ให้ขึ้นสู่ฐานะอันสูงสุด เท่าที่มนุษย์จะขึ้นให้ถึงได้ นั่นคือความสะอาดแจ่มใสแห่งดวงจิตข้ามแดนแห่งความมืดมนของชีวิตเสียได้โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ธ.ค. 2551 , 08:52:16 น.] ( IP = 58.9.148.208 : : )
สลักธรรม 1ขอกล่าวถึงปุพพกรรมของสหาย ๕๕ คน มีพระยสะเป็นต้น พระตถาคตเจ้าตรัสว่า บุคคล ๕๕ คน มีพระยสะเป็นประมุขนั้นได้ปรารถนาอรหันตตคุณ ในสำนักของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ชวนกันทำบุญเป็นอันมาก ต่อมาในช่วงหลัง เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น (พุทธันดร) ทั้ง ๕๕ คนเป็นสหายกัน เที่ยวจัดแจงศพอนาถา
วันหนึ่งพวกเขาพบศพหญิงตายทั้งกลม จึงนำไปป่าช้าให้ ๕ คนทำหน้าที่เผา อีก ๕๐ คนเที่ยวตรวจดูศพไม่มีญาติอื่นๆ นายยสะซึ่งเป็นหัวหน้าได้เอาหลาวเหล็กแทงศพนั้น พลิกกลับไปกลับมา ขณะที่กำลังเผาอยู่นั่นเอง ได้อสุภสัญญา คือความสำคัญหมายว่า ไม่งาม เขาชี้ให้สหายอีก ๔ คนดูว่า จงดูศพนี้ หนังลอกออกแล้ว ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง เหมือนรูปโคด่าง ไม่สะอาด เหม็น พึงรังเกียจ
สหายทั้ง ๔ คนก็ได้อสุภสัญญาเหมือนกัน เมื่อกลับเข้าไปในบ้านได้บอกเรื่องนั้นแก่สหายทั้ง ๕๐ คน สหายเหล่านั้นก็ได้อสุภสัญญา ยสกุลบุตรเมื่อกลับไปบ้านได้บอกแก่มารดาบิดาและภริยา ท่านเหล่านั้นก็ได้อสุภสัญญา
เพราะเหตุที่มี บูรพูปนิสัย ทางอสุภสัญญานี่แล เรือนซึ่งเกลื่อนกล่นด้วยสตรีงามบำรุงบำเรอให้เพลิดเพลินอยู่ จึงปรากฏแก่ยสกุลบุตรประดุจป่าช้า และด้วยอุปนิสัยนั้นเหมือนกัน เขาจึงได้บรรลุคุณวิเศษ คืออรหัตตผล พวกเขาได้รับผลที่ตนปรารถนาแล้วโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ธ.ค. 2551 , 09:02:45 น.] ( IP = 58.9.148.208 : : )
สลักธรรม 2ดูก่อนท่านผู้แสวงสัจจะ ! ถ้าไม่มีอุปนิสัยทางนี้แล้ว ความรู้สึกอย่างนั้น จะเกิดแก่ยสกุลบุตรไม่ได้ ยสะเป็นบุตรเศรษฐีมั่งคั่งมากในเมืองพาราณสี มีสตรีที่สวยงามบำรุงบำเรออย่างดี คืนหนึ่งยสะนอนหลับไปก่อนเมื่อตื่นขึ้นตอนดึกขณะที่ไฟสว่างอยู่ เขาเห็นสตรีเหล่านั้นนอนด้วยอาการพิกลต่างๆ บางนางพิณตกอยู่ที่รักแร้
บางนางมีตะโพนวางอยู่ข้างคอ บางนางสยายผม บางนางน้ำลายไหล บางนางละเมอเพ้อพก หญิงเหล่านั้นปรากฏแก่ยสะประดุจซากศพที่เขาทิ้งเกลื่อนกล่นอยู่ในป่าช้า เกิดความสลดจิตเบื่อหน่าย ออกอุทานด้วยความสลดใจว่า ที่นี่ขัดข้องหนอ ที่นี่วุ่นวายหนอ จึงลงมาสวมรองเท้าออกจากเรือนไป ออกประตูเมืองเดินไปทางที่จะไปป่าอิสิปตนะ เวลานั้นใกล้รุ่งแล้ว พระบรมศาสดาเสด็จจงกรม อยู่ในที่โล่งแจ้ง ทรงได้ยินเสียงของยสกุลบุตรว่า ที่นี่ขัดข้องหนอ ที่นี่วุ่นวายหนอ จึงตรัสเรียกและว่า ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ยสกุลบุตรได้ฟังดังนั้น จึงถอดรองเท้าเข้าไปเฝ้า พระศาสดาทรงแสดงธรรมให้ฟัง ตรัสถึงเรื่องทาน ศีล สวรรค์ โทษของกาม (กามาทีนพ) และความสุขความโปร่งใจของผู้ออกจากกามแล้ว (เนกขัมมะ) โดยใจความย่อว่า...
มนุษย์ผู้อยู่ร่วมกันควรต้องมีการเสียสละให้กัน ไม่เบียดเบียนกัน จึงจะอยู่ร่วมกันเป็นสุข แต่ความสุขชั้นกามนั้นเจือด้วยโทษ เป็นสุขที่เจือด้วยทุกข์ สุขโสมนัสอันใดเกิดจากกาม นั่นคือคุณของกาม ทุกข์โทมนัสอันใดเกิดจากกามนั่นคือโทษของกาม แต่กามทั้งหลายมีสุขน้อย มีทุกข์มาก มีพิษมาก มีความเดือดร้อนมาก มีรสอร่อยน้อย มีความขมขื่นปวดร้าวมาก ผู้เห็นโทษของกามจึงชักกายชักใจออกจากกาม ได้ความโปร่งใจ มีความสุขอันประณีต นั่นคือเนกขัมมสุข ไม่ต้องเศร้าโศก ไม่ต้องหวาดระแวงภัยเพราะกามโดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ธ.ค. 2551 , 09:10:51 น.] ( IP = 58.9.148.208 : : )
สลักธรรม 3ยสกุลบุตรผู้หน่ายกามอยู่แล้ว เมื่อได้ฟังพระพุทธพจน์ อันชี้ให้เห็นโทษของกามและคุณของการออกจากกาม จิตก็แล่นไปสู่เนกขัมมสุข พระศาสดาทรงทราบว่า จิตของยสะห่างจากความพอใจในกาม ควรรับพระธรรมเทศนาที่สูงขึ้นไปได้แล้ว จึงแสดงอริยสัจ ๔ เสมือนช่างย้อมผู้ฉลาด ฟอกผ้าให้สะอาดควรแก่การย้อมก่อน แล้วจึงย้อมด้วยสีที่ต้องการ
ยสกุลบุตรฟังพระธรรมเทศนาแล้วได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบัน ต่อมาภายหลังจึงได้สำเร็จอรหัตตผล
ดูก่อนท่านผู้แสวงสัจจะ ! ข้อความที่น่าสะกิดใจอย่างยิ่งก็คือ คำสนทนาระหว่างพระพุทธเจ้ากับเศรษฐีผู้เป็นบิดาของพระยสะ บิดาของท่านยสะบอกว่ามารดาเศร้าโศกรำพันถึงบุตรหนักหนา จงให้ชีวิตแก่มารดา โดยการกลับไปเรือนเถิด พระยสะมองดูพระศาสดา พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ...จิตของยสะหลุดพ้นจากอาสวะ มิได้ยึดมั่นด้วยอุปาทานแล้ว ควรหรือที่ยสะจะกลับไปบริโภคกามคุณอีกเหมือนแต่ก่อน? บิดาของพระยสะทูลตอบว่า ไม่อย่างนั้นเลย พระเจ้าข้าเป็นลาภแล้ว ความเป็นมนุษย์อันพ่อยสะได้ดีแล้ว
ภราดา ! เมื่อเศรษฐีบิดาของท่านยสะทราบว่า บุตรของตนบรรลุอรหัตตผลสิ้นกิเลสทั้งปวงแล้ว พูดออกมาว่า ความเป็นมนุษย์อันพ่อยสะได้ดีแล้ว ดังนี้เป็นการยืนยันถึงความเข้าใจของท่านว่า การได้ดีสูงสุดของมนุษย์นั้นคือการสิ้นกิเลส ดังนั้น ภาวะแห่งการสิ้นกิเลสจึงควรเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของมนุษย์และต้องเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดทุกๆ ชาติที่เกิด แต่จะไปสำเร็จเอาชาติใดนั้นก็สุดแล้วแต่บารมีที่สั่งสม ผู้มีจุดมุ่งหมายของชีวิตอย่างนี้เท่านั้นจึงจะพบกับความสงบสุขของชีวิต มิฉะนั้นแล้ว ถึงจะได้อะไรมาก็หาพอใจไม่ ชีวิตจะต้องระหกระเหินต่อไป จิตใจจะดิ้นรนร่านหาของใหม่ๆ แปลกๆ ที่เข้าใจเอาว่า จะให้ความสุขความสมหวังแก่ตนได้
พระภัทรวัคคีย์ผู้สำเร็จมรรคผลที่ไร่ฝ้าย และท่านชฏิลมีอุรุเวลกัสสปเป็นต้น ก็ล้วนแต่ได้บำเพ็ญบารมีมาเพื่ออรหัตตผลเท่านั้น หาได้ปรารถนาตำแหน่งใดๆไม่
อนึ่ง ชฏิลสามพี่น้องมีอุรุเวลกัสสปเป็นต้น มีชีวิตเกี่ยวพันกับพระเจ้าพิมพิสารเพียงในชาตินี้ก็หาไม่ แม้ในชาติก่อนๆ ก็เคยเกี่ยวพันกันมาแล้ว ได้ทำบุญกุศลร่วมกันมา พระศาสดาได้ทรงเล่าเรื่องนี้แก่ภิกษุทั้งหลายว่า..โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ธ.ค. 2551 , 09:18:24 น.] ( IP = 58.9.148.208 : : )
สลักธรรม 4นับถอยหลังจากนี้ไป ๙๒ กัป ในสมัยของพระพุทธเจ้าพระนามว่าติสสะและปุสสะ พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๒๐ และ ๒๑ พระเจ้าพิมพิสารเกิดเป็นสมุห์บัญชีของพระราชกุมาร ๓ พระองค์ คือ ชฏิล ๓ พี่น้องเวลานี้ ได้ร่วมกันทำบุญทำทานในสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข พระราชกุมาร ๓ พระองค์ได้รับศีล ๑๐ นุ่งห่มผ้ากาสายะ ๒ ผืน ตลอดเวลา ๓ เดือน มอบพระราชภาระในการบำรุงพระตถาคต และสาวกของพระตถาคตให้แก่สมุห์บัญชีของพระองค์ คือพระเจ้าพิมพิสารเวลานี้ แต่บริวารของสมุห์บัญชีอันเป็นทาสบ้าง กรรมกรบ้างได้ กินของที่เขาอุทิศสงฆ์เองบ้าง ให้บุตรหลานกินบ้าง เพราะไม่อาจระงับความอยาก ได้เมื่อเห็นของดีๆ ของนั้นมิใช่เหลือจากสงฆ์ แต่เป็นของที่เขาอุทิศถวายสงฆ์ และสงฆ์ยังมิได้ฉัน ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น จึงเกิดเป็นเปรตอยู่นานถึง ๔ พุทธันดร ได้ถามพระพุทธเจ้าถึง ๓ พระองค์ว่า เมื่อใดพวกตนจึงจะพ้นจากความทุกข์ทรมานนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้นตรัสตอบว่า จักพ้นในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม
เมื่อพระเจ้าพิมพิสารถวายเวฬุวันแก่พระศาสดาแล้ว เพราะอำนาจแห่งกรรมชั่วของเปรตเหล่านั้นปิดบังไว้ จึงบันดาลให้พระเจ้าพิมพิสารมิได้ทรงระลึกที่จะอุทิศส่วนกุศลให้ใครเลย ในราตรีนั้น เปรตทั้งหลายจึงไปเปล่งเสียงอันน่ากลัวในพระราชวังของพระราชา แสดงตนให้ปรากฏ จอมเสนาแห่งแคว้นมคธ ทรงสะดุ้งตกพระทัยเป็นอันมาก รุ่งเช้าจึงเสด็จไปเฝ้าพระศาสดา ทูลถามเรื่องนั้น พระพุทธองค์ตรัสว่า
มหาบพิตร นับถอยหลังจากกัปป์นี้ไป ๙๒ กัปป์ ในศาสนาแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปุสสะ พวกเปรตเหล่านั้นเป็นญาติของพระองค์ กินอาหารที่เขาเตรียมไว้ถวายสงฆ์ เกิดในเปตโลกแล้ว หวังได้รับส่วนบุญจากพระองค์มาตลอดกาลช้านาน...
พระองค์ผู้เจริญ ! ถ้าหม่อมฉันถวายทานในบัดนี้ เปรตเหล่านั้นจักได้รับหรือ?
ได้รับ มหาบพิตร พระศาสดาตรัสตอบ
พระราชาพิมพิสารทรงนิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ถวายมหาทานในวันรุ่งขึ้น แล้วได้พระราชทานส่วนบุญว่า ด้วยอานุภาพแห่งมหาทานนี้ ขอข้าวน้ำอันเป็นทิพย์จงสำเร็จแก่เปรตเปล่านั้น ข้าวน้ำอันเป็นทิพย์เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้นแล้ว
คืนต่อมา เปรตเหล่านั้นเปลือยกายแสดงตนแก่พระราชา พระเจ้าพิมพิสารทูลถามความนั้นกับพระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธองค์ตรัสให้ถวายผ้าแก่พระสงฆ์ พระเจ้าพิมพิสารได้ถวายจีวรแก่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้วทรงอุทิศส่วนบุญว่า ด้วยอานุภาพแห่งจีวรทานนี้ ขอผ้าอันเป็นทิพย์จงเกิดขึ้นแก่เปรตทั้งหลาย ขณะนั้นเอง ผ้าทิพย์เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น พวกมันละอัตตภาพแห่งเปรต ดำรงอยู่ในอัตตภาพอันเป็นทิพย์แล้ว
พระศาสดาทรงอนุโมทนาบุญของพระราชาพิมพิสารโดยนัยว่า...โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ธ.ค. 2551 , 09:24:29 น.] ( IP = 58.9.148.208 : : )
สลักธรรม 5เปรต ทั้งหลายมายืนอยู่ที่ทาง ๓ แพร่ง ๔ แพร่งบ้าง มาสู่เรือนของตนแล้ว ยืนอยู่นอกฝาประตูบ้าง
เมื่อข้าวน้ำและของควรเคี้ยวควรบริโภคเป็นอันมากมีอยู่ ใครสักคนหนึ่งก็มิได้นึกถึงเปรตเหล่านั้น เพราะกรรมของสัตว์ (คือเปรต) นั่นเองปิดบังไว้ ผู้มีใจอนุเคราะห์เมื่อให้ทาน จึงควรระลึกถึงญาติบ้างว่า
ขอกุศลผลทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ญาติทั้งหลายผู้ไปบังเกิดเป็นเปรตมาประชุมกันอนุโมทนาด้วยความเคารพ ตั้งจิตให้ญาติผู้ทำบุญไปให้ได้มีอายุยืนนาน ทายกผู้ทำบุญก็ไม่ไร้ผล ในเปตโลกนั้นไม่มีกสิกรรม โครักขกรรมก็ไม่มี ไม่มีพานิชกิจ หรือการซื้อขายใดๆ เปรตทั้งหลายเลี้ยงชีพด้วยทานที่มนุษย์ทำบุญอุทิศไปให้เท่านั้น น้ำตกลงในที่ดอนย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่มฉันใด ขอทานที่ท่านให้แล้วจากโลกนี้ จงสำเร็จแก่เปรตทั้งหลายฉันนั้น เหมือนห้วงน้ำหรือห้วยหนองคลองบึง เต็มแล้วหลั่งลงสู่สาคร
ผู้มีใจกรุณาระลึกถึงอุปการะที่ท่านทำแล้วแก่ตนมาก่อนว่า ผู้นี้ได้เคยให้สิ่งนี้แก่เรา ผู้นี้ได้เคยทำสิ่งนี้แก่เรา ผู้นี้เป็นญาติเป็นมิตร หรือเป็นเพื่อนของเรา แล้วทำบุญให้ทานอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ล่วงลับทั้งหลายด้วยความสำนึกคุณนั้น อันนี้เป็นประโยชน์ ส่วนการร้องไห้เศร้าโศกคร่ำครวญไม่เป็นประโยชน์แก่ญาติทั้งหลายผู้ล่วงลับ เขาคงอยู่อย่างนั้นเอง ไม่ทำให้อะไรดีขึ้น
ทักษิณาที่พระองค์ทรงบำเพ็ญนี้ ชื่อว่าทรงตั้งไว้ดีแล้วในสงฆ์ จักเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขตลอดกาลนาน จะสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ล่วงลับตามควรแก่ฐานะ
พระองค์ทรงแสดงญาติธรรมให้ประจักษ์แล้วในคราวนี้ ทรงทำการบูชาอันโอฬารแก่พระญาติผู้ล่วงลับ ทรงให้กำลังแก่ภิกษุทั้งหลายด้วยแล้ว ชื่อว่าได้ทรงขวนขวายในบุญเป็นอันมาก
พระคาถาอนุโมทนานี้ ยังความปลาบปลื้มพระทัยให้เกิดแก่พระเจ้าพิมพิสารเป็นที่ยิ่ง เพราะมีพระทัยจดจ่อในการบุญกุศลอยู่แล้ว เมื่อทรงทราบว่า พระราชกุศลที่ทรงทำอุทิศให้พระญาติในอดีตสำเร็จประโยชน์เช่นนั้น ก็ทรงปราโมชขึ้นอีกเป็นทวีคูณ
ภราดา ! กรรมดีกรรมชั่วมีจริง ผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วมีจริง บุคคลมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นพวกพ้อง เป็นที่พึ่งอาศัย คนทำดีหาความสุขได้ง่าย ส่วนคนทำชั่วหาความสุขได้ยาก
โปรดติดตามตอนต่อไป
![]()
โดย พี่เณร...นำมาฝาก [18 ธ.ค. 2551 , 09:41:29 น.] ( IP = 58.9.148.208 : : )
สลักธรรม 6ตัวอย่างของการแบกก้อนหินและการกลิ้งหินนี้สมกับชื่อตอนว่า กรรมบังไว้จริงๆ เพราะไม่รู้ว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำเลย
แต่กรรมชนิดใหม่ในฝ่ายดีที่เลือกทำ และตั้งใจกระทำจนเกิดความชำนาญก็จะสามารถติดตามไปเป็นอุปนิสัย เป็นช่องทางให้ทำความดีได้สูงยิ่งขึ้นได้ต่อไป ชีวิตของเราจึงเป็นไปตามกรรมกำหนดจริงๆ
ได้อ่านมาเรื่อยๆ แล้วก็ทำให้มีทางเลือกดีๆ ในชีวิตได้มากขึ้น และมีความสงบร่มเย็นใจเสมอ
กราบอนุโมทนาและขอบพระคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่านโดย น้องกิ๊ฟ [18 ธ.ค. 2551 , 13:27:54 น.] ( IP = 125.27.172.64 : : )
สลักธรรม 7
กรรมดีและกรรมชั่ว มีปรากฏอยู่กับเราตลอดเวลา อยู่ที่ว่าเราจะเลือกกระทำสิ่งใดให้คุ้นเคยเป็นอุปนิสัย
และผลของกรรมดี กรรมชั่วก็มีจริง จะเพียรเลือกกระทำแต่กรรมดีให้เป็นอุปนิสัยติดตัวค่ะ
กราบขอบพระคุณ และอนุโมทนาค่ะพี่เณร ที่นำมาให้ได้อ่านและศึกษาทางที่ควรดำเนินตาม.....โดย พี่ดา [18 ธ.ค. 2551 , 14:26:29 น.] ( IP = 124.121.173.139 : : )
สลักธรรม 8มาติดตามครั้งนี้
ทำให้เห็นชีวิตของการลงแรงที่สิ้นหวัง และไร้ผลลัพธ์อันเหนื่อยเปล่า
มองเห็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของสังคมมนุษย์
เพราะแท้จริง การงานทุกอย่างของมนุษย์ ควรเป็นเครื่องมือไปสู่การพัฒนาคน ให้ขึ้นสู่ฐานะอันสูงสุด เท่าที่มนุษย์จะขึ้นให้ถึงได้ นั่นคือความสะอาดแจ่มใสแห่งดวงจิตข้ามแดนแห่งความมืดมนของชีวิตเสียได้
แล้วเราก็มัวแต่หลงทางกันตลอด
กราบขอบพระคุณและอนุโมทนาค่ะโดย น้องอุ๊ [18 ธ.ค. 2551 , 15:49:40 น.] ( IP = 202.28.183.10 : : 10.6.129.70 )
สลักธรรม 9อ่านแล้วทำให้เห็นชัดว่า ความมีปัญญาในเรื่องของชีวิตจะช่วยให้ผู้นั้นไม่หลงไปในทางที่ผิดๆ ไม่มัวเมาไปในรื่องที่ไร้สาระ
และอาจิณกรรมฝ่ายกุศลที่ตนได้กระทำไป ไม่ได้หายไปไหน ก็จะคุ้มครองให้ผู้นั้นยินดีในการทำกุศลครั้งต่อๆ ได้ง่ายขึ้น
กราบขอบพระคุณพี่เณรค่ะ ที่ได้นำธรรมะมาฝากไว้ค่ะโดย เซิ่น [19 ธ.ค. 2551 , 14:58:46 น.] ( IP = 58.137.94.76 : : )
สลักธรรม 10มนุษย์ถูกโมหะอวิชชาครอบงำ
ลงทุนลงแรงด้วยความเหนื่อยยากเหมือนการเข็นก้อนหินขึ้นภูเขา โดยที่ไม่รู้ว่าจุดหมายปลายทางคือความว่างเปล่าที่ไม่มีประโยชน์
ไม่ใส่ใจที่จะรับรู้ว่า การได้ดีสูงสุดของมนุษย์นั้นคือการสิ้นกิเลส ที่สมควรเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของชีวิต
ถ้ามนุษย์มีค่านิยมที่บั่นทอนกิเลส ไม่ส่งเสริมกิเลสให้ฟูเฟื่อง ความสงบของจิตใจก็เกิดได้ไม่ยาก หนทางเดินสู่ความสิ้นกิเลสก็เป็นสิ่งที่พอจะเป็นไปได้
กราบขอบพระคุณพี่เณรมากค่ะที่นำเรื่องดีๆมีประโยชน์น่าขบคิดมาให้ได้อ่านค่ะโดย ธัญธร [20 ธ.ค. 2551 , 23:00:30 น.] ( IP = 118.173.32.248 : : )
ขอเชิญแสดงความคิดเห็น คำเตือน
- การแอบอ้างใช้ชื่อบุคคลซึ่งอาจทำให้บุคคลนั้นเกิดความเสียหาย อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- การโพสรูปภาพที่ไม่เหมาะสม หรือ ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของภาพ อาจถูกดำเนินคดีทางกฏหมายได้
- หากพบเห็นรูปภาพหรือกระทู้ที่ไม่เหมาะสมสามารถเมล์เข้ามาได้ที่ freewebboard@thaimisc.com โดยระบุ subject "กระทู้ไม่เหมาะสม" พร้อมทั้งระบุ ADDRESS ของเว็บบอร์ด
ผู้ช่วยเหลือ-แหล่งข้อมูล |
[ คีตธรรม ] [ ตารางสี ] [ ค้นหาเพลง ] |
ลานภาพ |
ค้นหา |
สร้างสรรค์โดย |